ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[บทที่ 13] พลั้งปาก

ชื่อตอน : [บทที่ 13] พลั้งปาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 985

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2562 23:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[บทที่ 13] พลั้งปาก
แบบอักษร

 

บทที่ 13

 

 

หญิงสาวหอบหิ้วหัวใจที่เต็มไปด้วยความสับสนและว้าวุ่นมาทำงานในวันแรกของสัปดาห์ ตั้งแต่วันก่อนที่เผลอหลุดปากเอ่ยคำพูดรุนแรงออกไป ก็ดูเหมือนว่าเหวินอี้จะเงียบหายไม่มากวนใจเธอเหมือนอย่างเคย

เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันฝังอยู่ในห้วงความคิดจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

 

มือหนึ่งถือถ้วยกาแฟที่ส่งกลิ่นอ่อนๆกระตุ้นสมองและควันร้อนลอยคละคลุ้ง โดยมืออีกข้างค่อยๆจับช้อนคนมันอยู่อย่างนั้นโดยที่ความคิดและดวงตากำลังเหม่อลอย เหมือนความรู้สึกอึดอัดบีบรัดอยู่กลางอกจนต้องถอนหายใจอยู่บ่อยครั้ง

 

 “แกร็ก~”

เธอสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครบางคนเปิดประตูห้องเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว อยู่ๆหัวใจก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักโดยอัตโนมัติ

เหวินอี้เดินเข้ามาในห้องรับรอง แววตาของเขาวูบไหวครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าหญิงสาวอยู่ในห้องแห่งนี้ ก่อนจะเดินไปหยิบถ้วยชาบนชั้นวางด้วยท่าทางปกติ

 

“อะแฮ่ม” เพ่ยอิงยกหลังมือขึ้นมาปิดปากน้อยๆที่กระแอมไอออกมา

 

“...”

แทบทุกการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ภายใต้ดวงตากลมโตที่แอบลอบชำเลืองมองอยู่เป็นระยะๆ หัวใจดวงน้อยพลันร้อนวูบวาบเมื่ออยู่ๆร่างสูงก็ก้าวเข้ามาประชิด จนใบหน้าหวานเกือบแนบชิดแผงอกแกร่ง

สัมผัสกลิ่นกายของเขาแทบทำให้หัวใจที่กำลังเต้นระส่ำพองโต เธอตวัดสายตามองใบหน้าของเขาที่อยู่เหนือกว่าด้วยความหวั่นไหวพลางกัดขบเม้มริมฝีปากข่มความประหม่า

แต่แล้วใบหน้าเห่อแดงก็พลันเจื่อนลงเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าแค่เอื้อมมือไปหยิบกล่องชาที่อยู่บนตู้เหนือศีรษะเธอก็เท่านั้น และเขาก็ทำราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน

 

“...ฉะ..ฉันเอาเสื้อผ้านายมาคืนนะ อยู่ที่รถ” เพ่ยอิงพูดโพล่งออกไปเมื่อเห็นว่าเขากำลังหันตัวกลับ

 

“...ขอบใจ” เขาตอบกลับเพียงสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไป...ด้วยท่าทางเย็นชาของเขา

 

“...เอ่อ”

ทั้งที่อยากจะเอ่ยคำขอโทษออกไปแต่ทำไมริมฝีปากกลับไม่ยอมที่จะเอื้อนเอ่ยมันออกมา เพ่ยอิงมองตามแผ่นหลังกว้างที่หายวับไปพร้อมกับประตูห้องที่ถูกปิดลง

 

 

 

---

“คุณเพ่ยอิงคะ ฝ่ายบุคคลแจ้งว่าพนักงานใหม่จะมาเริ่มงานอาทิตย์หน้านะคะ คุณเพ่ยอิงดูประวัติหรือยังคะ?” ซูฉิงเดินเข้ามาถาม ใบหน้าเด็กสาวโน้มเข้ามาอย่างสังเกต เมื่อเห็นสีหน้าของเพ่ยอิงที่แลดูแปลกไป ขณะที่หญิงสาวนั่งท้าวคางอย่างเหม่อลอย

 

“อ๋อ...เอ่อ อย่างนั้นหรอ?” เธอสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนตอบกลับไปอย่างลังเล

 

“คุณเพ่ยอิงไม่สบายหรือเปล่าคะ หรือเครียดเรื่องงานหรอคะ สีหน้าดูไม่ดีเลย หลายวันที่ผ่านมาดูคุณเพ่ยอิงสีหน้าไม่ดีพวกเราก็พลอยเป็นห่วงกันไปหมด” ซูฉิงพูดแทนพนักงานในทีมด้วยความห่วงใย

 

“...ปะ..เปล่านี่ พี่ไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย” เธอใช้ฝ่ามือน้อยๆของตนเองขึ้นมาประทับสองข้างแก้มเบาๆเมื่อโดนทักท้วง โดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัวว่าได้แสดงสีหน้าอาการอะไรออกไปในตลอดหลายวันที่ผ่านมา

เพราะคำพูดประโยคเดียวของเธอ มันไม่เพียงทำร้ายความรู้สึกของชายหนุ่มเท่านั้น ทว่า...มันกลับสะท้อนเข้ามากระแทกหัวใจของเธอให้บอบช้ำโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

---

เพ่ยอิงนั่งอยู่บนรถของตัวเองในลานจอดรถของบริษัท เธอก้มมองนาฬิกาบนข้อมือครั้งแล้วครั้งเล่าสลับกับรถคันหรูคันหนึ่งที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ในขณะที่กำลังรอเจ้าของรถคันนั้นออกมาจากที่ทำงาน

 “แค่ขอโทษ...จะไปยากอะไร” เธอพยายามรวบรวมถ้อยคำบางอย่างที่จะบอกกับเขา หากพูดออกไปแล้วคงจะทำให้ความรู้สึกอึดอัดในใจหายไป

ทันทีที่เห็นเงาร่างสูงเดินฝ่าความมืดออกมา ดวงตาหวานก็เปล่งประกายด้วยความหวาดหวั่น หัวใจดวงน้อยพลันเต้นแรงขึ้นจนยากจะควบคุม

เธอเปิดประตูรถก่อนจะก้าวลงอย่างรีบเร่ง ให้ทันก่อนชายหนุ่มจะบังคับรถให้เคลื่อนตัวออกไป

 

“เดี๋ยวสิ!” หญิงสาวเปล่งเสียงร้องตะโกนเรียกดังสนั่นอย่างลืมตัว เธอหันมองซ้ายขวาเมื่อไม่เห็นว่ามีใครอื่นอีกจึงก้าวเข้าไปหาอย่างรวดเร็วเมื่อใบหน้าคมหันกลับมามอง

 

“..?”

 

“ฉัน ขอคุยด้วยหน่อย...ได้ไหม?” เธอถามออกไปอย่างกระอักกระอ่วน

 

“จะคุยตรงนี้หรอ? แน่ใจนะว่าจะไม่กลัวคนอื่นเห็น” เขาถามออกไปอย่างประชด ในขณะที่ลดกระจกอีกฝั่งลง แววตาที่มองไปยังคนตรงหน้าไม่แสดงอาการหวั่นไหวให้ได้เห็น

 

“เข้าไปคุยในรถนายได้ไหม?ใช้เวลาไม่นานหรอก” เธอข่มกลั้นความประหม่าเอาไว้เมื่อเผลอไปสบตาเข้ากับดวงตาคมกริบคู่นั้น

 

 “คุณเพ่ยอิง! เสียงแหลมแผดตะโกนดังเข้ามาขัดจังหวะพอดี ทำเอาเพ่ยอิงสะดุ้งตัวโยนเมื่อหญิงสาวกำลังจะเปิดประตูรถเข้าไป

ใบหน้าหวานฝืนยิ้มเจื่อนเพื่อกลบเกลื่อนอาการพิรุธ เมื่อเห็น ซูซู หญิงสาวช่างเม้าท์แผนกประชาสัมพันธ์เดินเข้ามา

 

“เอ่อ..ซูซูเข้ามาขัดจังหวะอะไรไหมคะ?” เธอทำหน้าเหวอเล็กน้อย ขณะที่สายตาส่อแววมองทั้งคู่อย่างสำรวจ

 

“เปล่าค่ะ พอดีฉันหารถไม่เจอน่ะค่ะ เอ๊ะ หนูไหนนะ???” เพ่ยอิงยกมือขึ้นมาเกาลำคอเบาๆแก้เก้อ

 

“ฝั่งนี้นะคะ รถคุณเพ่ยอิง” ซูซูทำมือชี้ไปอีกฝั่งตรงข้าม

 

“อ๊ะ..จริงๆด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะคะ” เธอยิ้มแหย่ๆ พร้อมกับหันตัวเดินกลับไปยังรถของตนเอง

ในขณะที่ดวงตาคมเปรยตามองท่าทางที่ตั้งใจปกปิดของเธออย่างนิ่งเงียบ มันทำให้เขารู้สึกไม่พอใจนัก ก่อนที่เขาจะขับเคลื่อนรถคันหรูออกไปอย่างรวดเร็วเมื่ออารมณ์โทสะแล่นพล่านเข้ามา

 

เพ่ยอิงถอนหายใจแรงอย่างหงุดหงิดทันทีที่กลับมานั่งบนรถของตนเองอีกครั้ง เธอมองแสงสว่างวาบจากไฟหน้ารถของเขาที่ผ่านหน้าเธอไปด้วยใจที่หวิวโหวง  

 “ถึงยังไงวันนี้ก็ต้องพูดให้จบ ฉันนอนไม่หลับเพราะนายมาหลายวันแล้ว” เธอเปรยออกมาน้ำเสียงแผ่วเบา เมื่อเห็นว่ารถคันก่อนหน้าพ้นสายตาแล้วจึงขับตามออกไป

เพียงครึ่งชั่วโมงรถของเพ่ยอิงก็มาจอดอยู่ที่คอนโดของเหวินอี้

 

 

หญิงสาวเดินไปยังห้องของเขาพร้อมแววตาฉายแววประกายแน่วแน่กว่าเดิม เธอถือถุงกระดาษที่ข้างในมีชุดของเขาเอาไว้แน่น เพ่ยอิงทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจกดกริ่งตรงหน้าประตู

 

 “พรึบ!”

ไม่ทันปลายนิ้วจะสัมผัส ก็รับรู้ได้ว่ามีฝ่ามือเล็กของใครบางคนที่แตะไหล่ของเธอจนต้องรีบหันกลับไปมองด้วยความตกใจ

 

“!!!”

 

“คุณจริงๆด้วย!”

เสียงใสแจ๋วทักทายกลับมาจนหัวใจเพ่ยอิงเย็นวาบไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตวูบไหวเมื่อเห็นว่าเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ “อาเม่ย” น้องสาวของเหวินอี้

เด็กสาวมองมาที่เธอด้วยท่าทีไม่พอใจนัก

 

“วันนั้นที่เจอก็คิดแค่ว่าหน้าตาคุ้นๆ แต่พอได้เห็นอีกครั้งก็มั่นใจว่าเป็นคุณทันที” เด็กสาวแผดเสียงเข้มออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

 

"..."

 

“ไม่มีใครให้เกาะแล้วหรือไง ถึงไม่ยอมเลิกยุ่งกับพี่ชายหนูสักที”

 

“...” เด็กสาวเปล่งถ้อยคำขยี้บาดแผลในครั้งอดีตให้กลับมาเจ็บช้ำอีกครั้ง ความรู้สึกต้อยต่ำที่ฝั่งอยู่ในใจพลันกลับมา

 

“ถ้าไม่อยากจบแบบเดิมๆก็เลิกยุ่งกับพี่ชายหนูซะ ยังไงหม่าม๊าก็ไม่ยอมให้เฮียกลับไปคบกับคุณหรอก”

 

“เราไม่ได้กลับมาคบกันอย่างที่เธอคิดนะ สบายใจเถอะ” เพ่ยอิงกลั้นใจฝืนยิ้มออกมาในขณะที่หัวใจอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกร้าวราน ความคิดที่ถูกฝังกลบเอาไว้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง การเลิกกันระหว่างเธอกับเขาในตอนนั้นมันมีมากกว่าความรู้สึกและความไม่เข้าใจกัน

 

“แล้วมาหาเฮียทำไมดึกๆแบบนี้” เด็กสาวเค้นถามอย่างเอาเรื่อง พร้อมแย่งถุงกระดาษในมือเพ่ยอิงไปอย่างวิสาสะ

 

“..!”

 

“นี่ไง เสื้อผ้าของเฮียทั้งนั้น! ยังจะแก้ตัวอีก!”

 

"พี่อธิบายได้นะ มัน...อุบัติเหตุน่ะ" เธอพยายามหาข้อแก้ตัว แต่กลับจนปัญญาเพราะหัวสมองตื้อตันไปชั่วขณะ

 

"นั่นไง? โกหก เหมือนตอนนั้นไม่มีผิด นิสัยเดิมไม่เปลี่ยน!"

 

"...อาเม่ย พี่ขอโทษนะ พี่จะไม่แก้ตัวอีกแล้ว แต่เรื่องระหว่างพี่กับเหวินอี้มันจบไปแล้ว..." เธอจนมุมจนต้องสารภาพออกไปในขณะที่ดวงตากลมเห่อร้อนเมื่อไม่สามารถข่มกลั้นมันไว้ได้

 

"แค่เป็นเพื่อนกันหม่าม๊ายังอยากให้เป็นเลย ครั้งนี้หนูจะทำเป็นไม่เห็น แต่ต่อจากนี้หวังว่าเราจะไม่ได้พบกันอีก"เด็กสาวพูดน้ำเสียงห้วนพร้อมกอดอกอย่างชิงชัง

 

เธอกล้ำกลืนฝืนยิ้มรับเป็นคำตอบให้เด็กสาว

“...ฝากคืนให้พี่ชายเธอด้วยแล้วกัน แล้วก็...ไม่มีทางที่พี่กับพี่ชายของเธอจะกลับมาคบกันอีก” เพ่ยอิงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ ทั้งๆที่พยายามแอบซ่อนความรู้สึกเอาไว้สุดกำลัง เธอยิ้มเยาะให้กับตัวเองเมื่อรู้สึกยินดีที่เด็กสาวเข้ามาเตือนสติที่เกือบเผลอไผลของเธอไว้

 

“แล้วหนูจะเชื่อได้ยังไง?”

 

“เพราะพี่ไม่ได้รักพี่ชายของเธอแล้ว...และไม่มีวันนั้น!”เพ่ยอิงสูดลมหายใจลึกเต็มปอดพร้อมกับเอ่ยคำพูดที่คิดว่ามันเป็นจริงออกมา

 

 

แกร็ก~

 

เสียงประตูห้องถูกเปิดออก หลังจากที่เพ่ยอิงได้เปล่งคำพูดออกมา...

 

หัวใจแกร่งสั่นสะท้านกับถ้อยคำที่บาดลึกเข้ามา...

...เมื่อเขาได้ยินมันอย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

------------------------------------

ขอโทษที่มาดึกค่า พรุ่งนี้มาต่อให้ยาวกว่านี้ค่า เรื่องนี้วางแพลนไว้ 40 ตอนนะคะ *ถ้ายังติดตามกันอยู่

แอบสปอย...เดี๋ยวจะมีตัวละครมาเพิ่มนะคะ ในอีกสองหรือสามตอนนี้

ความคิดเห็น