facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่一 “ดิ้นรนเพื่อมีชีวิต”

ชื่อตอน : บทที่一 “ดิ้นรนเพื่อมีชีวิต”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ส.ค. 2562 21:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่一 “ดิ้นรนเพื่อมีชีวิต”
แบบอักษร

บทที่一 “ดิ้นรนเพื่อมีชีวิต”

 

 

 

การมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องน่ายินดี

ผมเฝ้าบอกตัวเองด้วยประโยคนั้นมาหลายสิบครั้งแต่ทุกครั้งยามเห็นภาพใบหน้าอันเต็มไปด้วยชั้นไขมันก็เอาผมรู้สึกอยากถอนหายใจออกมาทุกครั้งไป

ได้เกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงได้มาอยู่ในร่างอ้วนๆ แบบนี้กัน

ร่างก่อนหน้านี้ของผมเป็นชายรูปร่างออกกำยำเล็กน้อยเนื่องด้วยอาชีพที่ทำการปล่อยตัวเองให้อ้วนคงมีผลต่อการปฏิบัติภารกิจเป็นอย่างมาก ลองคิดภาพตอนกำลังไล่จับคนร้ายแต่ดันเหนื่อยหอบวิ่งตามไม่ทันดูสิว่ามันน่ามองขนาดไหน

ในแต่ละสัปดาห์ผมจะออกกำลังกายอย่างน้อยสามวัน อาจไม่เรียกว่ามากแต่ก็ไม่น้อยซึ่งก็เพียงพอในการคงหุ่นและฟิตร่างกายให้ขยับคล่องแคล่วอยู่เสมอทว่าร่างกายในยามนี้มองยังไงก็ไม่เห็นเค้าลางว่าจะชอบออกกำลังกาย แค่ออกแรงขยับเคลื่อนไหวเพียงไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว

มองจากรูปร่างหน้าตาคงเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณยี่สิบต้นๆ ไม่เกินยี่สิบห้าและต้องเป็นลูกผู้ดี ไม่ก็เศรษฐีไม่เช่นนั้นไม่มีทางเลยที่จะเลี้ยงไขมันให้เติบโตได้ขนาดนี้

สัมผัสยามยกมือแขนขึ้นขยับให้ความรู้สึกหนักกว่าที่เคยและไม่ใช่หนักกล้ามเนื้อแต่เป็นไขมัน ชั้นมันบริเวณใต้แขนขยับเด้งไปเด้งมามองแล้วรำคาญใจเป็นที่สุด

ผมเลิกมองสภาพของตัวเองเปลี่ยนมาเป็นนั่งเฉยๆ พลางนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวนี้ ในเมื่อได้รับโอกาสให้มีชีวิตใหม่ก็ควรจะดีใจและใช้ชีวิตให้มีความสุขแต่เหมือนว่าชีวิตที่ได้มาใหม่นี้จะหวิดใกล้ดับอีกรอบซะแล้ว อย่างไรการที่ถูกโยนเข้ามาในคุกหรือห้องขังนี้ก็บ่งบอกว่าร่างนี้ได้กระทำความผิดร้ายแรง

จะว่าไปก่อนหน้านี้เหมือนจะได้ยินว่าร่างนี้ไปล่วงเกินใครสักคนเข้า

“พระชายา?” ผมพึมพำคำพูดที่ได้ยิน รูปคำที่ใช้ให้ความรู้สึกเหมือนหนังจีนโบราณสักเรื่อง

ยุคดิจจิตอลแล้วจะมีใครใช้คำว่าพระชายาอีก?

หรือว่าจะย้อนกลับมาในยุคจีนโบราณ?

ลางสังหรณ์แปลกๆ นั่นทำเอาผมยกมือขึ้นมานวดหน้าผากตัวเองเพื่อคลายความเครียดตามความเคยชิน อายุผมก็ไม่น้อยแล้วผ่านประสบการณ์ชีวิตและเหตุการณ์สิ้นหวังมาก็มากจึงสามารถคุมสติตัวเองให้ยอมรับสภาพความเป็นจริงได้ในเวลาไม่นาน

ตื่นตระหนกไปก็ไม่ช่วยให้ความจริงเปลี่ยนไปอยู่ดี

เอาเถอะ...ย้อนกลับมาในยุคจีนโบราณก็จีนโบราณ

ยังดีที่ยังสามารถฟังภาษาในยุคนี้เข้าใจไม่อย่างนั้นคงได้แย่แน่

ภาษาจีนผมไม่เคยเรียนมาก่อน เคยฟังอยู่ไม่กี่ครั้งซึ่งไม่กี่ครั้งนั่นก็มากพอให้รู้ว่าไม่ง่ายเลยที่จะเรียนรู้และเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ยิ่งเป็นจีนโบราณคงยิ่งยากกว่าเดิมหลายเท่า

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมก้มลงมองเสื้อผ้าซึ่งขาดรุ่งริ่ง ตามร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลของการถูกทรมานไม่ว่าจะเป็นบริเวณแขนหรือลำตัว บริเวณที่เจ็บหนักสุดคงไม่พ้นแผ่นหลังที่เพิ่งผ่านการถูกโบยมา...คงเรียกไม่ผิดนะเคยดูหนังจีนโบราณอยู่หนึ่งในวิธีทำโทษที่เห็นบ่อยๆ คือการโบย

ตอนดูในหนังก็คิดอยู่หรอกว่าแค่การเอาแผ่นไม้ตีแผ่นหลังจะทำให้เกิดแผลได้ขนาดนั้นเลย แต่พอโดนเข้าจริงก็ต้องยอมรับว่าใช่...เจ็บเจียนตายเลยล่ะ

ก่อนหน้านี้ยามถูกโบยซ้ำๆ แผ่นหลังเกิดอาการชาทำให้ไม่รู้สึกเจ็บนักแต่พอหายชาเท่านั้นแหละ แค่นั่งอยู่เฉยๆ ยังรู้สึกเจ็บระบมไปหมด

ด้วยสถานะของผมในตอนนี้อย่าว่าแต่ยาทาเลยแค่เสื้อผ้าสะอาดๆ สักชุดคงยังไม่มีด้วยซ้ำไป ภายในห้องขังแคบๆ นี่มีเพียงกองฟางนำมาสุมไว้กับผ้าห่มเก่าๆ หนึ่งผืน มองดูแล้วไม่ต่างกับคอกสัตว์ในยุคปัจจุบันเท่าไร แต่ได้ชื่อว่าห้องขังจะให้มีเตียงหรือฟูกนอนก็ดูจะสะดวกสบายเกินไป

ตลอดทั้งวันผมไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกายอีก นั่งเล่นอยู่สักพักใหญ่ก็เปลี่ยนมาเป็นนอนตะแคงใช้ผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่มีมาม้วนเป็นหมอนและนอนตะแคงเพื่อพักผ่อนร่างกาย ด้วยความที่มีไขมันอยู่ในร่างเป็นทุนเดิมทำให้อุณหภูมิในร่างเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าปกติส่งผลให้เหงื่อออกแทบจะตลอดเวลา

ทั้งเหนียวตัวและอยากอาบน้ำ

อยากเปิดแอร์ด้วย

ที่นี่มันทั้งร้อนทั้งอบเกินไปแล้ว

บ่นไปก็มีแต่จะทำให้หงุดหงิดผมจึงปล่อยความคิดทุกอย่างทิ้งไปพร้อมกับสติที่ไหลออก ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงเปิดและปิดของประตู อาหารถาดใหม่นำมาวางและเก็บถาดเก่าออกไป

อาหารมื้อนี้ก็ยังคงน้อยนิดเกินกว่าจะทำให้ท้องอิ่มได้ ได้ยินเสียงท้องร้องตัวเองแล้วนึกถึงวันก่อนหน้าที่จะปฏิบัติภารกิจผมยังไปนั่งกินบุฟเฟ่ชาบูอยู่บนห้างเลย ในชีวิตใหม่นี้คงไม่มีโอกาสได้กินบุฟเฟ่แล้ว

น่าเสียดายหน่อยๆ เหมือนกัน

ผมกระดกชามซุปรวดเดียวตามด้วยน้ำในถ้วยด้านข้างก่อนจะขยับตัวกลับไปนอนต่อ ชีวิตตลอดทั้งสองวันเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ในวันที่สามอาการเจ็บทุเลาลงมากทั้งที่ไม่มียาทาอาจเป็นเพราะผมพักผ่อนมาตลอดแผลเลยหายเจ็บเร็วก็เป็นได้

ในเมื่อไม่เจ็บมากเหมือนก่อนหน้านี้ผมจึงตัดสินใจที่จะเริ่มออกกำลังกาย ให้อยู่นิ่งๆ รอคอยการประหารที่กำลังมาเยือนเฉยๆ ไม่ใช่นิสัยผม ได้ชีวิตใหม่มาทั้งทีผมไม่คิดที่จะยอมตายโดยไม่ทำอะไร

อย่างน้อยๆ ก็ขอสู้จนตัวตายดีกว่านั่งรอให้ถูกตัดคอ

ถึงจะคิดแบบนั้นทว่าร่างใหม่ของผมนั้นแค่เหวี่ยงหมัดออกไปครั้งเดียวยังเหนื่อย

น่าอดสูซะเหลือเกิน

ไม่มีทางที่จะเพิ่มพละกำลังได้ในเวลาไม่กี่วันแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ผมปล่อยหมัดสลับซ้ายขวาติดกันประมาณสิบครั้งแล้วหยุดก่อนจะทำต่อทั้งหมดสิบเซ็ต ตอนออกหมัดไขมันบริเวณท้องแขนก็เหวี่ยงไปมาสร้างความรำคราญใจได้ทุกครั้งที่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของไขมัน

เสร็จจากการออกหมัดผมคว่ำตัวลงเตรียมจะวิดพื้น ความจริงผมคิดจะซิตอัพแต่แผ่นหลังยังไม่หายขืนซิตอัพคงมีแต่จะเจ็บตัวมากกว่าเดิมเลยเปลี่ยนเป็นวิดพื้นแทนซึ่งก็ไม่ง่ายเลยที่จะทำในร่างร่างหนักๆ นี่

แขนสองข้างยันอยู่บนพื้น ขาสองขางแนบชินเกร็งปลายเท้าก่อนจะลดตัวลงให้แผ่นอกติดกับพื้นแล้วค่อยๆ ยกขึ้น...ยกไม่ขึ้น?!

“ไม่จริงน่า” ผมออกแรงยันตัวเองขึ้นแต่ผลสุดท้ายคือทั้งร่างแนบอยู่บนพื้นไม่มีทีท่าว่าจะยกขึ้นแม้แต่นิดเดียว

ไม่จริง!!

ผมกรีดร้อนอยู่ในใจ

ตอนฝึกกับลูกน้องผมสามารถวิดพื้นได้ติดต่อกันเกือบครึ่งชั่วโมงได้สบายๆ แต่นี่คืออะไร

แค่ครั้งเดียวยังทำไม่ได้

อ่อนแอ!

ทำไมร่างนี้มันอ่อนแอแบบนี้เนี่ย!

ขอสาบานไว้ ณ ที่นี้เลยว่า...

หากผมมีชีวิตรอดออกไปได้สิ่งแรกที่จะทำก็คือการลดน้ำหนัก!!

ใครจะยอมอยู่ในร่างที่เหนื่อยง่ายแบบนี้ไปตลอดกัน

คนอื่นอาจยอมแต่ผมไม่มีทางยอม

ไม่ยอมเด็ดขาด

พอคิดถึงร่างกายของตัวเองที่ทั้งคล่องแคล่วและเปี่ยมด้วยพละกำลังก็รู้สึกคิดถึงอย่างสุดหัวใจ ถ้าอยู่ในร่างนั้นการจะหนีออกไปจากที่นี่คงไม่ใช่เรื่องยากแต่พอย้อนกลับมามองร่างกายที่ปวดเมื่อยจากการเกร็งกล้ามเนื้อวิดพื้นนี่แล้วก็ชักไม่มั่นใจว่าจะหนีรอดไปได้ไหม

ตึก!

เสียงฝีเท้าหลายคู่ที่กำลังเดินเข้ามาเรียกผมซึ่งนอนหมอบอยู่กับพื้นตะแคงหน้าไปมองผู้มาเยือนด้วยความแปลกใจ ปกติจะมีเพียงเด็กรับใช้คนหนึ่งเข้ามาส่งน้ำส่งอาหารให้ไม่เคยมีคนอื่นเข้าเยี่ยมมาก่อนแถมยังมากันหลายคนด้วย

หรือว่าจะเป็นครอบครัวของเจ้าของร่าง

 

 

“หลี่หวังหมิ่นดูสบายดีนี่” คำทักทายแรกมาพร้อมกับร่างสูงโปร่งในชุดสีทองหรูหราลายมังกรทอประกายระยิบระยับ ใบหน้าเรียวคม เส้นผมสีดำสนิทสยายยาวถึงสะโพก ริมฝีปากเป็นกระจับน่าสัมผัสประกอบกับดวงตาสีดำขลับแผ่เสน่ห์น่าค้นหาออกมาไม่หยุด

“...” ใบหน้าที่เห็นทำเอาผมถึงกับชะงักค้างไป บุรุษตรงหน้าเป็นชายรูปงามอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตโดยฉพาะท่าทางอันเปี่ยมด้วยสง่าราศีแฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจจับต้องนั้น

ชุดที่สวมใส่เป็นชุดแบบจีนโบราณมีเสื้อตัวในสีทองอร่ามและเสื้อตัวนอกสีเข้มสวมทับส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดีขึ้นอีกหลายเท่า เคยเห็นผู้ชายมาก็มากแต่ไม่เคยเห็นใครที่รูปงามขนาดนี้มาก่อน

ไม่อยากเชื่อว่าในโลกนี้จะมีหนุ่มรูปงามขนาดนี้ด้วย

ให้พูดอย่างไม่ปิดบังคือผมไม่ได้จำกัดตัวเองว่าต้องชอบแต่ผู้หญิง กับผู้ชายเองผมก็สามารถชอบได้หากต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน สเป็กของผมไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็จะเป็นแนวเดียวกันคือรูปร่างโปร่งออกบางนิดๆ ถ้ามีนิสัยพยศนิดๆ นี่ใช่เลย

คนตรงหน้าให้เปรียบคงเป็นสเป็กในฝันของทั้งชายและหญิงทั่วโลก ไม่ได้ดูตุ้งติ่งหรืออ่อนหวานเป็นสุภาพบุรุษแต่มีบรรยายกาศสุขุมเย็นชา เย่อหยิ่งนิดๆ ชวนให้รู้สึกอยากค้นหาและทำให้ยอมสยบ

“กล้าเมินข้าหรือหลี่หวังหมิ่น” เสียงทุ้มนิดๆ ละมุลหน่อยๆ ฟังแล้วลื่นหูไม่น้อย

“หลี่หวังหมิ่น? อ้อ...ข้าหรือ” ผมเริ่มดึงสติตัวเองกลับมาสลับกับลุกขึ้นนั่งใช้นิ่วชี้กลับมายังตัวเอง จำได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยเดาว่าคงเป็นชื่อตัวเองแต่ด้วยความที่ไม่ค่อยมีสกิลในการจำชื่อจีนเลยจำได้ลางๆ ว่ามีคำว่าหวัง

หลี่หวังหมิ่น

ฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ แฮะ

“โดนทรมานจนสมองเสื่อมแล้วรึไง” อีกฝ่ายขมวดคิ้วกับท่าทางของผมที่แสดงออกไป

“...อ่า” จะใช้คำว่าสมองเสื่อมก็ไม่ตรงเท่าไร

ผมไม่ได้สมองเสื่อมแค่เป็นอีกคนที่มาอาศัยอยู่ในร่างของหลี่หวังหมิ่นเท่านั้น ดีไม่ดีหลี่หวังหมิ่นตัวจริงอาจถูกทรมานจนตายตั้งแต่ตอนถูกโบย วิญญาณผมจึงเข้ามาอยู่ในร่างนี้แทนก็เป็นได้

ชักแฟนตาซีขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ

“เลอะเลือน?” บุรุษหนุ่มตรงหน้าหันไปขอความเห็นกับผู้ติดตามด้านหลัง

“เป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาโดนทรมานมาตลอดสภาพจิตใจคงย่ำแย่มากเต็มที” ผู้ติดตามด้านหลังโค้งศีรษะน้อยๆ ขณะออกความเห็น

“ถึงว่า ทำหน้าโง่งมเชียว”

“ไม่ได้ทำ” ผมสวนกลับไป

ใครทำหน้าโง่งมกัน

ศัพท์สมัยไหนน่ะ

“กล้าเถียงข้า?”

“...” ผมเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนคำตอบ หน้าตาชวนให้หลงใหลอยู่หรอกแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คนที่น่าคบนัก แค่เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็มากพอให้รู้ถึงสถานะที่ไม่ธรรมดา

ลายมังกรเคยได้ยินมาว่าเป็นสัญลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์

หรือว่าจะเป็นท่านอ๋องอะไรเทียนๆ สักอย่างที่เจ้าของร่างไปทำล่วงเกินพระชายาไว้?

“สมองคงไปหมดแล้วจริงๆ ปกติเจ้าวิ่งเอาตัวชนลูกรงแล้วบอกให้ข้าปล่อยเจ้าไปนี่”

วิ่งเอาตัวชนลูกกรง?

มีคนทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นด้วยเหรอเนี่ย

เสานี่สร้างมาจากเหล็กวิ่งชนให้ตายก็ทำลายไม่ได้หรอกแถมตำแหน่งที่อีกฝ่ายยืนอยู่ก็ไกลเกินกว่าระยะมือเอื้อมถึง แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจับตัว

หรือว่าเจ้าของร่างตัวจริงไม่ฉลาด?

“...คุณ...เอ่อ...ท่านคือท่านอ๋อง?” ผมไม่สนน้ำเสียงดูแคลนนั่นเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนผู้นั้นจริงผมอาจใช้วิธีพูดคุยเจรจากันให้เข้าใจได้

“เจ้า เป็นแค่นักโทษแท้ๆ อย่าบังอาจมากวนโมโหฝ่าบาทนัก” คนที่พูดไม่ใช่ชายหนุ่มรูปงามแต่เป็นผู้ติดตามด้านหลังที่ก้าวเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าถมึงทึง

“...ฝ่า...บาท?” สรรพนามที่ได้ยินทำให้ผมขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปมเงยหน้ามองใบหน้าชวนหลงใหลนั่นด้วยความตกตะลึง

ฝ่าบาท...ต่อให้ผมไม่ค่อยได้ดูหนังจีบโบราณแต่แค่คำเรียกนี้ทำไมผมจะไม่รู้เล่า คนเดียวที่จะถูกเรียกว่าฝ่าบาทจะมีใครได้อีกถ้าไม่ใช่ผู้ดำรงค์ตำแหน่งกษัตริย์หรือจักรพรรดิ

“ใช่ อย่าบอกนะว่าเจ้าลืมจริงๆ ว่าข้าเป็นใคร?”

“...” ไม่ใช่ลืมแต่ไม่รู้จักเลยต่างหาก

ผมตอบคำถามนั้นอยู่ในใจ

“ข้าคือกษัตริย์แห่งราชวงศ์ต้าหลางชางชูร์เชียนพี่ชายของชางเชิงเทียนอย่างไรเล่า” ไม่รู้ว่าเห็นแก่ที่ผมทำหน้าสงสัยรึเปล่าอีกฝ่ายจึงก้มหน้าเข้ามาใกล้ลูกกรงขณะเอ่ยบอกเสียงเรียบ รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นน้อยๆ นั่นแฝงไปด้วยพลังทำลายอันมากล้น

รู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นเร็วขึ้นอีกจังหวะ

เพิ่งเคยเจอใครที่มีเสน่ห์มากมายเช่นนี้เป็นครั้งแรก

“ชางชูร์เชียน” ผมทวนชื่ออีกฝ่ายซ้ำ รู้สึกว่าชื่อนี้เพราะมากทีเดียว

ชางชูร์เชียน...ย่อก็เหลือชูร์เชียน

“ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกชื่อข้าได้ อยากโดนลงโทษก่อนประหารหรือ” ชูร์เชียนหรี่ตาลงใช้ดวงตาเป็นดั่งคมมีดมองมายังผม

“ข้าไม่อยากถูกประหาร” พูดเรื่องนี้มาก็ดีเลย ในเมื่อชูร์เชียนเป็นถึงกษัตริย์ย่อมหมายถึงเขามีอำนาจในมือมากกว่าใคร หากทำให้เขายอมปล่อยผมไปได้คงไม่ต้องใช้แผนบ้าบิ่นที่คิดไว้แล้ว

“เฮอะ มากลัวตายอะไรตอนนี้ ทีตอนเจ้าวิ่งเข้าไปกอดเซียนหวายังไม่เห็นจะมีความกลัวแม้แต่น้อย” คำพูดนั่นทำให้ผมพอจะวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

หลี่หวังหมิ่นคงชอบหรือตกหลุมรักเซียนหวาซึ่งเป็นพระชายาของท่านอ๋องเชิงเทียนที่มีศักดิ์เป็นถึงน้องชายหรืออนุชาของจักรพรรดิจึงได้โดนลงโทษประหาร พอสรุปได้ก็อยากจะถอนหายใจออกมาดังๆ เจ้าอ้วนหลี่หวังหมิ่นนี่มันไม่มีหัวคิดเลยรึไงกัน

วิ่งโล่เข้าไปกอดภรรยาคนอื่นไม่ว่าดันเลือกภรรยาของเชื้อพระวงศ์ น่าจับประหารซะจริง

แต่ทำไงได้ในเมื่อตอนนี้ผมมาอยู่ในร่างนี้แล้วก็จำต้องยอมรับความผิดในฐานะของหลี่หวังหมิ่นไปด้วย ยังดีที่แค่เข้าไปกอดขืนล่วงเกินมากกว่านั้นคงหมดโอกาสรอด

“ผม...ข้าต้องขออภัยในความผิดที่ก่อจริงๆ ฝ่าบาท ได้โปรดให้อภัยข้าเถอะ” ผมใช้น้ำเสียงจริงใจในการสื่อสารหวังเพียงว่าอีกฝ่ายจะสัมผัสได้

แทนตัวเองว่าข้าแบบนั้นให้ความรู้สึกพิกล เหมือนเวลาพูดกับเชื้อพระวงศ์ต้องแทนตัวเองว่าอะไรนะ...กระหม่อม?

พลาดแล้วสิตัวผม

“เจ้าคิดว่าแค่ขออภัยแล้วข้าจะยอมให้อภัยงั้นหรือ เจ้าไม่เพียงแค่กอดแต่ยังพยายามจะขืนใจด้วย ทำให้เซียนหวาตกใจจนเป็นลมไปถึงสองวันเต็มจนถึงวันนี้ยังขวัญเสียอยู่เลย” ชูร์เชียนพูดต่อขณะที่ผมนึกภาพชายตัวอ้วนใหญ่วิ่งทีไขมันก็ส่ายไปมาวิ่งเข้าใส่...ถ้าเป็นผมคงไม่รอให้มาถึงตัวจะถีบส่งสักที

เดี๋ยวนะ...บอกว่าพยายามจะขืนใจ?

จะขืนใจหญิงสาวที่มีเจ้าของแล้ว?!

“...สมควรถูกประหารจริงๆ” ผมอดไม่ได้ที่จะเห็นด้วย

ถ้าแค่กอดยังพอให้อภัยได้แต่นี่คิดจะขืนใจ ตัวผมในฐานะที่เป็นตำรวจไม่อาจให้อภัยการกระทำอันผิดทำนองคลองธรรมเช่นนี้ได้

ไม่แปลกเลยที่จะถูกประหาร

“วันนี้เจ้ามาแปลกนะหลี่หวังหมิ่น” จักรพรรดิหนุ่มตรงหน้าทำหน้าแปลกใจกับท่าทางที่แตกต่างไปจากปกติ

“ข้าทำผิดจริงแต่ข้าก็ได้รับการลงทัณฑ์ไปมากมายแล้ว ท่าน...เอ่อ...ฝ่าบาทจะพอเมตตาปล่อยข้า...ไม่สิ...ปล่อยกระหม่อมไปได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ครั้งแรกเลยที่ผมเอ่ยประโยคเลียนแบบในหนังจีนโบราณออกไป

หลี่หวังหมิ่นตัวจริงคงสิ้นใจตั้งแต่ตอนถูกโบยเรียกว่าได้รับกรรมแล้วก็ไม่ผิดทว่าตัวผมที่มาอยู่ในร่างต่อจากนั้นไม่อยากรับความผิดที่ไม่ได้ก่อด้วยหรอกนะโดยเฉพาะโทษของความผิดนั้นคือการประหาร

“ข้าควรอภัยแล้วปล่อยเจ้าไปทำแบบเดิมกับฮูหยินบ้านอื่นรึไง”

“...หมายถึงอะไร” ไม่นะ ทำไมผมถึงเดาความหมายของคำพูดนั้นได้รางๆ แล้วล่ะ

“เจ้ามันพวกหมกวุ่น ร่ำเรียนก็ไม่เอา งานการก็ไม่ทำ เอาแต่วิ่งเข้าหาสตรีที่ตบแต่งแล้วไม่รู้กี่สิบคน ก่อนหน้านี้เพราะมีที่บ้านตระกูลหลี่คอยคุ้มกะลาหัวเลยรอดพ้นมาได้แต่ในยามนี้ครอบครัวเจ้าต้องโทษยักยอกทรัพย์สินของหลวงถูกขับไล่ไปต่างเมืองห้ามเข้าเมืองหลวงคิดว่าจะมีใครมาช่วยเจ้าได้อีก?”

“...” ผมถึงกับอ้าปากค้างหลังได้ยินคำพูดจากชูร์เชียน

หลี่หวังหมิ่น นายมันน่าจับมาเป็นกระสอบทรายจริงๆ

อย่าให้เจอตัวนะผมจะจระเข้ฟาดหางให้สักที

แค่ฟังก็รู้แล้วว่าหลี่หวังหมิ่นเป็นพวกไม่เอาไหนของครอบครัว วันๆ ไม่สนใจร่ำเรียนหรือทำงานช่วยครอบครัวเอาแต่สนใจเรื่องสตรีแถมยังเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วอีก

สวรรค์ ให้ผมมีชีวิตใหม่ทั้งทีขออยู่ในร่างที่ประวัติดีๆ หน่อยไม่ได้รึไง!

“เจ้าทำหน้าอึ้งเหมือนไม่เชื่อว่าตนเองจะทำเช่นนั้น”

“...ข้าจะเปลี่ยน จากนี้ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว” ผมเงยหน้าขึ้นประสานดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองกับดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนอย่างจริงจัง

ผมไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่

“เจ้าบอกว่าจะเปลี่ยนแล้วข้าต้องเชื่อเจ้า?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นมองมาทางผมซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นนิ่ง

“ข้าให้สัญญา...กระหม่อมให้สัญญา” เผลอเพียงแป๊บเดียวผมก็ลืมเลยว่าต้องแทนตัวเองว่ากระหม่อม เสียมารยาทครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้จะได้รับการให้อภัยได้ไหมเล่า

“พรุ่งนี้เป็นวันประหาร อาหารมื้อสุดท้ายข้าจัดให้เป็นพิเศษ กินให้อิ่มล่ะหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนพูดจบก็หันหลังเดินกลับออกไปโดยมีผู้ติดตามสี่คนเดินตามไม่ห่าง

ดูเหมือนจะไม่มีทางรอดจริงๆ

สงสัยคงต้องใช้วิธีบ้าบิ่นนั่นแล้ว

เอาน่า...อย่างมากก็แค่ตาย

คิดในแง่ดีอย่างน้อยก็ได้พบกับชายหนุ่มรูปงามก่อนตาย ดีไม่ดีพอตายแล้วอาจได้ไปเกิดใหม่ในร่างอื่นก็ได้

เป็นอย่างที่ชางชูร์เชียนบอกอาหารมื้อสุดท้ายหรืออาหารมื้อค่ำเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่ชวนให้น้ำลายสอ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาได้กินแค่ซุปข้นๆ หนึ่งถ้วย พอได้เห็นสำรับอาหารที่มีกับข้าวถึงห้าอย่างกับข้าวสวยร้อนๆ ผมก็ไม่รอช้ายกถ้วยข้าวขึ้นมาพุ้ยเข้าปากสลับกับใช้ตะเกียบคีบอาหารรสเลิศด้วยความเปรมปรีดิ์

รสชาติของอาหารนับว่าไม่เลวเพียงแต่ติดมันไปสักหน่อย ได้ยินมาว่าอาหารจีนยิ่งหรูหราเท่าไหร่ก็ยิ่งใส่น้ำมันเยอะเท่านั้นเหมือนจะเป็นความจริง

สำรับอาหารห้าอย่างถูกฟาดเรียบในไม่กี่นาที ท้องซึ่งส่งเสียงครวญครางมาตลอดถูกเติมเต็มในวันนี้ทำเอาผมรู้สึกมีชีวิตชีวามาเป็นพิเศษ แผลบริเวณแผ่นหลังยังคงมีอาการเจ็บแสบแต่ใช่ว่าจะมากจนทนไม่ไหว

วันรุ่งขึ้นหรือวันประหารผมลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายเดินไปมาอยู่ภายในห้องขังขนาดเล็ก ออกกำลังกายง่ายๆ อย่างการบิดกล้ามเนื้อบริเวณลำคอ หัวไหล่ไล่ลงมาจนถึงขาเพื่อคลายกล้ามเนื้อเตรียมพร้อมล่วงหน้า ผมไม่คิดจะมาตายอยู่ที่นี่จึงต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดให้ถึงที่สุด

ที่เหลือก็ให้ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิตละกัน

“ได้เวลาประหารแล้ว ออกมา” เสียงฝีเท้าดังขึ้นพร้อมกับผู้คุมสามคน คนแรกเปิดประตูคนที่สองมุดตัวเข้ามาด้านในแล้วจับแขนผมกระชากให้ตามออกไปด้านนอก ส่วนคนที่สามนั้นเตรียมใส่กุญแจมือซึ่งทำจากเหล็กบนข้อมือผมทั้งสองข้าง

ก่อนหน้านี้ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมพอเข้ามาในห้องขังแล้วถึงไม่มีโซ่ล่ามติดเหมือนในหนัง เป็นไปได้ว่าจะใส่เฉพาะตอนพาออกไปด้านนอกหรือไม่ก็อาจมีเหตุผลอื่น

ผมก้มมองกุญแจมือที่จากเหล็กแผ่นชิ้นหนาที่ถูกเชื่มติดด้วยโซ่ด้วยความพอใจเล็กๆ รอยยิ้มมุมปากพยายามยกขึ้นแต่เพราะความหนักของกลุ่มไขมันบนใบหน้าทำให้รอยยิ้มนั้นออกมาดูไม่น่าดูนัก ก่อนกุญแจมือจะถูกล๊อกผมใช้หัวโขกโจมตีคนตรงหน้าตามมาด้วยสะบัดกุญแจมือนั้นเหวี่ยงโดนใบหน้าของอีกคนเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย! เจ้า...อั๊ก!” เสียงโอดครวญดังได้เสี้ยววินาทีก็เงียบลงเนื่องจากถูกศอกผมจู่โจมจนทรุดลงไปกองอยู่บนพื้น

“นักโทษหลบ...อุก!” ไม่รอให้ผู้คุมอีกคนได้ตะโกนจบผมจัดการใช้ร่างอันเปี่ยมล้นด้วยไขมันกระโดดทับอีกฝ่ายจนร่างนั้นแน่นิ่งอยู่ด้านใต้

คงไม่ตายนะ

ร่างอ้วนๆ ก็ใช้เป็นอาวุธได้เหมือนกันแฮะ

“แฮ่ก...” น่าสมเพชซะจริง จัดการแค่สามคนก็มีอาการหอบซะแล้ว ถ้าอยู่ในร่างเดิมที่สมบูรณ์พร้อมต่อให้จัดการสิบคนผมยังไม่หอบเลยด้วยซ้ำ

จะให้พูดอีกครั้งก็ได้ว่าร่างนี้มันอ่อนแอเกินไป

เรี่ยวแรงก็แทบไม่มียังจะหมกวุ่นคิดขืนใจภรรยาคนอื่นอีกนะ

ไม่รู้จะด่ายังไงเพราะตอนนี้พูดไปก็เหมือนกำลังด่าตัวเอง

ผมพักให้หายหอบไม่นานรีบรุดหน้าออกไปจากห้องขัง ห้องขังที่ผมอยู่นั้นไม่ได้มีแค่ห้องเดียวแต่มีอยู่อีกเกือบสิบห้องเพียงแต่นอกจากผมแล้วไม่เห็นว่าจะมีนักโทษคนอื่นเลยสักคน ไม่แน่ว่าอาจถูกสั่งประหารไปหมดแล้วไม่ก็ถูกลงโทษให้ไปใช้แรงงานแถวชายแดนก็เป็นได้

ชางชูร์เชียนซึ่งเป็นกษัตริย์หรือจักรพรรดิเท่าที่ผมมองเขาไม่ใช่คนเลว อย่างน้อยก็คงไม่ฆ่าหรือสั่งประหารโดยไม่มีเหตุผลแต่อย่างว่าได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ย่อมมีความเอาแต่ใจและวางตัวเป็นใหญ่ ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องผิดตรงกันข้ามผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องด้วยซ้ำ อำนาจที่มีในมือหากไม่แสดงออกมาให้รับรู้อาจส่งผลให้ถูกดูแคลน ถูกมองว่าไรฝีมือและไม่มีความเป็นผู้นำ เพียงแต่ต้องแสดงออกมาให้เหมาะสมเพราะหากใช้อำนาจมากไปก็จะกลายเป็นการเผด็จการ

แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องมานั่งคิดนี่นะ

ระหว่างในหัวคิดเรื่อยเปื่อยผมก็ได้มาถึงทางออกของห้องขังแล้ว ด้านนอกมีคนเฝ้าอยู่สองคนเป็นจำนวนที่ไม่มากอะไรถึงอย่างนั้นผมไม่คิดจะประมาทใช้เสียงล่อคนหนึ่งเข้ามาแล้วจัดการก่อนจะตามด้วยอีกคนในเสี้ยววินาที

การเคลื่อนไหวของผมค่อนข้างช้าเนื่องด้วยยังไม่ชินกับร่างหนักๆ ยังดีที่แต่ละคนเห็นหุ่นผมก็เผลอลดการป้องกันทำให้สามารถจัดการได้ไม่ยาก

ออกมาจากห้องขังได้ต่อไปก็แค่หลบออกไปด้านนอก เดินทางออกไปไกลสักหน่อยเพื่อตั้งหลักปักฐานใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างมีความสุข

ไม่อยากเชื่อว่าผมที่เพิ่งอายุสามสิบห้าจะมีความคิดเหมือนคนอายุห้าสิบกว่าใกล้เกษียณซะแล้ว

“หลี่หวังหมิ่น!” เสียงเรียกอันทรงอำนาจดังก้องไปทั่วบริเวณ ผมซึ่งได้ยินชะงักขาที่กำลังจะวิ่งหนีฉับพลันค่อยๆ หันกลับไปมองใบหน้าที่แม้จะทำหน้านิ่งแต่ก็ไม่อาจปกปิดความงดงามนั้นได้

“...ชูร์เชียน” ผมเผลอเรียกชื่ออีกฝ่ายซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสี่สิบเมตร ชางชูร์เชียนเดินนำหน้าขบวนผู้ติดหลายสิบคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้พอดี

เรื่องบังเอิญ?

หรืออีกฝ่ายคิดจะมาส่งผมถึงลานประหาร?

“บังอาจ เจ้ากล้าเรียกชื่อฝ่าบาทห้วนๆ ได้อย่างไร!” ผู้ติดตามในชุดสีเขียวด้านหลังมองดูแล้วคล้ายจะเป็นขันทีชี้นิ้วมายังผมพร้อมตวาด

“อ่า...ขออภัยที่ล่วงเกิน” ครั้งนี้ผมยกมือขึ้นไหว้ตามความเคยชินเวลาที่ทำผิด ท่าทางของผมเรียกคิ้วของชูร์เชียนให้เลิกขึ้นกับปฏิกิริยาผิดแปลกของผม

ต่อให้ผมเป็นผู้ใหญ่กว่าแต่ใช่ว่าทำผิดแล้วจะไม่ขอโทษ การเรียกชื่อกษัตริย์ตรงๆ นับเป็นความผิดที่สามารถลงโทษประหารได้ในทันที โทษประหารเดิมยังไม่ทันได้ลบล้างก็อาจจะมีโทษประหารใหม่ตามมาซะแล้ว

“เจ้าหนีออกมาได้อย่างไร” ชูร์เชียนก้าวเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะคงที่ ส่วนผมนั้นก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะ

ตอนนี้ผมจำเป็นต้องหนีก่อนเพราะหากถูกจับได้คงไม่พ้นถูกประหารวันนี้ หากหนีได้อย่างน้อยๆ ก็ประวิงเวลาต่อไปได้ ดีไม่ดีอาจหลบหนีไปได้นานนับเดือน

“...” ผมไม่ได้ตอบแต่เตรียมจะหันหลังวิ่งไปอีกฝั่ง ผู้ติดตามด้านหลังของชูร์เชียนไม่ได้มีเพียงขันทีแต่ยังทหาร...ไม่สิมองแล้วน่าจะเป็นองครักษ์ส่วนตัวมากกว่า มองภายนอกก็รับรู้ได้ถึงระดับฝีมือที่ไม่ด้อยไปกว่าใครแถมดาบที่เหน็บอยู่นั่นคงไม่ใช่แค่ของประดับกาย

“อย่าคิดหนีดีกว่า ข้างหลังเจ้ามีหน่วยราดตะเวรดักอยู่” ทันทีที่ได้ยินผมรีบหันควับไปมองก่อนจะพบกับกลุ่มทหารประมาณยี่สิบคนวิ่งกรูกันเข้ามาใกล้ ปิดทางหนีไว้โดยสิ้นเชิง

“โทษของข้าไม่มีทางผ่อนปรนได้เลยหรือ” ผมกวาดสายมองเหล่าทหารที่ตีวงล้อมเข้ามาก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับชูร์เชียนตรงๆ

“เจ้าไม่อยากตาย?” อีกฝ่ายย้อนถาม

“ทุกคนล้วนต้องตายเพียงแต่ข้าไม่อยากถูกประหารทั้งๆ แบบนี้”

ก็รู้ว่าสิ่งที่หลี่หวังหมิ่นทำมันผิดมากแต่ผมไม่ใช่หลี่หวังหมิ่นนี่

“แล้วเจ้าคิดจะทำเช่นไร ฝ่าวงล้อมหนีไปหรือ”

“...เป็นความคิดที่ดี” ผมเผลอพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิด

“ตัวเจ้าที่แค่วิ่งยังหอบคิดว่าหนีพ้น?” ชูร์เชียนหรี่ตามองตรงมา

“ถ้าหนีไม่พ้นก็แค่ตาย”

“ในเมื่อต้องตายก็ตายแบบดีๆ ไม่ต้องเหนื่อยไม่ดีกว่าหรือหลี่หวังหมิ่น” เหล่าทหารที่ตีวงล้อมไม่ได้พุ่งตัวมาจับผมเพราะได้ชูร์เชียนยกมือห้ามไว้ก่อน

“ทุกชีวิตล้วนต้อนดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ จริงอยู่จุดจบที่มีอาจคือความตายแต่ไม่แน่ว่าหากดิ้นรนอาจสุดชีวิตอาจจะเห็นทางรอดอยู่เบื้องหน้าก็ได้”

“เท่าที่ข้าได้ยินเรื่องของเจ้ามา เจ้าไม่ใช่คนเช่นนี้” ดวงตาสีดำขลับนั้นททอประกายบางอย่างออกมา

“ก็คงใช่” ฟังจากพฤติกรรมมากมายไม่มีทางที่หลี่หวังหมิ่นจะพูดเรื่องการดิ้นรนต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอด

“น่าสนใจ...เจ้าในตอนนี้ทำให้ข้าสนใจยิ่งนักหลี่หวังหมิ่น” รอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้านั้นตรึงสายตาหลายคู่ให้จ้องมองไปไม่เว้นแม้แต่ผมหรือเหล่าทหาร ดูจากท่าทีของคนรอบข้างชูเชียนคงไม่ใช่คนยิ้มเช่นนี้บ่อยนัก

“...ขอบพระทัย”

“เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าดิ้นรนเป็นอย่างไร” ชูเชียนถามต่อ

“ข้าขอรับโอกาสนั้น”

“ตอบรับเร็วไปรึเปล่า”

“ตัวข้ายังต้องรออะไรอีก ในเมื่อมีโอกาสอยู่ตรงหน้าก็ต้องไขว่คว้าเป็นเรื่องปกติ” ในสถานการณ์ที่หนีก็ไม่รู้ว่าจะรอดพ้นรึเปล่าและถึงหนีพ้นก็คงถูกตามล่าไปทั่ว สู้รวบรวมกำลังที่มีเพื่อไขว่คว้าโอกาสรอดที่แม้จะน้อยนิดนั่นยังดีกว่า

“พูดได้ดี เจ้าคิดจะฝ่าวงล้อมทหารหนีไป?”

“...” ผมพยักหน้าให้แทนคำตอบ เส้นผมสีดำยาวจนถึงสะโพกของตัวเองในยามถูกกระแสลมพัดผ่านให้ความรู้สึกคันยุบคันยิบอย่างบอกถูก

“เช่นนั้นก็ลองดู”

“หมายถึง...”

“หากเจ้าสามารถฝ่าวงล้อมของทหารไปได้ข้าจะละเว้นโทษประหารเจ้า” คำพูดนั้นเรียกเสียงคัดคาดจากบรรดาขันทีด้านหลังทันควัน

“ฝ่าบาท ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ คำตัดสินที่ประกาศออกไปแล้วไม่ควรเปลี่ยนแปลงโปรดฝ่าบาทไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ได้โปรดฝ่าบาทไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เสียงด้านหลังดังตามมาเป็นทอดๆ ฟังแล้วคล้ายเสียงเอ็กโค่

“เจ้าจะตกลงรึเปล่า” ชูร์เชียนเมินเสียงเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

“ข้า...กระหม่อมตกลง ขอบพระทัยฝ่าบาท” ผมเปลี่ยนคำพูดอันไร้มายาทของตัวเอง ยังไงก็ไม่ชินกันการพูดและแทนตัวเองแบบนี้อยู่ดี

“ดี เริ่มเลย ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าดิ้นรนได้นานเพียงใด” สิ้นคำพูดนั้นฝ่ามือซึ่งยกค้างไว้ก็สะบัดเบาๆ เหล่าทหารกว่ายี่สิบคนกรูกันเข้าใส่ผมอย่างพร้อมเพียง

ภาพตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกคิดถึงความหลังตอนเข้าร่วมฝึกกับคนในหน่วย พวกเขามักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวต่อตัวไม่มีโอกาสเอาชนะผมได้จึงชอบใช้การรวมกลุ่มรุมเข้ามาก่อนจะถูกซัดกลับไปทั้งแบบนั้น

ยามความทรงจำในอดีตปรากฏขึ้นมาผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นแม้จะเพียงชั่วครู่ก็ตาม แต่นั่นก็มากพอให้ผมรวบรวมสมาธิกวาดสายตามองรอบตัวก่อนจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีวิ่งไปปะทะกับทหารซึ่งอยู่ด้านหลัง ด้วยร่างกายนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยในการต่อสู้ผมจึงไม่ใช่ท่วงท่าที่ฝืนเกินไปทำเพียงปล่อยหมัดขวาตรงเข้าใบหน้าของทหารซึ่งอยู่ใกล้สุดเพื่อเปิดทาง

ทหารด้านข้างไม่รอช้าเอื้อมมือมาคล้ายจะจับตัวผมไว้แน่นอนว่าผมเบี้ยงตัวหลบไปอีกด้านทว่าน้ำหนักที่ออกจะมากไปสักหน่อยทำให้การเบี่ยงตัวนั้นกลายเป็นการล้มทับทหารอีกฝั่งแทน ฟังจากเสียงร้องคงเจ็บไม่น้อย

อยากจะขอโทษที่แต่ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีผมจึงไม่รอช้าใช้ร่างกายที่หนักๆ ที่นอนอยู่บนพื้นกลิ้งโจมตีเปิดทางฝ่าวงล้อมออกไป หากเป็นคนปกติกลิ้งไปก็เท่านั้นแต่ด้วยน้ำหนักที่ไม่ต่ำกว่าร้อยกิโลกรัมย่อมมีแรงปะทะมากกว่าปกติ ขาเล็กๆ ที่ยืนด้วยท่วงท่าไม่มั่นคงเหล่านั้นไม่มีทางต้านได้

และแล้วผมก็สามารถใช้การกลิ้งตัวฝ่าวงล้อมออกไปได้สำเร็จ

เป็นความสำเร็จที่น่าอายซะเหลือเกิน!

ภาพลักษณ์ของหนึ่งในหัวหน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติดกลิ้งขลุกๆ เป็นลูกโบว์ลิ่งไม่ใช่ภาพที่น่าดูสักนิด

ขนาดผมยังอายตัวเองเลย

“ฮึ...เจ้านี่...สุดยอดไปเลย” ชูร์เชียนหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสภาพผมเพ้ายุ่งเหยิงกับเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นของผมหลังลุกขึ้นมาจากพื้นได้อย่างยากลำบาก ใบหน้าขาวพ่องซึ่งเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดูมีชีวิตชีวาขึ้นเพิ่มเสน่ห์ให้อีกเท่าตัว

“...ถือว่ากระหม่อมฝ่าออกมาได้ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมถามกลับด้วยใบหน้ากระดากอาย

ทำไงได้ ในร่างนี้แค่จะยกขาขึ้นเตะยังลำบากด้วยซ้ำ

“แน่นอน” อีกฝ่ายพยักหน้า

“เช่นนั้นโทษประหาร...”

“ข้าไม่ผิดคำพูด จิ่วอวี๋ไปจัดการ” ชูร์เชียนหันไปมองขันทีด้านหลัง

“ฝ่าบาท...”

“ทำตามที่ข้าสั่ง” ยังไม่ทันที่ขันทีจะได้เอ่ยแย้งก็ถูกสายตาเย็นเฉียบหันไปสบ

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” ขันทีชื่อจิ่วอวี๋รีบวิ่งไปจัดการตามรับสั่ง ไม่ต้องถามก็รู้ว่าคงเป็นเรื่องโทษประหารของผมแน่

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ผมก้มหัวลงอย่างนอบน้อม

“เพิ่งรู้ว่าเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กเหลือขอของตระกูลหลี่มีทักษะการต่อสู้ด้วย”

“นิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ” จะให้บอกความจริงว่าผมฝึกฝนวิชาต่อสู้มาเป็นสิบปีแล้วคงไม่ได้

“เหตุใดจึงเลือกฝ่าไปด้านหลัง” ชูร์เชียนถามต่อ เขาคงคราแครงใจกับการเคลื่อนไหวนั้นของผม

“เพราะทหารด้านหลังดูด้อยฝีมือและเปิดช่องมากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” ผมตอบโดยไม่ปิดบัง คำพูดผมเรียกสายตาอาฆาตรจากบรรดาทหารด้านหลังหลายสิบคู่

“สายตาเจ้ายอดเยี่ยมนัก”

“ไม่ขนาดนั้น” เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีอยู่แล้ว

“จริงอยู่เจ้าพ้นโทษประหารแต่ใช่ว่าจะได้รับอิสระ” เงียบไปไม่นานประโยคต่อมาก็ดังขึ้น ดวงตาสีดำของชูร์เชียนจ้องมองมาคล้ายจะดูปฏิกิริยาของผม

“กระหม่อมทราบดี” ไม่มีทางที่จะได้รับอิสระอยู่แล้ว แค่ได้ละเว้นจากโทษประหารก็นับว่าเป็นปฏิหาริย์อย่างแท้จริงที่ควรจะขอบคุณสวรรค์แล้ว

“แล้วรู้ไหมว่าข้าจะทำอย่างไรกับเจ้า”

“...ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

“ลองเดาสิ” เหมือนชูร์เชียนจะสนุกที่ได้เห็นท่าทางของผมจึงได้ถามไม่หยุดเช่นนี้

“คงให้เป็นเด็กรับใช้” ผมตอบตามที่ตัวเองคิด

“ฮืม...อะไรที่ทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น”

“เพราะหลี่หวังหมิ่นในความคิดของฝ่าบาทคงไม่มีความสามารถจะทำอะไรได้มากนัก” อย่าว่าแต่ชูร์เชียนเลยในความคิดผมเองหลี่หวังหมิ่นนั้นเป็นพวกไม่เอาอ่าวทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง

ให้ไปดูแลคอกสัตว์อาจทำสัตว์ตาย ให้ไปอยู่ห้องครัวอาจทำไฟไหม้ ให้ไปอยู่กับกองทหารคงดีแต่เป็นตัวถ่วง งานเดียวที่เหลือคงไม่พ้นเป็นเด็กรับใช้แต่ใช่ว่าจะเหมาะสม

สำหรับลูกคนรวยที่อยู่ดีกินดีมาตั้งแต่เด็กให้หยิบจับหรือทำงานอะไรคงใช้การไม่ได้สักอย่าง

แน่นอนว่าผมไม่ใช่ลูกคนรวยตั้งแต่เด็กผมสู้ชีวิตมาตลอดเพราะไม่ได้มีครอบครัวเหมือนคนอื่น ดังนั้นพวกงานจิปาถะถือเป็นงานถนัดของผม รอให้ผมลดน้ำหนักร่างนี้ลงก่อนถ้ามีโอกาสได้ทำอย่างอื่นก็ค่อยว่ากัน

“พูดได้ถูกใจข้ามาก ไม่คิดเลยว่าอยู่ในคุกไม่กี่วันเจ้าจะเฉลียวฉลาดขึ้นได้ขนาดนี้...ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน”

“...” ผมไม่ตอบได้แต่พยักหน้าอยู่ในใจ

ก็เป็นเป็นคนละคนจริงตามที่อีกฝ่ายเข้าใจ

“จากนี้ไปเจ้าคือเด็กรับใช้ในตำหนักข้า สิ่งที่เจ้าต้องทำไปถามกับเม่าจื่อภายหลัง” ชูร์เชียนเหลือบมองไปยังขันทีอีกคนซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง สายตาของขันทีเม่าจื่อดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก ความจริงต้องบอกทุกคนในที่นี้ไม่มีใครมีสายตาเป็นมิตรกับผมเลยสักคน คนเดียวที่พอจะเป็นมิตรคงไม่พ้นชูร์เชียนซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า

“พ่ะย่ะค่ะ” ผมรับคำ

ดูท่าว่าจากนี้ความหวังในการการใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบสุขคงไม่ง่ายซะแล้ว

......................................................

จบกันไปกับตอนแรกกก

พระเอกเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในตอนนี้

ทุกคนคงเดากันถูกแน่นอน

ชีวิตของหลี่หวังหมิ่นนายเอกของเรานั้นไม่ง่ายเลย รอดพ้นโทษประหารมาได้ก็จริงแต่ก็ยังไม่ได้รับอิสระ แต่ก็แน่อยู่แล้วใครจะปล่อยออกไปง่ายๆ กันล่ะ

เรื่องนี้พระเอกชางชูร์เชียนนั้นน่าตาดีกว่านายเอก อยากจะลองแต่แนวที่พระเอกสวย เอ้ย งดงามสักครั้ง

มารอดูกันว่าจะมีเรื่องอะไรให้ทั้งคู่ได้พบปะหรือสานสัมพันธ์กันอีก

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น