ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Dirty Suekrob :: Episode.16 [200%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2558 16:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Dirty Suekrob :: Episode.16 [200%]
แบบอักษร

 

เครดิตภาพ tumblr , weheartit , pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate


 

  SONG : so cold - ben clocks

 

 

EPISODE 16

{You said it wouldn't be love, But I felt the rush}

 

นายบอกว่ามันไม่ใช่ความรัก แต่ฉันรู้สึกถึงมันเร็วเกินไป 

_____________




เสือใหญ่คือพี่ชายที่ หลงรัก’ น้องชายฝาแฝดของตัวเอง...

แต่เรื่องนั้นมันก็นานมาแล้ว โชคดีที่เสือใหญ่ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษเมื่อสองปีก่อน

ที่จริงเสือใหญ่กับศึกรบคือคู่ฝาแฝดที่เหมือนกันมาก เรื่องที่แตกต่างคงมีแค่วิธีการแสดงออกมั้ง

ศึกรบ... เป็นน้องที่ใช้สมองก่อนแล้วตามด้วยกำลัง ชอบซ่อนความชั่วร้ายต่อหน้าทุกคนที่มันรัก คนอื่นรู้สึกยังไงก็ช่าง ขอแค่ผลลัพธ์เป็นอย่างที่มันต้องการก็พอ แต่ทุกคนดันชอบมันเสมอ

เสือใหญ่... เป็นพี่ที่ใช้กำลังก่อน เรื่องสมองไว้ทีหลัง เปิดเผยนิสัยชั่วร้ายจนคนเกลียด คนอื่นเจ็บแค่ไหนก็ช่าง ขอแค่ทุกคนอยู่ในโอวาทมันก็พอ แน่นอนว่าทุกคนเกลียดมันหมด

ไอ้ศึกรบมันมีพี่ชายฝาแฝด... ไม่รู้คงไม่แปลกหรอก เพราะมันไม่ค่อยพูดเรื่องส่วนตัวให้เพื่อนฟังเท่าไหร่ ส่วนไอ้เรย์ที่อยู่บ้านเดียวกันก็คงถูกสั่งไม่ให้ปากสว่าง

เอาง่ายๆ ไม่มีใครอยากพูดเรื่องของเสือใหญ่หรอก

[ศึกรบหลับ]

แต่ทุกความคิดก็ต้องหยุดชะงักไว้เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงในสายตอบกลับมา

“เธอขโมยมือถือน้องพวกเรารึไง ตลก” คือว่า... ผมเป็นคนหงุดหงิดง่าย เจอคำตอบที่เป็นไปไม่ได้แล้วของขึ้น

เป็นญาติกันผมรู้... ศึกรบไม่หลับสนิทหรอกถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย สงสัยเพราะมันจะชอบฝันร้ายมั้ง ก็... อืม...

[เปล่า เขาป่วยเลยหลับ]

เธอตอบอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นชาเอาเรื่อง เดาจากคำพูดสงสัยคงไม่ได้ขโมย 

จะว่าไปก่อนหน้านี้โทรหาเรย์... มันก็บอกเหมือนกันว่าศึกรบงุ้งงิ้งอยากไปหาผู้หญิง แต่ยังไม่ทันถามรายละเอียดก็โดนตัดสายไปก่อน

“หลับสนิทมั้ย” ผมถามก่อนจะหันไปมองไอ้เลิฟที่นอนมองอยู่

[ก็... ปลุกไม่ตื่นเธอตอบสั้นเหมือนไม่อยากคุยเท่าไหร่ แล้วจู่ๆ ผมก็นึกถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา

เด็กผู้หญิงในอดีตที่ไม่เคยยิ้มและพูดกับใครเลยนอกจากศึกรบ

ที่จริง... เคยได้ยินเสียงอยู่ครั้งหนึ่ง ช่วงปิดเทอมขึ้นมัธยมปลายผมเคยไปเที่ยวบ้านมันที่ฮ่องกง ตอนนั้นแม่ของศึกรบบังคับให้มันเรียนทำอาหาร ทำยังไงมันก็ไม่ยอมเรียน จนผมแอบไปได้ยินที่เด็กผู้หญิงคนนั้นพูดกับมันว่า...

ชอบผู้ชายทำอาหารเก่ง’ หลังจากนั้นผมก็ได้ข่าวว่ามันยอมเรียนง่ายๆ เลย

จนเมื่อสองปีที่แล้ว ผมได้เจอเธออีกครั้ง แต่ทุกอย่างไม่เหมือนตอนเราเด็กๆ อีกแล้ว และมันกับเธอก็...

“เธอชื่ออะไร บอกหน่อย” ผมถามออกไปได้ในที่สุด

[ชื่อเหรอ...]

“ใช่ ชื่อของเธอไง บอกหน่อยอยากรู้จัก”

“ฉันชื่อ...”

แต่...

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

ไอ้ฉิบหายสายตัดหน้าตาเฉย โทรกลับไปก็ปิดเครื่องอีก และเมื่อหันไปมองไอ้เลิฟ เหมือนมันจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่

“เอาน่า สักวันก็ต้องเจอ น้องเค้าแค่ความจำเสื่อมแล้วหายตัวไปนะไม่ได้ตาย” ไอ้เลิฟถอนหายใจ

ผมกำลังแอบหาวิธีให้ผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาอยู่กับพวกเรา เธอความจำเสื่อมเมื่อสองปีที่แล้ว... จากนั้นก็โดนแม่เลี้ยงพาตัวไปอยู่ในเขตปกครองของผู้มีอิทธิพลคนอื่นที่เป็นศัตรูกับพ่อของศึกรบ มันชัดเจนมากตรงที่แม่เลี้ยงจงใจซ่อนเธอไว้ และบอกทุกคนพร้อมหลักฐานว่าเธอหนีไปเป็นเมียน้อยของผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฮ่องกง

ด้วยหลักฐาน ทุกคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง... แต่ศึกรบที่ควรจะรับรู้กลับเฉยจนน่ากลัว มันไม่ฟังข่าวของเธอ ไม่ดูรูปพวกนั้น ไม่สนใจ สุดท้ายพ่อของมันเลยหักดิบให้มันจัดการทุกอย่างเอง

ตอนแรกผมนึกว่ามันจะเชิดใส่จริงๆ แต่ก็แอบรู้ว่ามันตามหาตัวเธอเหมือนกัน

ทุกครั้งที่เกือบเข้าถึงตัวเธอได้ เธอก็หายตัวไปเหมือนผู้ร้ายที่หลบหนีจากครอบครัว... ประมาณนั้น

แต่ผมรู้ว่าศึกรบกำลังวางแผนล่อให้เธอเดินออกมาหามันเองโดยที่ไม่ต้องเสียเหงื่อสักหยด

แต่ไม่มีหลักประกันว่าศึกรบจะไม่โกรธเรื่องข่าวคาวของเธอ ผมถึงต้องเจอเธอก่อนมัน เพราะอะไรรู้ไหม...

“ยังไงเธอก็เป็นน้องสะใภ้นะเว้ย” จนตอนนี้... เหมือนเธออยู่ใกล้ๆ นี่เอง แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่เจอตัวสักที

“ไม่แน่นะ ไอ้รบอาจจะเอาตัวเธอมาแล้วแต่ไม่ยอมบอกพวกเราก็ได้ ลองถามไอ้เรย์รึยังว่าช่วงนี้มันติดหญิงคนไหนบ้าง” พูดมีเหตุผล ยิ่งตอนนี้ผมตัวติดกับเลิฟเลยไม่ค่อยได้รู้ชีวิตประจำวันของศึกรบเท่าไหร่ เพื่อนศึกรบแต่ละคนก็ไม่ค่อยคลิกกับผมเท่าไหร่

“ถ้าไอ้รบเจอเธอก่อน มันจะทำอะไรวะ” ผมถามเลิฟเพราะรู้ว่าการแอบตามของศึกรบคือแอบจริงๆ มันจะกั๊กทุกอย่างที่มันรู้ และมันไม่บอกใครแน่

ไม่นานผมก็ได้คำตอบกลับมา

“ใครจะไปเดาใจมนุษย์ซับซ้อนอย่างไอ้รบได้วะ มันฉลาดขนาดนั้นตามไม่ทันหรอก จำตอนม.หกได้ป่ะ แม่งได้เกรดสี่ทุกวิชา แดกไอคิวเป็นอาหารมั้งนั่น แต่ที่แน่ๆ โกรธแค่ไหนมันคงไม่ซ้อมเมียตัวเองหรอก ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้วหัวคิดก็น่าจะมีป่ะ”

“ถ้าหัวคิดมันมีจริง...” ผมเถียงไอ้เลิฟและเริ่มขุดเรื่องเก่าๆ มาย้ำ “จำปีที่แล้วได้ป่ะ แม่งงอนเราสองคนเรื่องไปดูหนังไม่ชวน ออกจากโรงหนังรถเราสองคนถูกแยกอะไหล่ส่งขายตลาดมืดเฉยเลย TOT

“เออ... สามเดือนที่แล้วด้วยไอ้ไลค์ แม่งหงุดหงิดที่เราไปหลีสาวแถวเซ็นทรัลจนลืมไปกินข้าวที่บ้านมัน มาถึงล่อกางเกงในกับถุงยางสีรุ้งของพวกเราไปเผาทิ้งหมดเลย เชี่ยยย TOT

“เมื่อสามวันที่แล้วดีกว่า กูเพิ่งทำช็อปเปอร์ลูกรักมันเป็นรอย แต่ยังไม่โดนเอาคืน TOT

“มึงรีบอุ้มมอไซค์ไปทำสีใหม่เลยไอ้ไลค์ เดี๋ยวมันจับได้แล้วจะมาหวีดใส่อีก ยิ่งฉลาดๆ อยู่ TOT

“ไอ้ฉึกยบจับได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่แค่มันไม่ค่อยสบายเลยบอกว่าฝากไว้ก่อนเถอะมึงว่ะ ฮ่าๆ TOT

และใช่... ศึกรบเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบรรดาพวกเรา ถึงมันจะสามวันดีสี่วันไข้ ซิ่วเรียน ทะเลาะกับพ่อด้วยเหตุผลงี่เง่าเป็นปีๆ

และหนีออกจากบ้านจนถึงทุกวันนี้ก็ตาม...

 

LOOKPEACH TALK

แบ็ตมือถือของศึกรบหมด...

สายเลยตัดไป ดูเหมือนหมอนี่จะหลับไปแล้ว กำลังคิดอยู่ว่าจะย้ายไปนอนโซฟาข้างนอกดีไหม

ทว่า...

หมับ!

“อย่า...” จู่ๆ แขนฉันก็โดนกระชากอย่างรุนแรงจนเกือบหน้าคะมำ เสียงแหบๆ ของศึกรบดังขึ้นด้วย “อะ...”

เขายังหลับอยู่โดยที่คิ้วขมวดเข้าหากัน ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย เหมือนเขาหายใจไม่ออก

“ศึกรบ” ฉันลองเรียกดู... ฝันร้ายรึไง

“...” เขาไม่ตอบและเริ่มจิกปลายนิ้วกับเสื้อฉันพร้อมทั้งดึงจนกระดุมหลุด จนฉันเม้มปากพร้อมทั้งตั้งท่าจะแกะมือเขาออก

“ศึก...” ฉันตั้งท่าจะร้องท้วง แต่จู่ๆ ศึกรบก็เกร็งตัวขึ้นมา ใบหน้าเขาฝังอยู่ตรงซอกคอฉัน ลมหายใจกรุ่นร้อนปัดเป่าลงมา หลังจากนั้นความเจ็บก็เข้ามาแทนที่ “อ๊ะ... โอ๊ย...”

ตรงช่วงรอยต่อระหว่างต้นคอกับไหล่ฉันสัมผัสกับไรฟันของศึกรบที่กดลงมาเจ็บแปลบ แรงขยำมือกับต้นแขนทำให้ฉันอ้าปากค้าง

“...” ฉันรับรู้ได้ว่าเขาหลับสนิทมาก แต่แรงกัดนี่ก็ทำให้เจ็บมากเหมือนกัน คล้ายกับว่าเขาไม่ได้ยั้งแรงอะไรทั้งนั้น

“ฉันเจ็บ” ฉันไม่ได้พูดดังเพราะเขาก็อยู่ตรงนี้ แต่แรงกัดที่เหมือนจะกระชากผิวออกไปทำให้ลมหายใจฉันสั่นไปตามร่างกายเขาด้วย

อยากจะดันศึกรบออกไปเพราะเขาทำฉันเจ็บ แต่...

“อย่า...” เขากระซิบพูด แล้วก็พูดแต่คำนี้ซ้ำๆ เมื่อผละไรฟันออกไปโดยที่มือเคลื่อนมากำไหล่ฉันไว้

สั่นเหรอ... แต่เจ็บชะมัด

“อย่าอะไร” ฉันถามพร้อมทั้งผ่อนลมหายใจ รู้อยู่หรอกว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบ

“ยะ... อย่าทำ...” น้ำเสียงกระท่อนกระแท่นทำให้ฉันไปไม่ถูก

“ใครทำนาย อย่าทำใคร” ฉันดันต้นคอเขา อยากให้หมอนี่ออกห่างจากตัวอีกหน่อย ละเมอ ฝันร้าย หรืออะไรกันแน่

แต่เขาไม่ยอมออกไป... และหลังจากนั้นฉันก็ได้คำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้ยินในที่สุด

“พอแล้ว... อย่าทำผม...” แต่ศึกรบไม่ได้พูดกับฉัน เขาคงพูดกับคนในฝันนั่นที่ไม่รู้ว่าใคร

“อึก...” ไม่ใช่แค่ดันออกไม่ได้ หมอนี่ยังกำเสื้อฉันไว้จนคอเสื้อขาด มันบาดผิวตอนที่ฉันถูกกดให้นอนลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

“ยะ อย่าทำผม... อึก...”

เขากระซิบซ้ำอยู่ตรงซอกคอ และทำให้ฉันกัดริมฝีปากตัวเองด้วยการฝังซี่ฟันซ้ำกับซอกคอฉัน ท่อนแขนของศึกรบกอดฉันไว้จนหายใจไม่ออก ผิวกายร้อนๆ ของเขาเสียดสีอยู่กับเสื้อที่ขาดในกำมือเขา

“ชู่ว...” เพราะเขาสั่น ฉันไม่รู้จะทำยังไงถึงได้กลั้นใจยกมือขึ้นลูบหลังที่เปลือยเปล่าของเขาอีกที

“อย่าทำ... พอแล้ว” เสียงเขาติดขัด ลมหายใจขาดห้วง และสุดท้าย... ไหล่ฉันสัมผัสกับความเปียกชื้น

“นายแค่ฝัน” ฉันพูดและเริ่มกอดเขาไว้ตามสัญชาตญาณ ริมฝีปากก็พูดออกไปเหมือนเรื่องธรรมดา “ไม่มีใครทำอะไรหรอก”

“ลูกพีช” เสียงศึกรบเรียกฉัน เหมือนกับว่าเขากำลังถูกทำร้ายในความฝัน แล้วก็แค่เรียกชื่อฉันออกมา

วูบ...

จู่ๆ ฉันก็วูบในอก ความรู้สึกที่น่ากลัวที่สุดวาบเข้ามาในหัวฉันจนได้

"ฉัน..." ฉันขยับปาก... เริ่มรู้สึกสับสนกับความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง

"ลูกพีช..." เพราะฉันได้ยินเสียงศึกรบเรียกชื่อฉัน ร่างกายเขาขยับ... เบียดชิดเข้ามาจนแทบหลอมรวมกับฉัน

“ฉันอยู่นี่ ไม่มีใครทำร้ายนายหรอก” วูบหนึ่งเมื่อกี้นี้ ฉันรู้สึกว่ารักเขามาก

มากเกินกว่าที่คนความจำเสื่อมจะรู้สึกได้...

มากเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักผู้ชาย...

มากเกินกว่าที่ฉันจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดและความคิดได้ทั้งหมด...

รู้แค่เมื่อกี้นี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองในอดีตรักเขามาก ไม่รู้ว่ารักแบบไหน แต่แค่มันมากเกินไป มากจน...

“ไม่ต้องร้อง นะ...” จนฉันปล่อยให้เขากอดแล้วก็ใช้มือกำไหล่กับต้นแขนอยู่แบบนี้

พรึบ!!

“เฮือก!

ทว่า... จู่ๆ ศึกรบก็เด้งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เขายันฝ่ามือสองข้างไว้กับพื้นระหว่างตัวฉัน ริมฝีปากเขามีเลือดจางๆ ติดอยู่ และหยดน้ำก็ไหลลงมากระทบแก้มฉันด้วย

เส้นผมมันปิดดวงตาเขาไว้จนมิด แต่การโดนคร่อมไว้ทำให้ฉันเบือนหน้าไปทางอื่นแทน

หลังจากนั้น... ศึกรบก็ลุกขึ้นเดินเซๆ เหมือนคนยังไม่ตื่นดีเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่พูดอะไร

“เจ็บชะมัด” ขณะที่ฉันลุกขึ้นนั่งยกมือขึ้นแตะต้นคอและได้แต่คิดในใจ

อะไรที่เป็นฝันร้ายของเขา

เมื่อก้มหน้าและพบว่าเสื้อของตัวเองเกือบหลุดออกจากตัว เพราะงั้นถึงลุกขึ้นยืนจะหาเสื้อเปลี่ยน แต่ศึกรบเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี หน้าเขาซีดและมีหยดน้ำเกาะพราวอยู่เต็มไปหมด

ฉันกำเสื้อด้านหน้าไว้ตอนที่ศึกรบหยุดอยู่กลางห้อง เพราะเขาหน้าซีด ไม่พูดอะไรเลย ฉันถึงได้เดินไปหาพร้อมทั้งเอื้อมมือไปจะแตะหน้าผากเขา

หมับ!

“จะทำอะไร” แต่ศึกรบกลับคว้าไว้ เขาบีบมือฉันจนแน่นพร้อมลดตาลงมอง

“เปล่า” ฉันเบนหน้าไปทางอื่นเมื่อได้ยิน ก่อนจะดึงมือออกพร้อมทั้งเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็วโดยไม่ลืมเอาผมมาปิดต้นคอไว้ด้วย

เมื่อกี้จะทำบ้าอะไร... ไปแตะทำไมเล่า

มืออีกข้างของฉันยังกำเสื้อที่ขาดตรงคอไว้ คิดว่าจะหาเสื้อเปลี่ยนให้เร็วที่สุด แต่...

“...” ศึกรบกลับเดินมาซ้อนหลังฉันเงียบๆ มือข้างหนึ่งของเขารั้งหน้าท้องฉันไว้ ส่วนมืออีกข้างก็...

“อย่า... นี่ ไม่ให้ถอด”

ฉันนึกอยากจะคว้ามือเขาไว้เมื่อมองกระจกบานเล็กที่อยู่ตรงฝาพับตู้ทางด้านในแล้วพบว่าศึกรบก้มลงใช้ริมฝีปากปลดตะขอบราเซียร์ของฉันออก ให้ตาย... ลืมไปได้ยังไงว่าเสื้อด้านหลังก็ขาด

“ก็เห็นหันหลังให้ นึกว่าอ่อยให้ถอด” เขาตอบก่อนจะใช้มืออีกข้างปัดผมฉันออกจากต้นคอ เสียงแบบนี้มัน... ปกติแล้วนี่

“ไม่ใช่” เสียงฉันสั่นนิดหน่อยตอนที่ศึกรบหลุบตามองรอยฟันที่ลึกพอสมควรตรงต้นคอจนฉันเบี่ยงตัวหลบ “ห้ามมอง”

“ใครทำ” แต่เขารั้งไว้ไม่ให้หลบพร้อมทั้งทำหน้าเหมือนขัดใจกับคำถามโง่ๆ ของตัวเอง ไม่นานเสื้อขาดๆ ก็ถูกเขารั้งลงไปถึงหน้าท้อง

“ฉันละเมอกัดคอตัวเอง ไม่เกี่ยวกับนาย” บ้าจริง... ตอบอะไรที่มันเป็นไปได้หน่อยสิ ขัดขืนให้เยอะๆ หน่อยด้วย “ปล่อยสิ จะเปลี่ยนชุด ทำแผลด้วย”

ฉันใช้มืออีกข้างจับบราเซียไว้ ส่วนมืออีกข้างปิดแผลรอยฟันที่มีเลือดจางๆ บนต้นคอไว้ด้วย อยากจะเดินไปที่อื่น แต่เขารั้งไว้แน่นมากจนไปไหนไม่ได้

เราสบตากันผ่านกระจก ไม่นานศึกรบก็ใช้มืออีกข้างดึงมือข้างที่ปิดต้นคอของฉันออก หยดน้ำจากปลายคางเขาหล่นกระทบลงบนรอยนั้น...

“ถ้าฉันทำจริง... ฉันรับผิดชอบเองได้ อย่าปิด”

 

 

เสียงฉันมันไม่ยอมออกมาจากลำคอเมื่อเจอคำพูดของศึกรบ ฉันรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่สูงคงที่จากร่างกายเขา

"รับผิดชอบ... ไม่ต้องเลย" และสิ่งที่ทำคือจ้องหน้าเขาผ่านกระจก... ในสมองก็ส่งให้เบือนหน้าไปทางอื่นตอนที่เขาสบตาด้วยและก้มหน้าลงมาจนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับต้นคอฉัน

"บอกว่าอย่าปิด" พอฉันเอามือปิดเขาก็ใช้ปากกัดมือฉันจนต้องดึงออก คิดว่าเจ็บไม่เป็นหรือไง

“บอกว่าไม่ให้จูบ” ฉันเบนหน้าหนีเมื่อริมฝีปากเขาแตะลงมา ร่างกายแข็งทื่อตอนที่ปลายลิ้นของเขาเกลี่ยไปตามรอยกัด “ไม่ต้องเลีย... เลียไปก็ไม่หาย”

“เวลาเธอห้ามฉันต้องฟังมั้ย” ฝ่ามือศึกรบขยำหน้าท้องฉันเบาๆ การได้นอนพักและกินยาสม่ำเสมอคงทำให้เขาได้สติ “เธอไม่หายแล้วเกี่ยวอะไรกับที่ฉันทำ?”

“ก็เห็นเอามาโยงได้หมด” ฉันไม่ได้มองเขา แต่เบนสายตาลงต่ำพร้อมคิดในใจว่า ก็ไม่เคยฟังไง ใครกันแน่ที่เอามาโยง ฉันหรอกเหรอ

“ที่ผ่านมาก็ยอมให้จูบตั้งหลายที ยังจะลีลา” แต่แล้วทำพูดถัดมากลับทำให้ฉันกลืนน้ำลาย หมอนี่ก็รู้สึกตัวตลอดนี่

“ฉันไม่ได้ยอม” ฉันกำมือกับบราเซียร์แน่นเมื่อเห็นว่าศึกรบเคลื่อนมือขึ้นมาซ้อนทับกับมือฉัน เขาออกแรงบีบเล็กน้อยจนอุ้งมือฉันรัดกับผิวเนื้อของตัวเอง

หมับ!

“แล้วตอนนี้ได้ขัดขืนมั้ย” ศึกรบจับฉันให้หันหน้าไปเผชิญกับเขา ยิ่งเห็นสายตาเขามองตรงรอยกัด ฉันก็ตัดสินใจว่าจะไม่พูดถึงเรื่องที่เขาละเมอ

ถ้าพูด... หมอนี่ต้องคิดว่าฉันเป็นห่วงความรู้สึกเขา ไม่อยากให้เขารู้ก็จะไม่พูด

“ไม่เล่นแล้ว” จู่ๆ ฉันก็รู้สึกไม่มีความมั่นใจ ไม่อยากสบตาตรงๆ ไม่กล้าสู้หน้า “ฉันขัดขืนอยู่”

ฉันใช้อีกมือดันเขาต้นคอเขาออก แต่ใบหน้าเขากลับโน้มลงมาอีกรอบจนลมหายใจปัดเป่าแถวๆ ต้นคอ

"ถ้าเธอไม่ตั้งใจขัดขืน ฉันก็จะไม่ตั้งใจหยุด" เสียงเขางึมงำข้างหู แรงกดจูบหนักๆ ลงบนรอยแผลทำให้ฉันกำมือแน่น “เธอไม่เล่นแล้วหน้าฉันเล่นเหรอ”

พูดเหมือนฉันเห็นหนาเขา... ก้มไปขนาดนั้นใครมันจะไปมองสีหน้าออก

ตุบ!

“ปล่อยฉันศึกรบ” ฉันทุบลงบนแผ่นหลังเขาโดยอัตโนมัติ เพราะหมอนี่ไซโคให้ฉันขัดขืนด้วยการกระทำของเขา มันเหมือนตอนเขาปกติไง แต่แค่ไม่ได้รุนแรงมาก

และฉัน... ติดภาพลักษณ์แบบนั้นของเขาไปแล้ว

“แรงๆ หน่อย ทำแค่นี้ผู้ชายที่ไหนมันจะหยุด” เขาสั่งตอนจูบลงที่ใบหูฉันจนสะท้านวูบไปครึ่งซีกของร่างกาย

ตุบ!

“ปล่อย!” ฉันทุบซ้ำเพราะศึกรบสอดมือเข้าไปในร่องกางเกงขาสั้น แต่ครั้งนี้ทุบลงบนขมับเขาแทน

“อึก...” ใบหูฉันได้ยินลมหายใจของเขาขาดห้วง เหมือนเขากลั้นอารมณ์ไว้ และเมื่อฝ่ามือทั้งสองข้างของศึกรบกอดฉันไว้จนแน่นสนิท

“พอก่อน พอได้แล้ว” ฉันยกมือขึ้นอีกรอบ ความรู้สึกที่ว่าในอดีตรักเขามากยังอยู่ เพราะมันยังอยู่... ฉันถึงเริ่มสับสนจนถึงตอนนี้ “ไม่งั้นฉันทุบแน่”

“ก็ทำสิฉันได้ห้ามเธอไว้มั้ย” เขาท้า...

“...” แต่ฉันได้แค่ยกมือค้างไว้ ฉันรู้ว่าศึกรบต้องเห็นท่าทางของเราเพราะตอนนี้มีแค่เขาคนเดียวที่หันหน้าเข้ากระจก ท่าทางที่น่าอายของฉัน พอรู้ว่าเขาเจ็บฉันก็ทำไม่ลง

“ทำสิจะช้าทำไม”

“...” ฉันเม้มปากจนเป็นเส้นตรง ไม่ชอบการที่หัวใจเต้นกระหน่ำแบบนี้ ถ้าหมอนี่ได้ยินจะทำยังไง

“ไม่ต้องมาดีกับฉันให้มันมาก จะยกมือค้างไว้ทำไม” คล้ายศึกรบกำลังท้าให้ฉันหมดความอดทน เหมือนทุกครั้งที่เขามันจะท้าฉันด้วยการกระทำที่หลากหลาย “ถ้าไม่ทำฉันจะ...”

เพื่อให้สถานการณ์ระหว่างเราแย่ลง... น่าโมโหตรงที่ฉันตีความสิ่งที่เขาทำออก เพราะศึกรบคงไม่ได้อยากจะอ่อนโยนกับฉันเหมือนอย่างที่เขาทำอยู่ตอนนี้

ที่จริงมันต้องเป็นฉันมากกว่าที่บอกว่า ไม่ต้องมาอ่อนโยนกับฉัน

แต่ร่างกายมันไม่รักดี...

พรึบ

เพราะฉันทำได้แค่แตะฝ่ามือสองข้างลงบนต้นแขนเปลือยเปล่าของเขา ออกแรงลูบมันเบาๆ และปล่อยให้บราเซียร์ตกลงพื้นไป

“นายบอกว่าจะเป็นเด็กดี” ฉันทวงทุกอย่างที่เขาเคยพูด ถึงจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนรักษาสัญญาเท่าไหร่  เวลาหลอกให้ฉันพูดอะไรแล้วมีอะไรมาแลก ไม่เคยเป็นอย่างพูดสักรอบ “ถ้าฉันเกาแก้มให้”

“...” ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของเขา ไอความร้อนที่พวยพุ่งออกมาด้วย

“ตะ... ตั้งร้อยที” นี่มันน่าตลกชัดๆ ฉันไม่คิดว่าจะใจเย็นทั้งที่เสียงเริ่มสั่น อาการประหม่าเกิดขึ้นเมื่อผิวตรงช่วงอกของเรานาบกัน บดบียด แนบชิดซะจน...

ตึกตัก ตึกตัก... หัวใจจะระเบิดออกมานอกอกอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นแบบนี้เลย

การกระทำทั้งหมดของศึกรบชะงักไป เขาไม่ได้รุกหน้าต่อ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ศึกรบทำ... มันทำฉันอึดอัด

“คิดว่าสนใจนักรึไง” หลังจากนั้นเขาก็ผละใบหน้าออกมาจ้องฉันเขม็ง

แต่ฉันรู้ว่าตัวเองโป๊ช่วงบนอยู่เลยทรุดตัวลงกับพื้น และรู้ด้วยว่าศึกรบทรุดตัวลงไล่ตามมาติดๆ ถึงได้ยกมือขึ้นกอดอกไว้ รุกมากเกินไป... เข้าใกล้มากเกินไปแล้ว...

“อย่าดึง” ฉันต้านแรงไว้เมื่อถูกมือหนากระชากข้อมือออกข้างหนึ่ง หมอนี่อาการดีขึ้นมั้งถึงได้แผลงฤทธิ์ใส่ฉัน แต่เขาดึงดันจะดึงออกให้ได้

ให้ตาย ก่อนหน้านี้ฉันใจอ่อนอะไร

“ทำไมจะดึงไม่ได้ จะเก็บไว้ให้ใครดึง” เสียงเขาแข็งขึ้น แต่มันดูงี่เง่าด้วย ไม่รู้สิ ฉันคิดว่าหมอนี่กำลัง... “ไอ้ยีสต์? ไอ้เพชร? เยอะ รำคาญ เบื่อ งี่เง่า ไม่ได้เรื่อง”

ทำเหมือนไม่พอใจในเรื่องเก่าๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นพวกคิดเล็กคิดน้อยหรือไง แล้วที่ด่าๆ มานั่นฉันทำตอนไหน ที่งี่เง่ามันเขาทั้งนั้น

แต่หมอนี่ก็ดึงมือข้างนั้นของฉันออกไปจนได้ ในจังหวะที่เขาจะดึงมือข้องฉัน... ฉันก็เบนหน้าไปทางอื่นพร้อมทั้งใช้มือข้างนั้นแตะปลายเล็บลงบนแก้มเขา

“พูดแล้วต้องทำ เป็นเด็กดีสิ... นะ” หน้าฉันเห่อร้อนเพราะคิดว่าหมอนี่กำลังจ้องมองเรือนกายช่วงบนอยู่

ปลายนิ้วฉันสัมผัสกับผิวแก้มของศึกรบ ตอนที่ลากขึ้นลงช้าๆ ฉันสัมผัสได้ว่าเขากำลังขบกรามแน่น ไม่พอใจ ขัดใจ เคือง คงอะไรสักอย่าง

“มีสิทธิ์อะไรมาสั่ง ฉันเคยพูดแล้วต้องทำด้วยรึไง” ฉันได้ยินเสียงเขา รู้ว่าเขาฟึดฟัด

“ถ้าแมนพอก็ใช่” คำตอบของฉันคงยิ่งทำให้เขาไม่พอใจเพราะมืออีกข้างของศึกรบบีบมือฉันแน่นมากกว่าเดิมหลายเท่าจนต้องครางออกมาเบาๆ

“สั่งอะไรบ้าๆ พูดเป็นเล่น... คิดว่าฉันเป็นเด็กว่างั้น” ใช่... เขาโตกว่าฉันสองปี แต่...

“อ๊ะ”

ฉันสะดุ้งเมื่อเสื้อแขนยาวตัวหนึ่งถูกสวมลงบนตัวลวกๆ จากทางด้านบน ไม่กี่วินาทีต่อมาฉันก็ได้เห็นสีหน้าเย็นชาและการเหยียดยิ้มจากศึกรบในครั้งที่เขากระชากเสื้อใส่ให้

“ฉันไม่ได้อยากจะเชื่อเธอ จำไว้ด้วย” เขาขมวดคิ้วและทำสีหน้าโกรธสุดๆ ใส่ฉัน บอกตามตรงฉันกระอักกระอ่วนกับการพูดอีกอย่างทำอีกอย่างของศึกรบ

“...” แล้วฉันจะพูดอะไรดีล่ะ พูดอะไรดี

“หน้าแดงหาผัวเธอเหรอลูกพีช!” เขาตะคอกฉันพร้อมทั้งจับมือฉันขึ้นไปวางทาบไว้ที่แก้มตัวเองอีกรอบ

“มันไม่ใช่เพราะนายแล้วกัน” ในที่สุดฉันก็หาคำพูดมาโต้ตอบจนได้ ปลายนิ้วฉันร้อนวูบเมื่อถูกบังคับให้สัมผัสกับแก้มเขาส่งผลให้เสียงเบาหวิวไปด้วย

หลังจากนั้นเสียงสั่งด้วยความเอาแต่ใจจึงดังขึ้น...

“ไอ้ที่ทำเมื่อกี้ก็ทำต่อไปด้วย ถ้าฉันไม่พอใจก็ห้ามหยุด” เขาจ้องหน้าฉันด้วยดวงตาเหนื่อยล้าแต่รั้นสุดๆ “ยังจะจ้องอีก หรือจะเอา!?”

ฉันเม้มปาก มองสีหน้าเขาและเริ่มลูบบ้างเกาบ้างเพราะไม่อยากมีปัญหา นี่แหละศึกรบ... หมอนี่มันเป็นแบบนี้มาตลอดอยู่แล้วนี่

จนผ่านไปหลายสิบนาที... ท่าทางของศึกรบโงนเงนเหมือนจะเคลิ้มหลับ

“ไปกินยานอนได้แล้ว” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดีเมื่อเห็นศึกรบตาปรือทรวงอกที่ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อของตัวเอง

เมื่อเหลือบมองนาฬิกาแล้วพบว่าเขาควรจะกินยาก่อนนอนได้แล้ว

ถ้าการรู้สึกว่าในอดีตรักคนบ้าๆ อย่างหมอนี่เป็นเรื่องน่ากลัว การเป็นห่วงเขาก็น่ากลัวไม่แพ้กัน

“ฉันจำเป็นต้องฟังที่เธอพูดทุกอย่างมั้ย ห่วงไรนักหนา แค่เป็นหวัดไม่ได้จะตาย...” แต่แล้วเสียงที่แหบกว่าปกติของศึกรบก็ขาดหายไป ฉันคิดว่าเขาหายใจไม่ออกและกำลังจะจาม

“พูดมากอยู่ได้” แต่ฉันเอื้อมมือไปปิดปากเขาไว้ได้ทัน คำว่าห่วงของศึกรบกระแทกเข้าเบ้าหน้าฉันจังๆ แต่ถุงยากับน้ำวางอยู่ใกล้ตัวเราพอดี ฉันถึงได้เอื้อมไปหยิบมาใส่มือเขา

“ทำไมต้องกิน ไม่ใช่เรื่อง... อึก” เขาพูด แต่ฉันก็แกะยายัดใส่ปากเขาแทน พร้อมทั้งเอาน้ำกรอกปากไปมั่วๆ ด้วย

ฉันไม่ได้สนว่าศึกรบจะบ่น ด่า หรือมองมาด้วยสายตาจิกกัดแบบไหนตอนที่ยอมกลืนน้ำลงคอ ไม่ว่าเขาจะแสดงท่าทางยังไงฉันคงชินไปแล้ว

สายตาฉันมองต่ำตลอดเวลาหลังจากวางขวดน้ำแล้วลุกขึ้นเกี่ยวมือกับหูกางเกงของศึกรบให้เดินมาตรงข้างเตียง ให้เขานอนในนี้แล้วฉันจะเชิญตัวเองออกไปข้างนอกให้เร็วที่สุด นี่คือสิ่งที่คิด

“เช้าเมื่อไหร่นายก็กลับไป ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องมาอีก ฉันไม่ได้... นี่!

พูดไม่ทันจบประโยคฉันก็ถูกศึกรบกระชากแขนให้นั่งลงกับพื้น ไม่นานเขาก็ยัดเยียดตัวเองนอนกระแทกลงกับหน้าตักฉัน สายตาเกลียดๆ จากศึกรบคล้ายจะทิ่มแทงฉัน

“เจอใครดีด้วยเข้าหน่อยเธอก็ต้องดีตอบไปหมดทุกคน”

“...” คำพูดนี่มันอะไร

“ใครเข้าหาดีๆ หน่อยก็แคร์แม่งไปหมด”

“...” ท่าทางเหมือนหงุดหงิดทั้งฉันและตัวเขาเองนี่ก็ด้วย

“เธอทำแบบนี้กับทุกคนอยู่แล้วนี่ หึ!” แดกดันฉันจบ ฝ่ามือหนาเอื้อมมาคว้ามือฉันไว้แล้วบีบแน่น ก่อนจะบังคับให้วางลงกับหน้าผากเขาแรงๆ “ตัวร้อนมั้ย!”

“ร้อน” แล้วมาเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย เมื่อกี้... พูดเหมือนรู้ทุกอย่างแบบนี้มันอะไร

“ถ้าร้อนก็ลูบหัวสิจะรออะไร เผื่อจะรีบหายแล้วฉันจะได้ไปๆ สักที” เขาสั่งพร้อมบีบข้อมือฉันไว้จนชา ทำหน้าตาไม่ชอบใจสุดๆ

“นายก็ไม่ได้ชอบ ฉันก็ไม่ได้ชอบ” ฉันวางมือไว้ ซึมซับความร้อนผ่านผิวหนัง แต่สีหน้านั่นดันกระแทกเข้ามาหยุดการกระทำเสียก่อน “ฉันไม่ทำ”

“ต้องให้มีข้อแม้หรือไงถึงจะทำได้”

ศึกรบเหมือนจะเริ่มอาละวาดใส่ฉัน เขาจ้องหนาฉันคล้ายอยากจะกินเลือดกินเนื้อพร้อมกลั้วหัวกับขาอ่อนฉันหน้าตาเฉย ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เลิกชายเสื้อฉันแล้วทำท่าเหมือนจะส่องดูจากข้างล่าง

"ดูอะไร!" ฉันปิดเสื้อแทบไม่ทัน จำได้อยู่หรอกว่าไม่ได้ใส่บราเซียร์

"นมเธอสิถามได้" เขาตอบพลางดันลิ้นกับกระพุ้งแก้ม

"ทะลึ่ง ฉัน..." แต่แล้วเสียงฉันมันดันไม่ออกออกมาซะงั้น

"เธอทำไม แน่จริงพูดให้จบ" เขาตวัดสายตามามองฉัน ทำสีหน้าเหยียดหยันทั้งที่ยังนอนตักฉันอยู่นี่มันไม่เข้าท่าเลย

"..." ฉันกัดริมฝีปากพร้อมเบือนหน้าไปทางอื่น จะให้บอกอะไรดีล่ะ เมื่อกี้ฉันจะพูดว่าเกลียดเขา แต่เสียงมันไม่ยอมออกมาก็แค่นั้น

"ตกลงจะได้โดนลูบมั้ยหัวฉันเนี่ย จะเอายังไง" แล้วก็มาตั้งท่างี่เง่าจะหาเรื่องฉันให้ได้ บ้าจริง... เมื่อไหร่ยาจะออกฤทธิ์แล้วศึกรบจะหลับๆ ไปอีกรอบสักทีก็ไม่รู้

"ทำไมต้องลูบ" ฉันยังไม่หันกลับไปมองหน้าเขา จะให้ทำเรื่องบ้าๆ บ่อยๆ ได้ยังไง เพราะงั้นถึงได้พูดออกไป "ของฟรีไม่มีในโลก"

"อ้อเหรอ..." เสียงเขากัดฟันพูด ก่อนจะตามมาด้วยการแค่นหัวเราะ

แปะ!

จากนั้นเศษเหรียญในกระเป๋าเขาก็กระแทกใส่หน้าท้องฉัน

“ดูถูกคนอื่นนี่งานถนัดนายว่างั้น” ฉันเม้มปาก จะให้คิดยังไง เอาเศษเหรียญโยนใส่ฉันแบบนี้มันดูถูกกันสุดๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ

พรึบ!

แบ็งค์ร้อย แบ็งค์พัน แบ็งค์ยี่สิบก็ถูกปาใส่หน้าท้องฉันด้วย

พรึบ!

ต่อไปก็บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิตอีกห้าหกใบที่เขาหยิบออกมาจากกระเป๋าตังค์ อะไรของหมอนี่เนี่ย

แกร็ง!

จากนั้นศึกรบก็ดึงสร้อยที่มีจี้เหมือนรอยตรงกลางอกฉันออกจากคอ ไอ้สร้อยที่คนอื่นบอกว่าเขาหวงนักหวงหนานั่นแหละ จากนั้นก็ปาใส่หน้าท้องฉันต่อ ทุกอย่างกองอยู่ตรงหน้าตักฉันถัดจากหัวของศึกรบ

“เอาไปให้หมด บัตรรหัส 2324 ได้ไปแล้วอย่าลืมกดเงินมาให้ฉันใช้วันละสองร้อยด้วย”

“...”

“มองไร คราวนี้จะลูบได้ยัง ถ้ายังบอก... จะได้ปล่อยน้ำเพิ่มให้!"

 

 

“พูดแต่เรื่องบ้าๆ” ฉันเอ่ยปากพูดเมื่อถูกบังคับให้วางมือลงกับหน้าผากของศึกรบ

 

ลดตาลงมองเงินกับบัตรอีกหลายสิบใบแล้วฉันไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี ไม่ใช่เรื่องเลย คิดจะดีก็ดี คิดจะร้ายก็ร้าย เจออะไรที่ขัดใจนิดหน่อยก็ของขึ้น แต่พอทำตามใจเขาก็ดูจะอารมณ์ดีขึ้นในทันทีด้วย

 

ถูกเลี้ยงมาแบบไหน ครอบครัวเป็นยังไงไม่รู้ แต่เอาแต่ใจชะมัด

 

“ถ้าไม่ลูบ...” เขาเผยอปากคล้ายจะต่อว่า แต่พอฉันลูบผมเพื่อตัดปัญหา เสียงของศึกรบก็หายไปด้วย

 

หลังจากนั้นศึกรบก็เม้มปากพร้อมทั้งเบนหน้าไปทางอื่น สภาพเขาพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อจริงๆ

และทุกอย่างก็เงียบสงัดในที่สุด...

 

 

 

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก

 

กี่ชั่วโมงแล้วไม่รู้ แต่เงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกา

 

ศึกรบยอมหลับตาลงอย่างว่าง่าย น่าโมโหที่ฉันดันนั่งนิ่งให้เขานอนตัก สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลง จนบางที... ถ้าหมอนี่หลับก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายธรรมดา ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไร หน้าตาเขาเหมือนคนเจ้าสำอางค์นิดๆ

 

ถ้าไม่รวมพวกรอยแผล... ก็คงเป็นแบบนั้น

 

และถ้าเมื่อไหร่ที่เขาลืมตา ทุกอย่างที่แสดงออกตอนรู้สึกตัวมันทำให้หมอนี่ดูร้ายเกินกว่าที่ใครจะทนรักได้

 

บ้า... ฉันต่อว่าตัวเองเมื่อศึกรบนอนตะแคงข้างเข้าหา

 

เหลือบตามองนาฬิกาแล้วพบว่าเกือบตีสองแล้ว

 

“ฉันไม่เอาหรอกของพวกนั้น” ริมฝีปากฉันขยับเบาๆ หยุดขยับฝ่ามือด้วย สายตามองพวกบัตรเครดิตกับสร้อย ก่อนจะเบนกลับมาที่ศึกรบ เห็นชัดเจนว่าศึกรบยังขยับลูกนัยน์ตาผ่านเปลือกตาอยู่

 

“อืม... แล้วจะเอาอะไร”

 

“...”

 

“เอาฉันมั้ย สนุกอยู่... เอาแล้วเอาอีกได้เรื่อยๆ”

 

เขาพูดเสียงงึมงำคล้ายไม่อยากหลับจริงๆ ต่อหน้าฉัน เสียงดูผ่อนคลายตอนที่เขาแทบจะมุดหน้าเข้ามาในเสื้อฉัน และจะไม่อะไรเท่าไหร่เลยถ้า...

 

เขามุดหน้าเข้ามาในชายเสื้อฉันจริงๆ

 

“ไม่เอา!” ฉันพูดเสียงดังขึ้นเมื่อลมหายใจของศึกรบปัดเป่าตรงหน้าท้อง จนต้องผลักออก

 

แต่เขาเหมือนไม่ฟัง เพราะถึงหน้าจะออกมาจากเสื้อฉัน แต่ยังใช้แขนสองข้างกำเสือฉันไว้พร้อมเอาหน้ามาคลอเคลียกับเสื้อฉันอยู่ดี

 

ไม่นานศึกรบก็พูดเหมือนละเมอออกมา...

 

“ถ้ามันใหญ่ขึ้น ก็หัดเปลี่ยนเสื้อในบ้าง”

 

“นิสัยเสีย...” ฉันว่าพร้อมทั้งยกมือออกจากเส้นผมของศึกรบ หมอนี่รู้ดีมากเกินไป แม้แต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยที่ไม่น่ารู้ก็ดันรู้

 

แต่เขากลับใช้มือบีบมือฉันเบาๆ พร้อมทั้งบังคับให้วางไว้ที่เดิม

 

“ถ้าเธอหยุด ฉันจะตื่น” เสียงศึกรบเบามากจนแทบไม่ได้ยิน “แล้วถ้าตื่นฉันจะปล้ำร้อยน้ำ”

 

“...” ร้อยน้ำอะไรของหมอนี่ ละเมออีกหรือเปล่า?

 

ฉันคิดในใจ บางทีก็เหนื่อยจะพูดต่อจึงได้แค่ลูบผมเอาอยู่อย่างนั้น ฝนยังตกอยู่ และฉันแทบจะหลับอยู่รอมร่อ

เปรี้ยง!!

แต่พอฟ้าร้องฟ้าผ่า ศึกรบที่นอนหลับตาอยู่สะดุ้งขึ้นมาอีก แถมเปลี่ยนมานอนหงายพร้อมใช้หลังปิดหน้าไว้ เขาทำให้ฉันสะดุ้งตามด้วย ฝ่ามือฉันยังวางทาบไว้กับเส้นผมของศึกรบ

“เวรฉิบ...” เขาสบถด้วยเสียงกึ่งหลับกึ่งตื่น ขณะที่ฉันมองมือของเราที่เกือบจะสัมผัสกัน

เปรี้ยง!!

หมับ...

เพราะเมื่อเขาสะดุ้งซ้ำ มือของเราก็จับกันไว้พอดี ดังนั้นฉันจึงหันหน้าไปอีกด้านหนึ่ง

“หลับได้แล้ว ฉันรำคาญ”

การจับมือศึกรบบ่อยๆ เป็นเรื่องที่บ้ามาก ไม่เคยคิดจะจับมาก่อน ปกติหมอนี่แค่กระชากข้อมือฉันมากกว่า เพิ่งจะเคยจับก็ตอนเขาป่วย

“หลับอยู่... อย่าพูด รำคาญเหมือนกัน” เขาว่ามาเสียงงึมงำ

เมื่อศึกรบขยับตัวอีกรอบ กระเป๋าเงินหล่นลงมาจากที่ไหนสักที่บนตัวเขา ในวินาทีนั้นมันเปิดอ้าออก จนฉันหลุบตามองแล้วเห็นรูปใบหนึ่งหล่นออกมา

ผู้ชายคนนี้... ฉันจำเขาได้ ถึงจะความจำเสื่อม แต่ฉันมีเขาในความทรงจำ เขาคือมาเฟียคนนั้นที่พ่อฉันไปทำงานด้วย

เสือปืนคนนั้น ฉันไม่รู้ชื่อจริงที่เป็นภาษาจีนของเขาหรอก เขามักจะให้ทุกคนเรียกแบบนั้น... ล่ะมั้งนะ

ในขณะที่ศึกรบยังไม่รู้ตัวว่ากระเป๋าเงินตกฉันก็ดึงมือออกจากมือเขาพร้อมทั้งหยิบรูปใบนั้นออกมาจากกระเป๋าเขาด้วย

“หยุดทำไม ใครให้หยุด” แต่เขาดันลืมตาขึ้นมาท้วงที่ฉันเลิกลูบผมให้แทน

“นี่ใคร” ฉันยื่นรูปไปตรงหน้าศึกรบที่ตาแดงก่ำจากการอดนอนพร้อมเม้มปากไว้เล็กน้อย

สายตาของศึกรบปรือลงอย่างเห็นได้ชัด เขามองรูปในมือฉันที่มันเคยอยู่ในกระเป๋าเงินของเขา ฉันนึกอยู่ในใจว่าเขาจะตอบยังไง

“อย่าถามเยอะได้มั้ย เอาคืนมา” เขาทำท่าจะคว้ารูปคืนไปด้วยฝ่ามือร้อนๆ

“นี่ใคร แล้วนี่ใคร ใคร ใคร” ฉันถามย้ำถึงคนในรูปที่มีทั้งหมดสี่คนและยืดแขนขึ้นไปเหนือหัวตัวเอง “ถ้าไม่บอก ก็ออกไป”

“...” เขากรอกตาเล็กน้อย

“ไม่ให้ซบ ไม่ให้ซุก ไม่ให้นอนตัก ไม่ลูบหัว ไม่ทำอะไรทั้งนั้น”

ฉันย้ำเมื่อศึกรบโคลงหัวขึ้นมานั่งจนใบหน้าเราอยู่ในระดับเดียวกัน

“ฉันง่วงอยู่” ฝ่ามือร้อนๆ ของเขาคว้าข้อมือของฉันข้างที่ถือรูปไว้ ก่อนจะดึงมันลงมาให้อยู่ทางด้านล่าง “อยากโดนร้อยน้ำนักรึไง ชวนคุยอยู่ได้”

“ทำไหวก็ทำ” ฉันพูดไปงั้น รู้ว่าเขาง่วง แต่ฝืนตัวเองไม่ให้หลับเองไม่ใช่หรือไง

“ท้าให้ได้ตลอด ทั้งปีทั้งชาติ” เขาจ้องรูปนั้น... และเริ่มทำหน้าอิดออดงี่เง่าเหมือนเวลาคนจะนอนแล้วไม่ได้นอน “จะยั่วอะไรบ่อยๆ ดูสภาพฉันด้วย”

“พูดก่อนสิ” เพราะศึกรบเปิดช่องโหว่ให้ฉันเอง

เขาทำฉันอึดอัดและร้อนวูบตลอดสองวันที่ผ่านมา แต่หลายๆ อย่างมันทำให้รู้ว่าถ้าถ้าพูดแนวนี้เขาจะยอม

ใช่ไหม... คิดถูกหรือผิด เดาไม่ออกจริงๆ

พรึบ!

ศึกรบลากมือมาถึงมืออีกข้างของฉัน เขาจับนิ้วชี้ฉันให้ชี้ไปยังผู้ชายคนหนึ่งที่น่าจะอายุเยอะพอสมควร แต่ยังหล่อเหลาและดูน่าเกรงขามมากอยู่ดี

“ลุงแก่ๆ นั่นพ่อ ชื่อเสือปืน” ศึกรบใช้มือดันนิ้วฉันให้แตะลงที่ใบหน้าของผู้ชายคนนั้น ปลายนิ้วฉันร้อนฉ่าเมื่อเขาลากนิ้วไปถึงเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งในรูปที่นั่งทำหน้ามุ่ยทางด้านซ้ายของเสือปืน “นั่นฉัน”

“...” นี่เขางั้นเหรอ... ศึกรบในรูปตัวดูเหมือนอาจจะอยู่แค่มัธยมต้นเท่านั้นเอง

ถ้างั้นก็แสดงว่า... ศึกรบคือลูกชายของเสือปืนคนนั้น คนที่ฉันจำหน้าไม่ได้แต่รู้ว่าเป็นมาเฟีย คนที่พ่อของฉันไปทำงานด้วย

ไม่นานศึกรบก็ลากนิ้วฉันไปที่เด็กผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาของเสือปืน แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าเขานั่งหันหลัง ในรูปถึงไม่เห็นหน้าเขา

“นั่นก็ตัวเหี้ย” เขาเกร็งมือร้อนๆ แล้วกดนิ้วฉันจนแทบทะลุลงไปอีกด้านหนึ่งของรูป

“นายเกลียดผู้ชายคนนั้นรึไง” ฉันถามไปอย่างนั้น รู้สึกช่วงนี้จะมีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งที่เขาแสดงออกมากเกินไป

“เปล่า ไม่ได้เกลียด” เขาพูดพร้อมทั้งทำสีหน้าแปลกๆ

ตอนนี้ศึกรบเลื่อนนิ้วมาถึงเด็กผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่บนตักเสือปืน มือของเด็กผู้หญิงคนในรูปจับอยู่กับมือของศึกรบ

“...” เหมือนตอนนี้ที่เราจับมือกัน... และจู่ๆ ฉันก็อึดอัดในอกขึ้นมา

“แต่เกลียดคนนี้” ศึกรบพูด และมันเบามาก... เบาจนมือข้างที่ถูกจับสั่นขึ้นมา

“แล้วเด็กคนนั้นใคร”

ฉันหลุบตามองเด็กผู้หญิงที่น่าจะอยู่สักประถม ไม่ก็มัธยมศึกษาปีที่หนึ่งแล้วร้อนในอก ในที่สุดฉันก็เบนสายตาขึ้นมองหน้าเขา

การถามในเรื่องที่รู้อยู่แล้วมันทรมานสุดๆ

วูบ...

หัวใจฉันวูบไปเล็กน้อยเมื่อเจอกับสายตาของศึกรบในระยะใกล้ เขาบีบนิ้วข้างนั้นของฉันและบังคับให้แตะลงกับใจกลางทรวงอกของฉันเอง

“เด็กคนนั้น... คือผู้หญิงคนนี้” เขาพูดเมื่อเคลื่อนหน้าเข้ามาจนชิด... ใกล้มากจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงของเขา

“...”

“ฉันเกลียดคนนี้”

 “...” ฉันเม้มปากเพราหูอื้อตาลายกับสิ่งที่ได้ยิน

ทำไมฉันจะไม่รู้ว่ารูปที่ถูกซ่อนในกระเป๋าเงินของศึกรบคืออะไร มันคือรูปที่มีฉันในสมัยเด็กอยู่ในนั้นด้วย ทำไมฉันถึงไปโผล่อยู่ตรงนั้น

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือฉันรู้ตัวว่ากำลังเสียใจ... มาก... มาก... มากที่สุด...

จนชักเริ่มรู้สึกว่าก่อนหน้านี้มันดีกว่า... ตอนที่เขาแกล้งทำเป็นว่ารักฉันต่อหน้าคนอื่น ตอนที่เขาแกล้งรูปหัวฉัน ตอนที่เขาแกล้งจูบฉัน แกล้งปกป้อง... ทุกอย่างนั้นมันดีกว่าตอนนี้ที่เขาบอกฉันตรงๆ

ว่า... ‘ฉันเกลียดคนนี้

ศึกรบเกลียดฉัน...

“ทำไม...” ฉันอยากจะถามให้มันดีกว่านี้ แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงคอเมื่อริมฝีปากของเราเสียดสีกัน “เกลียดฉันแล้วมา... อื้อ...”

ฉันถูกเขาจูบที่ริมฝีปากในทันทีที่ยังพูดไม่จบประโยค รับรู้ได้ว่าฝ่ามือร้อนๆ ของศึกรบรั้งเกี่ยวเข้ากับกับซิปกางเกงขาสั้น เขาดึงรั้งมันออกไปทั้งที่ฝ่ามือฉันดันอยู่กับต้นคอเขา

ลิ้น... ถูกดันเข้ามาแล้ว ทั้งอ่อนนุ่มและร้อนกว่าปกติ

“อยากรู้อะไรอีกมั้ย วันนี้จะบอก” เขาพูดเมื่อผละริมฝีปากออก ริมฝีปากฉันร้อนระอุไปหมดเมื่อรับรู้ได้ถึงการเสียดสี

“เกลียดแล้วยังจะทำแบบนี้ให้มันได้อะไร” ฉันถามและเริ่มรู้สึกว่าขอบตาฝ้าฟาง มือฉันรั้งอันเดอร์แวร์ของตัวเองไว้แน่น “พะ เพื่อ...?”

ฉันไม่ได้ยอมให้เขาถอดออก... แต่สิ่งที่น่าหดหู่สำหรับฉันคือคำว่าเกลียดที่ชัดเจนที่สุดจากริมฝีปากของศึกรบมันทำให้เรี่ยวแรงฉันหายไปหน้าตาเฉย

ชัดเจน ระบุอย่างเจาะจงจนมันกระหน่ำเข้ามาในใจฉันเต็มๆ

ศึกรบเอียงหน้าเล็กน้อย ปลายลิ้นสีแดงสดตวัดเกี่ยวเอาน้ำตาหยดแรกของฉันออกจากใบหน้าไป

“เพื่อให้เธอกลับมา... ฉันไม่เกี่ยงวิธี” เขาพูด

นี่มันบ้าชัดๆ ...บ้าชัดๆ เลย จำเป็นต้องเสียใจขนาดนี้ไหม

“เกลียดมากแค่ไหน” แล้วฉันก็ยังจะถามอยู่ได้ มือฉันยังรั้งอันเดอร์แวร์ไว้เหมือนเดิมเมื่อรู้ว่าศึกรบถอดกางเกงฉันออกไปได้แล้ว “ตอบสิ”

ฉันจะได้รู้ไว้ไงว่าเขาเกลียดฉันถึงระดับไหนแล้ว จะได้จำใส่ใจไว้ว่าฉันควรจะหยุดสับสนและหยุดเอนเอียงความรู้สึกดีๆ ไปให้เขาที่ตรงไหน

และสุดท้ายนั่น... คำตอบของศึกรบคือการจูบลงบนริมฝีปากฉัน ส่งเรียวลิ้นร้อนระอุเข้ามาด้านใน กัดเม้มหนักๆ ก่อนจะผละออก

“เกลียดจนอยากแพร่เชื้อหวัดใส่ให้ป่วยตาย” เขากระซิบบอกฉัน

“อย่าถอด อย่า...” ฉันกระซิบกลับ แต่ดันมองไม่ออกเลยว่าเขาทำสีหน้าแบบไหน เพราะเขารั้นจะเอาตัวมาเบียดชิดกับฉันให้ได้ แถมยังจูบลงที่ต้นคอฉันซึ่งๆ หน้าจนเผลอยกมือขึ้นดันคางเขาไว้ “พอแล้ว เกลียดก็... เฮือก”

“เกลียดจนอยากเห็นเธอร้องไห้” เขาพูดและถือโอกาสสอดมือเข้ามาในอันเดอร์แวร์ สัมผัสร่างกายฉันโดยที่ฉันยังดันคางเขาไว้

ดึงดัน รุกเร้า ไม่ลึก ไม่แรง แต่แทรกผ่านเข้ามาจนงอตัวไว้

“ฉัน... ฉันก็ร้องอยู่นี่ไง...” นึกอยากจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ใจอ่อนและทำได้ดีที่สุดแค่รู้สึกเจ็บในใจแบบนี้

“โคตรเกลียดเท่าที่คนธรรมดาสามารถเกลียดกันได้” พูดแบบนี้แต่ก็แตะตัวฉัน พูดแบบนี้... แต่ก็ยังจะมาลึกซึ้งกับฉัน

แหมะ...

น้ำตาอีกหลายหยดตกลงจากกรอบตาฉันเอง ทำยังไง... ปกติฉันรู้วิธีที่จะจัดการกับทุกเรื่อง แต่ฉันดันทำไม่ได้ถ้าเป็นศึกรบในตอนนี้

รู้ทุกอย่าง ยกเว้นความทรงจำของตัวเองและเรื่องเกี่ยวกับตัวเขา

ถ้าการเริ่มจำได้ว่าเคยรู้จักกัน ถ้าฉันรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะมีอิทธิพลกับฉันมากขนาดนี้ ฉันจะไม่...

ไม่อะไรดีล่ะ? ตอนจำไม่ได้ฉันแสดงออกว่าเกลียดเขาได้ แต่นานวันเข้า...

“เกลียดฉัน... แล้ว... แล้วมายุ่งด้วยทำไม” ฉันหอบหายใจและเกาะเกี่ยวปลายนิ้วกับไหล่เขา

นึกวิธีที่จะดึงเอาข้อนิ้วของเขาออกไม่ได้ นึกวิธีที่จะทำร้ายเขามากกว่าการขยำนิ้วมือลงบนต้นคอเขา

แรงเบียดชิดทำให้ฉันเกร็งขาแนบกับเอวของเขา ฉันตาลายจากการรุกของเขา เริ่มหัวหมุนและสำลักน้ำตาของตัวเองเมื่อถูกมือหนาอีกข้างเหนี่ยวรั้งให้ฉันเกลือกกลั้วหน้าผากกับซอกคอร้อนๆ

“เพราะมันเฮงซวย”

“อึก อื้อ...”

“มันเฮงซวยเพราะฉันเกลียดเธอมาก แต่ก็ชอบเธอมากด้วย...”

 
 
 

TO BE CONTINUED...


 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว