ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 7 ปากเจ้าเล็กแค่นี้ ไยจึงเถียงเก่งนัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 ปากเจ้าเล็กแค่นี้ ไยจึงเถียงเก่งนัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2562 11:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 ปากเจ้าเล็กแค่นี้ ไยจึงเถียงเก่งนัก
แบบอักษร

 

ใบหน้าหล่อเหลาของหยางเฟยหรงบึ้งตึงราวกับโกรธใครมาสักร้อยชาติ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเมื่อครู่ก็ดุดันเกรี้ยวกราดจนคนฟังถึงกับสะดุ้งกันเป็นแถบๆ

“แม่ทัพหยางกลับมาแล้วหรือนี่ ดีจริงๆ” จิ้นอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์บ้างเลยว่าบรรยากาศในลานฝึกยุทธแห่งนี้มันอึมครึมแค่ไหน

“ถวายพระพรท่านอ๋อง แต่วันนี้กระหม่อมคงไม่ว่างสนทนาด้วย” หยางเฟยหรงโค้งคำนับจิ้นอ๋องตามมารยาท ก่อนหันไปสั่งกับจูหย่งเหอด้วยน้ำเสียงอันดัง “พ่อบ้านจู ส่งแขก!”

มือใหญ่หนาคว้าเอาข้อมือบางของไป๋ชิงเพื่อฉุดนางเข้าหา ก่อนกึ่งลากกึ่งจูงเจ้าของร่างบางให้หายเข้าจวนไปท่ามกลางความสงสัยของทุกคน ณ ที่นั้น

“พ่อบ้านจู คุณหนูจะถูกท่านแม่ทัพลงโทษหรือไม่เจ้าคะ!” เสี่ยวฟางถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เพราะลงเขาได้โกรธจนควันออกหูขนาดนี้ ดีไม่ดีไป๋ชิงอาจถูกจอมทัพไร้ใจตีจนตายก็เป็นได้

“นั่นสิ หยางเฟยหรงจะลงโทษนางรุนแรงหรือเปล่า ไม่ได้การล่ะ...ข้าต้องไปห้ามเขา” จิ้นอ๋องพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะก้าวยาวๆ ตามสองคนนั้นเข้าจวนไป เป็นเหตุให้ทั้งจูหย่งเหอและเสี่ยวฟางต้องวิ่งตามกันเป็นขบวน

“ช้าก่อนพะย่ะค่ะท่านอ๋อง!” พ่อบ้านจูส่งเสียงเรียกพลางวิ่งกระหืดกระหอบไปขวางหน้าจิ้นอ๋องเอาไว้

“มีอะไรหรือพ่อบ้านจู ข้ารีบอยู่ ช้าไปจะไม่ทันการณ์” จิ้นอ๋องทำท่าจะฝ่าออกไป หากถูกพ่อบ้านวัยกลางคนรั้งเอาไว้เสียก่อน

“ท่านแม่ทัพไม่ลงโทษคุณหนูไป๋รุนแรงหรอกพะยะค่ะ ขอทรงวางพระทัยเถิด”

ได้ยินเช่นนั้น จิ้นอ๋องก็ขมวดคิ้ว นี่พ่อบ้านจูเอาอะไรไปมั่นใจว่าแม่ทัพจอมโหดนั่นจะไม่ลงไม้ลงมือทำร้ายแม่นางน้อยจริงๆ

“พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือว่าท่านแม่ทัพไม่เคยทำร้ายสตรี”

จิ้นอ๋องนิ่งฟัง จากนั้นจึงพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ จึงได้คลายความกังวลลงไปได้บ้าง

“จริงของเจ้า ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวกลับตำหนักก่อน แล้ววันหลังจะมาเยี่ยมใหม่”

ในที่สุดจิ้นอ๋องก็ออกจากจวนแม่ทัพไป ท่ามกลางความโล่งใจของจูหย่งเหอและเสี่ยวฟาง

“ทำอย่างไรต่อดีเจ้าคะท่านพ่อบ้าน” เด็กสาวถามด้วยใบหน้าเป็นกังวล ในขณะที่พ่อบ้านวัยกลางคนกำลังส่ายหน้าออกมาอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้เสี่ยวฟางรู้สึกกลัดกลุ้มยิ่งกว่าเดิม

“แล้วแต่สวรรค์จะบัญชา”

 

              “จะลากข้าไปไหน ข้าเจ็บนะ!”

 

              ไป๋ชิงร้องโวยวายแทบตลอดทางที่นางถูกหยางเฟยหรงฉุดกระชากลากถูมา จนกระทั่งถึงด้านในห้องอ่านหนังสือ ข้อมือบางจึงถูกปล่อยให้เป็นอิสระ

 

              แม่นางน้อยลูบข้อมือที่เป็นรอยแดงของตนป้อยๆ ใบหน้าหวานงอง้ำ นัยน์ตาวาวใสเขม้นมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยความไม่เข้าใจ

 

              นี่หยางเฟยหรงไปกินรังแตนที่ไหนมา!

 

              “ใครใช้ให้เจ้าไปลานประลองยุทธ!” แม่ทัพหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดจึงได้รู้สึกโมโหมากมายถึงเพียงนี้

 

              เขารู้เพียงแค่ว่าภาพของไป๋ชิงซึ่งยืนเหม่ออยู่ในอ้อมแขนของจิ้นอ๋องเมื่อครู่ เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่สุมเข้ามาให้กองไฟโทสะยิ่งปะทุจนเกิดความร้อนรุ่มในใจ

 

              “ท่านลืมข้อตกลงของเราแล้วหรืออย่างไร ข้ามีอิสระอยากไปไหนก็ย่อมได้” นางยกเอาคำสัญญาที่หยางเฟยหรงเคยให้ไว้มาอ้าง นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองการเคลื่อนไหวของแม่ทัพหนุ่มอย่างระแวงระวัง สองขาก็ก้าวถอยหลังเพราะถูกเขาไล่ต้อนโดยไม่รู้ตัว

 

              นัยน์ตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่ดวงหน้าหวานแน่วนิ่ง ซึ่งพอไป๋ชิงมองลึกเข้าไปก็พบว่าแววตาของเขาลึกล้ำราวกับหลุมดำที่จะดูดกลืนคนถูกมองเข้าไปได้อย่างไรอย่างนั้น

 

              “แต่เจ้าก็ไม่ควรประมือกับจิ้นอ๋อง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง หากทีท่าที่ย่างสามขุมเข้าหาก็ยังดูคุกคามต่อนางอยู่ดี ไป๋ชิงเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง พยายามมองหาทางหนีทีไล่ หากไม่พบแม้เศษเสี้ยว

 

              ไม่นานไม่ช้า นางก็ก้าวถอยหลังไปจนกระทั่งแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับชั้นวางหนังสือ โดยด้านหน้ามีกำแพงมนุษย์ร่างกายใหญ่โตขวางกั้นเอาไว้

 

              ไป๋ชิงเม้มริมฝีปากแน่น พยายามไม่ใส่ใจว่าใบหน้าหล่อเหลาจะเข้ามาใกล้แค่ไหน เพราะธุระของนางมีเพียงต้องเถียงให้ชนะหยางเฟยหรงก็เท่านั้น

 

              “ทำไมข้าจะประลองยุทธกับจิ้นอ๋องไม่ได้” นางกลั้นใจถามกลับไป นัยน์ตาหวานซึ้งหลุบลงต่ำโดยอัตโนมัติ

 

              “มันไม่เหมาะสม” หยางเฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ลมหายใจของเขาที่เป่ารดลงมาทำให้ขนอ่อนทั่วกายนางลุกเกรียว

 

              “ข้าไม่เข้าใจว่าอะไรคือความไม่เหมาะสม ในแคว้นของข้า หญิงชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน ท่านเองก็ควรหยุดหมิ่นเกียรติสตรีเสียที” ไป๋ชิงเถียงด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว หากใบหน้างดงามกลับปรากฏสีชมพูระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่เอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นเหมือนกับเชิญชวนให้คนมองต้องจ้องมันอย่างเผลอไผล

 

              “ความเท่าเทียมไม่มีจริงหรอกแม่นางน้อย...ลองเจ้าไม่ได้เกิดมาในตระกูลคหบดี ชีวิตของเจ้าก็คงไม่ต่างอะไรกับสาวใช้อย่างเสี่ยวฟาง”

 

              คำพูดของหยางเฟยหรงเปรียบเสมือนมือที่กวนน้ำให้ขุ่น จิตใจของนางร้อนรุ่มไปด้วยโทสะ รู้สึกไม่พอใจยิ่งนักกับความคิดเหยียดเพศเช่นนี้

 

              นางเงยหน้าขึ้น ก่อนจ้องหน้าเขาด้วยแววตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ลืมสิ้นว่าในยามนี้ตนกำลังใกล้ชิดกับหยางเฟยหรงมากเพียงใด ซึ่งมันใกล้...จนลมหายใจของคนทั้งคู่เกือบจะประสานกัน

 

              “ถึงแม้พวกเราจะเป็นสตรี แต่เราก็มีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมบุรุษเช่นท่าน หวังว่าข้าจะไม่ได้ยินถ้อยคำหยามหมิ่นสตรีออกจากปากของท่านอีก” ไป๋ชิงพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้วาวโรจน์ด้วยโทสะ หากนางกลับได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอแม่ทัพหนุ่ม

 

              “แต่ในแคว้นลู่ที่เจ้ากำลังเหยียบอยู่นี้ สตรีคือสมบัติของบุรุษ ถ้าเจ้ายังอยากอยู่ที่นี่ต่อไปก็ต้องทำใจยอมรับ” หยางเฟยหรงจงใจโน้มใบหน้าลงไปพูดใกล้ๆ สองแขนโอบล้อมนางเอาไว้ ไม่เปิดโอกาสให้หลบหนี

 

              “ท่านผิดแล้ว...สตรีมิใช่สมบัติของบุรุษ หากพวกเราสามารถหยัดยืนได้ด้วยตนเอง ถ้าไม่เชื่อก็คอยดู!” เป็นเพราะยังโมโหอยู่มาก นางจึงตัดสินใจผลักหน้าอกของเขาออกอย่างแรง ทว่าไป๋ชิงกลับต้องรู้สึกตระหนกตกใจเมื่อพบว่าร่างสูงใหญ่ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

 

              หยางเฟยหรงก้มมองใบหน้าตื่นตระหนกของสตรีตรงหน้าด้วยแววตาลึกล้ำ เขาใช้หลังข้อนิ้วลากไล้ไปยังผิวหน้าอ่อนใสของนางเบาๆ นัยน์ตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากจิ้มลิ้มอย่างไม่วางตา

 

              ดูเหมือนว่าลมหายใจของแม่นางคนกล้าจะขาดห้วงลงไปซึ่งเป็นผลจากความใกล้ชิดนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นรัวและแรงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม นางสัมผัสได้ว่าสายตาที่เขามองมามันช่างร้อนรุ่มเหลือเกิน...

 

              “ปากเจ้าเล็กแค่นี้ ไยจึงเถียงเก่งนัก” เขาพึมพำอย่างไม่ต้องการคำตอบ ในขณะเดียวกัน หยางเฟยหรงก็ใช้ท้องนิ้วโป้งลูบไล้ริมฝีปากนุ่มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา

 

        สัมผัสอันอ่อนโยนจากปลายนิ้วรุ่มร้อน ประกอบกับนัยน์ตาคมกริบซึ่งกำลังจ้องมองมา ทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความรู้สึกหวามไหวก่อตัวขึ้นในใจอย่างสุดระงับ พวงแก้มใสกลายเป็นสีแดงปลั่งน่าเอ็นดู  

 

        ไป๋ชิงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ก่อนปัดมือใหญ่ออกไป ด้วยไม่อยากให้สัมผัสของเขารบกวนจิตใจมากไปกว่านี้ 

 

              “ถ้าท่านไม่พอใจ ข้าจะไม่ไปที่ลานฝึกยุทธอีก” ไป๋ชิงรีบตัดบท ในขณะที่จอมทัพไร้พ่ายกำลังคลี่ยิ้มออกมาบางๆ อย่างน้อยเวลาเขินอาย นางก็ยังดูเหมือนสตรีทั่วไปอยู่บ้างล่ะนะ

 

              และที่สำคัญ เขาก็เป็นฝ่ายชนะดั่งใจ หยางเฟยหรงจึงตัดใจไม่สัมผัสนางอีก

 

              “หวังว่าเจ้าจะทำได้อย่างที่พูดไว้” จอมทัพไร้พ่ายเอ่ยทิ้งท้ายเพียงเท่านั้น ก่อนที่เขาจะผละออกมาและไม่มีทีท่าว่าจะสนใจนางดังเช่นเมื่อครู่

 

              ไป๋ชิงจึงทำได้เพียงกำหมัดแน่น เก็บความแค้นเอาไว้รอวันที่จะสะสางบัญชีแค้นอย่างสาสม!

 

 

 

 

              “คุณหนู! เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวฟางซึ่งแอบกบดานรออยู่หน้าห้องอ่านหนังสืออยู่นาน รีบเข้าไปหาไป๋ชิงทันทีที่นางผลักบานประตูออกมา สีหน้าของเด็กสาวดูเป็นกังวล “ทำไมท่านจึงหน้าแดงถึงเพียงนี้ คุณหนูถูกท่านแม่ทัพตีหรือเจ้าคะ!”

 

              “หยุดถามก่อนเถิดเสี่ยวฟาง พาข้ากลับห้องเดี๋ยวนี้” ไป๋ชิงรีบตัดบท มือน้อยถูกยกขึ้นมากุมใบหน้าของตนซึ่งยังร้อนผ่าวไม่หาย พลางโบกมือไล่ให้สาวใช้ประจำตัวรีบออกเดิน

 

              “เจ้าค่ะ” เสี่ยวฟางกุลีกุจอรับคำ ก่อนรีบเดินนำผู้เป็นนายไปยังห้องส่วนตัวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องอ่านหนังสือนี้ โดยที่ในใจยังนึกสงสัยอยู่ไม่หายว่าไป๋ชิงถูกหยางเฟยหรงทำโทษสถานใดกัน

 

              มุมหนึ่งของหน้าห้องหนังสือ พ่อบ้านจูกำลังยืนมองสองสาวเดินตามกันไปด้วยแววตาที่บ่งบอกว่าหนักใจอย่างมาก

 

              เพียงแค่วันแรกที่อยู่ที่นี่ ไป๋ชิงยังก่อเรื่องวุ่นวายให้เขาต้องปวดเศียรเวียนเกล้า ถ้านางอยู่ที่นี่ในระยะยาวเขาจะไม่ป่วยเป็นโรคประสาทเลยหรือ

 

              ทว่าสิ่งที่จูหย่งเหอไม่เข้าใจอย่างมากก็คือ จอมทัพไร้ใจจะเก็บแม่นางน้อยผู้นี้มาเลี้ยงไว้ในฐานะน้องสาวทำไมกัน

 

              “หย่งเหอ...เข้ามานี่” ได้ยินเสียงเจ้านายเรียกดังนั้น พ่อบ้านจูก็รีบเปิดประตูเข้าห้องอ่านหนังสือไปในทันที

 

              “มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ ท่านแม่ทัพ” เขายืนประสานมือก้มหน้าต่อหน้าหยางเฟยหรงด้วยความนอบน้อม

 

              “ต่อไปนี้เจ้าต้องคอยจับตาดูไป๋ชิงให้ดี ห้ามให้นางก่อเรื่องได้อีก”

 

              สิ่งที่แม่ทัพหนุ่มพูดมาไม่ได้ห่างไกลกับสิ่งที่จูหย่งเหอคิดไว้นัก เขาค้อมศีรษะน้อยๆ คล้ายจะรับคำบัญชา

 

              “ข้าจะจำใส่ใจเอาไว้” หยางเฟยหรงยิ้มน้อยๆ อย่างพึงพอใจ หากประโยคถัดไปของพ่อบ้านจูกลับทำให้คิ้วหนาต้องขมวดมุ่นเป็นปม “ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีแผนจะส่งคุณหนูไป๋ไปอยู่ที่อื่นเมื่อไรขอรับ”

 

              “จูหย่งเหอ เจ้าเป็นคนช่างสอดรู้ตั้งแต่เมื่อไร!”

 

              เมื่อเห็นว่าเจ้านายกำลังโกรธ พ่อบ้านจูก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นหินเย็นเฉียบ ปากก็พร่ำพูดไม่หยุดว่า

 

              “ข้าเพียงแต่เห็นว่าการที่ท่านนำคุณหนูผู้นั้นมาอยู่ด้วยเช่นนี้ มีแต่คนจะครหานินทาเอาได้ เสียงนินทาย่อมขจรไปไกลเกินกว่าจะคาดคิด ถ้ารู้ถึงหูคุณหนูตู้เข้า คงไม่เป็นการดีต่อท่านแน่ๆ”

 

              “จูหย่งเหอ!” นามของพ่อบ้านวัยกลางคนถูกหยางเฟยหรงพ่นออกมาเป็นคำรบสอง ใบหน้าหล่อเหลาดูดุดันเกรี้ยวกราด เพราะไม่เคยเลยสักครั้งที่คนใต้ปกครองจะกล้ามายุ่งย่ามเรื่องส่วนตัวของเขาเช่นนี้

 

              “ขอท่านแม่ทัพโปรดไตร่ตรองดูให้ถี่ถ้วนเถิด” พ่อบ้านจูรวบรวมความกล้าพูดในสิ่งที่คิดออกไป ก่อนจะก้มหน้าเสียจนหน้าผากแนบกับพื้น รอรับชะตากรรม

 

              “ออกไป! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า” หยางเฟยหรงตะโกนไล่ด้วยความเดือดดาล ซึ่งจูหย่งเหอก็รีบลนลานออกไปจากห้องนั้น ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะนึกเปลี่ยนใจแล้วสั่งลงโทษเขาด้วยการโบยเสียก่อน

 

              “ส่งไปอยู่ที่อื่นอย่างนั้นหรือ...ไม่มีวัน” เขาพึมพำกับตัวเอง ในใจนึกถึงดวงหน้าหวานของโฉมสะคราญนางนั้น สัมผัสเนียนนุ่มจากริมฝีปากอิ่มเต็มของนางดูเหมือนว่าจะยังติดอยู่ที่ปลายนิ้วนี่เอง

 

              ตั้งแต่เกิดมา หยางเฟยหรงไม่เคยพบเจอสตรีนางใดดื้อรั้นเอาแต่ใจเท่าไป๋ชิงมาก่อน ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าความงดงามของนางก็ไม่ยิ่งหย่อนด้วยเช่นกัน

 

              แต่ก็น่าแปลก...ยิ่งนางพยศ ยิ่งดื้อรั้น กลายเป็นว่าเขายิ่งอยากจะเอาชนะ แต่จะมีวิธีใดเล่าที่จะทำให้นางยอมสยบแทบเท้าต่อเขาได้

 

             ช่างเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของหยางเฟยหรงเสียจริง...

 

 

 

คนหนึ่งดื้อรั้น อีกคนชอบเอาชนะ โอ้ยน่ออออ เอายังไงดีล่ะทีนี้

++ รักคนอ่าน ++ 

นับดาว 

ความคิดเห็น