facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XII ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XII ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2562 13:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XII ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XII ”

 

 

 

“โอ๊ะ...อร่อย เรียกว่าอะไรนะ แกง...กาลา?” ผมขมวดคิ้วระหว่างเอ่ยชื่ออาหารตรงหน้าที่คิดยังไงก็ไม่น่าใช่ชื่อนั้น เหมือนผมจะเคยเห็นแกงแบบนี้ในหนังสือมาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าชื่อแกงอะไร

 

ตัวแกงเป็นสีน้ำตาลออกข้นๆ พอตักเข้าปากจะได้กลิ่นของเครื่องเทศที่ค่อนข้างรุนแรงนอกจากนี้ยังมีเนื้อหมู มันฝรั่งและแครอทใส่ผสมลงไปด้วย พอได้กินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วรู้สึกฟินมากที่มื้อเช้าก็ได้กินอาหารอันเปี่ยมไปด้วยพลังงานแบบนี้

 

“แกงกระหรี่” คนทำเมนูบอกชื่อที่แท้จริงของอาหารตรงหน้าเสียงเรียบ

 

“ใช่ๆ แกงกระหรี่” หลังได้ยินโฟรชพูดผมก็นึกออกทันที

 

แกงกระหรี่นี่เอง

 

ตอนนี้เป็นช่วงสายของวันหลังจากโฟรชนอนซมเพราะพิษไข้อยู่ 3 วันเต็ม โชคดีที่มีคุณหมอมาดูอาการแล้วฉีดยาเข้าเส้นให้ต่อเนื่องทุกวันอาการเลยดีขึ้นเรื่อยๆ และหายสนิทเมื่อไม่กี่วันก่อน งานที่ทับถมกันตลอดหลายวันมากจนผมที่ไม่รู้เรื่องอะไรยังอดไม่ได้ที่จะตกใจ

 

ขนาดมีเควสกับโวร์ช่วยยังมากขนาดนี้ ถ้าไม่มีใครช่วยคงวางกองจนล้มใส่คนตายได้

 

“อะไร อื้อ...อร่อยจัง” ผมถามพลางใช้ช้อนตักแกงกระหรี่เข้าปากคำโต รสชาติไม่เข้มข้นเกินไปแบบนี้ผมชอบมาก

 

สงสัยคงต้องไปตักเพิ่มอีกชามซะแล้ว

 

“เป็นอะไร”

 

“ฮะ...อะไรคือเป็นอะไร” ผมไม่เข้าใจคำถามที่อีกฝ่ายพูด

 

“อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้” โฟรชพูดต่อ

 

“ผมไม่ได้แกล้งสักหน่อย”

 

“แกล้งอยู่ชัดๆ”

 

“ไม่ได้แกล้ง”

 

“ฟีแซลล์!” เหมือนโฟรชจะหมดความอดทนกับการถกเถียงอันไร้สาระเต็มทีถึงได้ขึ้นเสียงเป็นเชิงบอกให้ผมหยุดพูดได้แล้ว

 

“ดูอารมณ์ไม่ดีนะโฟรช” ผมถามกลับก่อนจะตักแกงกระหรี่คำสุดท้ายเข้าปาก

 

“ฉันคงอารมณ์ดีหรอกที่นายเป็นแบบนี้” ผมเริ่มเลิกคิ้วข้างนึงขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของโฟรช

 

“...ผมเปล่าเป็นอะไรสักหน่อย” ผมไม่ใช่คนโกหกและไม่ชอบที่จะโกหกด้วยแต่ในสถานการนี้มันต่างกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมจะไม่ยอมบอกความจริงเรื่องนี้เป็นอันขาด

 

“ถ้าไม่เป็นอะไรก็ลองหันมามองหน้าฉันตรงๆ สิฟีแซลล์!!” เสียงตะโกนคล้ายกับไม่สามารถสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกแล้วนั่นทำเอาผมถึงกับสะดุ้ง

 

ทั้งที่พยายามทำตัวเป็นปกติอย่างถึงที่สุดแล้วแต่กลับไม่สามารถตบตาโฟรชได้ ตั้งแต่วันนั้น...วันที่ผมได้ยินคำว่า ‘รัก’ ออกมาจากปากของโฟรชทำให้ผมไม่สามารถมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ ได้อีก เรื่องราวตอนผมแอบถามเหมือนโฟรชจะจำไม่ได้ซึ่งการจำไม่ได้อาจจะดีกว่า

 

หากจำได้แล้วคงต้องมาว้าวุ่นใจเหมือนผมในตอนนี้

 

ในช่วงแรกก็แค่ไม่กล้าสบตาทว่าไม่กี่วันต่อมากลับเริ่มหนักขึ้นคือผมไม่สามารถหันไปมองหน้าโฟรชได้ตรงๆ นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายเห็นถึงการกระทำแปลกๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาของผม นอกจากเรื่องไม่มองหน้าและหลบตาผมก็ไม่ได้ทำเรื่องอะไรให้ฝ่ายนั้นรู้ตัว...ผมคิดว่าไม่ได้ทำนะ

 

มันไม่ง่ายเลยที่จะหันไปมองใบหน้าของโฟรชขณะที่คำว่ารักดังก้องอยู่ในหัว

 

ใช่ว่าผมไม่เคยถูกบอกรักทว่าคำว่ารักจากโฟรชมันแตกต่างจากคนอื่น

 

หากไม่ได้ต่างที่คำพูดก็คงเป็นที่คนพูดล่ะนะ

 

“ฟีแซลล์” โฟรชส่งเสียงเรียกอีกครั้ง

 

“มีอะไรก็ว่ามา” ผมพูดโดยยังไม่หันหน้าไปมอง

 

“ฉันขอถามคำถามเดียวกันกลับไปเลย มีอะไรก็พูดมาฟีแซลล์”

 

“...ผมไม่มีนี่” จะให้ผมพูดว่าอะไรล่ะ

 

เขินจนมองหน้าโฟรชไม่ได้?

 

แค่คิดก็อายจะแย่แล้ว!

 

“อย่าให้ฉันต้องถามซ้ำอีก” เสียงของโฟรชเริ่มออกแนวหงุดหงิดแล้ว

 

“คุณปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้เหรอ” ผมถามกลับไปตามตรง ต่อให้เขาจะถามย้ำผมอีกสักกี่ครั้งความกล้าที่จะตอบมันก็ยังไม่มีอยู่ดี

 

ถ้าเห็นใจกันสักนิดก็ช่วยทำเหมือนกับไม่มีอะไรทีเถอะ

 

“ไม่ได้”

 

“...ทำไมล่ะ”

 

“เล่นทำตัวผิดปกติขนาดนี้ใครจะปล่อยผ่านไปได้กัน” โฟรชพูดต่อก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ทำเอาผมที่นั่งกินข้างอยู่บนโซฟาถึงกับสะดุ้งแล้วรีบกระโดดไปหลบอยู่ด้านหลังโซฟา

 

“โฟรช...” ผมค่อยๆ โผล่ดวงตาขึ้นมาจากโซฟาลอบมองใบหน้าตึงๆ ของโฟรชที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะ ไม่ได้ก้าวเข้ามาหาผมถึงโซฟา

 

ให้เดาโฟรชคงไม่อยากทำให้ผมตื่นตระหนกหรือกลัวมากไปกว่านี้เลยเว้นช่องว่างและระยะห่างให้เล็กน้อยซึ่งผมก็อยากขอบคุณ แต่ถ้าจะให้ขอบคุณได้เต็มปากก็อยากให้กลับไปนั่งทำงานตามเดิมมากกว่า

 

“ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า” อีกฝ่ายเลือกที่จะเปลี่ยนคำถามระหว่างใช้ดวงตาสีเทาอ่อนมองมายังผม

 

“เปล่า ผมสบายดี” ต่อให้ตากลม ตากฝนหรือตัวเปียกแค่ไหนก็ไม่ทำให้ป่วยง่ายๆ หรอกเพราะเป็นเรื่องปกติของเงือกที่ต้องอยู่กับน้ำและความเย็น

 

ความร้อนต่างหากที่สามารถทำให้ป่วยได้ ถึงผมจะยังไม่เคยป่วยก็ตามที

 

“ถ้าไม่ได้เกี่ยวกับร่างกาย...แปลว่าเกี่ยวกับฉัน?”

 

“อึก...” แม้จะรีบเม้มปากทำหน้านิ่งเพื่อจะได้ไม่แสดงสีหน้าผิดปกติออกไปแต่เพียงอาการสะดุ้งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะไม่อาจเล็ดรอดสายตาอันคมกริบของโฟรชที่จับจ้องมาได้

 

“เกี่ยวกับฉันจริงๆ สินะ” ดวงตานั้นหรี่ลงเล็กน้อยขณะพูด

 

“ไม่ใช่!” ผมส่ายหัวรัวๆ แม้เหงื่อจะเริ่มออกขมับแล้วก็ตาม

 

“ยังคิดจะโกหก?”

 

“...ผมแค่...”

 

“แค่?”

 

“...ไม่บอกไม่ได้เหรอ”

 

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้” โฟรชพูดย้ำเสียงเข้ม

 

“ใจร้าย” ผมพึมพำเสียงแผ่ว

 

“รู้ก็ดีแล้ว ฉันไม่ใจดีหรอกนะโดยเฉพาะกับเรื่องของนาย...”

 

“ไม่จริง คุณใจดีจะตายผมอยากกินอะไรก็ทำให้ ผมอยากไปไหนก็พาไป ไม่เห็นจะใจร้ายตรงไหนเลย” ผมพูดแทรกทั้งที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ

 

“อย่าพยายามเปลี่ยนเรื่องหนี” การเปลี่ยนเรื่องที่พยายามคิดถูกจับได้ในพริบตาเดียว

 

“โฟรช”

 

“ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อนด้วย”

 

“...” ในเมื่อวิธีไหนก็ไม่ได้ผลผมเลยเลือกที่จะเงียบ และคงทำได้เพียงหวังว่าโฟรชคงจะเงียบตาม ถึงเกินร้อยผมจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเงียบหรือจบบทสนทนาไปแบบนี้แน่

 

“ฟีแซลล์” ครั้งนี้เสียงที่เรียกไม่ได้ตะโกนหรือดังเหมือนก่อนหน้านี้ น้ำเสียงคล้ายจะอ่อนลงนั่นทำเอาหัวใจผมเริ่มบีบตัวขึ้นทีละนิด

 

“...อืม”

 

“เป็นเรื่องที่บอกไม่ได้?” อีกฝ่ายถามต่อ

 

“ก็ไม่เชิง” จะให้บอกก็บอกได้เพียงแต่ผมไม่อยากบอกนี่

 

“งั้นก็บอกมา”

 

“คุณจะบังคับผมรึไง”

 

“ถ้ามันทำให้ฉันได้คำตอบฉันก็จะทำ” ดวงตาคู่นั้นทอประกายเอาจริงจนผมได้แต่ขยับก้าวถอยหลังออกจากโซฟา

 

อย่างน้อยถ้ามีจังหวะหรือโอกาสสักหน่อยผมสามารถวิ่งกลับไปในน้ำได้ซึ่งถ้าอยู่ในน้ำต่อให้เป็นโฟรชก็คงตามผมมาไม่ได้ ถึงเขาจะดำลงมาหาแต่ด้วยความเร็วผมชนะขาดอยู่แล้ว ผมที่คิดแผนไว้ในหัวถูกโฟรชก้าวเข้ามาดักทางก่อนถึงสระอย่างรวดเร็วคล้ายเขาสามารถอ่านความคิดของผมได้

 

กริ๋งงง~!

 

ในจังหวะกำลังคิดหาทางออกเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานเรียกทั้งผมและโฟรชให้หันไปมองด้วยความสงสัย ผมเห็นว่าบนโต๊ะนั่นมีโทรศัพท์ตั้งอยู่แต่ไม่เคยจะเห็นส่งเสียงดังเลยสักครั้งจนผมนึกว่ามันเป็นเพียงของประดับโต๊ะด้วยซ้ำไป

 

เสียงของโทรศัพท์นั้นยังคงดังต่อเนื่องทว่าโฟรชกลับไม่มีทีท่าว่าจะเดินกลับไปรับสายสักนิด ดวงตาเรียวคมยังคงจ้องมองการเคลื่อนไหวของผมไม่ให้หลุดรอดแม้แต่วินาทีเดียว

 

โฟรชคงรู้ว่าถ้าเผลอและผมได้กลับลงน้ำเขาจะไม่สามารถเค้นคำตอบจากผมได้อีก แต่ต้องมาฟังเสียงกริ๋งลากยาวตลอดไปผมก็ไม่เอาด้วยหรอกนะ ประสาทการได้ยินของเงือกยิ่งดีอยู่ด้วย ขืนฟังนานๆ ได้เกิดอาการหูอื้อกันพอดี

 

“ไปรับโทรศัพท์เถอะ” ผมบอกโฟรชแล้วกอดอกยืนนิ่งๆ

 

“เดี๋ยวนายจะฉวยโอกาสกลับทะเล” โฟรชสวนกลับอย่างรู้ทัน

 

“ผมก็อยากไปอยู่แต่เดี๋ยวค่อยหาวิธีอื่นก็ได้ รับโทรศัพท์ก่อนเถอะ ผมหนวกหู” พูดจบผมก็ยกสองมือขึ้นมาปิดหูตัวเองแน่น ผ่านไปไม่นานผมยังรู้สึกเหมือนมีเสียงสะท้อนดังก้องอยู่ในหูเลย

 

“อย่าคิดหนีเชียว” อีกฝ่ายย้ำขณะก้าวกลับไปยังโต๊ะทำงานเพื่อรับโทรศัพท์

 

“ไม่หนีหรอกน่า” ผมเป็นเงือกมีจรรยาบรรณนะถ้าบอกว่าไม่หนีก็คือไม่หนี แค่วิธีหนีไว้ค่อยคิดใหม่ก็ได้...ต่อให้แพ้อย่างมากก็แค่ต้องเผยเรื่องนั้นออกไป

 

“มีอะไร” โฟรชยกหูโทรศัพท์ขึ้นมารับ เสียงปลายสายผมไม่ได้ยินว่ากำลังพูดอะไรถึงผมจะหูดีแต่ใช่ว่าจะได้ยินไปซะทุกอย่าง

 

สังเกตจากคิ้วที่เริ่มขวางของโฟรชแปลว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนัก ให้เดาต่อคงเป็นยามที่คอยดูแลประตูเข้าออกของบ้านเพราะถ้าเป็นคนรู้จักคงเลือกที่จะโทรเข้าไปเบอร์มือถือมากกว่าเบอร์บ้าน อาจมีใครสักคนมาขอพบไม่ก็มีเรื่องอย่างอื่นละมั้ง

 

“ให้มาพูด...มีธุระอะไร” เสียงฝั่งเดียวที่ผมได้ยินคือเสียงของโฟรชซึ่งจะให้เดาเนื้อหาก็ดูจะยากเกินไปหน่อย

 

“...ผมขอไปตักแกงกระหรี่อีกจานก่อนนะ” ผมป้องปากพึมพำเสียงเบาไปหาโฟรชที่เลิกคิ้วมองมา

 

“คิดว่าฉันจะยอมให้เจอกับฟีแซลล์รึไง” ประโยคต่อมาทำเอาผมที่กำลังหยิบจานเปล่าที่กินจนเกลี้ยงหันไปมองโฟรชด้วยความสงสัย

 

เจอผมเหรอ

 

ใครกัน

 

“โฟรช ใครเหรอ” ผมไม่ปล่อยความสงสัยไว้นานนเดินเข้าไปอีกฝ่ายทันที

 

“ไม่มีอะไร จะไปตักข้าวเพิ่มก็รีบไป...”

 

(ฟีแซลล์) ยีงไม่ทันที่โฟรชจะพูดจบเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นแถมยังเป็นเสียงที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดีซะด้วย

 

“พี่เฟสต้า?” เสียงแบบนั้นผมจำได้ว่าต้องเป็นพี่เฟสต้าไม่ผิดแน่

 

พี่เฟสต้าเองก็เหมือนกับผมคือเป็นเงือก ผมกับพี่เขาสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ เรียกว่ามีเพียงไม่กี่คนที่จะเรียกชื่อผมห้วนๆ โดยไม่ใช้คำว่าเจ้าชายหรือองค์ชาย...หนึ่งในนั้นคือพี่เฟสต้า ด้วยความที่เขามักจะเล่าเรื่องของโลกมนุษย์ให้ฟังบ่อยๆ พวกเราเลยสนินกันเร็วมากจนกระทั้งหลายสิบปีก่อนพี่เฟสต้าบอกว่าจะขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ทำให้นานๆ ทีจะได้กลับมาเจอกันสักครั้ง

 

(ตอนนี้พี่อยู่หน้าประตู บอกให้คนถือสายอนุญาตให้พี่เข้าไปหน่อยสิ) พี่เฟสต้าคงหมายถึงโฟรช

 

“โฟรช...ให้พี่เฟสต้าเข้ามาหน่อยได้ไหม” ผมหันไปขอโฟรช

 

“ทำไมฉันต้องให้ อีกอย่างยังคุยเรื่องนายไม่จบด้วย” โฟรชตอบเสียงแข็ง

 

(มนุษย์ก็แบบนี้...ใจแคบ) เสียงจากโทรศัพท์พานให้คิ้วของโฟรชกระตุกด้วยความไม่พอใจ

 

“เงียบไปเลย”

 

“โฟรช ผมไม่ได้เจอพี่เฟสต้ามานานแล้ว ครั้งก่อนเองก็ยังคุยได้ไม่เท่าไหร่...ขอผมคุยอีกหน่อยเถอะนะ” ผมลองขออีกรอบหนึ่ง

 

“...ฉันจะอนุญาตถ้านายบอกมาก่อนว่าเป็นอะไร” สุดท้ายโฟรชก็วกกลับมาเรื่องเดิม

 

“เอ่อ...โฟรช” ผมส่งสายตาร้องขอไปให้

 

“จะเอายังไง” โฟรชเร่งถามเพื่อเอาคำตอบ

 

“...อย่างน้อยก็ขอเป็นหลังจากคุยกับพี่เฟสต้าเสร็จ” หลังจากคิดอย่างหนักก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่านี้แล้ว

 

“ได้ พูดแล้วนะฟีแซลล์” อีกฝ่ายย้ำคล้ายจะให้ผมสัญญา

 

“อืม...ผมไม่โกหกหรอกน่า” ยังไงก็คิดว่าคงปิดไปไม่ได้นานกว่านี้สักเท่าไหร่หรอกดูจากสถานการณ์เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผมก็เดาออก

 

โฟรชจะไม่ยอมให้ผมหนีหรือเลี่ยงแน่

 

“ดี ให้เข้ามาได้” โฟรชพูดใส่โทรศัพท์ก่อนจะวางหูทันควัน

 

“เอ่อ...”

 

“จะคุยนานแค่ไหน” อีกฝ่ายยิงคำถามต่อ

 

“ไม่แน่ใจแต่น่าจะนานอยู่” จะให้กะแป๊ะๆ คงไม่ได้ แต่เรื่องที่จะคุยมีอยู่เยอะมากทีเดียว

 

“นานที่ว่าคือเท่าไหร่” ทั้งที่ผมบอกไม่แล้วว่าไม่แน่ใจอีกฝ่ายก็ยังจะเร่งรัดเอาคำตอบอยู่นั่นแหละ

 

“ก็ผมบอกว่ายังไม่แน่ใจไง ขอขึ้นไปรอพี่เฟสต้าก่อนล่ะ” ผมไม่รอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยอะไรรีบวิ่งออกจากห้องขึ้นไปรอด้านบนอย่างรวดเร็ว พอได้อยู่ในร่างมนุษย์บ่อยการใช้ขาในการเคลื่อนไหวก็เริ่มชินอย่างการวิ่งผมสามารถทำได้เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนที่ยังพันขาตัวเองอยู่เลย

 

ผมขึ้นมารอพี่เฟสต้าหน้าประตู ไม่นานบานประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างของพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันสักพักใหญ่หากไม่นับการเจอกันบนเรือนั่น พี่เฟสต้าส่งยิ้มมาให้ซึ่งผมเองก็ส่งยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน

 

“ดูสบายดีนะฟีแซลล์” พี่เฟสต้าเอ่ยทัก

 

“อืม อยู่นี่สบายมากเลย”

 

“เลี้ยงดูน้องชายสุดที่รักของผมอย่างดีต้องขอบคุณมากเลยนะ” คำพูดนี้พี่เฟสต้าไม่ได้พูดกับผมแต่เป็นโฟรชที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่ไม่ไกล

 

“เอามือออกจากฟีแซลล์” ดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชหรี่ลงยามเห็นมือของพี่เฟสต้าแตะอยู่บริเวณไหล่ผม

 

“ฮืม...ทำไม รู้ไหมว่าพวกเราสนิทกันมาก” พี่เฟสต้าย้ำคำสุดท้ายพร้อมกอดคอแล้วดึงให้เข้าไปใกล้จนใบหน้าของพวกเราเกือบจะติดกัน

 

เหมือนพี่เฟสต้ากำลังสนุกที่ได้แกล้งเด็กเลย

 

ด้วยอายุที่ต่างกันระหว่างทั้งคู่ไม่สามารถเรียกว่าแกล้งเพื่อนได้ ใช้คำว่าแกล้งเด็กดูจะตรงที่สุดแล้ว

 

“เฟสต้า เกลฟิล” โฟรชกดเสียงเรียกพี่เฟสต้าตาขวาง

 

“พี่เฟสต้า” ผมสะกิดเรียกเป็นเชิงให้เลิกแกล้งโฟรช

 

“โทษที เห็นพวกหวงของทีไรรู้สึกสนุกทุกที” พี่เฟสต้าก้มลงมากระซิบบอก

 

“พวกเราไปคุยกันที่ไหนดี ห้องรับแขกไหม” ผมเปลี่ยนเรื่อง

 

“สำหรับพวกเรามีสถานที่ที่ดีกว่านั้นนี่ เห็นว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ออกแบบบ้านมาเพื่อสิ่งมีชีวิตในจินตนาการอย่างเงือกเลยอยากลองดูด้วยตาของตัวสักครั้ง”

 

“ถ้างั้นไปทางนั้นเลย” ผมเดินนำพี่เฟสต้าไปด้านในโดยมีโฟรชเดินตามมาติดๆ

 

พี่เฟสต้าแสดงอาการอึ้งไปเล็กน้อยยามเห็นสถานที่สำหรับเงือกที่โฟรชสร้างขึ้นรวมไปถึงสิ่งที่อยู่ภายใต้ทะเลไม่ว่าจะเป็นเตียงหรือก้อนหินที่มีช่องสำหรับว่ายเล่น ถึงการมองจากด้านบนจะไม่ได้เห็นทุกอย่างแต่ผมก็คอยอธิบายว่ามีอะไรบ้าง

 

“ทุ่มน่าดูนะโฟรเช่ บูค์แซง” พี่เฟสต้าหันไปคุยกับโฟรช

 

“...แล้วยังไง”

 

“สิ่งที่หลงใหลจริงๆ คืออะไรกันแน่นะ” คำถามแปลกๆ จากปากพี่เฟสต้าดังขึ้น

 

“คิดจะสื่ออะไร” โฟรชถามกลับ

 

“แค่อยากรู้ว่าสิ่งที่หลงใหลคือสิ่งมีชีวิตในจินตนาการอย่างเงือกหรือว่าเป็นหนึ่งในตำนานเหล่านั้น...อย่างเงือกสักคนกันแน่” ดวงตาสีเขียวของพี่เฟสต้าหันไปประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรช

 

“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ”

 

“ก็เดาได้อยู่ งั้นวันนี้ขอตัวน้องชายสุดที่รักไปก่อนล่ะ” พูดจบพี่เฟสต้าก็ดึงแขนผมให้กระโดดลงไปในทะเลตรงหน้าท่ามกลางความตกใจของผม

 

เล่นดึงลงมาโดยไม่บอกล่วงหน้าต่อให้หายใจในน้ำได้ก็ยังต้องมีสะดุ้งกันบ้าง

 

เสื้อผ้าที่ใส่ถูกถอดออกเมื่ออยู่ในทะเลเนื่องด้วยน้ำหนักของชุดทำให้ถ่วงเวลาว่าย ส่วนขากลายเป็นหางในเวลาอันรวดเร็ว เกล็ดสีฟ้าอมเขียวทอประกายยามสะท้อนกับแสงอาทิตย์และน้ำราวกับอัญมณีที่สามารถเคลื่อนไหวได้ เช่นเดียวกับพี่เฟสต้าที่ส่วนขานั้นกลายเป็นหาง...เกล็ดสีเทาอมม่วงส่องประกายไม่ต่างกับดวงดาวในยามราตรี

 

เราทั้งคู่ดำลงไปด้านล่างลอดผ่านช่องของหินอันแล้วอันเล่าไปจนกระทั่งถึงโขดหินยักษ์จึงพลิกตัวกลับแล้วว่ายไปยังอีกฝากคล้ายกับกำลังสำรวจพื้นที่ใต้ท้องทะเลแห่งนี้ ใช้เวลาไม่นานพี่เฟสต้าก็สำรวจเสร็จสิ้นทุกมุมในอาณาเขตนี้

 

“เป็นที่ที่ดี” พี่เฟสต้าพูดขณะนั่งห้องหางอยู่บนก้อนหินใต้ก้นทะเลโดยมีผมโผล่หัวออกมาจากช่องว่างด้านล่าง

 

“ใช่ไหมล่ะ ตอนแรกที่ผมมายังตกใจเลย” ผมตอบ

 

“ไม่รู้ว่าต้องทุ่มทุนไปเท่าไหร่กว่าจะสร้างออกมาได้แบบนี้ แถมยังมีผนังกระจกกั้นไม่ให้ว่ายออกไปด้านนอกอีก วางแผนจับขังชัดๆ” รอยยิ้มมุมปากของพี่เฟสต้าปรากฎขึ้น

 

“ตอนแรกผมก็นึกว่าไม่มีอะไรหัวเลยโขกไปทีนึง” ยังจำภาพตอนแรกที่ว่ายแล้วหัวไปชนได้อยู่เลย เพราะไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่เลยไม่คิดว่าต้องชลอความเร็ว รู้ตัวอีกทีก็หัวโขกไปซะแล้ว

 

“ยังประมาทอีกเหรอ อายุขนาดนี้แล้ว”

 

“อายุไม่เกี่ยวสักหน่อย” ใช่ว่าผมจะประมาทอะไรหรอกนะแต่มองไม่เห็นก็เลยนึกว่าไม่มีอะไร

 

“ถ้าประมาทเดี๋ยวก็ได้แผลกลับมาเหมือนตอนเด็กๆ หรอก” พี่เฟสต้าพูดถึงเรื่องในอดีตที่ผมมักจะได้แผลจากการประมาทบ่อยๆ อย่างนั่งอยู่บนโขดหินดีๆ ก็ไถลลงมาซะงั้น

 

“ช่วงนี้แทบไม่ได้แผลเลยเถอะ ว่าแต่ที่พี่มาวันนี้มีอะไรรึเปล่า” ผมเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยอยู่ ถึงพี่เฟสต้าจะสามารถหาได้ว่าผมอยู่ไหนแต่การที่มาหาแปลว่าต้องมีเรื่องอะไร

 

“ใช่ องค์ราชาและองค์ราชินีอยากให้พี่มีดูว่าเราปลอดภัยและไม่เป็นไรจริงๆ รึเปล่า ทั้งคู่เป็นห่วงมากและอยากจะมาหาซะเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ ลามีเองก็ร้องบอกว่าอยากมาหาด้วย” คำพูดของพี่เฟสต้าทำให้ภาพใบหน้าของพ่อแม่และน้องสาวลอยขึ้นมา

 

ลามีที่พูดถึงคือน้องสาวที่อายุห่างกันถึง 22 ปีซึ่งผมค่อนข้างสนิทกับน้องสาวตัวเองมาก น้องสาวผมเป็นเด็กร่าเริงและยิ้มเก่งอีกทั้งยังมีเกล็ดเป็นสีชมพูสดใส ใครเห็นเป็นต้องเหลียวมอง

 

“ผมคิดถึงทุกคนนะ แต่ตอนนี้ผมยังกลับไม่ได้” ผมว่ายขึ้นไปนั่งบนก้อนหินอีกก้อนระหว่างบอก

 

“เพราะโฟรเช่ บูค์แซง?”

 

“...อืม” ผมพยักหน้าตามตรง กับพี่เฟสต้าไม่จำเป็นต้องปิดบังเพราะว่าพี่เขาสามารถมองออกได้อยู่แล้ว

 

“นี่ฟีแซลล์”

 

“...” ดวงตาสีฟ้ากลืนกับน้ำทะเลของผมเบนไปสบกับดวงตาสีเขียวของพี่เฟสต้าตามเสียงเรียก

 

“ไว้ใจได้รึเปล่า” พี่เฟสต้าเอ่ยคำถามออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“ได้สิ...ผมไว้ใจเขา” ความหมายของคำถามนั้นผมเข้าใจ พี่เฟสต้าถามถึงโฟรชว่าสามารถเชื่อใจเขาได้มากแค่ไหน

 

“แค่ไว้ใจเหรอ พี่มองว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นนะ” พี่เฟสต้าส่งยิ้มมุมปากมาให้

 

“...ผมกำลังคิดว่าผม...ชอบเขา แต่ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจในความรู้สึกนี้นัก” ผมเอ่ยไปตามที่รู้สึก แม้จะคิดว่าชอบแต่ก็ยังมีความไม่แน่ใจแฝงอยู่ภายใน

 

“เรื่องนั้นให้เวลาพิสูจน์เถอะ และเมื่อแน่ใจเมื่อไหร่คงรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไงต่อ”

 

“...ผมรู้ ฝากบอกทุกคนทีว่าผมไม่เป็นไร อยู่นี่ผมน้ำหนักขึ้นตั้งเยอะเจอกันครั้งหน้าผมอาจลอยไม่ขึ้น” ผมพูดติดตลก

 

“ไม่ขนาดนั้น พี่บอกให้ทางนั้นขึ้นมาหาไหม” พี่เฟสต้าถามต่อ

 

“อย่าเพิ่งเลย เพราะผมทำให้ตอนนี้มนุษย์รู้แล้วว่าเงือกมีอยู่จริง ถ้าขึ้นมาอาจถูกจับหรือเป็นอันตรายก็ได้ ฝากขอโทษทุกคนด้วย” หากเกิดอะไรขึ้นกับเงือกคงเป็นความผิดของผมที่ทำให้เกิดเรื่อง

 

“ไม่ใช่ความผิดเรา ก่อนหน้านี้มีเงือกที่ถูกจับได้เหมือนกัน ตอนนี้เงือกคนที่ว่าขึ้นมาทำงานอยู่บนโลกมนุษย์แล้ว” พี่เฟสต้าเล่า

 

“...แล้วจะทำยังไงกับมนุษย์ที่รู้ความจริง หากเรื่องกระจายไปทั่วแล้วเกิดการตามล่าพวกเราล่ะ” ผมถามต่อด้วยสีหน้ากังวล

 

“อย่าเพิ่งคิดไปไกล รอให้เกิดเรื่องก่อนค่อยจัดการอีกที” ระหว่างพูดพี่เฟสตาขยับมือลากผ่านผิวน้ำก่อนน้ำส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นรูปปลาดาว

 

สิ่งที่พี่เฟสต้าทำไม่ใช่เวทมนตร์แต่เป็นพลังของเงือกที่เกิดมาพร้อมกับท้องทะเล ก็เหมือนอย่างมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการและเทคโนโลยีส่วนเงือกเองก็มีพลังที่จะสามารถควบคุมน้ำผ่านการสัมผัสได้

 

“ผมแค่สังหรณ์ไม่ค่อยดี”

 

“อ่า...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อมีปัญหาเกิดวิธีการแก้ปัญหาก็จะตามมาเองเช่นกัน” พี่เฟสต้าพูดต่อ

 

“ผมหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ขออย่าให้เป็นอย่างที่ผมสังหรณ์เลย

 

“พี่ก็หวังแบบนั้น”

 

จากนั้นผมกับพี่เฟสต้าก็คุยกันต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะกลับไปช่วงเย็นๆ ของวันหลังจากร่วมโต๊ะกินมื้อค่ำด้วยกัน ท่าทางสนิทสนมที่พี่เฟสต้าทำกับผมนั้นทำเอาหัวโต๊ะอย่างโฟรชทั้งทำตาขวางทั้งแผ่บรรยากาศหงุดหงิดจนผมต้องบอกให้พี่เฟสต้าเพลาๆ หน่อย

 

รู้ว่าถูกใจโฟรชพอสมควรถึงได้อยากแกล้ง อยากแหย่ แต่ขืนทำมากๆ ได้เกิดสงครามขนาดย่อมบนโต๊ะอาหารเป็นแน่น และผมที่เป็นคนกลางคงหาวิธีสงบศึกไม่ทัน

 

“ดูสนิทกันเกินกว่าพี่น้องนะ” โฟรชเปิดบทสนทนาทันทีหลังพี่เฟสต้าเดินออกไป ใบหน้าของอีกฝ่ายสื่อมาว่ามีหลายเรื่องที่คาใจและสงสัย

 

“ไม่เกินหรอก พี่เฟสต้าก็สนิทกับทุกคนง่ายอยู่แล้ว คุณไม่คิดงั้น?” พูดให้ถูกคือเข้ากับใครก็ได้ ที่อาณาจักรมีแต่คนชอบพี่เฟสต้าทั้งนั้น

 

“ไม่สักนิด เอาแต่ทำให้หงุดหงิดอยู่ได้” อีกฝ่ายพูดเสียงขุ่น

 

“พี่เขาแค่แกล้งเล่น”

 

“ไม่ต้องมาเข้าข้าง”

 

“ผมเปล่าเข้าข้างสักหน่อย” แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง

 

“ดูจะชอบหมอนั่นมากนะ” โฟรชพูดต่อพลางประสานดวงตามายังผมนิ่งๆ

 

“ใครๆ ก็ชอบพี่เฟสต้าทั้งนั้น”

 

“รวมถึงนายด้วย?”

 

“ก็ใช่” ถ้าให้เลือกระหว่างชอบหรือเกลียดผมก็ไม่ลังเลที่ตอบว่าชอบหรอก

 

“หึ...กับหมอนั่นบอกว่าชอบแต่ทีกับฉันแค่จะมองหน้ายังไม่มองด้วยซ้ำ คงเกลียดกันน่าดูสินะ” น้ำเสียงกึ่งไม่พอใจปนอิจฉาเล็กๆ นั่นดังขึ้นพร้อมกับโฟรชที่เดินหนีผมลงบันไดไป

 

“เดี๋ยวสิโฟรช! พูดอะไรของคุณน่ะผมไม่ได้เกลียดคุณสักหน่อย!” ผมตะโกนไล่หลังก่อนจะวิ่งลงบันไดตามอีกฝ่ายไป

 

“ถ้าไม่ได้เกลียดแล้วทำไมถึงหลบหน้าฉันมาตั้งหลายวัน หมอนั่นกลับไปแล้วคงจะตอบได้ซะทีนะฟีแซลล์!” โฟรชหันมาตะหวาดคล้ายอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้นได้พังทลายลง

 

“ที่ผมหลบหน้าก็เพราะตัวคุณเองนั่นแหละโฟรช!” ในเมื่อทางนั้นเสียงดังมาผมจึงเสียงดังกลับบ้าง

 

“เพราะฉัน? ฉันทำอะไรล่ะ”

 

“...” ปากที่กำลังจะอ้าตอบหุบลงอย่างรวดเร็วเพราะไม่กล้าพอที่จะพูดคำๆ นั้นออกไป

 

“ฟีแซลล์” นอกจากจะไม่ให้เวลาผมได้ทำใจแล้วยังมาเร่งกันอีก

 

“คุณ...บอกว่า...รัก” ผมหลับตาสนิทยามเอ่ยประโยคนั้นจบ ไม่อยากจะเห็นหน้าโฟรชและก็ไม่อยากจะเห็นหน้าตัวเองที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นด้วย

 

ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เสียงหัวใจสงบลงตามตรงกันข้ามภายในอกกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงโดยเฉพาะตอนที่ถูกโฟรชดันจนแผ่นหลังติดกับกำแพงจนไม่เหลือทางหนี ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาก็เจอกับแขนที่กั้นไว้ แน่นอนว่าตรงหน้ามีร่างของโฟรชที่ขยับเข้ามาใกล้

 

“...ฉันบอกตอนไหน” โฟรชเอ่ยถาม

 

“ตอน...คุณป่วย”

 

“เพราะได้ยินที่ฉันบอกเลยหลบหน้ากัน?” อีกฝ่ายสรุปหลังจากได้ฟังเรื่องราวที่ไม่ประติดประต่อกันสักเท่าไหร่

 

“ก็ใช่น่ะสิ เล่นมาพูดแบบนั้นจะให้ผมมองหน้าคุณยังไง แค่มองก็...อายจะตายอยู่แล้ว” ผมหลุดทุกอย่างออกไปจนหมดเปลือก มือทั้งสองข้างยกขึ้นปิดใบหน้าของตัวเองที่ถึงจะไม่ส่องกระจกก็เดาได้ว่ามันกำลังแดงก่ำอย่างที่ไม่เคยเป็น

 

“อย่าเอามือปิดหน้า...ให้ฉันได้เห็นหน้านายหน่อย” โฟรชดึงมือที่ผมพยายามปิดหน้าออกซึ่งแรงที่ผมขืนอย่างสุดแรงนั้นไม่สามารถต้านทานกำลังของอีกฝ่ายได้ ใบหน้าเห่อแดงของผมปรากฎแก่สายตาของคนตรงหน้าโดยไม่มีอะไรปิดบัง

 

“อึก...ผมตอบแล้ว ปล่อยผมไปได้รึยัง” ผมเริ่มขัดขืนเพราะทนต่อสถานการณ์นี้ไม่ไหวแล้ว

 

“ยัง” เพียงคำเดียวที่เอ่ยออกมายังไม่มีอิทธิพลต่อผมเท่ารอยยิ้มที่เผยออกมาพร้อมดวงตาสีเทาอ่อนอันแฝงไปด้วยประกายของความพึงพอใจ

 

“...โฟรช” คิดจะฆ่าผมให้ตายทั้งเป็นใช่ไหม

 

รอยยิ้มแบบนั้นเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

 

“นายบอกใช่ไหมว่าไม่ได้เกลียดฉัน?”

 

“อืม”

 

“ไม่ได้เกลียดแล้วอะไร” โฟรชถามต่ออีก

 

“ยังต้องให้ผมตอบอีกเหรอ” แค่นี้ผมก็แทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้วนะ

 

“ใช่” อีกฝ่ายพยักหน้า

 

“...ชอบคุณ” เพียงคำสั้นๆ ที่เอื้อนเอ่ยก็มากพอให้พลังงานทั้งกายหมดลง

 

“หึ...แค่ชอบเหรอ”

 

“ฮะ?”

 

“ฉันจะทำให้นายรักเองฟีแซลล์”

 

คำพูดของโฟรชยังคงดังก้องอยู่ในหัวจนกระทั้งเวลาล่วงเลยมาถึงยามคำคืนก็ยังไม่อาจสลัดคำพูดนั้นให้ออกจากหัวไปได้ พยายามกล่อมตัวเองให้นอนแล้วปล่อยสติให้หลับใหลทว่าผ่านไปนับชั่วโมงผลก็ยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ไม่แม้จะง่วงสักนิดยังไม่มีด้วยซ้ำ

 

ขนาดผ่านมาตั้งหลายชั่วโมงหัวใจผมยังคงเต้นแรงไม่หยุดเลย

 

หากยังเป็นแบบนี้ต่อให้ข่มตาหลับยังไงคงไม่เป็นผล

 

เมื่อคิดได้แบบนนั้นผมจึงเลิกที่จะนอนแล้วว่ายน้ำขึ้นไปยังผิวน้ำ ท้องฟ้าในยามราตรีเป็นสีดำสนิทซึ่งมีดวงดาวทอประกายอยู่เต็มท้องนภาพร้อมกับแสงจากดวงจันทร์เต็มดวงที่ส่องสว่างฉายลงมาเหนือผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยงามจนไม่อาจละสายตาได้

 

ผมหันซ้ายขวามองโขดหินสองข้างก่อนจะเลือกว่ายไปยังโขดหินทางขวามือที่อยู่ใกล้กับทางเดินซึ่งทอดยาวมาเหนือทะเล ความลื่นของโขดหินอันเต็มไปด้วยตะไคร่ไม่ได้ทำให้ล้มเลิกความตั้งใจเดิมพยายามพาตัวเองที่มีท่อนล่างเป็นหางปลาขึ้นไปนั่งอยู่บนโขดหินโดยห้อยหางลงมาให้ปลายหางสัมผัสกับผิวน้ำขณะเงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์

 

อาจเพราะความเงียบทำให้ประสาทสัมผัสนั้นดีกว่าปกติเลยสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดและเดินตรงมาทางผมได้อย่างชัดเจน ถึงแบบนั้นผมก็ยังคงเงียบเพราะคิดว่าเจ้าของฝีเท้านั้นอาจแค่ออกมาเดินเล่นไม่ได้ต้องการจะคุยอะไร

 

“ฟีแซลล์” ดูเหมือนความคิดผมจะผิดเพราะได้ยินเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง

 

“นอนไม่หลับเหรอโฟรช” ผมหันไปถามอีกฝ่าย พอได้บอกสิ่งที่อัดแน่นอยู่ภายใจมาตลอดหลายวันอาการเขินหรือเข้าหน้าไม่ติดอย่างรุนแรงก็ดีขึ้นซะอย่างงั้น

 

“นิดหน่อย กำลังคิดว่าจะจีบเงือกยังไงดี” โฟรชตอบกลับมาด้วยดวงตาที่ทอประกาย

 

“...ยากนะ พูดเลย” เงียบไปสักพักผมค่อยตอบ

 

“ไม่เป็นไร”

 

“ไม่เป็นไรคือ...จีบไม่ติดก็หาคนใหม่?” ผมแกล้งยิงคำถามโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าคำตอบนั้นจะส่งผลกับตัวเองมากขนาดไหน

 

“หึ...จีบไม่ติดก็จีบใหม่จนกว่าจะติดสิ”

 

“...แลว่างนะ”

 

“ไม่ว่างหรอกแต่จะไม่ยอมปล่อยนายไปอีกแน่” โฟรชพูดพร้อมกับก้าวเข้ามาจนสุดทางเดินที่สร้างไว้

 

“ผมมีเรื่องอยากถามหน่อย ได้รึเปล่า” ไหนๆ ก็มีเวลาได้คุยกันก็ขอคุยเลยละกัน

 

“ลองว่ามา”

 

“พวกเราไม่ได้เจอกันครั้งแรกที่งานประมูลใช่ไหม” นี่คือสิ่งที่ผมอยากถามแม้ผมจะรู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็อยากได้ยินชัดๆ จากปากของโฟรชอีกครั้ง

 

“...จำได้แล้วเหรอ” เหมือนอีกฝ่ายจะตกใจเล็กๆ กับคำพูดผม

 

“เพิ่งนึกตอนที่คุณน้ากับคุณตาเล่าเรื่องคุณให้ฟัง” ผมตอบไปตามจริง ผมไม่ถามหรอกนะว่าเขาจำได้ไหมเพราะรู้อยู่แล้วว่าตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้เขาจำผมได้เสมอ

 

“ถ้าไม่มีใครเล่าคงนึกไม่ออกสินะ อย่างว่ามันคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรกับแค่การช่วยเด็กมนุษย์คนนึง” โฟรชนั่งลงห้อยขาจุ่มลงในทะเลระหว่างเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

 

“งอนที่ผมจำไม่ได้?”

 

“ใครจะงอนกัน รู้อยู่แล้วว่าปลาเป็นพวกความจำสั้น”

 

“อย่าเหมารวมปลาทุกชนิดว่าต้องความจำสั้นนะ ผมจำได้แค่ไม่คิดว่าจะเป็นคุณเท่านั้นเอง ไม่จอกันตั้ง 20 ปี ทั้งรูปร่างหรือหน้าตาก็ไม่เหมือนเดิม ใครจะจำได้” อีกอย่างผมกับโฟรชเจอกันแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะจากกันแทบจะทันทีแค่ยังจำดวงตาที่ทอประกายนั่นได้ก็นับว่าความจำดีแล้ว

 

“ฉันยังจำนายได้ทันทีเลย” โฟรชพูดสวน

 

“ก็แน่อยู่แล้ว ผมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนนี่” แค่ 20 ปีไม่ได้ทำให้รูปร่างหรือหน้าตาผมเปลี่ยนจนจำไม่ได้หรอก

 

“ก็จริง ว่าแต่ที่นายมาอยู่นี่แปลว่านอนไม่หลับเหมือนกัน?”

 

“อืม เลยคิดว่าจะมากล่อมตัวเองหน่อย คุณเองก็นอนไม่หลับใช่ไหมล่ะ” ผมถามกลับบ้าง

 

“ประมาณนั้น” ครั้งนี้อีกฝ่ายยอมรับโดยดี

 

“คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเงือกมีเสียงที่ไพรเราะและจะดึงดูดเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ได้ยินเสียงนั้นให้หลงใหลจนอาจจบชีวิตลงได้ง่ายๆ” เป็นการเกริ่นที่ออกจะยาวอยู่สักหน่อย

 

“รู้อยู่แล้ว”

 

“แล้วรู้ไหมเสียงที่ไพรเราะที่สุดจะเกิดขึ้นตอนไหน” เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มถูกปัดไปข้างหลังระหว่างพูด

 

“...ตอนร้องเพลงเหรอ” ดูเหมือนว่าโฟรชก็ไม่แน่ใจกับคำตอบนัก

 

“ใช่...คุณตอบถูก เสียงที่เพราะที่สุดของเงือกคือตอนร้องเพลง อยากจะฟังสักเพลงไหม” ผมถามพลางเบนดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลไปสบกับดวงตาอีกคู่ที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว

 

“อยากสิ” โฟรชตอบมาแทบจะทันที

 

“เริ่มเลยนะ...ลาลาล่าลา~ ลาล้า ลาล่า ลาลาล่า~...” การร้องเพลงของเงือกไม่ได้เป็นคำพูดเหมือนมนุษย์แต่เป็นการเปล่งเสียงออกมาเป็นทำนนองซึ่งเสียงนั้นจะขับกล่อมผู้ที่ได้ฟังรวมไปถึงตัวเองด้วย

 

ถ้วงทำนองที่ร้องนี้ออกมาจากความรู้สึกไม่ได้เป็นการจดจำคำร้องแต่อย่างใด เงือกแต่ละคนจะมีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือยามร้องเพลงพวกเราจะมีรอยยิ้มประดับไว้เสมอเช่นเดียวกับตัวผมในตอนนี้ที่เผยรอยยิ้มออกมาซึ่งตัวผมรู้ดีว่ารอยยิ้มนี้ไม่ได้มาจากการได้ร้องเพลงเท่านั้นแต่รวมไปถึงการที่มีโฟรชอยู่เคียงข้างด้วย

............................................................

โอ้ยยย กว่าจะขยับมาอีกขั้น ลุ้นกันจนเบาหวานขึ้น

หวานกันขนาดนี้เป็นแฟนกันเลยไหมมมม

ส่วนตัวชอบโมเม้นที่ค่อยๆ พัฒนาความรู้สึกความสัมพันธ์กันขึ้นมาทีละนิด

โฟรชได้ประกาศก้องแล้วว่าจะทำให้รัก ดังนั้นฟีแซลล์คงหนีไปไหนไม่รอดแล้วเป็นแน่

มารอลุ้นกันว่าโฟรชจะทำอย่างไรต่อ

ขอบคุณทุกๆ ที่คอมเม้นท์และคอยเป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น