ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 กระหม่อมไม่เคยกลัวการออกรบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 กระหม่อมไม่เคยกลัวการออกรบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 18:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 กระหม่อมไม่เคยกลัวการออกรบ
แบบอักษร

 

เย็นวันนั้น ไป๋ชิงขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกไปร่วมโต๊ะทานอาหารเย็นกับหยางเฟยหรง แม้ว่าเขาจะใช้ให้จูหย่งเหอมาร้องเรียกถึงห้องก็ตาม

“ข้าไม่สบาย ฝากพ่อบ้านจูบอกท่านแม่ทัพให้เข้าใจด้วย” นางบอกกับจูหย่งเหอไปเช่นนั้น ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วไม่ได้เจ็บป่วยหรือมีไข้ใดๆ เลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าไป๋ชิงคิดว่านางยังไม่สามารถมองหน้าหยางเฟยหรงได้ในตอนนี้

เพราะเพียงแค่คิดถึงเขา ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวราวกับจะเป็นไข้ สัมผัสวาบหวามร้อนเร่าจากริมฝีปากของเขายังคงติดตรึงอยู่บนริมฝีปากของนางไม่จางหาย แล้วไหนจะอ้อมกอดอบอุ่นกับน้ำเสียงทุ้มนุ่มนั่นอีกเล่า

เขากำลังล่อลวงนางด้วยหลุมพรางแห่งความอ่อนโยนใช่หรือไม่...

‘ถ้าข้าขอร้อง...เจ้ายังยืนกรานที่จะไปอยู่หรือไม่’

ไป๋ชิงยอมรับว่าทันทีที่หยางเฟยหรงจุมพิตนาง ความคิดที่จะหนีไปจากจวนแม่ทัพก็ผุดขึ้นมาในใจ หากเมื่อเขาดักนางเอาไว้ด้วยคำพูดนั้น นางก็เริ่มใจอ่อน

“คุณหนู...ท่านป่วยเป็นอะไรหรือเจ้าคะ ข้าจะได้ไปจัดหายามาให้” เสี่ยวฟางถามด้วยความร้อนใจ เพราะหลังจากที่เจ้านายถูกปล่อยตัวออกมาจากห้องอ่านหนังสือก็ดูเหมือนว่านางจะซึมกะทือเสียจนน่าเป็นห่วง

“ข้าไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวฟาง เพียงแค่อยากอยู่เงียบๆ สักพัก” นางตอบสาวใช้ไปตามตรง ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้เสี่ยวฟางคลายความวิตกกังวลได้เลย

“ท่านแม่ทัพลงโทษท่านอย่างไรหรือเจ้าคะ เหตุใดท่านจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้” เสี่ยวฟางยังซักไซ้ไม่หยุด

“เขาไม่ได้ทำอะไรข้าทั้งนั้น เจ้าออกไปก่อนเถิดเสี่ยวฟาง ข้าอยากอยู่คนเดียว”

ได้ยินดังนั้น เสี่ยวฟางก็ถอนหายใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของไป๋ชิงไปเงียบๆ ในใจยังครุ่นคิดเรื่องของเจ้านายไม่หาย

“ท่านทำแบบนั้นกับข้าทำไม...” ไป๋ชิงพึมพำกับตัวเองพลางล้มตัวลงกอดหมอนบนเตียง นัยน์ตาสวยซึ้งเริ่มมีหยาดน้ำอุ่นใสรื้นขึ้นมาอย่างมิอาจควบคุม

จุมพิตแรกที่นางเฝ้าถนอมไว้ให้ว่าที่สามีในอนาคต กลับถูกบุรุษผู้นั้นช่วงชิงไปอย่างหน้าด้านๆ

              ทว่าสิ่งที่ทำให้ไป๋ชิงรู้สึกโมโหยิ่งกว่าการกระทำของหยางเฟยหรงก็คือ เหตุใดนางจึงยินยอมให้เขาล่วงเกินได้ง่ายดายเช่นนั้น

 

              ทั้งๆ ที่ในใจของนางอยากจะสับเขาให้เป็นหมื่นๆ ชิ้น หากสิ่งที่นางพอจะทำได้ในตอนนั้นมีเพียงการประคองร่างของตนให้ทรงตัวอยู่ในอ้อมกอดแข็งแกร่ง ไร้สิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะผลักไส

 

              นี่นางกำลังเป็นอะไรกันแน่

 

              ยิ่งเขาพูดจาขอร้องให้นางอยู่ที่นี่ต่อไป หัวใจของไป๋ชิงก็อ่อนยวบราวกับจะละลายเสียให้ได้

 

              นางเฝ้าครุ่นคิดด้วยความว้าวุ่นใจ นี่ถ้าพี่รองกับพี่ใหญ่อยู่ด้วยกันก็คงจะดี จะได้ถามให้เข้าใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไรกันแน่…

 

 

 

              หลังจากวันนั้น ไป๋ชิงก็หลบหน้าหยางเฟยหรงเป็นว่าเล่น เพราะเห็นหน้าเขาทีไรก็ทำให้นางนึกถึงจุมพิตวาบหวามที่เขามอบให้ไปเสียทุกครา

 

              หลายวันมานี้นางจึงดูสงบเสงี่ยมขึ้นผิดหูผิดตา แต่มันกลับทำให้หยางเฟยหรงรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งกว่าตอนที่นางแสดงพฤติกรรมซุกซน เพราะนอกจากไป๋ชิงจะไม่ยอมพูดจากับเขาแล้ว นางยังแสดงท่าทีห่างเหินจนเขารู้สึกอึดอัด

 

              “วันนี้ข้าจะไปตลาด เจ้าอยากจะไปด้วยหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มตัดสินใจเอาเรื่องเที่ยวเล่นมาหลอกล่อ ในระหว่างที่พวกเขากำลังทานอาหารเช้ากันอยู่เงียบๆ แต่ก็ผิดคาดเพราะดูเหมือนว่าไป๋ชิงจะไม่สนใจ

 

              “ข้าไม่อยากออกไปไหน ท่านแม่ทัพไปคนเดียวน่าจะสะดวกกว่า” นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา

 

              “ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจ” เขาพึมพำ รู้สึกผิดหวังไม่น้อย เพราะคำตอบที่ต้องการได้รับคือนางจะออกไปเดินเที่ยวชมตลาดด้วยกัน

 

              แต่ก็ยังดีที่นางไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่จะไปจากที่นี่ออกมาอีก อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีเวลาอยู่กับนางได้นานอีกสักหน่อย แต่ถึงกระนั้นจอมทัพไร้ใจก็ยังไม่อยากจะยอมรับว่าเขาเริ่มสนใจสตรีนางนี้เข้าแล้วอย่างจัง

 

 

 

              ไป๋ชิงใช้เวลาในช่วงกลางวันเขียนกลอนและวาดรูปใส่ม้วนกระดาษ เพื่อให้เสี่ยวฟางนำเอาไปฝากขายที่ร้านหนังสือในตลาดทุกเช้า

 

              แผนการของนางในตอนนี้ก็คือ เก็บเงินให้ได้มากที่สุด เพราะการจะเดินทางไปยังแคว้นซือจิ้งได้ จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งการเดินทางมายังแคว้นลู่ทำให้นางรู้ว่าเงินทองมากมายที่นางนำติดตัวมาด้วยนั้น ที่จริงแล้วมันไม่ได้มากพอที่จะใช้เดินทางข้ามแคว้นได้เลย

 

              การเดินทางไปแคว้นซือจิ้งจึงต้องถูกระงับเอาไว้ก่อน เพราะการอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพแห่งนี้ อย่างน้อยก็มีที่พักให้ได้อาศัย ค่าอาหารก็ไม่ต้องเสียอะไร ถ้าภาพวาดและบทกลอนของนางยังขายดีเช่นนี้ อีกไม่นานนางก็จะโบยบินออกจากที่นี่ได้ดังใจ

 

              โดยที่ไป๋ชิงพยายามบอกกับตัวเองว่าทั้งหมดที่นางทำไป เป็นเพราะต้องการจะเก็บเงิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำขอร้องของหยางเฟยหรงในวันนั้น...

 

              “ฝีมือของคุณหนูงดงามนัก เถ้าแก่ร้านขายหนังสือชมไม่ขาดปากเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวฟางพูดพลางมองดูไป๋ชิงตวัดพู่กันลงบนผืนกระดาษด้วยความเพลิดเพลิน

 

              คุณหนูไป๋ของนางนอกจากจะมีรูปโฉมงดงามหาใครเทียบ แล้วยังมีความสามารถในเชิงอักษรและศิลปะชั้นสูง ทั้งยังกล้าสามารถประมือกับบุรุษอีก เป็นเช่นนี้ เสี่ยวฟางจึงยกย่องชื่นชมเจ้านายของนางนัก

 

              “ถ้าเขาชม เจ้าก็ต้องต่อรองราคาให้ได้เพิ่มขึ้นอีก เข้าใจไหมเสี่ยวฟาง” ไป๋ชิงยิ้มอย่างอารมณ์ดี เพราะเพียงไม่กี่วันมานี้ภาพวาดและบทกลอนเหล่านี้ก็ทำรายได้ให้นางอย่างเป็นกอบเป็นกำ

 

              “คุณหนูฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก” เสี่ยวฟางชมเปาะ ก่อนถามด้วยท่าทีสงสัย “แต่ข้ายังไม่เข้าใจว่าท่านจะเร่งหาเงินไปทำไม เพราะถ้าท่านต้องการอะไร เพียงแค่บอกท่านแม่ทัพก็น่าจะได้มาแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”

 

              “ข้ามิได้มีความสำคัญกับเขาถึงเพียงนั้นหรอกเสี่ยวฟาง และเจ้าจงจำไว้ว่าเกิดเป็นสตรีก็สามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตน เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบุรุษไปเสียทุกเรื่อง”

 

              ได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวฟางก็พยักหน้าหงึกๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของไป๋ชิงสักเท่าไร แต่ในสายตาของเด็กสาวแล้ว ไป๋ชิงเป็นสตรีที่น่าเลื่อมใสที่สุดที่นางเคยพบเจอ

 

              ไป๋ชิงยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่าเสี่ยวฟางช่างเป็นเด็กสาวที่แสนจะว่านอนสอนง่าย ความน่าเอ็นดูของนางทำให้ไป๋ชิงนึกอยากจะถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้

 

              “เอาไว้วันหลังข้าจะสอนเจ้าอ่านและเขียนหนังสือ”

 

              “จริงหรือเจ้าคะ!” เสี่ยวฟางพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ เพราะสาวใช้อย่างนาง น้อยคนนักที่จะรู้หนังสือ เป็นบุญของนางยิ่งนักที่ได้รับความเมตตาจากไป๋ชิง

 

              “จริงสิ...เด็กโง่” ไป๋ชิงมองเสี่ยวฟางแล้วยิ้มด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษต่อไป

 

 

 

              ระหว่างที่ไป๋ชิงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการแต่งกลอนวาดภาพอยู่นั้น หยางเฟยหรงก็กำลังคุมเหล่าทหารฝึกวรยุทธด้วยความหงุดหงิด

 

              เขาไม่ได้ไปตลาดอย่างที่บอกกับนางไว้ เพราะแค่อยากจะหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาของนางเพียงเท่านั้น ซึ่งหยางเฟยหรงก็พบว่าอาการหมางเมินห่างเหินของนางกำลังทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจ

 

              หยางเฟยหรงมั่นใจว่านางต้องมีใจให้เขาบ้างไม่มากก็น้อย เพราะในวันนั้น ไป๋ชิงตอบสนองต่อจุมพิตของเขาอย่างอ่อนหวาน แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจเลยก็คือทำไมนางถึงต้องทำตัวห่างเหินกับเขาด้วย

 

              หากสิ่งที่จอมทัพไร้พ่ายไม่เข้าใจยิ่งกว่าก็คือ ทำไมหัวใจที่เคยด้านชาของเขากลับต้องมาวูบไหวไปกับการกระทำของสตรีผู้นั้น

 

              “ยืนเหม่อเช่นนั้น คิดอะไรอยู่หรือ” น้ำเสียงคุ้นหูปลุกให้หยางเฟยหรงหลุดออกมาจากห้วงความคิด เขาค้อมศีรษะเพื่อทำความเคารพคนซึ่งมาใหม่

 

              “ถวายพระพรพะยะค่ะท่านอ๋อง”

 

              จิ้นอ๋องโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ต้องมีพิธีรีตอง เพราะแท้จริงแล้วเขาเป็นเพื่อนร่วมเรียนกับหยางเฟยหรงมาตั้งแต่ยังเยาว์ จนกระทั่งแม่ทัพหนุ่มได้เข้ารับราชการจนก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ ความสนิทสนมที่มีก็ไม่ได้ลดน้อยลงตามกาลเวลา

 

              “เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลย ว่าเจ้ากำลังคิดถึงสิ่งใด” จิ้นอ๋องถามอีกครั้ง

 

              “สายข่าวรายงานมาว่าช่วงนี้ชายแดนของเราที่ติดกับแคว้นเลี่ยงหวงปะทะกันบ่อยครั้ง อีกไม่นานกระหม่อมอาจจะต้องเดินทางไปรบ” หยางเฟยหรงเลี่ยงไปตอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองเสีย เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าในความคิดของเขาในยามนี้มีแต่สตรีที่ชื่อว่าไป๋ชิงอยู่ในนั้น

 

              “ถ้าเป็นการปะทะกันของกองกำลังชายแดนก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร แต่ถ้าเป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้เลี่ยงหวงเมื่อไรแล้วล่ะก็...เราคงต้องออกรบเพื่อป้องกันดินแดน” จิ้นอ๋องพูดพร้อมกับแสดงสีหน้าหนักใจ เพราะเขาเองก็เพิ่งได้รับข่าวนี้มาเช่นกัน

 

              แคว้นเลี่ยงหวง เป็นแคว้นใหญ่ที่ฮ่องเต้มีอุปนิสัยชอบขยายอาณาเขตมาตั้งแต่สมัยพระอัยกาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ผิดกับฮ่องเต้ของแคว้นลู่ซึ่งเป็นกษัตริย์รักสงบ ทว่าถ้ามีศัตรูมารุกราน พระองค์ก็สู้ไม่ถอยเช่นกัน ซึ่งนั่นทำให้หยางเฟยหรงจงรักภักดีกับราชวงศ์ยิ่งนัก

 

              “กระหม่อมไม่เคยกลัวการออกรบ” หยางเฟยหรงพูดด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

 

              “ข้าก็เห็นว่าเจ้าเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด” จิ้นอ๋องพึมพำชื่นชม ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อคลายความตึงเครียด “ข้าว่าเราอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยจะดีกว่า เอาไว้เกิดสงครามจริงๆ แล้วค่อยว่ากัน”

 

              หยางเฟยหรงพยักหน้ารับ จิ้นอ๋องก็เป็นอีกคนที่จอมทัพไร้พ่ายให้ความเคารพนับถือ เพราะเขาเป็นองค์ชายเพียงองค์เดียวที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ตั้งแต่ครั้งสมัยเขายังเป็นเพียงแม่ทัพไร้สมญานาม

 

              “ว่าแต่พระองค์มาพบกระหม่อมในวันนี้ มีธุระอะไรหรือ” หยางเฟยหรงถามไถ่ เพราะถึงแม้ว่าจิ้นอ๋องจะมาที่จวนนี้ค่อนข้างบ่อย แต่ก็ใช่ว่าจะถี่อย่างช่วงนี้

 

              “แม่นางไป๋อยู่ในจวนใช่หรือไม่ ข้ามีของกำนัลเล็กน้อยมาให้นาง” พอจิ้นอ๋องพูดจบ ใบหน้าของหยางเฟยหรงก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที

 

              “ไป๋ชิงไม่สบาย เกรงว่าจะออกมาพบพระองค์ไม่ได้พะยะค่ะ”

 

             “อย่างนั้นหรือ...ถ้าเช่นนั้น ข้าฝากปิ่นปักผมอันนี้ไปให้นางจะได้หรือไม่” จิ้นอ๋องพูดพลางหยิบปิ่นปักผมทองคำประดับมุกและพลอยสีทับทิมออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้หยางเฟยหรงซึ่งกำลังยิ้มน้อยๆ พร้อมกับยื่นมือออกมารับของจากจิ้นอ๋องไปถือไว้ 

 

               “กระหม่อมรับรองว่าจะส่งปิ่นนี้ให้ถึงมือนาง”

 

 

 

ให้ทายว่าปิ่นจะถึงมือนุ้งชิงหรือเปล่า หึหึ

ตอนต่อไป เตรียมตัวจิกหมอนให้ขาดกระจุย 

++ รักคนอ่าน ++ 

นับดาว 

ความคิดเห็น