ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าเป็นน้องสาว

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าเป็นน้องสาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ส.ค. 2562 19:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าเป็นน้องสาว
แบบอักษร

 

 

               ณ จวนแม่ทัพจาง

 

              “เรื่องที่ให้ไปสืบมา ได้ความว่าอย่างไรบ้าง” จางหลีเหว่ยถามชายชุดดำด้วยท่าทีสบายๆ พร้อมกับยกถ้วยชาในมือขึ้นจิบ

 

              “ช่วงนี้เวรยามของจวนแม่ทัพหยางดูเหมือนว่าจะหละหลวมอยู่ไม่น้อยขอรับ น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่แม่ทัพหยางกลับมาจากไปราชการที่ลั่วหยาง จึงมีเวลาอยู่ในจวนเป็นส่วนใหญ่” ชายชุดดำคนนั้นตอบด้วยท่าทีนอบน้อม ซึ่งจางหลีเหว่ยก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะโยนถุงเงินถุงหนึ่งให้ชายคนนั้น

 

              “หยางเฟยหรงมันคงประมาท คิดว่าเพียงแค่จวนนั้นมีมันอยู่ ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าคิดร้าย” จางหวีเหว่ยเหยียดยิ้ม นัยน์ตาคมกริบเป็นประกายแฝงด้วยเล่ห์ จากนั้นเขาจึงถามชายชุดดำไปว่า

 

              “เจ้าแน่ใจใช่ไหม ว่าคุณหนูผู้นั้นอาศัยอยู่ในจวนของมันจริงๆ”

 

              “แน่ใจขอรับ เท่าที่สังเกตการณ์มาสองสามวัน คุณหนูผู้นั้นชอบฝึกวรยุทธที่ลานฝึกทหารของแม่ทัพหยางในยามราตรีอยู่เป็นประจำ”

 

              ได้ยินดังนั้น จางหลีเหว่ยก็หัวเราะชอบใจ

 

              “ดี! ในเมื่อทุกอย่างเป็นใจให้เราถึงเพียงนี้ก็ดำเนินการขั้นต่อไปได้เลย”

 

              “ขอรับ” ชายชุดดำโค้งคำนับ ก่อนจะหลบฉากออกไป ทิ้งให้จางหลีเหว่ยยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย พร้อมกับพึมพำกับตนเองว่า

 

              “หยางเฟยหรง...ดูสิว่าครั้งนี้เจ้าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่!”

 

 

 

              กลางดึกคืนนั้น หยางเฟยหรงยังนอนไม่หลับ เขาจึงอยากออกมาเดินเล่นในสวนสักหน่อย แต่เมื่อร่างสูงเดินผ่านลานฝึกยุทธก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ เพราะได้ยินเสียงใครบางคนกำลังฝึกวรยุทธอยู่ในนั้น

 

              แม่ทัพหนุ่มค่อยๆ จรดฝีเท้าเข้าไปยังลานฝึกยุทธอย่างเงียบเชียบ จึงได้พบว่าท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมามีสตรีนางหนึ่งกำลังตั้งใจฝึกวรยุทธอยู่อย่างขะมักเขม้น

 

              ไป๋ชิงกำลังรัวฝ่ามือใส่แท่นไม้สำหรับฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การเคลื่อนไหวของนางรวดเร็วว่องไวและพลิ้วไหวราวกับสายลม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเขม้นมองตรงไปยังเป้าหมายอย่างมีสมาธิ จึงไม่ทันสังเกตว่ามีใครมาลอบดูนางฝึกยุทธเช่นนี้

 

              หยางเฟยหรงคลี่ยิ้มออกมาเพียงบางๆ นางช่างดื้อรั้นเสียจริง เพราะเขาอุตส่าห์ห้ามไม่ให้นางเข้าไปในลานฝึกยุทธ ซึ่งก็ดูเหมือนว่านางจะยอมปฏิบัติตาม แต่แท้ที่จริงแล้วนางไม่เคยคิดจะฟังคำสั่งของเขาเลยด้วยซ้ำ จึงได้แอบมาฝึกในยามค่ำคืนซึ่งปราศจากผู้คนเช่นนี้

 

              “เหตุใดจึงเข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง” ไป๋ชิงหยุดการฝึกวรยุทธเมื่อพบว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาแทบจะประชิดตัว นางก้าวถอยหลังเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ เพราะบุรุษตรงหน้ากำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ

 

              “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าตกใจ” ใบหน้าของเขามิได้บึ้งตึง มิหนำซ้ำ ในยามนี้หยางเฟยหรงกำลังแย้มยิ้ม เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก

 

              “ท่านจะลงโทษข้าหรือไม่” ไป๋ชิงพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ทว่าหยางเฟยหรงกลับหัวเราะออกมาเบาๆ นัยน์ตาคู่นั้นดูเหมือนจะทอประกายอ่อนละมุนกว่าที่เคย

 

              “ข้ายอมเจ้าแล้วไป๋ชิง ในเมื่อเจ้าอยากฝึกวรยุทธ ข้าก็จะไม่ห้ามปรามอีก”

 

              “เป็นไปไม่ได้...นี่ท่านต้องเป็นหยางเฟยหรงตัวปลอมแน่ๆ” ไป๋ชิงทำสีหน้าหวาดระแวง ซึ่งคำพูดของนางทำให้จอมทัพไร้ใจต้องหัวเราะร่วน

 

              “จะตัวจริงหรือตัวปลอม เจ้าคงต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง” หยางเฟยหรงพูดพลางคว้าเอวบางเข้ามาแนบชิด ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปหาคนในอ้อมแขนจนหน้าผากของคนทั้งคู่แทบจะสัมผัสกัน

 

              “ปล่อยข้านะท่านแม่ทัพ!” ไป๋ชิงทำหน้าง้ำ สองแก้มเริ่มปรากฏสีแดงระเรื่อน่าเอ็นดู “ในยามนี้ตัวข้ามีแต่เหงื่อ”

 

              ที่นางพูดนั้นไม่ผิด เพราะไป๋ชิงมีหยาดเหงื่อเกาะพราวแทบจะทั่วทั้งเรือนร่าง นางจึงรู้สึกไม่มั่นใจที่จะต้องใกล้ชิดกับใครในตอนนี้ โดยเฉพาะเขา...

 

              ทว่าหยางเฟยหรงกลับก้มลงฝังปลายจมูกลงบนแก้มนวลเนียนของนาง ก่อนสูดลมหายใจลึกเข้า ริมฝีปากบางพึมพำเบาๆ “เหงื่อเต็มตัวแล้วอย่างไร แก้มของเจ้ายังหอมอยู่เลย...”

 

              ไป๋ชิงเม้มริมฝีปากแน่น ยืนเกร็งจนตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดของเขา หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นตึกตักโครมคราม

 

              “หลายวันมานี้ ทำไมเจ้าจึงเอาแต่หลบหน้าข้า” เขาถามด้วยน้ำเสียงกระซิบ นัยน์ตาสีนิลจับจ้องที่ดวงหน้าหวานอย่างหลงใหล

 

     เป็นเพราะไม่ได้เห็นนางใกล้ๆ เช่นนี้ตั้งหลายวัน เขาจึงคิดถึงนางเหลือเกิน

              “ข้าไม่ได้หลบหน้าท่าน” ไป๋ชิงปฏิเสธด้วยน้ำเสียงอ่อน พยายามใช้มือดันแผงอกของเขาให้ห่างจากตัว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล

 

              “ถ้าเช่นนั้น...เจ้าก็คงรังเกียจข้า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายวูบไหว

 

              บรรยากาศรอบกายเงียบงันเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ไป๋ชิงจะทำลายความเงียบนั้นลง

 

              “ข้าเพียงไม่ชอบที่ท่านล่วงเกินข้า ท่านทำให้ข้ารู้สึกว่าถูกหยามเกียรติ” นางพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิว หากนัยน์ตากลมโตยังคงสบประสานกับเขาอย่างแน่วนิ่ง

 

              “ถ้าท่านยังเห็นว่าข้าเป็นน้องสาว ก็ปล่อยข้าเถิด”

 

              หยางเฟยหรงก้มมองสตรีในอ้อมแขนด้วยแววตาลุ่มลึก เขาทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่นางร้องขอโดยการกระชับร่างบางเข้ามาจนแนบชิด มือใหญ่จับปลายคางของนางไว้เบาๆ

 

              ไป๋ชิงลอบกลืนน้ำลาย ก็ท่าทีของเขามันดูคล้ายกับในวันนั้นเหลือเกิน...

 

              “ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าเป็นน้องสาว”

 

              สิ้นเสียงของเขา ริมฝีปากบางก็ถูกทาบทับลงบนกลีบปากนุ่มนวลอย่างรวดเร็ว หยางเฟยหรงดูดกลืนความหอมหวานจากริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นจนหมดสิ้น ปลายลิ้นรุ่มร้อนถูกส่งเข้าไปควานหาความหวานล้ำอย่างคนเอาแต่ใจ ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังรู้สึกปั่นป่วนจนใจแทบขาด

 

              เป็นอีกคราที่ไป๋ชิงรู้สึกหูอื้อตาพร่าพราย ร่างทั้งร่างเหมือนจะปลิวคว้างอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความวาบหวามที่เขามอบให้ จุมพิตของหยางเฟยหรงเป็นสิ่งเดียวที่นางมิอาจต้านทาน ในยามนี้ร่างบางจึงแทบจะหลอมละลายอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง

 

              ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร เพราะคนสองคนรับรู้เพียงแค่ความหอมหวานลุ่มลึกจากจุมพิตที่มอบให้แก่กันเพียงเท่านั้น สายลมแห่งเหมันตฤดูที่พัดผ่านเข้ามา มิอาจนำพาให้พวกเขารู้สึกหนาวเหน็บได้ เป็นเพราะไออุ่นจากเรือนกายที่ทั้งคู่ถ่ายทอดสู่กันและกัน ทำให้บรรยากาศรอบกายอบอุ่นขึ้นมาได้ราวกับมีเวทมนตร์

 

              หยางเฟยหรงปรือตามองใบหน้าของโฉมสะคราญซึ่งกำลังหลับตาพริ้มตอบรับสัมผัสของเขาด้วยความเต็มใจ ดวงหน้าหวานซึ่งถูกแสงจันทร์อาบไล้ยิ่งทำให้นางดูน่าหลงใหล หัวใจที่เคยด้านชากำลังเต้นรัวแรง...

 

              มือใหญ่โอบรัดแผ่นหลังแบบบางของนางให้แน่นเข้า ในขณะเดียวกันไป๋ชิงก็ยกแขนขึ้นโอบต้นคอของเขาไว้อย่างลืมตัว ปลายลิ้นอ่อนนุ่มเกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นร้อนจัดอย่างกลัวๆ กล้าๆ ทว่าสัมผัสไร้เดียงสาของนางกลับปลุกปั่นให้ความปรารถนาของหยางเฟยหรงลุกโชน

 

              “ข้าชอบจูบของเจ้า...” เขาปล่อยให้ริมฝีปากนุ่มนิ่มเป็นอิสระเพียงชั่วอึดใจ จากนั้นจึงก้มลงมอบจุมพิตวาบหวามร้อนเร่าให้นางอีกครั้ง หลอมละลายนางให้มอดไหม้ไปกับเปลวไฟแห่งความเสน่หา ช่วงชิงลมหายใจของนางอย่างหิวกระหาย

 

              ไป๋ชิงรู้สึกราวกับว่าจะยืนไม่อยู่ ร่างของนางอ่อนระทวยอยู่ท่ามกลางกลิ่นหอมละมุนจากเรือนกายแกร่ง ริมฝีปากของนางก็ถูกเขาล่วงล้ำเข้าไปตักตวงความหอมหวานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

              นี่นางเป็นผู้หญิงใจง่ายถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร...

 

              แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ปล่อยให้เขาขบเม้มกลืนกินริมฝีปากของนางตามอำเภอใจ ความคิดที่ตั้งใจจะผลักไสกลับถูกตีตกไป เพราะถูกความอ่อนโยนและเสน่ห์แห่งบุรุษเพศล่อลวง

 

              ในที่สุด กลีบปากนุ่มหอมก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ หากร่างบางยังคงถูกรั้งอยู่ในอ้อมแขน หยางเฟยหรงก้มลงมองใบหน้างดงามด้วยแววตาลึกล้ำ

 

              เรือนร่างบอบบางนุ่มนิ่มไหวสะท้าน พวงแก้มใสกลายเป็นสีแดงปลั่งอย่างน่าเอ็นดู นัยน์ตาคู่งามที่มองมาก็ดูเหมือนว่าจะลึกซึ้งกว่าทุกที

 

              ถ้าเขาไม่ตัดสินใจพูดกับนางตอนนี้ ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว...

 

              “เจ้าเต็มใจที่จะเป็นผู้หญิงของข้าหรือไม่” หยางเฟยหรงกลั้นใจพูดในสิ่งที่เขาเองก็ไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะได้เอ่ยปากกับสตรีคนไหน รู้เพียงแต่ว่า ถ้าเขาไม่รั้งนางไว้ นางอาจโบยบินไปในที่ไกลแสนไกลจนเขาเอื้อมไม่ถึง

 

              “ท่านคงไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา” ไป๋ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว เพราะอันที่จริงนางยังรู้สึกตกใจกับการกระทำและคำพูดของเขาอยู่ไม่น้อย แต่เพียงชั่วครู่ ไป๋ชิงกลับตื่นตระหนกยิ่งกว่าเพราะปลายตาของนางเหลือบไปเห็นชายชุดดำที่แผ่รังสีมุ่งร้ายมาแต่ไกล

 

              “ท่านแม่ทัพ ระวัง!” นางร้องเตือนหยางเฟยหรงด้วยเสียงอันดัง ก่อนจะผลักเขาออกไปให้พ้นจากวิถีของลูกธนูซึ่งกำลังพุ่งตรงมา ทว่าคงจะช้าเกินไป เพราะลูกศรนั้นได้ปักเข้าบนต้นแขนของจอมทัพไร้พ่ายเข้าอย่างจัง

 

              “เกิดอะไรขึ้น!” นางกองอู๋ซิ่นซึ่งกำลังเดินตรวจตราอยู่ในละแวกนี้พอดี รีบวิ่งมาทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของไป๋ชิง และเมื่อเห็นว่าอะไรเป็นอะไรเขาก็ตกใจเป็นล้นพ้น “มีคนลอบทำร้ายท่านแม่ทัพหรือขอรับ!”

 

              “ไกลหัวใจนัก...อู๋ซิ่น เจ้ารีบตามคนร้ายไปเถิด” หยางเฟยหรงสั่งลูกน้อง ก่อนจะกัดฟันดึงเอาลูกธนูเจ้าปัญหานั้นออกมาจากต้นแขนของตน อาภรณ์สีฟ้าอ่อนของเขาในยามนี้ถูกย้อมด้วยโลหิตสีแดงฉาน

 

              อู๋ซิ่นพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบใช้วิชาตัวเบาไล่ตามคนร้ายไป ทิ้งให้ไป๋ชิงอยู่กับจอมทัพไร้พ่ายเพียงลำพัง

 

              “เจ็บมากหรือไม่” นางรีบเข้าไปพยุงหยางเฟยหรงด้วยสีหน้าเป็นกังวล ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเมื่อครู่เขาหลบไม่ทัน ลูกธนูนั่นจะปักเข้าที่ตรงไหน “รีบเข้าจวนไปทำแผลก่อนเถิด”

 

              ทว่าไป๋ชิงกลับต้องตกใจเมื่อพบว่าร่างสูงใหญ่ของเขากำลังทรุดลง

 

              ใบหน้าของหยางเฟยหรงซีดเผือด เลือดสดๆ ล้นทะลักออกมาจากปากแผลอย่างน่าใจหาย ซึ่งก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป นางได้ยินเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

 

             “ลูกธนูนั่น...มียาพิษ”

 

 

 

งื้อ...ท่านแม่ทัพจะเป็นอย่างไร ต้องรอลุ้นกันในตอนต่อไปนะคะ T^T

++ รักคนอ่าน ++ 

นับดาว 

ความคิดเห็น