ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ❣ 03

คำค้น : ป๋อขอคืน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ส.ค. 2562 18:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
❣ 03
แบบอักษร

-03- 

So high, we’ re still climbing 

 

 

“สรุปคือหมอนั่นจริงๆ ด้วยสินะ” แอลท้าวคางเอ่ยเสียงเอื่อยบอกเพื่อนที่นั่งหน้ายุ่งอยู่ตรงข้ามโดยมีพีทนั่งลูบหลังให้อีกคนใจเย็นอยู่

“คืออะไรแอลเจอหมอนั่นก่อนหรอ” จิงเอ่ยถามเพื่อน

หลังจากเหตุการณ์บ้าๆ นั่นเขาก็เลือกที่จะไม่ตอบอีกฝ่ายหันหลังให้แล้วโทรหาอู่ซ่อมรถหางตาเห็นอีกฝ่ายยืนพิงเสาไม่ยอมไปไหนก็ไม่อยากจะเสวนาด้วย จะทำอะไรก็ทำไปเขาไม่ขอยุ่งจึงกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทอย่างแอลเพราะรู้ว่าพีทน่าจะใช้เวลาอยู่กับแฟนหนุ่มของตัวเอง

“อือ เมื่อวานเขามาซื้อกาแฟตอนที่พวกนายกลับไปแล้ว มากับ...แฟนเขาน่ะ” แอลบอกเสียงเบาจิงได้ยินก็พยักหน้าแล้วโบกมือให้เพื่อนเป็นเชิงว่าเขาไม่ได้คิดอะไรถึงจะเจ็บจี๊ดที่ใจนิดหน่อยก็เถอะ

“ช่างเหอะ เราแค่หงุดหงิดที่เจอกันเฉยๆ แถมแม่งยังมาป้วนเปี้ยนวุ่นวายคือไม่ชอบอ่ะเข้าใจป่ะไม่อยากเห็นหน้าไม่อยากได้ยินเสียงอ่ะเข้าใจไหม!” จิงใส่อารมณ์นิดหน่อยแล้วถอนหายใจแรง

“ขอโทษนะทุกคน” เขากล่าวขอโทษเพื่อน พีทกับแอลยิ้มปลอบ

“อย่าคิดมาก ถ้าไม่อยากเจอก็ไม่ต้องไปสนใจแต่นายก็รู้ว่ายังไงก็เลี่ยงที่จะทำงานด้วยกันไม่ได้” จิงพยักหน้า

“เรารู้เพราะรู้ถึงได้หงุดหงิดนี่ไง” พีทยิ้มแล้วตบหลังเพื่อนเบาๆ

“เอาน่ะไปหาอะไรกินกันไหมอารมณ์จะได้ดีๆ”

“แล้วนายไม่ไปไหนกับคิวหรอ” จิงเอ่ยถามพอเพื่อนนิ่งไปก็รู้ว่าน่าจะมีนัดกับแฟนหนุ่มแต่ก็เลือกจะมาปลอบเขา จิงยิ้มขอบคุณเพื่อนก่อนจะบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ

“ไปกับคิวเถอะเราโอเคแล้ว เนี่ยพอได้กินเค้กฝีมือแอลก็อารมณ์ดีขึ้นมาเลย” จิงบอกเพื่อนทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม ไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองคนคิดมากอีกอย่างตอนนี้เขาก็รู้สึกดีขึ้นมากอย่างที่บอกจริงๆ

“ขอโทษนะที่วันนี้ไม่ได้อยู่ด้วย” พีทบอกเพื่อนอย่างรู้สึกผิดแอลกับจิงส่ายหน้า

“แค่นี้ก็ดีมากแล้ว นายไปเถอะเดี๋ยวคิวรอเราสบายมากโอเคแล้วจริงๆ” พีทมองหน้าเพื่อนอีกครั้งแล้วหันไปหาแอล

“ฝากด้วยนะมีอะไรโทรมา”

“อื้อไม่ต้องห่วงเดี๋ยวดูให้” ทั้งสองโบกมือลาพีทที่ออกไปจากร้าน จากนั้นเพื่อนตัวเล็กก็หันมามองหน้าจิงที่เลิกคิ้วถาม

“อะไร?”

“ไหวไหม” จิงนิ่งไปเพราะน้ำเสียงของเพื่อนเจือไปด้วยความเป็นห่วงอย่างชัดเจน ร่างโปร่งถอนหายใจก่อนจะก้มหน้าส่ายหัวเป็นคำตอบช้าๆ

“เราเคยคิดว่าเราไหว แต่เหมือนจะคิดไปเอง...เราเจ็บจัง” จิงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาที่คลอหน่วยรอบดวงตา แอลเดินไปนั่งข้างๆ โอบกอดเพื่อนไว้ด้วยสองแขน

“เราบอกกับตัวเองว่าลืมไปแล้ว ย้ำอยู่ทุกวันเพิ่งรู้วันนี้ว่ามันก็เป็นแค่การหลอกตัวเอง เรายังจำ...จำทุกอย่างที่เขาทำไว้กับเราทุกอย่าง...คำที่บอกเลิกก็จำ” จิงซบหน้ากับฝ่ามือตัวเองปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาช้าๆ กับเพื่อนสนิทแม้อยากจะปกปิดความเศร้าเอาไว้เท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำได้ จิงก็เป็นแค่มนุษย์คนนึงที่ต้องการที่พึ่งต้องการคนคอยกอดปลอบยามเขาเหนื่อยล้าก็เท่านั้น

“เรารู้ว่ามันผ่านมานานแล้ว เราเริ่มใหม่เขาเองก็เริ่มใหม่แต่ทำไมความเจ็บปวดนั้นมันถึงไม่หายไปล่ะ”

“อยากให้เขาเจ็บ...ฮึก...เหมือนอย่างที่เราเป็นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วทั้งที่เวลาเราก็เดินไปพร้อมกันแต่ทำไมถึงมีแค่เราที่ยังจำล่ะ ไม่แฟร์เลย” แอลลูบหลังปลอบเพื่อนปล่อยให้อีกฝ่ายระบายความในใจออกมาโดยที่ไม่เอ่ยขัด

“ฮึก...เกลียดตัวเองชะมัด”

“ร้องออกมาเถอะ เพื่อนอยู่ตรงนี้” แอลกอดปลอบเพื่อนที่ปล่อยโฮออกมา เขาปลอบใครไม่เก่งทำได้แค่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ แบบนี้

“ขอบคุณนะแอล” คนที่ร้องไห้อย่างน่าสงสารเอ่ยขอบคุณทั้งที่ยังสะอึกสะอื้นอยู่ แอลยิ้มแล้วหยิบทิชชู่ช่วยเช็ดคราบน้ำตาให้เพื่อน

“เต็มใจเสมอแล้วพรุ่งนี้ทำงานหรือเปล่า” จิงพยักหน้าก่อนจะกอดเพื่อนทำตัวงอแง

“ไม่อยากไปทำงานเลย” แอลตีแขนอีกฝ่ายเบาๆ

“อย่าเกเรสิ” จิงฮึดฮัดอยู่สักครู่ก็เอ่ยชวนเพื่อนเสียงออดอ้อน

“งั้นไปกินชาบูกันอยากได้อะไรมาดามใจ”

“ผู้ชายไหมล่ะ” แอลแกล้งเย้าส่วนคนถูกแกล้งหน้าเบ้ส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“ไม่เอาด้วยหรอก ตอนนี้พักไว้ก่อนเรื่องเก่ายังไม่ทันหายเรื่องเก่ากว่าดันโผล่มาซะงั้น” จิงบ่นอุบ ก็จริงนี่เขาเพิ่งจะเลิกกับแฟนที่คบกันมาได้สองปีเมื่อวานก่อนพอมาวันนี้ก็ดั๊นมาเจอแฟนเก่ากว่าที่จบกันไม่ดีอีก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรอย่างนี้เห็นทีต้องไปทำบุญบ้างเสียแล้ว

“เกิดมาเป็นคนฮอทก็งี้เนอะ”

“แน่น๊อน เบื่อตัวเองมากที่เกิดมาหล่อจนต้องร้องขอชีวิต อิอิ” แอลยิ้มขำเพื่อนคนนี้เศร้าได้ไม่นานก็กลับมาร่าเริงได้เป็นปกติ ถึงจะไม่เต็มร้อยแต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อกี้มากคงเพราะได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมา

“ครับๆ คนหล่อ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ปิดร้านเร็วหน่อยแล้วกันเนอะ” แอลบอกซึ่งอีกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย คนตัวสูงลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาหลังร้านก่อนจะออกมาช่วยเพื่อนเก็บร้านและหมุนป้ายปิด

“ไม่ต้องห่วงนะเด็กๆ พี่จ่ายค่าแรงเต็มวัน” จิงบอกเด็กในร้านด้วยรอยยิ้มโบกมือลาน้องๆ ที่ทยอยกลับบ้านเช็คความเรียบร้อยของร้านอีกครั้งก่อนจะช่วยกันล็อคร้าน

“อ้าวปิดแล้วหรอคะวันนี้” เสียงหวานเอ่ยถามจิงกับแอลหันไปมองพร้อมกัน

“ต้องขอโทษด้วยนะครับวันนี้เราปิดก่อนเวลานิดหน่อยพอดีมีธุระครับ” แอลเป็นคนตอบก่อนที่เขาทั้งคู่จะก้มหัวขอโทษลูกค้า

“ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวพรุ่งนี้มาใหม่ก็ได้” เธอก้มหัวให้เขาทั้งสองคนก่อนจะเดินกลับขึ้นรถและขับออกไป จิงหันไปยิ้มแล้วเพื่อนตัวเล็กแล้วกอดคอรั้งให้เพื่อนเดินไปด้วย

“จิง”

“หือ?”

“ผู้หญิงคนเมื่อกี้น่ะ”

“อ้อสวยดีนะทำไมอ่ะแอลชอบหรอ” เพื่อนตัวเล็กส่ายหน้า

“แฟนใหม่ป๋อ” จิงชะงักครู่หนึ่งก็ก้มลงยิ้มกับเพื่อน

“ช่างเขาเถอะ”

“อืมขอโทษนะที่บอก” จิงส่ายหน้า

“ดีแล้วที่บอกเจอคราวหน้ามาด้วยกันเราจะได้ไม่เหวอ”

ทั้งสองคนขับรถไปยังห้างสรรพสินค้าไม่ไกลจากร้านของพวกเขามากนัก แอลตามใจเพื่อนด้วยการพาไปยังร้านชาบูชื่อดังมีคิวที่ต้องรอนิดหน่อยเพราะเป็นช่วงเวลาเลิกงาน ไม่นานก็ถึงคิวของพวกเขาจึงพากันเดินเข้าไปในร้านเพื่อนตัวเล็กชะงักจนจิงที่เดินตามเบรคไม่ทันชนกันเกือบล้มหัวทิ่มทั้งคู่

“เป็นไรแอลอยู่ๆ ก็เบรค” จิงเอ่ยถามเพื่อนตัวเล็กไม่ตอบจิงเลยมองตามสายตาเพื่อนไปนอกร้านก็เจอกับผู้หญิงที่แอลบอกว่าเป็นแฟนใหม่ของผู้ชายคนนั้นเดินควงแขนอยู่กับผู้ชายอีกคน

“หรือว่าเราจะเข้าใจผิด” แอลบ่นกับตัวเองแล้วมองหน้าเพื่อน จิงยิ้มโชว์ฟันกระต่ายแล้วขยี้ผมเพื่อนเบาๆ

“ช่างเรื่องของพวกเขาเถอะ ถ้าแอลเข้าใจผิดก็ดีไปแต่ถ้าเราเข้าใจถูกก็สมน้ำหน้าหมอนั่นเหอะ ขอให้เขาสูงเสียดฟ้าเลยสาธุ๊!” จิงพนมมือท่วมหัวบอกเสียงดังจนแอลต้องรีบรวบมือเพื่อนแล้วพาเดินไปที่โต๊ะด้วยความอับอาย

“พูดเสียงดังอายเขา” แอลดุอย่างไม่จริงจังผิดกับคนทะเล้นที่หัวเราะขำ

“โทษทีๆ เราใส่อารมณ์มากไปนิดก็มันสะใจนี่นาถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ อ่ะนะ”

“ก็ไม่แน่หรอกหมอนั่นเองก็อาจจะไม่จริงจังกับผู้หญิงคนนี้เพราะเมื่อวานตอนเจอที่ร้านก็นิ่งผู้หญิงถามคำเขาก็ตอบคำ” จิงฟังคำบอกเล่าของแอลแล้วก็เบ้ปาก

“แบบนั้นเขาเรียกเก๊ก! คิดว่าหล่อนักหรือไง”

“เราว่าน้องมันหล่อออกนะ”

“แอล! เราหล่อที่สุด! พูดเดี๋ยวนี้ว่าเพื่อนหล่อที่สุด!” จิงจิงสามขวบประทับร่างแล้ว แอลหัวเราะขำพยักหน้าเออออไปกับเพื่อน

“ครับๆ เพื่อนหล่อที่สุดจิงหล่อที่สุดแล้วพีทก็เทียบไม่ติด” พอได้ยินเพื่อนชมคนหลงตัวเองก็ยิ้มกว้างยิ่งพอเพื่อนตัวเล็กบอกว่าเขาหล่อกว่าเพื่อนพีทที่หล่อมากก็ยิ่งยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงหู

“พูดดีงั้นเดี๋ยวมือนี้ป๋าเลี้ยง!”

“หูยเจ๋งสุด!” แอลตาโตยกนิ้วโป้งให้เพื่อนด้วยรอยยิ้มกว้าง

“เออวันนี้เราว่าจะกลับบ้านแอลกลับพร้อมเราป่ะ” จิงเอ่ยชวนเพื่อนเพราะบ้านของแอลเป็นทางผ่านบ้านใหม่ของเขา

บ้านหลังนี้เขาเพิ่งซื้อได้ไม่นานเพิ่งสร้างเสร็จตกแต่งเรียบร้อยตอนนี้ก็เลยทยอยขนของจากคอนโดไปไว้ที่บ้านเพราะคอนโดนี้เขาตั้งใจจะให้น้องชายคนสุดท้องมาอยู่แทนการเช่าหอ บ้านจิงมีพี่น้องทั้งหมดสี่คน เขาเป็นพี่ชายคนโต มีน้องสาวแล้วก็น้องชายอีกสองคน ตอนนี้เหลือแค่น้องชายคนเล็กคนเดียวที่เพิ่งเข้ามหาลัยและจะย้ายมาอยู่คอนโดเขาในอีกไม่ช้าส่วนที่เหลือต่างก็เรียบจบทำงานกันหมดแล้ว

“แต่งเสร็จหมดแล้วหรอ”

“ใช่แล้ว นี่ก็เริ่มทยอยขนของแล้วล่ะอาทิตย์หน้าเจมส์จะมาแล้ว”

“หยุดอีกทีวันไหน”

“อีกสองวัน” แอลพยักหน้า

“เดี๋ยวเราไปช่วยย้าย” จิงยิ้มกว้าง

“ขอบคุณมากเราดีลกับพีทกับคิวไว้เรียบร้อยละด้วย”

“พร้อมตลอดนะพ่อคุณ”

“แน่นอนสิให้เราขนคนเดียวตายก่อนพอดี”

จิงแวะส่งเพื่อนตัวเล็กที่บ้านก่อนจะขับตรงมายังหมู่บ้านของตัวเอง ปิดประตูบ้านเรียบร้อยก็ไขกุญแจเข้ามาในบ้านก่อนจะมองโดยรอบด้วยความภูมิใจ บ้านหลังนี้เขาซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองร่างสูงโปร่งยิ้มมองแล้วก็คิดว่าจะตกแต่งตรงไหนเพิ่มอีกบ้าง เขาอยากเลี้ยงแมวสักตัวไว้เป็นเพื่อนยามเหงาด้วย

พ่อแม่กว่าจะมาเยี่ยมทีก็ปีละครั้งไม่ต้องถามถึงน้องชายและน้องสาวสองคนนั้นแต่งงานมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว น้องคนเล็กก็โลกส่วนตัวสูงตอนแรกจะให้มาอยู่ที่บ้านนี้ด้วยกันก็ไม่ยอมมาบอกเขาว่าอยากมีชีวิตวัยรุ่นในเมืองใหญ่ดูบ้าง ไอ้เขารึก็เป็นพวกสปอยน้องน้องอยากได้อะไรก็ให้อยากทำอะไรก็ให้ทำถึงต้องมานั่งเหงาในบ้านหลังใหญ่คนเดียวแบบนี้

จิงขนเสื้อผ้าจากหลังรถทยอยเข้ามาในบ้านเสร็จก็ได้ยินเสียงกดกริ่งหน้าบ้าน นึกแปลกใจว่าใครมาหาในเวลาสามทุ่มกว่าแบบนี้กลัวว่าจะเป็นคนร้ายนิดหน่อยแต่ก็เชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านที่เขายอมเสียค่าส่วนกลางไปไม่น้อย ปาดเหงื่อนิดหน่อยแล้วเดินออกไปดูนอกบ้าน

“ขอโทษครับ...อ่ะจิง” ร่างสูงโปร่งตบหน้าผากตัวเองเสียงดังแปะไม่สนสีหน้าคนที่อยู่นอกรั้วว่าจะมองเขาอย่างไร ถอนหายใจให้กับความซวยของตัวเองแล้วเดินเข้าไปหา

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาเอ่ยกับอีกคนที่ขมวดคิ้วมองหน้าเขานิ่ง

“ร้องไห้มาหรอทำไมตาบวม” จิงชะงักก่อนจะถลึงตาใส่อีกคน

“ไม่ใช่เรื่องของคุณ บอกธุระที่ต้องกดกริ่งเรียกคนอื่นตอนสามทุ่มมา” เขาเอ่ยตัดบทและเหมือนว่าอีกคนจะรู้ว่าเสียมารยาทจึงก้มหัวขอโทษแล้วเอ่ยธุระของตัวเองออกมา

“ที่บ้านน้ำไหลไหม” จิงขมวดคิ้ว

“ไม่รู้สิผมเพิ่งมาถึงเดี๋ยวดูให้นะ” ร่างโปร่งวางอคติลงไว้ก่อนแล้วเดินไปเช็คน้ำให้อีกคนเมื่อเห็นว่าน้ำที่บ้านตัวเองไหลปกติก็เดินออกมาบอกคนที่ตบยุงรออยู่นอกรั้ว

“ไหลปกตินะคุณ” พอบอกดังนั้นอีกฝ่ายก็ขมวดคิ้วเข้าหากันหนักกว่าเดิม

“บ้านคุณไม่ไหลหรอ” เขาถามกลับเมื่อเห็นว่าอีกคนนิ่งเงียบ

“ครับ”

“ดูวาวล์น้ำหรือยัง”

“ดูแล้วทุกอย่างปกติแต่ทำไมไม่ไหลก็ไม่รู้” จิงยกนาฬิกาข้อมือดูเห็นว่าเวลาสามทุ่มครึ่งแล้วไม่รู้ช่างของหมู่บ้านจะมีหรือเปล่าแล้วสภาพอีกคนก็เหงื่อโทรมในชุดออกกำลังกายเห็นแล้วก็สงสาร

“ถ้าไม่รังเกียจก็เข้ามาอาบน้ำข้างในบ้านผมก่อนก็ได้” สงสารเพราะรู้หรอกนะว่าอีกคนมีนิสัยที่ไม่ชอบเหงื่อ ออกกำลังกายเสร็จก็จะอาบน้ำเลยไม่อย่างนั้นจะหงุดหงิด

“ขอบคุณมากครับ ขอรบกวนด้วย” คนนอกรั้วเอ่ยขอบคุณเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจ จิงที่กำลังจะเปิดประตูรั้วให้ชะงักกับรอยยิ้มนั้นก่อนจะก้มหน้าก้มตาเปิดประตูให้อีกคนเข้ามา

“อือ” เขาตอบสั้นๆ เดินนำร่างสูงเข้ามาในบ้าน

“ผมไปออกกำลังกายที่ส่วนกลางหมู่บ้านมาออกเสร็จจะเข้าไปอาบน้ำเขาก็ติดป้ายว่าสียังไม่แห้งก็เลยต้องหอบตัวเหม็นเหงื่อกลับมาที่บ้านพอมาถึงน้ำก็ดันไม่ไหลอีกมองไปรอบบ้านก็เห็นแค่บ้านนี้เปิดไฟอยู่เลยลองเสี่ยงดวงมากดเรียก โชคดีมากเลยที่เป็นจิง” จิงทำเป็นไม่สนใจคำอธิบายยืดยาวของอีกคน เขาคิดว่าการมีน้ำใจต่อเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ดีเมื่ออีกฝ่ายเดือดร้อนและเรื่องที่ร้องขอก็ไม่ได้เสียหายอะไรเขาถึงยอมช่วยก็เท่านั้น

“เดี๋ยวผมไปหยิบสบู่กับยาสระผมให้” เขาบอกแค่นั้นแล้วรีบเดินไวๆ ขึ้นมายังชั้นสองของบ้านมือเรียวปิดประตูห้องตัวเองแล้วตบแก้มเรียกสติเบาๆ พร้อมกับยกมือกดบริเวณหัวใจ เขาไม่ชอบให้อีกฝ่ายเรียกชื่อ ไม่ชอบเวลาได้ยินเสียงทุ้มนั้นเอ่ยเรียกชื่อตัวเอง

เพราะมันทำให้หวั่นไหว

และความหวั่นไหวนั้นก็ทำให้เขาเผลอคิดไปถึงเรื่องราวเก่าๆ ร่างโปร่งสูดลมหายใจลึกแล้วผ่อนออกมาอยู่สองสามครั้งแล้วเดินไปหยิบสบู่เหลว ยาสระผมแถมด้วยยาสีฟันใหม่แกะกล่องให้อีกคนด้วย เดินลงมาก็เห็นแขกยืนนิ่งอยู่ตรงราวบันไดจึงเอ่ยถามไปด้วยความสงสัย

“ทำไมคุณไม่นั่งรอ” ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมามองด้วยรอยยิ้มบางจนจิงต้องหลบสายตาอีกครั้ง เขาเคยบอกไปหรือยังว่าผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป ทั้งสีหน้าแววตาและน้ำเสียงอะไรที่เป็น ป๋อ ปริญ สำหรับเขาแล้วมันอันตรายทั้งนั้น

“ตัวผมมีแต่เหงื่อแล้วโซฟาบ้านจิงก็ใหม่เลยเกรงใจครับ” คนฟังพยักหน้าเออออแล้วยื่นของใช้ให้ อีกฝ่ายรับไปด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณนะครับ”

“รีบอาบเถอะ พรุ่งนี้ผมยังต้องไปทำงาน” เขาเอ่ยตัดบทแล้วหันหลังให้อีกคน ได้ยินเสียงปิดประตูห้องน้ำก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งตัวนอนยาวบนโซฟาเบดที่ตัวเองซื้อมาใหม่แกะกล่อง

“เหนื่อยจัง” เขาพูดกับตัวเองพลางเอามือก่ายหน้าผาก ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ให้อีกฝ่ายเข้ามาแต่พอคิดว่าถ้าเป็นคนอื่นมาขอความช่วยเหลือแบบนี้เขาก็คงช่วยเหมือนกันตามนิสัยของตัวเอง เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรที่แปลกเลย

“มันจบไปแล้ว” จิงเอ่ยกับตัวเองอีกรอบแล้วลุกขึ้นมาเปิดทีวีดูฆ่าเวลารออีกคนอาบน้ำ ไม่นานร่างสูงในชุดเสื้อยืดกางเกงผ้าขายาวก็เดินออกมา จิงมองหน้าอีกฝ่ายแล้วลุกขึ้นพยักหน้า

“คุณไม่ลืมอะไรนะ”

“ครับ”

“อือมาเถอะผมง่วงจะแย่แล้ว” เขาเอ่ยบอกแล้วเดินนำอีกคนออกจากบ้าน

“ขอบคุณมากนะจิง”

“ถ้าจะให้ดีไม่เรียกชื่อผมจะขอบคุณมาก” รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าหล่อค่อยๆ หายไปและแทนที่ด้วยความเรียบนิ่ง

“ขอโทษและขอบคุณอีกครั้งนะครับ”

“ครับ” จิงตอบรับอีกฝ่ายกดล็อคประตูบ้านแล้วเดินกลับเข้ามาโดยไม่หันหลังไปมอง ไม่อยากเห็นสายตาที่เหมือนจะตัดพ้อของอีกฝ่าย เขาไม่ผิดเสียหน่อยที่จะปกป้องตัวเองจากคนที่ทำร้าย

มันดีแล้วที่เราไม่ใกล้กันมากกว่านี้ ดีแล้วจริงๆ

 

 

สูงเหลือเกิน เรายังคงปีนขึ้นไป 

tbc 

 

 

#ป๋อขอคืน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปกันเนอะ อิอิ

ความคิดเห็น