ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 ข้าไม่ให้เจ้าไป

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 ข้าไม่ให้เจ้าไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2562 09:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 ข้าไม่ให้เจ้าไป
แบบอักษร

 

ในขณะที่หยางเฟยหรงกำลังวิ่งตามรอยโจรลักพาตัวด้วยความร้อนรน ไป๋ชิงก็กำลังประมือกับชายผู้หนึ่งอยู่อย่างดุเดือด

บุรุษผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาสง่างามองอาจเกินกว่าที่จะเป็นโจรลักพาตัวอย่างที่สองสาวใช้กล่าวหามากมายนัก เขาสวมอาภรณ์ที่ทำจากผ้าเนื้อดีสีเหลืองนวล หน้าตาผิวพรรณก็ดูหมดจดสะอาดสะอ้าน เพียงแต่ว่ากริยาที่เข้ามาเกี้ยวไป๋ชิงซึ่งๆ หน้า นำพาให้เกิดการปะทะกันเช่นนี้

ตู้เจียวเหมยยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ตรงนั้น เพราะคิดไม่ถึงเลยว่าสตรีที่มีรูปลักษณ์งามพร้อมอย่างไป๋ชิงจะหาญกล้าประมือกับคุณชายผู้นั้นได้

ทั้งสองคนแลกฝ่ามือกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร ไป๋ชิงออกหมัดได้รวดเร็วพลิ้วไหวราวกับใบไผ่ลู่ลม เส้นผมยาวสลวยของนางปลิวกระจายดูงดงาม

“โกรธเคืองใครมาหรือแม่นางน้อย จึงมาลงกับข้าเช่นนี้” คุณชายผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พร้อมกับหลบหลีกปัดป้องฝ่ามือของนางเป็นพัลวัน

“คนเจ้าชู้เช่นท่านต้องได้รับการสั่งสอน!” ไป๋ชิงขู่คำราม ใบหน้าหวานของนางเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย พวงแก้มใสเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

ชายผู้นั้นหัวเราะเพียงเบาๆ จากนั้นจึงคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบาง ก่อนกระชากเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว

“ปล่อยข้านะ!” ไป๋ชิงดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่ง ร่างบางถูกโอบรัดเอาไว้อย่างแน่นหนา ใบหน้าคมคายโน้มลงมาจนปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกัน

“เจ้าเป็นใคร ทำไมข้าจึงไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อน” เขาถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาคมกล้าสีเทาเข้มทอประกายวิบวับ ราวกับได้พบสิ่งของต้องใจ

“ปล่อยนางเดี๋ยวนี้! จางหลีเหว่ย” หยางเฟยหรงตะโกนก้อง ก่อนตรงเข้าไปฉุดข้อมือไป๋ชิงให้ออกมาจากอ้อมกอดของชายผู้นั้น

“แม่ทัพหยางนั่นเอง ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีหรือ ไม่” ทว่าเขากลับทักทายหยางเฟยหรงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม โดยที่นัยน์ตายังคงจับจ้องอยู่ที่มือใหญ่ซึ่งกำลังเกาะกุมข้อมือของไป๋ชิงเอาไว้อย่างไม่วางตา

“ยังไม่ตายอย่างที่เจ้าอยากให้เป็นก็แล้วกัน” คำตอบของหยางเฟยหรงทำให้จางหลีเหว่ยถึงกับแหงนหน้าหัวเราะกับท้องฟ้า

ไป๋ชิงมองชายสองคนสลับกันไปมา จางหลีเหว่ย...นางเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน เขาต้องเป็นแม่ทัพที่เป็นคู่แข่งของหยางเฟยหรงแน่ๆ

“คุณหนู! เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือไม่!” เสี่ยวฟางกับเสี่ยวอิงรีบรุดเข้าไปสำรวจร่างกายของเจ้านายตนเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อพบว่าทั้งไป๋ชิงและตู้เจียวเหมยต่างก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายก้อย

“ท่านเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองนี้ ใครจะกล้าคิดร้ายกับท่านได้” จางหลีเหว่ยยิ้มเย็น ในขณะที่มุมปากของหยางเฟยหรงถูกกระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินถ้อยคำเสแสร้งนั้น

“ถ้าเช่นนั้นก็หวังว่าเจ้าจะไม่ใช้วิธีหมาลอบกัดมาแทงข้างหลังข้าอีก” จอมทัพไร้พ่ายเหยียดยิ้ม ก่อนหันไปพูดกับไป๋ชิงด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน “กลับจวน!”

จางหลีเหว่ยยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งร่างสูงใหญ่ของหยางเฟยหรงลับสายตา รอยยิ้มบนใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความถมึงทึง

หยางเฟยหรง...ถ้าไม่มีมันสักคน ตำแหน่งยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นลู่ต้องเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

จางหลีเหว่ยจึงต้องใช้วิธีสกปรกดังเช่นหยางเฟยหรงกล่าวหา แต่ด้วยความเก่งกาจหาตัวจับยาก มิหนำซ้ำจอมทัพไร้พ่ายยังไร้จุดอ่อนให้เขาโจมตี จางหลีเหว่ยจึงทำได้เพียงเก็บความอิจฉาริษยาเอาไว้เรื่อยมา

จนกระทั่งได้พบแม่นางน้อยเมื่อครู่ เขาจึงรู้สึกได้ถึงความหวงแหนที่พุ่งออกมาจากนัยน์ตาสีนิลคู่นั้น

แม่ทัพจางไม่แน่ใจว่าสาวงามผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับหยางเฟยหรงอย่างไร แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด นางน่าจะมีความสำคัญต่อจอมทัพไร้พ่ายไม่มากก็น้อย

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของจางหลีเหว่ย เพราะในที่สุดเขาก็พบจุดอ่อนของศัตรูในที่สุด

หยางเฟยหรง...จอมทัพไร้พ่ายจะมาสิ้นชื่อเพราะสตรีก็ครานี้เอง!

 

หลังจากส่งตู้เจียวเหมยกลับจวนเสนาบดีเรียบร้อย หยางเฟยหรงก็ตรงกลับจวนของตนทันที

จอมทัพไร้พ่ายเงียบกริบตลอดทาง มีเพียงใบหน้าหล่อเหลาอันแสนจะบึ้งตึงเท่านั้นที่ทำให้คนเดินตามหลังต้องรู้สึกเสียวสันหลังวาบ โดยเฉพาะเสี่ยวฟางซึ่งกำลังทำหน้าจืดเจื่อน พร้อมกับคิดในใจอยู่ตลอดเวลาว่าคุณหนูของนางคงจะถูกท่านแม่ทัพลงโทษหนักเป็นแน่

ซึ่งพอมาถึงจวน ก็เป็นไปตามคาด หยางเฟยหรงฉุดกระชากลากถูไป๋ชิงเข้าห้องอ่านหนังสือไป โดยกำชับหนักหนาว่าห้ามไม่ให้ใครหน้าไหนเข้าไปรบกวน

ปัง!

ประตูห้องอ่านหนังสือถูกปิดลงด้วยโทสะ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มากมายเท่าตอนที่อยู่กลางตลาดเมื่อครู่ แต่เมื่อหยางเฟยหรงนึกถึงภาพที่ไป๋ชิงอยู่ในอ้อมกอดของศัตรู ก็ดูเหมือนว่าความโกรธจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

“ทำไมเจ้าถึงชอบหาเรื่องใส่ตัวนัก!” เขาถามนางด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง พร้อมกันนั้น ร่างสูงใหญ่ก็ค่อยๆ ไล่ต้อนให้เจ้าของร่างบางต้องหลังชนฝาอีกครา

เพียงแต่ครั้งนี้ ไป๋ชิงสัมผัสได้ว่าหยางเฟยหรงดูน่ากลัวกว่าทุกที 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ชายผู้นั้นเข้ามาเกี้ยวข้ากับคุณหนูตู้ ข้าก็เลยอยากสั่งสอนเขาเพียงเท่านั้น” นางหลุบตาลงต่ำ พยายามเบือนหน้าหนีใบหน้าหล่อเหลาซึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้

หยางเฟยหรงนี่อย่างไร เอะอะก็ชอบยื่นหน้าเข้ามาหานางอยู่เรื่อย!

“รู้หรือไม่...ว่าชายผู้นั้นเป็นใคร” หยางเฟยหรงก้มมองใบหน้าหวานตรงหน้า น้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมาก็แผ่วเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ

ไป๋ชิงกลืนน้ำลาย รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง และถึงแม้นางจะรู้ว่าชายคนนั้นเป็นศัตรูของหยางเฟยหรง แต่นางก็ฉลาดพอที่จะไม่แสดงมันออกมา

“จะไปรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ใช่คนแคว้นนี้สักหน่อย”

คำตอบของนางทำให้เขารู้สึกพึงพอใจ แต่หยางเฟยหรงก็ยังคงพันธนาการร่างบางของนางเอาไว้ เพราะยังมีเรื่องคาใจบางอย่าง

“เมื่อครู่ นอกจากประมือกับจางหลีเหว่ยแล้ว มันล่วงเกินเจ้าหรือไม่” หยางเฟยหรงไม่ได้พูดเปล่าๆ หากยังถือวิสาสะใช้มือใหญ่รั้งเอวบางเข้ามาจนแนบชิด

“เขาเกือบจะจุมพิตข้า แต่ท่านเข้าไปขวางไว้เสียก่อน”

ไป๋ชิงนึกอยากจะเขกกะโหลกตนเองเหลือเกินที่ดันไปเล่าความจริงให้หยางเฟยหรงฟังเช่นนั้น แต่เมื่อเผลอประสานสายตากับนัยน์ตาคู่นั้นเข้า ก็ดูเหมือนว่านางจะไม่เป็นตัวของตัวเอง

“ตอนเช้าจิ้นอ๋อง...ตอนบ่ายก็จางหลีเหว่ย” เขาพึมพำในลำคอ “ข้าควรจะลงโทษเจ้าอย่างไรดี”

ไป๋ชิงเม้มริมฝีปากแน่น มือน้อยถูกยกขึ้นมายันแผงอกแกร่งเอาไว้

“ไหนว่าเราจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ทำไมท่านต้องโมโหข้าทั้งวันเช่นนี้” นางโพล่งถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ ซึ่งคำถามนั้นก็สะกิดให้จอมทัพไร้พ่ายต้องรู้สึกแปลกใจในตนเองเช่นกัน

“เจ้าเป็นน้องสาวของข้า” เขาพูดออกมาหน้าตาเฉย “ข้าไม่ชอบเห็นเจ้าใกล้ชิดกับชายอื่น”

นี่หรือคือเหตุผล! ไป๋ชิงรู้สึกว่ามันคือคำตอบที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในโลก เพราะการกระทำกับคำพูดของหยางเฟยหรงมักจะสวนทางกันแทบทุกครั้ง

ซึ่งแม่ทัพหนุ่มมักจะทำให้นางคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขากำลังมีใจให้

“เท่านั้นน่ะหรือคือเหตุผลของท่าน ได้...ถ้าเป็นน้องสาวของท่านแล้วจะจำกัดเสรีภาพของข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็คงต้องขอลา” ไป๋ชิงเค้นเสียงออกมาด้วยความยากเย็น คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะต้องเอ่ยคำลากับเขารวดเร็วถึงเพียงนี้

“ข้าไม่ให้เจ้าไป” ทว่าหยางเฟยหรงกลับเอ่ยถ้อยคำเอาแต่ใจ ทั้งยังโอบรัดร่างบางให้แน่นหนายิ่งกว่าเดิม

“ท่านไม่มีสิทธิมารั้งข้าไว้ ลืมไปแล้วหรือว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันเลยด้วยซ้ำ!” ไป๋ชิงพูดออกมาอย่างเหลืออด เพราะเริ่มจะทนกับความเผด็จการของเขาไม่ไหว เห็นทีนางคงต้องออกเดินทางไปยังแคว้นซือจิ้งเสียตั้งแต่ราตรีนี้

“แล้วเจ้าอยากเป็นอะไรกับข้าล่ะ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาเบาๆ นัยน์ตาสีนิลยามเมื่อเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นดูวูบไหวอย่างน่าประหลาด ไป๋ชิงเผลอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นราวกับต้องมนตร์สะกด ลืมสิ้นว่าใบหน้าหล่อเหลากำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา...

เพียงชั่วอึดใจ หยางเฟยหรงก็ครอบครองริมฝีปากนุ่มนวลของนางเอาไว้ด้วยจุมพิตหอมหวานลุ่มลึก

มือใหญ่ถูกเลื่อนเข้าประคองท้ายทอยเล็กให้เงยแหงน ปลายนิ้วเรียวยาวเคล้าคลึงหยอกเย้าอยู่กับโคนผมนุ่มสลวยเพื่อล่อลวงให้นางเคลิบเคลิ้ม ในที่สุด ไป๋ชิงก็พริ้มตาลง แล้วตอบสนองต่อสัมผัสของเขาอย่างเต็มใจ

ราวกับโลกทั้งใบจะหยุดหมุน บรรยากาศรอบกายพลันนิ่งชะงัก ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องอ่านหนังสือของหยางเฟยหรงเมื่อปราศจากเสียงของคนทั้งคู่

จนกระทั่งร่างบางเกือบจะหลอมละลายอยู่ในอ้อมกอด หยางเฟยหรงจึงตัดใจถอนริมฝีปากออกมาอย่างช้าๆ โดยไม่ลืมขบเม้มกลีบปากนุ่มเนียนเบาๆ สองสามที

ใบหน้างดงามในยามนี้กลายเป็นสีแดงปลั่งน่าเอ็นดูเหลือเกิน ลมหายใจของไป๋ชิงเริ่มหอบถี่โดยที่นางเองคงไม่รู้ตัว เสียงหัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นรัวประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

หยางเฟยหรงอดใจไม่ไหวจนต้องก้มลงมอบจุมพิตให้นางอีกครั้ง...

ในครานี้ ดูเหมือนว่าจุมพิตของเขาจะหวาบหวามร้อนเร่ากว่าจุมพิตเมื่อครู่ สัมผัสของเขาทำให้นางรู้สึกหูอื้อตาพร่าพราย แข้งขาก็ไร้สิ้นเรี่ยวแรงจนประคองตัวเองแทบไม่อยู่

นี่น่ะหรือ...คือการจุมพิตตามที่หนังสือต้องห้ามของพี่ใหญ่บรรยายเอาไว้

ไป๋ชิงคร่ำครวญอยู่ในใจ และถึงแม้จะอยากผลักไสเขาออกไปสักแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าร่างกายของนางจะไม่ยอมเชื่อฟัง

แม่ทัพหนุ่มตักตวงความหอมหวานจากนางจนกระทั่งพอใจ จากนั้นจึงประทับริมฝีปากร้อนรุ่มลงบนหน้าผากนวลเนียนแบบหนักๆ ก่อนกระซิบถามนางด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

“ถ้าข้าขอร้อง...เจ้ายังยืนกรานที่จะไปอยู่หรือไม่”

โอยยยย ท่านแม่ทัพคนหื่น จูบเบิ้ลแบบนี้ก็ได้หราาา

ไรท์ขอตัวไปซับเลือดแป๊บ

++ รักคนอ่าน ++ 

นับดาว 

ความคิดเห็น