email-icon Twitter-icon

เด็กน้อยหัดเขียนนิยาย มีอะไรแนะนำติติงได้นะคะรักน้าาาาาาา

ตอนที่ 4 : เธอนี่มันไว้ใจไม่ได้จริงๆ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 : เธอนี่มันไว้ใจไม่ได้จริงๆ

คำค้น : นิยายนางเอกอ้วน นิยายน่ารัก นิยายสนุกๆ นิยายไม่ติดเหรียญ แอบรักเพื่อน นิยายแอบรัก นางเอกไม่สวย

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2563 14:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 : เธอนี่มันไว้ใจไม่ได้จริงๆ
แบบอักษร

ตอนที่ 4  

ฉันตื่นแต่เช้ามาอาบน้ำแต่งหน้า และเตรียมกระเป๋าออกมากจาห้องนอน เหมือนจะพร้อมไปทำงานแต่ดวงตากลับไม่สดใสเลยสักนิดเพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะฉันนอนไม่หลับไง คิดถึงแต่เหตุการณ์เมื่อวานจนข่มตาไม่ลง แล้วยิ่งเป็นเช้าวันจันทร์อีกเหนื่อยที่สุดคือการตื่นจากวันหยุดมาเป็นวันทำงานนี่แหละ อาการเหมือนจะตายเลย 

เกือบจะเจ็ดโมงแล้วพวกเขาคงยังไม่ตื่นกันหรอก ฉันห่อข้าวกล่องใส่ถุงเก็บความร้อนอย่างเคยชิน เพราะฉันไม่มีใครให้ออกไปกินข้าวด้วย เลยเอาข้าวกล่องง่ายๆไปกินคนเดียวที่โรงอาหารถือว่าลดน้ำหนักไปด้วยในตัว ก่อนจะยกกาน้ำชาและคุ้กกี้โง่ๆที่มักมีไว้ติดห้องเสมอไปวางไว้ที่โซฟา เผื่อพวกเขาจะได้ดื่มหลังจากตื่นนอน  

“จะไปทำงานแล้วเหรอ”เสียงนุ่มดังขึ้นพร้อมกับเสียงรินชาดังขึ้นทำให้ฉันชะโงกหน้ามามองจากห้องครัวที่กำลังเก็บของอย่างใจเย็น ก่อนจะเห็นลีโอกำลังดื่มชาอยู่ 

“อ้าวลี...ตื่นไวจังจะกลับแล้วเหรอ” 

“ยังอ่ะขออาบน้ำดื่มชาก่อน เก้าโมงมีนัดไปแจกการ์ดที่เหลือ”อ่า..อีกสองอาทิตย์แล้วนี่เนอะ 

“เข้าไปเอาเสื้อผ้าเองนะ” 

“โอเค...ปวดหัวชิบ” 

“อ่ะยาแก้แฮงค์! ฉันวางคีย์การ์ดไว้ให้นะ เสร็จแล้วก็ทิ้งไว้กับพี่ยามนะไม่ต้องเอากลับไปด้วยเดี๋ยวมีปัญหาอีก”ฉันยิ้มให้เขาพร้อมหย่อนก้นลงโซฟาฝั่งตรงข้าม ก่อนจะแกล้งไม่สนใจที่เขากำลังมองหน้าฉันด้วยสายตานิ่งขรึม ปกติเขาจะขี้เล่นเสมอแหละแต่วันนี้กลับเงียบจนผิดสังเกตุ 

“แหมมม สวีทกันแต่เช้าเลยสองเพื่อนพ้อง”กวนประสาทจริงๆนายนี่ 

“ไงไอ้จอมเมื่อคืนนอนไหนวะ ตื่นมาไม่เห็นเลย”ลีโอละสายตาจากฉันไปมองเพื่อนที่เดินถอดเสื้อออกมา พร้อมกับผ้านวมผืนใหญ่ที่ห่อตัวเขาเดินไปเดินมา  

“โซฟาดิ หนาวอย่างกับขั้วโลกเหนือ”ว่าพลางนั่งลงบนที่เท้าแขนโซฟาฉัน แถมยังเอาตัวมาพิงฉันอีก 

“นี่นายลงไปนั่งดีๆได้ไหมเดี๋ยวของฉันพัง อ๊ะ...ระวังชายผ้าเดี๋ยวมันทำถ้วยชาฉันแตก”เขานี่มันจริงๆเลย ฉันขยับชุดแก้วชาหนี พร้อมกับกระโดดไปนั่งโซฟาตัวใหญ่กับลีโอ มองเขาทำหน้าเหนื่อยหน่ายแล้วทรุดตัวลงนั่งแทนที่ฉัน พร้อมเสียงพึมพำ “หาเรื่องหนีไปนั่งใกล้ไอ้ลีชัดๆ ยัยอ้วน” 

ฉันถลึงตาใส่เขาก่อนจะยิ้มแย้มเมื่อลีโอหันมามอง กิ่งก่าเรียกฉันว่าแม่แล้วตอนนี้ 

“ขาขี้ร้อนอ่ะ สบายดีออกหนาวตรงไหนวะ” 

“ตัวชาไปหมดแล้วเนี่ย”ว่าแต่ฉันเว่อร์เก่งเขานี่เว่อร์เก่งกว่า แอร์แค่ยี่สิบสามองศามันจะหนาวอะไรขนาดนั้น 

“ห้ามปรับขึ้นฉันประมาณนี้ฉันโอเคแล้ว” 

“เข้ากันดีจริงจริ๊งงงงง”เขาประชดประชันรอบที่ร้อยแล้วมั้ง ผู้ชายอะไรขี้ประชดจัง ตื่นมาก็หงุดหงิดทันทีที่เห็นหน้าเขา บางทีก็อยากเอาชาร้อนๆล้างหน้าล้างตาให้เขาเผื่อมันจะฆ่าเชื้อโรคให้เขามองโลกในแง่ดีมาก 

“ไปทำงานดีกว่า ดูแลห้องให้ด้วยนะลี ขาไปทำงานละ” 

“เพิ่งเจ็ดโมงกว่า เข้างานแปดโมงไม่ใช่เหรอ”ลีทักขึ้น 

“มีรีพอร์ทต้องส่งแต่เช้าอ่ะสิ” 

ฉันเก็บกระเป๋าและข้าวของเต็มสองมือ ก่อนจะยิ้มขอบคุณเพื่อนที่เดินมาเปิดประตูให้ฉันเหมือนทุกๆครั้ง แต่ต้องหุบยิ้มทันทีเมื่อมีคนบ้าข้างหลังกอดอกมองฉันด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ เขาจำเป็นต้องคุมเข้มขนาดนี้เลยรึไง “งั้นเจอกันอีกทีสองอาทิตย์ข้างหน้านะลี เดี๋ยวขาจะใส่ซองหนักๆละกัน” 

“ขา...” 

“ห๊ะ!” 

ฉันหมุนตัวกลับมามองหน้าเพื่อนก่อนจะจมหายไปในอ้อมกอดที่ทำให้ฉันอึ้งไปชั่วขณะ แรงกอดจากคนตรงหน้าทำให้ฉันได้แต่นิ่งเงียบ พยายามยกมือกอดแต่สองมือไม่เอื้ออำนวยฉันได้แต่ยืนนิ่งๆอย่างไม่เข้าใจ ฉันไม่อยากให้เขาพูดอะไรออกมาสักคำ เพราะฉันรู้ว่าสิ่งที่เขาจะพูดมันมีแค่ไม่กี่เรื่อง ถ้าไม่เรื่องแจนก็คงเสียใจที่ปล่อยให้แจนมาร้ายกับฉัน ถึงเขาจะไม่เคยขอโทษอย่างจริงจังแต่แววตาเขารู้สึกผิดทุกครั้งที่ทำให้เพื่อนอย่างฉันต้องเจ็บ 

“ถ้าไม่พูดจะไปทำงานแล้วนะ” 

“ขอโทษนะเว้ย”ลีโอพูดขึ้นเบาๆ 

“อือ” 

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลย แต่รู้ใช่ไหมว่าลีไม่มีไทม์แมชชีน” 

“รู้”ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้  

“เลิกชอบลีในฐานะอื่นนอกจากเพื่อนเถอะนะ” 

“อือ รู้แล้ว” 

“อีกสองอาทิตย์เจอกันนะ”ลีโอย้ำอีกครั้งพร้อมแรงกดที่ลูบผมฉันย้ำๆ ได้สิอีกสองอาทิตย์เจอกันนะลีโอ 

“ได้สิ” 

“ขอซองไม่ต้องหนักขอเช็คสักห้าหกหลักพอ”ฉันจะใส่แค่ยี่สิบพอเรื่องอะไรจะใส่เยอะๆให้แกเอาเงินฉันไปฮันนีมูนสวิทกับแฟนแก 

“ฝันไปเถอะ พอเลยปล่อยเลย”ฉันผลักร่างสูงออกเบาๆทั้งๆที่อยากจะยึดไว้ตลอด ไม่อยากให้เขาหลุดออกไปจากฉันเลย อ้อมแขนเขายังทิ้งความอบอุ่นไม่จางหายถึงกลิ่นตัวเขาจะอบอวลไปด้วยกลิ่นละมุดเน่าก็เถอะนะ ฉันมองสายตาคู่เดิมที่มองมาด้วยแววตาอ่อนแสงพร้อมกับโบกมือลา เหมือนว่าเขาจะหายไปแล้ว อีกสองอาทิตย์ใกล้แค่นี้แต่สำหรับฉันเหมือนมันเป็นคำว่าตลอดไป  

“ไปละนะ” 

เท้าคู่น้อยของฉันก้าวไปข้างหน้า แต่ใจกลับทิ้งไว้ข้างหลังอาการโหวงเหวงในใจทำเอาฉันเกือบร้องไห้ ถ้าฉันตัดสินใจทำอะไรที่เห็นแก่ตัวอีกสักครั้งคงไม่เป็นไรใช่ไหม ฉันวางของลงกับพื้นทางเดินก่อนจะหันหลังกลับพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดร่างสูงที่กำลังหันหลังกลับ 

หมับ 

“อย่าเพิ่งแต่งงานได้ไหม ฉันขอร้อง” 

ผิวกายเย็นเฉียบกระทบแขนป้อมๆของฉันจนฉันเผลอสะดุ้ง ร่างอุ่นๆเมื่อครู่เหลือไว้แค่ความเย็นจากผิดกายของคนตรงหน้าเท่านั้น ฉันยกแก้มออกจากแผ่นหลังเรียบเนียนก่อนจะตกใจเมื่อเพื่อนฉันกลายเป็นใครอีกคน นายจอมทัพอีกแล้ว 

เขาหันหลังกลับมาเต็มตัวก่อนจะยิ้มเย็นพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดยาวน่าสยดสยอง พร้อมกับเอามือดันหัวฉันไว้ให้ตั้งตรงเมื่อฉันทำท่าจะล้มตึงให้ได้เมื่อเห็นหน้าเขา ฉันจะเป็นลม 

“ไม่ได้! ได้ยินชัดไหม”เขาตอบพลางหรี่ตาลง  

“...” 

“เธอนี่มันไว้ใจไม่ได้จริงๆนะ ฉันอุตส่าห์ทำใจเชื่อใจเธอแต่เธอกลับทำลายมันภายในสองวินาที”เขาสืบเท้าเข้ามาใกล้ฉันที่เอียงตัวหนี  

“ฉันแค่...”ฉันหุบปากทันทีที่นิ้วชี้เขาชี้มาหาฉันอย่างคาดโทษ 

“เยี่ยมจริงๆนะคะขา หน้าด้านจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ” 

“เอ้าคะขาลืมอะไรเหรอ”ลีโอชะโงกหน้ามามองฉันก่อนจะเดินมาหาฉันที่ยืนตาลอยอยู่กับที่ “ลืมอะไรรึเปล่า?” 

“ลืมอะไรไหม”จอมทัพถามซ้ำอีกครั้งเมื่อฉันยังคงนิ่งเงียบไม่สบสายตาใครพร้อมหรี่ตามองมา ก่อนจะหันไปมองทางเดินเหมือนไล่ให้ฉันไปได้แล้ว ฉันกัดปากแน่นก่อนจะถอยหลังไปเก็บของ แค่แก้ตัวสักคำหรือพูดอะไรอีกสักหน่อยยังไม่สามารถพูดได้เลย  

“ปะ...เปล่า ฉันไปก่อนนะ” 

“ไปดีนะเว้ย บ๊ายบาย” 

เสียงลิฟท์ดังขึ้นก่อนค่อยๆเปิดออกแต่เท้าฉันกลับก้าวออกไปไม่มั่นคง แววตาดุๆกับการกระทำน่าอายทำให้ฉันกรี๊ดออกมาอย่างเหลืออด ครั้งสุดท้ายยังล้มเหลวเลยคะขา ไม่ต้องหวังจะทำอะไรกันแล้ว แล้วยิ่งไปทำแบบนั้นกับนายจอมทัพเชื่อสิว่าเขาจะต้องเอาเรื่องนี้มาด่าฉันทุกครั้งที่เจอแน่ๆ 

“ไอ้บ้าจอมทัพ! ไอ้บ้า! ไอ้บ๊าาาาา” 

วันนี้ทั้งวันฉันนั่งทำงานงกๆอย่างเหม่อลอย อ่านเมลแค่เมลเดียวใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะเข้าใจว่าใครเขียนอะไรมา ใครคุยกับฉันต้องพูดซ้ำสองถึงสามรอบจนแต่ละคนต่างพากันเบ้หน้าหนีที่จะต้องคุยกับฉันอีกรอบ ข้าวกลางวันฉันก็เขี่ยจนเสียงออดเตือนเข้างานดังแต่กลับไม่ได้กินสักคำเดียว ฉันนั่งประจำหน้าห้องแลบอีกครั้งเมื่อบ่ายนี้เป็นเวรของฉันอีกครั้ง  

“คะขา เธอแปะลาเบลผิด”เสียงตะโกนดังเข้ามาในโสตประสาทฉันทำเอาฉันสะดุ้งจนทิ้งตะกร้างานลงบนโต๊ะอย่างแรง 

“โอ๊ะ...ขอโทษค่ะขอโทษ เมื่อกี้ว่าไงนะคะ” 

“ฉันเตือนเธอมาห้ารอบแล้วเป็นบ้าอะไรห๊ะ!!! ถ้าไม่มีสติก็กลับไปนอนอยู่บ้านไปจะมาทำให้คนอื่นเขาเสียเวลาทำไมกัน น่ารำคาญ”เสียงดุดังสนั่นห้องแลบเรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปมาในระแวกนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีใครสนใจนักหรอกชีวิตจริงการโดนก่นด่าในเรื่องความผิดพลาดก็เป็นเรื่องปกติ อาทิตย์ก่อนแค่เดินชนกันยังเอาของไล่ตีกันจนโดนไล่ออกก็มีให้เห็น 

“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ฟัง” 

“ไม่ได้ฟัง? หูหนวกรึไง” 

“ขอโทษจริงๆค่ะ”ฉันก้มหัวขอโทษรอบที่สาม แต่เสียงแผดด่ายังดังขึ้นเรื่อยๆมนุษย์บริษัทเขาไปเอาเสียงและอารมณ์เสียมาจากไหนถึงได้เสียงดังลั่นขนาดนี้ ฉันขอโทษตั้งหลายรอบยังไม่ทำให้คนตรงหน้าเย็นลงเลย 

“ลาเบลแปะผิด! ฉันไม่รอแล้วตรวจเสร็จเอาไปคืนฉันที่ห้องด้วย ยัยบ้า!” 

“แต่มันหน้าที่ธะ...”ฉันหลับตาข่มอารมณ์ ได้แต่มองคนที่ต้องมายืนรอรับเองเดินสะบัดตูดไปนู่น ก่อนจะสบสายตาเพื่อนในแลปที่ทำได้แค่ยิ้มเหมือนส่งกำลังใจให้เพียงหนึ่งวิแล้วก็หนีไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ  

“ไง” 

“ไม่ไง ไม่มีอารมณ์คุยวางไว้ตรงนั้นเลย”ฉันพูดก่อนจะพยักหน้าให้ฟิกซ์วางใบรีพอร์ทไว้ตรงหน้าห้อง แล้วกลับไปจัดการงานที่ผิดพลาดของตัวเองอย่างหัวเสีย แล้วห้องแลปกับห้องยัยบ้านั่นอยู่ใกล้กันเป็นโยชแล้วใครจะเฝ้าห้องให้ฉันล่ะ 

“เพื่อนแต่งงานไปแล้วรึไงถึงไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรเลย” 

“เปล่า”เขาหัวเราะฉันที่มองค้อน 

“งั้นก็ยิ้มหน่อยสิ”มือยาวๆยื่นมาดึงแก้มฉันจนหน้าแหย เพราะมันเจ็บจนฉันน้ำตาเกือบไหลเขาจะทำให้ฉันยิ้มหรือร้องไห้ฉันแน่ ฉันเลยแกล้งยิ้มให้เขาก่อนที่แก้มฉันจะขาดไปซะก่อน “ยิ้มแล้วเห็นมะ” 

“ฉันเจ็บต่างหาก เก็บแขนไปเลย” 

“เสียงยัยนั่นด่าเธอดังไปจนถึงชั้นบนเลยรู้เปล่า อีกไม่นานผู้บริหารน่าจะส่งใบเตือนให้เธอแน่” 

“ไม่ตลก อย่าเอาโบนัสฉันมาล้อเล่นน่า” 

“ฮ่าๆ อ่ะแบมือสิ” 

ฟิกซ์ยื่นมือที่กำอะไรไว้สักอย่าง ก่อนจะวางลงในมือฉันที่ยื่นออกไปรับงงๆ ยาหลอดสีขาวบนฝ่ามือฉันทำให้ฉันงวยงงไปชั่วขณะ ก่อนเขาจะวางเม็ดแคปซูลอะไรอีกอย่างมาใส่มือให้ฉันด้วย “อะไรอ่ะ” 

“ยาแก้ฟกช้ำกับใบบัวบก ฉันรู้ว่าแขนเธอต้องช้ำเอาไว้ทาแล้วกินสิ”จะบอกว่ามีแล้วคงไม่ควรสินะ ฉันเลยพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะรีบเก็บเข้ากระเป๋า เพราะที่นี่ไม่อนุญาตให้นำของจากข้างนอกเข้ามาแม้แต่โทรศัพท์ยังต้องเก็บในล็อกเกอร์ 

“ขอบใจ นายแอบเอาเข้ามาได้ไงเนี่ย” 

“ความลับ”เขาพูดแค่นั้นสั้นๆก่อนจะยืดตัวขึ้นเต็มความสูงแล้วเดินล้วงกระเป๋าออกไป  

“เดี๋ยวสิ รอก่อนได้ไหมพาไปส่งผลตรวจหน่อยสิ”ฉันชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างก่อนจะยิ้มทะเล้นเมื่อฟิกซ์หันมาทำหน้าเซ็งๆแต่ยอมเดินกลับมายืนรอฉันที่หน้าห้องพร้อมใบหน้าบูดบึ้ง พร้อมกับฉันที่หันไปโกยผลแลบที่ติดลาเบลเสร็จพร้อมวางป้ายพักแล้วออกไปหาเขา  

ฉันมีเพื่อนเพิ่มแล้วนะลีโอ วันหนึ่งฉันอาจจะมูฟออนแล้วเลิกยึดติดกับเพื่อนสนิทคนเดียวของฉันก็ได้ 

“ตกลงเธอจะเป็นเพื่อนเขาต่อเหรอ” 

“ใช่สิ ยังไงก็ดีกว่าเลิกคบกันใช่ไหม”ฉันยิ้มก่อนจะเดินคุยกับฟิกซ์ไปเรื่อยๆ “นายก็เห็นว่าฉันร้องไห้หนักขนาดไหน ตอนนี้ไม่ร้องแล้วนะ” 

“แต่นั่งซึมซังกะตายทั้งวันจนโดนยัยเจ๊นั่นด่าลั่นบริษัท” 

“ใช่ไง ให้ตายสิซวยชะมัด”ฉันมองคนตรงหน้าโบกมือลาคนนู้นทีคนนี้ทีก็ได้แต่ยิ้มแห้งกับตัวเอง ปกติบริษัทเลิกงานฉันจะเก็บของช้าๆ ทำนู่นนี่แล้วเดินออกมาหลังสุดพร้อมกับที่คนอื่นๆเขาแยกย้ายกลับบ้านกันหมดแล้ว มีวันนี้แหละที่ฉันเดินออกมาพร้อมฟิกซ์ 

“เธอคิดว่าเธอจะทำได้ไหมล่ะ”เขาถามย้ำอีกครั้ง 

“ได้สิ นายต้องไปดูเพื่อนของเพื่อนฉันที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแฟนเพื่อนฉัน คนนั้นไงที่ผลักฉันแขนแทบหลุดอ่ะ ดุอย่างกับหมาขู่ฉันทุกครั้งที่เข้าใกล้เพื่อนฉันเลยนะ”ฉันร่ายยาวอย่างอึดอัด ยิ่งฟิกซ์หัวเราะตามยิ่งทำให้ฉันมีแรงที่จะเล่าต่อ 

“อิรุงตุงนังชะมัดชีวิตเธอเนี่ย”นั่นสิ หลังจากนี้คงไม่มีแล้วแหละ ฉันยิ้มให้ฟิกซ์อย่างไม่แน่ใจเท่าตอนแรกตอนนี้มันกำลังคลายปมไปทีละปมอีกนิดก็หลุดพ้นแล้ว 

เย้มาแล้ววววววววววววว ใครลืมเรื่องไปแล้วย้อนกลับไปอ่านบทนำใหม่ได้เลยนะคะไม่จำกัดจำนวนครั้ง แฮ่5555 อย่าลืมไลค์และเม้นเป็นกำลังใจให้กันนะคะ 

 

 

ความคิดเห็น