ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 09 -

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 11:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 09 -
แบบอักษร

 ไฟท์เตอร์ติวเตอร์ 

  

 

  

- Chapter 09 - 

  

ฝนตกอีกแล้ว 

  

ติวเตอร์มองสายฝนเบื้องหน้าด้วยแววตาเหงาๆ ท้องฟ้าสีดำเข้มผสมกับความเย็นทำเอาคนตัวบางห่อไหล่จนลู่ไปกับความหนาวของมัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นติวเตอร์ก็ยังยื่นมือข้างหนึ่งไปรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาจากหลังคา สายฝนตรงหน้าทำให้เขานึกถึงเตียงนอนนุ่มๆ กับผ้าห่มผืนหนา หากตอนนี้ได้นอนซุกตัวอยู่ในนั้นมันก็คงจะดีไม่น้อย 

  

“อ่ะนี่...” เสียงทุ้มต่ำของใครอีกคนดังขึ้นข้างกาย ไฟท์เตอร์ขยับนั่งลงข้างติวเตอร์ก่อนจะยื่นบางอย่างส่งมาให้ “พอดีข้าวในเซเว่นหมด กูเลยซื้อขนมปังมาแทน มึงกินได้ใช่ป่ะ” 

  

“ให้ผมเหรอ” 

  

“มึงนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวกูคงไปให้ไอ้เดย์มั้ง” 

  

“กวนตีน” 

  

“ว่าใคร?” 

  

“พี่นั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวผมคงว่าไอ้เดย์มั้ง” ติวเตอร์เบะปากใส่คนตัวสูงกว่า จนเขาอดเอื้อมมือไปผลักศรีษะติวเตอร์ด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ “โอ้ยยย” 

  

“ร้องเว่อร์ไปป่ะ” 

  

“ไม่เว่อร์เถอะ พี่ผลักผมแรงจริงๆ” คนตัวเล็กบ่นไม่หยุด 

  

“เออแรงก็แรง รับขนมปังไปสักที” 

  

“รู้แล้วน่า” ติวเตอร์เอื้อมมือไปรับขนมปังจากคนที่ยื่นส่งมาให้ “ขอบคุณนะครับ” 

  

“อืม” ไฟท์เตอร์รับคำในลำคอแล้วมองเลยไปที่สายฝนตรงหน้า ก่อนหน้านี้เขาชวนคนข้างกายไปกินข้าว แต่เพราะฝนที่ตกหนักแบบนี้ เขาเลยต้องมานั่งติดแง็กกินขนมปังอยู่ตรงนี้แทน 

  

“ท่าทางฝนจะตกหนักไปอีกสักพักเลย” 

  

“ใช่” 

  

“อยากกลับไปนอนแล้ว” ติวเตอร์บ่นพึมพำเบาๆ พร้อมกับงับขนมปังเข้าปากไปด้วย 

  

“วิ่งฝ่าฝนไปไหมล่ะ” 

  

“ไม่เอา ผมกลัวฟ้าผ่า” คนฟังอย่างไฟท์เตอร์ไม่ได้ยินว่าคนตัวเล็กตอบกลับมาว่าอะไร อาจเพราะเสียงฝนที่ตกกระหน่ำหรือไม่ก็เพราะคนตัวบางที่ขยับตัวมาชิดเขามากกว่าเดิมจนทำให้หลุดโฟกัสก็ไม่รู้ 

  

“หนาวเหรอ” 

  

“อื้อ” 

  

“ให้ยืมเสื้อช็อปเอาป่ะ” ไฟท์เตอร์พูดพร้อมกับหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม 

  

“พี่ไม่หนาวรึไง” 

  

“หนาว แต่ถ้ามีคนขอร้องก็ยินดีเอาให้” 

  

“...” 

  

“ขอร้องดิ” 

  

“ไม่” 

  

“พี่ไฟท์ครับ ผมอยากได้เสื้อช็อปของพี่จัง” 

  

”ไม่เห็นจะอยากพูด” 

  

“พี่ไฟท์ให้ผมได้ไหมอ่ะ” 

  

“หยุดพูดไปเลย” 

  

“เขินหรือไง” 

  

“ตลกเหรอ คนอย่างผมจะเขินอะไร” 

  

“ถ้าไม่เขินก็หันมามองหน้ากันดิ” คนเป็นพี่ถามพลางขยับเอียงหน้ามองคนตัวเล็กกว่าอย่างกวนๆ จนติวเตอร์อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นสบตาไฟท์เตอร์อีกครั้ง 

 

ไม่รู้หรอกว่าไฟท์เตอร์ใช้สายตาแบบไหนมองติวเตอร์ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันผ่านมากี่นาที รู้ตัวอีกทีคนข้างกายก็เบนสายหลบเขาไปที่สายฝนพร้อมกับงับขนมปังในมือแทน ไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างเราสองคนอีก หูแดงๆ จากคนตัวบางกว่าสะท้อนเข้ามาในสายตาจนเขาแอบอมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว สายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักมันกลับมีความอบอุ่นบางๆ เกิดขึ้นตรงช่วงไหล่ที่ชนกัน 

  

มันเป็นความอบอุ่นที่เขาเองก็บอกไม่ถูก 

  

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ 

  

  

  

00.14 

  

ปกติช่วงเวลาแบบนี้รถบนท้องถนนมักจะบางตา แต่เพราะเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนฝนตกหนักเลยทำให้รถหลายคันยังอยู่บนถนน ยังดีที่ไฟท์เตอร์รู้จักทางลัดเลยพอจะพาตัวเองหลุดจากช่วงจังหวะนรกมาได้ 

  

“ไอ้เตอร์ถึงหอมึงแล้ว” 

  

“...” 

  

“ตื่นได้แล้วไหม? ทำไมขี้เซาจังวะ” 

  

“...” 

  

“เตอร์” นอกจากเจ้าของรถจะใช้น้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมแล้ว มือข้างหนึ่งของเขาก็เอื้อมไปเขย่าคนตัวบางกว่าให้ตื่นขึ้นมาด้วย 

  

“อื้อ” เสียงงัวเงียไม่อยากตื่นจากผู้โดยสารทำเอาเขารู้สึกผิดขึ้นมานิดนึงที่ไปปลุก 

  

แต่ก็นะถ้าไม่ปลุกจะให้นอนหลับอยู่ตรงนี้หรือไง 

  

“ติวเตอร์ ตื่นได้แล้ว” 

  

ตุบ!!! 

  

แต่เพราะบางอย่างที่เคยอยู่ในมือร่วงหล่นลงบนพื้นเสียก่อน ทำให้คนที่เคยงัวเงียอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมา ไฟท์เตอร์มองคนเพิ่งตื่นด้วยความรู้สึกงงๆ เพราะติวเตอร์ดูวุ่นวายกับการหาโทรศัพท์ที่ตกลงไปข้างที่นั่ง ท้ายสุดคนตัวสูงกว่าเลยเอื้อมมือไปเปิดไฟให้ 

  

“หยิบได้ไหม” 

  

“ใกล้แล้ว” ปากบอกว่าใกล้แต่จริงๆ คือหาไม่เจอเลยด้วยซ้ำ ติวเตอร์เหมือนคนไม่มีสติมากพอจะหยิบเอาโทรศัพท์ที่ตกอยู่ข้างตัว 

  

“ได้หรือยังเนี่ย” 

  

“ยังอ่ะ ผมหาไม่เจอ แต่เกือบจะได้แล้วแหละ” พอได้ยินคำตอบจากติวเตอร์ คนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ไฟท์เตอร์ถอดเบ็ลท์ออกจากตัวเองแล้วเอื้อมมือไปจับไหล่ทั้งสองข้างของติวเตอร์ให้อยู่นิ่งๆ 

  

“มึงนั่งอยู่นิ่งๆ เลยเดี๋ยวกูหาให้” ไฟท์เตอร์พูดจบก็ขยับเอี้ยวตัวไปหยิบมือถือที่อยู่ตรงซอกฝั่งข้างคนขับทันที มือที่พยายามควานหาโทรศัพท์ในตอนแรกไม่ได้โฟกัสด้วยซ้ำว่าหน้าตัวเองอยู่ใกล้ติวเตอร์มากแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เผลอเงยหน้าขึ้นมาสบตาแล้วเห็นน้องมันกรอกตาไปมาด้วยความรำคาญนั่นแหละ 

  

วินาทีนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจเขา... 

  

อาจเพราะหน้าดื้อๆ ของน้องหรือไม่ก็เพราะความหมั่นไส้ส่วนตัวของเขา เลยทำให้ไฟท์เตอร์ขยับตัวเข้าไปใกล้คนอายุน้อยกว่ามากขึ้นกว่าเดิม 

  

“พี่ไฟท์..” เสียงเรียกงึมงำดังขึ้นเบาๆ บ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่พอใจเท่าไหร่กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะคนเป็นพี่ดูท่าจะไม่ได้ใส่ใจและขยับเข้ามาใกล้กว่าเมื่อกี้ด้วยซ้ำ 

  

สุดท้ายเจ้าตัวเลยทำได้แค่หันหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่างปล่อยให้เจ้าของรถที่กำลังควานหามือถือไปทั้งอย่างนั้น 

  

“!?” มันเป็นช่วงจังหวะนั้นเองที่ปลายจมูกโด่งเฉียดที่แก้ม ติวเตอร์หันกลับมาทำตาโตไม่พอใจอีกครั้ง แต่ดูเหมือนคนทำจะไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด ไฟท์เตอร์แค่ยิ้มกวนๆ แล้วหยิบมือถือออกมาจากซอกที่นั่งข้างคนขับ 

  

มันไม่มีเสียงพูดคุย 

  

ไม่มีเสียงเพลง 

  

ฝนด้านนอกก็หยุดตกไปนานแล้ว 

  

ที่มีตอนนี้และดูจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ก็คงเป็นลมหายใจร้อนของกันและกัน 

  

"เตอร์" แต่สุดท้ายคนที่ทำลายความอึดอัดนั้นลงก็คือไฟท์เตอร์ “ถ้ามึงอยากกลับมาติวให้กู... กูยอมให้ค่าชั่วโมงมึงเพิ่มก็ได้นะ” 

  

ไม่ใช่ว่าติวเตอร์ไม่เข้าใจ เขารับรู้เสมอแหละว่าคนมีเงินมักแก้ปัญหาด้วยเงิน แต่กับไฟท์เตอร์บางทีก็อยากให้ให้พี่มันเรียนรู้เรื่องการพูดขอร้องคนอื่นดูบ้าง 

 

ไม่ใช่อะไรก็คิดว่าเงินจะซื้อทุกอย่างได้ตลอด 

  

“เอาไง” 

  

“ไม่อ่ะ” คนอายุน้อยกว่าพูดปฏิเสธแล้วเอื้อมมือไปดึงมือถือตัวเองคืน “ผมได้งานแล้ว” 

  

พูดจบติวเตอร์ก็เอามือถือนั้นเขกลงที่หน้าผากไฟท์เตอร์อย่างหมั่นไส้ไปที 

  

“นี่ไอ้เตอร์...” 

  

“พูดมาก หลบไปได้แล้ว” ติวเตอร์ไม่รอให้คนตรงหน้าพูดอะไรต่อ เจ้าตัวดันไหล่ไฟท์เตอร์ที่ขวางทางอยู่ให้ขยับออก ก่อนจะหันไปปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเปิดประตูลงจากรถไปทันที 

  

"อะไรของมันวะ" ส่วนคนที่เพิ่งโดนเขกหัวเมื่อกี้ทำได้แค่ลูบหน้าผากตัวเองอย่างงงๆ เขามองตามคนที่เดินห่างออกไปด้วยสายตาไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่ท้ายสุดยิ้มมุมปากของคนตัวสูงก็ถูกยกขึ้นพร้อมกับความคิดบางอย่างที่แวบเข้ามาในหัว 

  

“มึงนี่แม่งดื้อจริงๆ ว่ะไอ้เตอร์” 

  

แต่ก็ดี ถ้าอยากจะเล่นแบบนี้จริงๆ ก็คอยดูเอาละกันว่าใครจะเป็นคนชนะ 

  

 

 

 

 

 

 

 

  

L o a d i n g 

 

50 % 

  

 

 

 

  

ช่วงหลายวันที่ผ่านมาติวเตอร์เรียนรู้งานที่ร้านใหม่ได้เป็นอย่างดี พี่ๆ พนักงานก็ช่วยสอนงานให้หลายอย่าง ช่วงแรกหน้าที่ประจำของเขาคือ ทำความสะอาด จัดของเข้าชั้นวาง หรือแม้กระทั่งคิดเงินให้ลูกค้า แต่หลักๆ ที่ต้องทำเป็นประจำและกลายเป็นหน้าของเด็กใหม่ก็คือทำความสะอาดกระจกหน้าร้าน 

  

“กินป่ะ” และทุกครั้งที่ออกมาทำความสะอาดหน้าร้านก็มักจะมีคนๆ นึงที่คอยมากวนประสาทอยู่ตลอด 

  

“พี่ไฟท์” เจ้าของชื่อที่ยืนพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลกำลังยิ้มกวนๆ แล้วส่งขนมในมือมาให้จนติวเตอร์อดค่อนคอดไม่ได้ “วันนี้พี่ว่างหรือไง” 

  

จริงๆ ก็เห็นว่างมาสักพักแล้วนะ ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่ไม่เข้าใจว่าจะมากวนประสาททุกวันเพื่ออะไร 

  

“ก็ไม่ได้ทำอะไรนะ” 

  

“ถ้าว่างขนาดนี้ก็ควรพาหวาไปเที่ยว ไปทำอะไรดีๆ ไม่ใช่มากวนผมเวลาทำงานแบบนี้” 

  

“หวาเขาไม่รู้ว่ามึงไม่ได้ติวอิ้งให้กูแล้ว” นอกจากจะไม่รู้ว่าไม่ได้ติวแล้ว เรื่องอื่นๆ หว่าหวาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจเพราะช่วงนี้เราแทบไม่ได้คุยกันเลย ไม่ได้ไลน์หากันเหมือนแต่ก่อน และที่สำคัญไอ้ดิวเองก็เล่าด้วยว่าตอนนี้หว่าหวาสนิทกับเดย์เป็นพิเศษ 

  

‘มึงไม่รู้สึกแปลกๆ หน่อยเหรอวะ ที่คนคุยของตัวเองไปสนิทกับไอ้เดย์แบบนั้น’ 

  

‘ต้องรู้สึกอะไรด้วยเหรอ กูกับหวาไม่ได้คบกันสักหน่อย’ 

  

‘แล้วถ้าเป็นอีกคนจะรู้สึกป่ะ’ 

  

‘อีกคน? ใคร?’ 

  

‘จะใครล่ะ ก็คนที่ช่วงนี้มึงหายไปหาเขาบ่อยๆ ไงครับ’ 

  

‘...’ 

  

‘ไม่ต้องมาทำหน้างงไอ้สัด กูหมายถึงน้องเตอร์สายรหัสมึงนั่นแหละ’ 

  

‘ตลก กูไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันหรือกับใครทั้งนั้นแหละ’ ในตอนนี้ไฟท์เตอร์รู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขาไม่ได้รู้สึกกับคนตรงหน้ามากไปกว่าความรู้สึกอยากแกล้ง หรือ อยากเอาชนะเลยด้วยซ้ำ 

  

 “ทำไมพี่ถึงไม่บอกหวาล่ะ” เสียงใครสักคนแทรกเข้ามาในความคิด แต่มันก็ไม่มากพอให้ไฟท์เตอร์หันมาสนใจได้ “พี่ไฟท์” 

  

“ห๊ะ” 

  

“ใจลอยไปถึงไหน” 

  

“เปล่า ว่าแต่เมื่อกี้มึงถามอะไรนะ” 

  

“ผมถามว่าทำไมพี่ถึงไม่บอกหวาว่าผมไม่ได้ติวอิ้งให้พี่แล้ว” 

  

“บอกทำไม” 

  

“อ้าว” 

  

“เพราะยังไงมึงก็ต้องกลับมาติวอิ้งให้กูอยู่ดี” ไฟท์เตอร์ตอบคนที่กำลังเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาแปลกๆ “มองแบบนั้นทำไม” 

  

“ง้อผมเหรอ” 

  

“ใครง้อ” 

  

“พี่ไง ง้อผมใช่ป่ะ” ติวเตอร์ขยับหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ไฟท์เตอร์มากกว่าเดิม “ถ้าง้อก็ลองพูดขอร้องดีๆ ดิ บางทีเราอาจจะเก็บไว้พิจารณาก็ได้” 

  

“ไม่” 

  

“ลองพูดว่า... เตอร์ พี่อยากให้เรากลับไปติวอิ้งให้พี่” 

  

“ตลกเหรอ” 

  

“พี่สัญญาว่าจะตั้งใจเรียนและไม่เล่นโทรศัพท์ตอนติวอีกแล้ว” 

  

“มึงจะเล่นมุกเลียนแบบกูหรือไง” 

  

“นะครับน้องเตอร์กลับมาติวให้พี่เถอะนะครับ ...” ติวเตอร์ยู่ปากอ้อนในขณะที่ไฟท์เตอร์ก็ยังเหมือนเดิม เจ้าตัวยังแสดงอาการเหมือนที่เคยทำเป็นปกติ ไม่ใส่ใจ ไม่ยอมรับ และไม่มีทีท่าว่าจะพูดในแบบที่ติวเตอร์ขอ 

  

คนตัวเล็กส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย เขามองคนดื้อด้านที่ดูท่าแล้วชาตินี้คงขอร้องคนอื่นไม่เป็น ท้ายสุดด้วยความหมั่นไส้ล้วนๆ ติวเตอร์เลยยกที่ฉีดกระจกขึ้นมาฉีดใส่ไฟท์เตอร์ทันที “โทษครับๆ พอดีจะเช็ดกระจก รบกวนลูกค้าไม่ยืนขวางหน้าร้านนะครับผม” 

  

“ไอ้เตอร์!!” 

  

“ขอโทษจริงๆ นะครับลูกค้า ช่วยหลบทางด้วยนะครับ ถ้าจะไม่ซื้อของก็อย่ายืนเกะกะหน้าร้านแบบนี้” ติวเตอร์พูดพร้อมกับยักคิ้วกวนๆ ส่งไปให้ “เดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอานะครับ ว่านอกจากจะมาเกะกะขวางทางหน้าร้านแล้วยังรังแกพนักงานอีก” 

  

“กูไม่ได้ทำอะไรมึงเลย” 

  

“เหรอครับ” พูดจบคนตัวเล็กก็ทำหน้าหงอยๆ เหมือนคนที่เพิ่งจะถูกแกล้งทันที สีหน้าท่าทางของติวเตอร์มันมากพอให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมามองเราทั้งคู่ด้วยสายตาจับผิด 

  

“มึงนี่แม่ง” ไฟท์เตอร์ไม่คิดว่าติวเตอร์จะมีมุมแบบนี้ มุมร้ายๆ ที่ทำเอาคนอย่างเขาไปไม่ถูก สุดท้ายก่อนเดินออกมาจากหน้าร้าน ไฟท์เตอร์เอื้อมมือไปผลักหัวติวเตอร์แล้วยักคิ้วกวนตีนให้เจ้าตัวไปที คนโดนผลักหันมามองเขาตาเขียวนิดๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไฟท์เตอร์เดินหนีออกมาก่อน 

  

ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม แต่เราทั้งคู่เหมือนสงครามที่ต่างคนก็ต่างรอวันชนะ 

  

ซึ่งการที่เป็นแบบนี้... มันก็สนุกดีเหมือนกัน 

  

“แม่งเซ็งว่ะ โดนสำนักงานใหญ่บี้เป้ามาอีกแล้ว จะไม่ทำก็ไม่ได้ โดนพี่ฝ้ายด่าอีก” เสียงของพนักงานในชุดยูนิฟอร์มเดียวกับติวเตอร์พูดบางอย่างขึ้นมาตอนที่เขากำลังจะเดินผ่านไปพอดี 

  

“นั่นดิ นี่ฉันเองก็ขายได้ไม่เท่าไหร่เองนะ กลัวว่าถ้าเป้าไม่ถึง โบนัสสิ้นปีก็อาจจะไม่ได้ด้วย” 

  

“แต่พูดตามตรงนะ น้องเด็กใหม่ที่ชื่อติวเตอร์หน้าตาหล่อใช่ได้ ถ้าให้น้องมันมาขายให้เราฉันว่าก็อาจจะทำได้ก็ได้นะ” 

  

“จะบ้าเหรอ น้องมันเพิ่งมาทำงานยังไม่ถึงเดือนเลย พี่ฝ้ายเขาจะโอเคหรือไง เหมือนเราผลักภาระให้น้องมัน” 

  

“โอเคหมดแหละเชื่อดิ นาทีนี้คือมันต้องช่วยกันให้หมดเว้ย เดี๋ยวไงฉันไปบอกน้องเอง ดูท่าทางน้องเขาเป็นคนขี้สงสาร ถ้าพูดขอให้ช่วยเรื่องทำยอดหรือบอกว่าเป็นช่วงทดลองงานที่น้องต้องทำฉันว่าน้องช่วยเราแน่ๆ” 

  

“ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น” พนักงานสองคนพูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคถึงค่อยเดินกลับเข้าไปในร้าน ส่วนไฟท์เตอร์ที่ตอนแรกคิดจะกลับบ้านก็เบนเข็มไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกก่อนจะวกกลับมาที่ร้านแทน 

  

แน่นอนว่าภาพแรกที่ไฟท์เตอร์เห็น คือคนตัวเล็กกำลังยืนขายสินค้าให้กับลูกค้ากลุ่มหนึ่งอยู่ สีหน้าเจ้าตัวดูเครียดจัด เดาออกเลยว่าติวเตอร์ไม่ใช่ประเภทที่ชอบบังคับให้ใครมาซื้อของ 

  

พอขายไม่ได้ สีหน้าที่แสดงออกมาก็เซ็งนิดๆ แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามที่จะขายให้กลุ่มอื่นต่อ 

  

เห็นแล้วมันก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้เพราะการที่น้องต้องทำยอดแบบนี้สาเหตุมันก็มาจากการที่เขาพูดดูถูกเจ้าตัวไปเมื่อวันนั้น 

  

แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มันดีที่สุด ถ้ายื่นมือไปช่วยด้วยตัวเอง ติวเตอร์คงไม่รับไว้แน่ๆ 

  

สิ่งที่จะทำได้ก็คงมีแค่ทางเดียวจริงๆ 

  

 

  

“ขอโทษทีนะจ๊ะ พอดีพี่ยังไม่สนใจน่ะ ไว้โอกาสหน้าละกันนะน้อง” 

  

“ไม่เป็นไรครับ ยังไงต้องขอบคุณมากๆ เลยนะครับ” ติวเตอร์ยิ้มกว้างออกมาให้กับลูกค้าที่เพิ่งปฏิเสธเขาไปเป็นรายที่สาม 

  

ใช่... รายที่สามแล้วนับตั้งแต่ที่พี่พนักงานมาบอกว่าเขาต้องทำยอดให้กับทางร้าน พูดตามตรงติวเตอร์ไม่เคยต้องมาขายของหรือทำยอดอะไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่ต้องทำ เขาก็จะพยายามทำให้เต็มที่ที่สุดนั่นแหละ 

  

“น้องคะ” เสียงใครสักคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง 

  

“ครับ?” 

  

“พอดีพี่อยากดูของแบรนด์นี้หน่อย น้องพอจะแนะนำพี่ได้ไหม” 

  

“แบรนด์นี้เหรอครับ” 

  

“ใช่ น้องพอจะแนะนำพี่ได้หรือเปล่า” 

  

“ได้ครับได้ เดี๋ยวพี่เชิญทางนี้เลยนะครับ” แต่ในความสิ้นหวังก็ยังมีความหวังยื่นมือเข้ามา แถมการซื้อครั้งนี้ก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ มันเยอะมากจนติวเตอร์อดถามไม่ได้ 

  

“จะเอาทั้งหมดนี่เลยเหรอครับ” 

  

“ใช่จ๊ะ เหมาหมดนี่เลย พอดีพี่ว่าจะซื้อไปฝากเพื่อนๆ หน่อย ยังไงน้องช่วยคิดเงินให้พี่แลยละกัน” 

  

“ได้ครับ” ติวเตอร์พาลูกค้าทั้งสองคนไปคิดเงินที่เคาเตอร์ พอรวมราคาออกมาแล้วยอดทั้งหมดมันเกือบสองหมื่นเลยด้วยซ้ำ ถ้าบอกว่าไม่ดีใจเลยก็ไม่ใช่เพราะเด็กใหม่อย่างเขาทำได้ขนาดนี้มันก็อดภูมิใจไม่ได้ 

  

“ยอดทั้งหมด 18,451 ครับ” 

  

“โอเคได้ เดี๋ยวน้องรอแป๊บนึงนะ” พูดจบพี่คนนึงก็หันไปหยิบเงินขึ้นมานับแต่สีหน้าตอนที่นับเงินก็ดูแปลกๆ จนติวเตอร์รู้สึกหวั่นใจนิดๆ “แกเงินไม่พอว่ะ จ่ายบัตรเราไปก่อนดีไหม เดี๋ยวค่อยไปเก็บกับไอ้ไฟท์ทีหลัง” 

  

ไฟท์? 

  

“เออๆ รูดบัตรไปก่อน เดี๋ยวค่อยไปบอกมันอีกที” พี่อีกคนพูดจบก็หยิบบัตรเครดิตยื่นส่งมาให้เขา 

  

“ไฟท์ที่พี่สองคนพูดถึงคงไม่ใช่ไฟท์เตอร์ที่เรียนวิศวะชั้นปีที่ 4 หรอกนะครับ” 

  

“เอ่อ...” 

  

“ถ้าเป็นเพื่อนพี่ไฟท์ แล้วพี่เขาสั่งให้พวกพี่มาทำแบบนี้จริงๆ เตอร์ขอไม่ขายให้ละกันนะครับ” ไม่ใช่ว่าหยิ่งหรืออะไรหรอก แต่มันน่าเบื่อที่คนอย่างไฟท์เตอร์ชอบแก้ปัญหาด้วยการเอาเงินฟาดอีกแล้ว ความรู้สึกที่เคยภูมิใจว่าตัวเองขายของเองได้เป็นครั้งแรกกลับถูกพี่มันเหยียบย่ำให้จมลงไปกับพื้น 

  

“เดี๋ยวค่ะน้อง รอก่อนๆ เดี๋ยวพี่โทรตามไอ้ไฟท์ให้ดีกว่าจะได้คุยกันดีๆ” พูดจบพี่ผู้หญิงตรงหน้าก็กดโทรศัพท์โทรหาใครสักคน แต่ถึงจะโทรเรียกมา เขาก็ไม่มีทางยอมขายให้พี่มันหรอก 

  

ยอมรับตรงๆ เลยว่าเขาโกรธ 

  

โกรธที่ไฟท์เตอร์คิดอะไรบ้าๆ แบบนี้ 

  

โกรธที่พี่มันดูถูกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

  

และก็โกรธที่ไม่รู้ว่าตัวเขาจะทำยังไงให้คนๆ นั้นเข้าใจสักทีว่าเงินมันไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างเสมอ 

  

อย่างน้อยก็มีความรู้สึกของเขาเนี่ยแหละที่มันไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน 

  

ยิ่งไอ้ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ถูกเหยียบย่ำแบบนี้มันก็ยิ่งตอกย้ำให้ติวเตอร์รู้ว่าไฟท์เตอร์ไม่เคยจะเรียนรู้อะไรเลย พี่มันไม่เคยเรียนรู้หรือไม่เคยเข้าใจเลยว่าการทำให้คนอื่นเจ็บปวดด้วยการดูถูกมันไม่ได้มีแค่คำพูดอย่างเดียวเท่านั้น 

  

เพราะการกระทำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกแย่ไม่ต่างกันเท่าไ่หร่ 

  

  

  

  

ความคิดเห็น