ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น : ก่อการ รินท์ พ่อเลี้ยงเถื่อน ไร่ส้ม พ่อเลี้ยง

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2562 19:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

บทที่ 6 

ปภาวรินทร์ลืมตาขึ้นมาในเช้าวันใหม่ เธอรู้สึกปวดเมื่อยตัว ตาทั้งสองข้างกระพริบขึ้นลงถี่ๆ เพื่อขับไล่ความงัวเงีย เมื่อตื่นเต็มตา เธอก็มองรอบๆห้อง และสำรวจตัวเองดูเหมือนว่าคนป่าเถื่อนทำความสะอาดและใส่เสื้อผ้าให้เธอเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็พยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่งพิงที่หัวเตียง เธอกวาดสายตามองไปรอบๆห้องอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนฉายชัดเข้ามาในความทรงจำรินท์อดที่จะหน้าแดงกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ เธอมองหาคนใจร้ายแต่ก็ไม่พบ ความเศร้าปรากฎขึ้นบนใบหน้างามทันที  

“ดีแล้ว...ที่ไม่เจอเขา ดีแล้วรินท์”น้ำตาค่อยๆเอ่อไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง ก่อนที่ปภาวรินท์จะเช็คมันแล้วลุกขึ้นจากเตียงเพื่อออกไปจากที่นี้ 

“จะไปไหน”เสียงของคนที่คิดว่าไม่อยู่ดังขึ้น ก่อการเดินเข้ามาในบ้าน เขาเห็นปภาวรินท์กำลังเดินลงมาบรรได ท่าทางการขยับร่างกายมันดูขัดๆคงเพราะเมื่อคืนกว่าเขาจะปล่อยเธอก็เกือบเช้า 

“เดินก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว ยังดันทุรังจะลงมาข้างล่างอีก” เมื่อเห็นการเดินขัดๆของเธอ ก่อการอดที่จะว่าไม่ได้ 

“หนูจะกลับบ้าน ลาพ่อเลี้ยงตรงนี้นะคะ” 

“อวดเก่ง ไม่ดูสังขารตัวเอง เหอะ!” 

“ไม่ได้อวดเก่งนะคะ” ปภาวรินท์หน้างอทันทีที่เขาว่าเธออวดเก่ง 

“เดินขาลากขนาดนี้เนี้ยนะ เดินทีแทบจะลงไปกองอยู่ที่พื้นอยู่เเล้ว ไม่ไหวก็พักไม่ต้องรีบกลับขนาดนั้นก็ได้” 

“หนูจะกลับ”ปภาวรินท์เชิดหน้าใส่ก่อการ เห็นแล้วมันน่าจับมาจูบซะจริงๆ 

“ฉันเห็นเธอร้องกลับบ้านทุกครั้งที่ไม่ได้อยู่บนเตียง รีบกลับไปหาชู้หรือไง” 

“อย่ามากล่าวหาหนูนะ หนูไม่ได้มีชู้”ปภาวรินท์เเย้งขึ้นมาทันที พ่อเลี้ยงนิสัยไม่ดีมาหาว่าเธอมีชู้ได้ยัง 

“ยอมรับแล้วสิว่าเป็นเมียฉัน”ปภาวรินท์ชะงักทันทีที่ก่อการพูดจบกำลังอ้าปากจะค้านก็ถูกพ่อเลี้ยงพูดดักไว้ซะก่อน 

“ถ้าบอกว่าไม่ใช่นะ จะเอาให้ขาเดียงเลย”ก่อการขู่ขึ้นมา 

“ยะ อย่านะคะ”ปภาวรินท์ตอบเสียงงึมงำ 

“เอาหละ เรามานั่งคุยกันดีๆดูจากสภาพเธอแล้วคงจะยืนไม่ไหว”ก่อการพูดเหน็บปภาวรินท์เบาๆ 

เมื่อทั้งคู่นั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเกิดความเงียบขึ้นมาทันที ปภาวรินท์นั่งก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้นมา เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดีทุกครั้งที่พูดเรื่องกลับบ้านก่อการจะไม่ยอม 

ด้านก่อการนั้นเขากำลังนั่งพิจารณาคนที่นั่งก้มหน้าตรงข้ามกับเขา ทำไมถึงอยากกลับบ้านขนาดนั้น ทำไมถึงไม่อยากอยู่ที่นี่กับเขา นั้นคือสิ่งที่ก่อการกำลังคิด  

“ถ้าเธอนั่งก้มหน้าอยู่แบบนี้วันนี้เธอก็คงไม่ได้ออกไปจากที่นี้”ก่อการเอ่ยทำลายความเงียบ ปภาวรินท์รีบเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินว่าจะได้ออกไปจากที่นี้ ไม่รู้ทำไมเธอถึงไม่ได้รู้สึกดีใจเลย 

“เหอะ!พอฉันจะให้กลับบ้านนี่รีบเงยหน้าเลยนะ”ก่อการอดประชดไม่ได้ 

“ก็หนูอยากกลับนี่คะ” 

“หึ งั้นหรอ คงมีใครรออยู่ที่บ้านสินะถึงอยากจะไปนัก” ก่อการอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ 

“ใช่ค่ะ” 

ยิ่งได้ฟังคำตอบอารมณ์ของก่อการยิ่งเดือดขึ้น สำหรับเขาแล้วความหมายของคำว่ามีคนรออยู่ที่บ้านนั้นเธอก็คงหมายถึงผู้ชายสินะ แต่สำหรับปภาวรินท์นั้นเธอหมายถึงยาย ถึงแม้ว่าตอนนี้ท่านจะไม่ได้อยู่ที่บ้านก็ตาม 

“งั้นก็เอานี่ไปซะ ถือว่าเป็นค่าตัวตลอดเวลาที่เธอค่อยบำเรอฉัน” ก่อการฟาดเงินลงบนโต๊ะหน้าโซฟาอย่างแรง ปภาวรินท์ตกใจหน้าชาทันที ทำไมเขาต้องเอาเงินมาฟาดใส่เธอแบบนี้ 

“นะ หนูไม่ได้ขายตัวนะ เก็บเงินของพ่อเลี้ยงไปเถอะ” 

“ทำไม หรือมันน้อยไปจะเอาเพิ่มงั้นสิ ถ้าจะเอาเพิ่มก็มานอนถ่างขาให้ฉันเอาอีกสักคืนสิ” 

ด้วยความโมโหจึงทำให้ก่อการพ่นคำร้ายๆออกมา ซึ่งคำพูดเหล่านั้นมันกระแทกหน้าปภาวรินท์อย่างจัง เธอผินหน้าไปทางอื่นด้วยความอับอาย 

“ถ้าเธออยากออกไปจากที่นี่ก็รับเงินไปซะ ฉันไม่อยากจะมีอะไรติดค้าง หากเธอไม่รับเงินก็ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” 

“แต่...” 

“จะไม่รับเงินก็ได้นะ ฉันอยากมีเมียอยู่พอดี” 

“หนูไม่ได้อยากเป็นเมียพ่อเลี้ยงสักหน่อย” 

“เหอะ งั้นก็รับเงินไปซะ” ก่อการยื่นเงินให้ 

ปภาวรินท์จำใจต้องรับเงินมาเมื่อไม่มีทางเลือก เธอไม่อยากถูกมองว่าเป็นผู้หญิงขายตัว แต่ถ้าไม่รับเงินนี้เธอก็คงจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่ 

ถ้าถามว่าทำไมถึงอยากออกไปจากบ้านหลังนี้ มันก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่เธอจะต้องอยู่ที่นี่ อีกอย่างเธอกับพ่อเลี้ยงก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเกิดจากความผิดพลาดความเข้าใจผิดทั้งนั้น เธอก็แค่กลัวว่าหากอยู่ที่นี่ต่อไป สักวันหนึ่งเธอคงไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ เพราะใจของเธอกำลังจะผูกติดกับเจ้าของบ้านหลังนี้ 

“มอไซค์หนูอยู่ไหนคะ” 

“ไอ้เศษเหล็กนั้นนะหรอ ฉันให้คนเอามาไว้หน้าบ้านแล้ว”เขาอดที่จะแซวเธอไม่ได้ ชอบที่จะมองหน้างอๆของเธอ 

“อย่ามาเรียกว่าเศษเหล็กนะ มันพาหนูไปได้ตั้งหลายที่”เมื่อได้ยินคำว่าร้ายให้มอเตอร์ไซค์ตัวเองรินท์ก็หน้างอใส่พ่อเลี้ยงทันที คนบ้ามาหาว่ารถเธอเป็นเศษเหล็กได้ยังไง 

“หนูลานะคะ พ่อเลี้ยง” พูดจบปภาวรินทร์ก็เดินออกจากบ้านทันที ก่อการยืนมองเธอเดินออกไปจากบ้าน เขาไม่มีทางให้มันจบแบบนี้แน่ๆ 

'เป็นเมียฉันแล้ว อย่าคิดว่าจะออกไปจากชีวิตฉันได้ ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่ คนอย่างพ่อเลี้ยงก่อการอย่าคิดว่าจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ ' ก่อการคิดในใจ มือก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าดึงเอาโทรศัพท์ออกมาต่อสายหาลูกน้องคนสนิททันที 

"ดิน ไปสืบประวัติเมียฉันให้หน่อย เอาให้ละเอียดที่สุดเลยนะ" 

"(ครับพ่อเลี้ยง)"คนปลายสายตอบตกลงทันที 

"ตอนนี้ฉันจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระไปก่อน หลังจานนั้นเธอต้องกลับมาอยู่ในกรงรักของฉัน" 

. 

. 

. 

. 

. 

นับจากวันที่ปภาวรินท์ออกมาจากบ้านของพ่อเลี้ยงก่อการก็นับเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้ว มันเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ทรมานใจมาก เพราะเธอออกมาจากบ้านหลังนั้นแค่ตัวส่วนใจเธอนั้นกลับติดอยู่กับเจ้าของบ้าน 

“ยายจ๋า รินท์เจ็บเหลือเกิน ทำไมมันทรมานแบบนี้ รินท์...รินท์คิดถึงเขา ฮือๆๆๆ” น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ว่านานแค่ไหนทำให้ตาคู่สวยบวมแดงช้ำอย่างน่าสงสาร ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองออกมาจากบ้านหลังนั้นได้ก่อนที่จะให้ใจเขาไปแท้ๆ แต่ยิ่งนานวันความทรมาณมันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น มันทั้งโหยหา เหงา คิดถึง เคว้งคว้าง บ่อยครั้งที่ทนไม่ไหวจนเอ่อไหลออกมาเป็นน้ำตา อาการแบบนี้มันคือให้ใจเขาไปแล้วใช่ไหม  

“รินท์ รินท์” 

“ยาย ยายจ๋า ยายตื่นแล้วหรือจ๊ะ”เมื่อได้ยินเสียงยายเรียก คนที่ก้มหน้าร้องไห้ก็รีบเช็คน้ำตาแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับยายทันที 

“นะ น้ำ ยายของน้ำหน่อย” 

“นี่จ้ะยาย ค่อยกินนะ” รินท์รีบส่งแก้วน้ำให้ยาย 

“เป็นอะไรลูก หนูร้องไห้ทำไม ตาแดงไปหมดแล้วลูก” เมื่อดื่มน้ำเสร็จคนเป็นยายก็อดที่จะถามหลานสาวไม่ได้ เธอเห็นคราบน้ำตาและตาบวมๆของหลาน มือเหี่ยวๆของคนแก่จึงยกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาให้หลานรักอย่างออนโยน 

“เปล่าจ้ะ รินท์ไม่ได้เป็นอะไร ฝะ ฝุ่นจ้ะ ฝุ่นมันเข้าตาเฉยๆ”รินท์ตอบยายด้วยเสียงที่ไม่มั่นใจ เธอไม่อยากให้ยายต้องกังวลไปกับเธอ 

“ยายเป็นยังไงบ้างจ๊ะ เจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า ยายบอกรินท์นะ รินท์จะไปตามหมอมาให้” 

“ยายแก่แล้ว เจ็บป่วยมันเป็นเรื่องปกติของวัยใกล้ฝั่งอย่างยาย อย่ากังวลไปเลยลูก” มือเหี่ยวย่นตามกาลเวลาของคนปวดยกขึ้นลูบศรีษะของหลานสาวอย่างรักใคร่ แววตาอบอุ่นที่มองยังหลานตัวเองนั้นเต็มไปด้วยความรัก 

“ยายจ๋า...ถ้าไม่สบายตรงไหนให้บอกรินท์นะ ยายห้ามทนเจ็บ ต้องรีบบอกนะจ๊ะ หมอที่นี่เขาเก่งๆกันทั้งนั้นรักษาไม่นานก็หาย” 

“ยายรู้ว่าหมอเขาเก่ง แต่โรคที่ยายเป็นมันก็ยากที่จะหาย แค่ที่ยายอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็ถือว่านานมากแล้ว” 

"ฮือๆๆ ไม่พูดแล้วนะยายจ๋า ยายต้องอยู่กับรินท์ไปนานๆนะ อย่าทิ้งรินท์ให้อยู่คนเเดียวนะยายจ๋า..." เพราะคำพูดของคนชราทำให้หลานสาวร้องไห้ออกมา ตั้งแต่เล็กจนโตรินท์ก็มีแค่ยายถ้าขาดยายไปเธอจะอยู่ได้อย่างไร 

มือคนป่วยยื่นมาเช็ดน้ำตาให้หลานสาว คนเป็นยายรู้ว่าหลานตัวเองนั้นทรมาณแค่ไหนที่ได้ยินคำพูดแบบนั้น แต่สักวันเธอก็ต้องจากไปมันใกล้ถึงวลาของคนแก่อย่างเธอแล้ว จะห่วงก็แต่หลานสาวกลัวว่าจะไม่มีใครมาดูแลเมื่อยายไม่อยู่แล้ว 

"โตแล้วนะเรายังจะร้องไห้เป็นเด็กๆไปได้" คุณยายหยอกล้ออย่างยิ้ม มือก็ลูบผมรินท์ไปด้วย 

"เพราะยายนั้นแหละทำรินท์ร้องไห้ ยายห้ามพูดแบบนี้อีกนะ ไม่นานเราก็จะได้กลับบ้านไปอยู่ด้วยกันแล้ว”พูดจบรินท์ก็โน้มตัวสวมกอดยายที่นอนอยู่บนเตียงคนป่วย 

"รินท์ไม่กวนยายแล้วเนอะ ให้ยายนอนพักผ่อนเยอะๆดีกว่า จะได้กลับบ้านเราไวๆ แต่ว่าก่อนนอนขอรินท์หอมแก้มสักฟอดนะ "ไม่รอให้ยายอนุญาติรินท์รีบก้มหอมแก้มยายซ้ายขวาทันที  

"หลานคนนี้ เล่นเป็นเด็กไปได้ มาให้ยายหอมคืนบ้าง"ยายก็ไม่ยอมน้อยหน้าหลาน เมื่อหอมแก้มกันจนเต็มปอดไปแล้ว รินท์ก็ดึงผ้าห่มมาห่มให้ยาย ไม่นานยายก็หลับไปอีกครั้งด้วยความเพลีย 

. 

. 

. 

. 

. 

 

 

สวัสดีค่ะทุกคน ยังมีคนอ่านอยู่ไหมเอ่ย รอบนี้มาช้ากว่าทุกครั้ง หวังว่าจะยังมีคนอ่านอยู่นะคะ อ่านแล้วแนะนำติชมได้เลยค่ะ และก็ขออภัยล่วงหน้าด้วยนะคะหากมีคำผิด  

ขอบบคุณทุกคนที่เขามาอ่าน และเป็นกำลังใจให้กันนะคะ 

พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว