ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 ข้าจะเป็นคู่มือให้เจ้าเอง

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ข้าจะเป็นคู่มือให้เจ้าเอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2562 09:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ข้าจะเป็นคู่มือให้เจ้าเอง
แบบอักษร

 

ลานฝึกทหารของจวนแม่ทัพหยางกว้างขวางอย่างที่ไป๋ชิงคิดไว้ ซึ่งประกอบไปด้วยลานโล่งกว้างไปแล้วสามในสี่ส่วน ที่เหลือคือที่ฝึกยิงธนูอันมีเป้าธนูวางเรียงรายเอาไว้ราวๆ สิบเป้า

เสี่ยวฟางมองดูบรรยากาศของลานฝึกทหารด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เหยียบย่างเข้ามาในที่แห่งนี้

“กลับเข้าจวนไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะคุณหนู ที่นี่ดูอันตรายจะตายไป” เสี่ยวฟางกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นนายพร้อมกับแสดงท่าทีหวาดหวั่น

“ถ้าเจ้ากลัวก็เข้าจวนไปก่อนได้เลย ข้าจะอยู่ที่นี่สักพัก” ไป๋ชิงรีบตัดบท เพราะจิตใจกำลังจดจ่ออยู่กับการฝึกเพลงกระบี่ของเหล่านายกองพวกนั้น

“โธ่...คุณหนู แต่ท่านแม่ทัพกำชับเอาไว้ว่าท่านอยู่ที่ไหนข้าก็ต้องอยู่ที่นั่นนี่เจ้าคะ” เสี่ยวฟางเริ่มโอดครวญ

“ถ้าเช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันเสียที่นี่ ข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคน คงไม่ปล่อยให้พวกเจ้าเป็นอะไรไปหรอก” จิ้นอ๋องอาสาคลายความกังวลให้เสี่ยวฟาง ซึ่งนางได้ก็แต่ก้มหน้ายอมรับ

“เจ้าสนใจดูการฝึกยุทธด้วยหรือแม่นางไป๋” จิ้นอ๋องถามออกไปเพราะเห็นว่าในยามนี้ไป๋ชิงเอาแต่จับจ้องไปยังการประลองเพลงกระบี่ของนายกองสองนายที่อยู่ตรงหน้า

นางจำเพลงกระบี่นี้ได้ดี มันคือเพลงกระบี่ที่หยางเฟยหรงใช้ในคืนนั้น หากจะแตกต่างกันเล็กน้อยก็ตรงที่ว่ายามเมื่อกระบี่อยู่ในมือจอมทัพหนุ่ม ดูเหมือนว่าอานุภาพของมันจะทำลายล้างรุนแรงกว่าที่เห็น

“เพลงกระบี่นี้พิสดารนัก หม่อมฉันอยากลองฝึกดูบ้างเพคะ” ไป๋ชิงตอบตามตรง ซึ่งนั่นก็ทำให้จิ้นอ๋องต้องรู้สึกประหลาดใจ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร สตรีทั่วไปใช่ว่าจะสนใจการฝึกยุทธเช่นเจ้า”

“หม่อมฉันจำต้องฝึกยุทธเพื่อป้องกันตัวเพคะ พี่ชายของหม่อมฉันจึงหัดวรยุทธให้ตั้งแต่ยังเด็ก” นางเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“พี่ชาย...เจ้าหมายถึงคนที่ตายกลางป่าเมืองลั่วหยางน่ะหรือ” จิ้นอ๋องซัก

“คนที่ตายไปเป็นพี่ชายคนที่สามของหม่อมฉันเพคะ แต่โดยมากพี่ใหญ่กับพี่รองจะเป็นคนสอนหม่อมฉันเสียมากกว่า” พอพูดถึงพี่ชาย ประกายในดวงตาของไป๋ชิงก็วูบลง

“เจ้าคงจะสนิทสนมกับพี่ชายมาก” จิ้นอ๋องเอ่ยออกไปอย่างที่ใจคิด มิน่าเล่า...แม่นางผู้นี้จึงมิได้มีท่าทีเขินอาย แม้ว่าจะได้เห็นบุรุษเปลือยกายท่อนบนเพื่อความสะดวกในการฝึกวรยุทธ ในขณะที่สาวใช้ของนางกลับก้มหน้างุดราวกับจะมุดดินหนีเสียให้ได้

ไป๋ชิง...ผู้หญิงคนนี้ช่างแปลกประหลาดโดยแท้

“เพคะ...หม่อมฉันคลุกคลีกับพี่ชายมาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อจำต้องพลัดพรากมาจึงรู้สึกใจหาย”

จิ้นอ๋องพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ก่อนที่นายกองทั้งยี่สิบนายจะพากันดาหน้าเรียบแถวเข้ามาทำความเคารพ

“ถวายพระพรท่านอ๋อง”

“ไม่ต้องมากพิธี...วันนี้ฝึกไปถึงไหนแล้วล่ะนายกองอู๋” จิ้นอ๋องหันไปถามนายทหารหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระดับหัวหน้าทหารเหล่านี้ รูปร่างหน้าตาของเขาก็หล่อเหลาคมคายดี เพียงแต่ว่ามิอาจเทียบรัศมีของจิ้นอ๋องได้

“กำลังฝึกเพลงกระบี่พะยะค่ะ อีกสักครู่น่าจะฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า” อู๋ซิ่นตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน เหงื่อไหลอาบทั่วร่างกำยำของเขาจนเสี่ยวฟางต้องเบือนหน้าหนี

“ฟังดูไม่เลว...วันนี้ข้าจะควบคุมพวกเจ้าฝึกแทนหยางเฟยหรงเอง” ได้ยินจิ้นอ๋องเอ่ยดังนั้น อู๋ซิ่นก็โค้งคำนับพร้อมกับรับคำแข็งขัน

“น้อมรับพระบัญชา”

จิ้นอ๋องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาหันไปมองเสี่ยวฟางซึ่งกำลังก้มหน้างุด สองแก้มกลายเป็นสีแดงปลั่งแล้วนึกเอ็นดูขึ้นมา หากสาวงามข้างกายกลับดึงดูดความสนใจของเขาได้มากกว่า

“หม่อมฉันขอประลองยุทธกับนายกองผู้นี้ได้หรือไม่เพคะ” ไป๋ชิงเอ่ยถามจิ้นอ๋องด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ซึ่งเขาก็ไม่ได้แปลกใจกับคำพูดของนางสักเท่าไร หากคนที่ต้องหันขวับไปมองใบหน้างามกลับกลายเป็นนายกองคนนั้นกับเสี่ยวฟาง

“ไม่ได้เด็ดขาดนะเพคะ/พะยะค่ะ” อู๋ซิ่นกับเสี่ยวฟางพากันพูดทัดทานโดยมิได้นัดหมาย

“ท่านแม่ทัพกำชับไว้ว่าห้ามใครแตะต้องแม่นางไป๋เด็ดขาด ท่านอ๋องโปรดอย่าทำให้กระหม่อมต้องลำบากใจเลยพะยะค่ะ” อู๋ซิ่นพูดด้วยสีหน้าแววตาจริงจัง ในขณะที่ไป๋ชิงกำลังทำหน้ามุ่ย เพราะเริ่มจะเห็นเค้าลางแห่งความผิดหวัง

“นายกองอู๋พูดถูกต้องทุกประการเพคะท่านอ๋อง ได้โปรดพิจารณาด้วย” เสี่ยวฟางย่อกายลงคุกเข่าต่อหน้าจิ้นอ๋อง เพราะเกรงว่าเขาจะตามใจไป๋ชิงจนได้เรื่อง

              “ดูเหมือนว่าหยางเฟยหรงจะหวงแหนเจ้ามาก ถึงขนาดออกคำสั่งกับนายทหารเอาไว้เช่นนี้” จิ้นอ๋องเอ่ยออกมาตามที่คิด หากไป๋ชิงกลับรู้สึกว่าสิ่งที่แม่ทัพหนุ่มทำลงไป เพียงเพราะต้องการจะจำกัดเสรีภาพของนางเสียมากกว่า

 

              “ท่านแม่ทัพมักชอบออกคำสั่งกับทุกคนอยู่เสมอเพคะ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หม่อมฉันไม่ชอบเลย”

 

              คำพูดของไป๋ชิงทำเอาจิ้นอ๋องหัวเราะร่วน เขารู้สึกถูกใจแม่นางผู้นี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง เพราะไม่เคยมีคราใดเลยที่เขาจะได้เห็นสตรีคนไหนกล้าต่อว่าจอมทัพไร้พ่ายเช่นนี้

 

              “นั่นล่ะ...หยางเฟยหรงตัวจริง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยออกคำสั่งกับข้าได้” จิ้นอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “อู๋ซิ่น...เสี่ยวฟาง พวกเจ้าทั้งสองลุกขึ้นก่อนเถิด ข้ารับรองว่าหยางเฟยหรงไม่มีทางเอาผิดพวกเจ้าได้แน่”

 

              “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ” ไป๋ชิงถามเพราะไม่เข้าใจ หากคำตอบที่ได้ก็ทำให้นางต้องยิ้มกว้างออกมา

 

              “ข้าจะเป็นคู่มือให้เจ้าเอง”

 

 

 

 

              จูหย่งเหอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายังลานฝึกยุทธ หลังจากได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่าคุณหนูไป๋จะประลองยุทธกับจิ้นอ๋อง ซึ่งเมื่อพ่อบ้านวัยกลางคนเข้ามาถึงก็พบว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง

 

              กลางลานประลอง ไป๋ชิงกับจิ้นอ๋องกำลังยืนประจันหน้ากัน สองสายตาประสานแน่วนิ่ง ไป๋ชิงเริ่มวาดมือตั้งท่าเป็นฝ่ายรุก ในขณะที่จิ้นอ๋องกลับยืนเอามือไพล่หลังอยู่เหมือนเดิม

 

              “ท่านพ่อบ้าน! ท่านมาก็ดีแล้ว รีบไปห้ามคุณหนูกับท่านอ๋องเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวฟางร้องบอกจูหย่งเห่อซึ่งกำลังทำสีหน้าวิตกกังวลอย่างหนัก หากเขาก็ได้แต่โบกมือเป็นสัญลักษณ์ให้นางเงียบเสีย

 

              “ในเมื่อเป็นความประสงค์ของท่านอ๋อง ใครเลยจะกล้าขัด คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เถิด” พ่อบ้านจูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ขอให้หยางเฟยหรงกลับจากวังมาโดยเร็ว

 

              “จริงของท่านพ่อบ้าน พวกเราคอยดูอยู่ห่างๆ จะดีกว่า” เป็นครั้งแรกที่อู๋ซิ่นพูดกับเสี่ยวฟางโดยตรง ซึ่งนางก็พยักหน้ารับก่อนจะเสมองไปทางอื่น

 

              นางเคยเห็นหน้าค่าตานายกองผู้นี้มาก็หลายครั้งหลายหน แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้พูดคุยกันเช่นนี้ เพราะส่วนใหญ่หน้าที่ของเสี่ยวฟางก็คืองานในครัว

 

              นับว่าการมาของคุณหนูไป๋ ทำให้ชีวิตของนางได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น

 

              “หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ออมมือให้หม่อมฉันนะเพคะ” ไป๋ชิงพูดพลางยิ้มน้อยๆ นางเริ่มเดินวนไปมาราวกับว่าจะหยั่งเชิงคู่ต่อสู้

 

              “ขึ้นชื่อว่าประลองยุทธแล้ว ข้าก็ไม่เคยคิดจะออมมือให้ใคร” จิ้นอ๋องเอ่ยยิ้มๆ สองขาเริ่มก้าวถอยหลังอย่างระแวดระวัง นัยน์ตาคมกริบจับจ้องร่างบางเพื่อรอตั้งรับการจู่โจม

 

              “ถ้าเช่นนั้นก็เตรียมตัวรับมือให้ดีเถิดเพคะ!”

 

สิ้นเสียงของไป๋ชิง ร่างเล็กก็พุ่งเข้าหาร่างสูงของจิ้นอ๋องอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือน้อยๆ ถูกซัดออกไปอย่างคล่องแคล่วจนคนมองต้องจ้องจนตาแทบไม่กะพริบ

“ไม่เลวนี่...แม่นางไป๋” จิ้นอ๋องกล่าวชื่นชม พลางปัดป้องฝ่ามือที่ซัดออกมาแบบไม่ยั้ง ในใจนึกขบขันเมื่อเห็นท่าทีเอาจริงเอาจังของแม่นางน้อยผู้นี้

เรี่ยวแรงสตรีหรือจะสู้บุรุษได้...

เมื่อเห็นว่าจิ้นอ๋องสามารถหลบหลีกการจู่โจมของนางได้อย่างสบายๆ ไป๋ชิงก็เริ่มหงุดหงิด มิหนำซ้ำ ท่าทีของเขายังดูผ่อนคลายเสียจนน่าโมโห

บุรุษแคว้นลู่นี่อย่างไร ทำไมถึงชอบทำท่าทางดูถูกสตรีเช่นนี้!

โทสะซึ่งปะทุขึ้นในใจทำให้การออกหมัดของไป๋ชิงเริ่มมีช่องโหว่ มุมปากของจิ้นอ๋องกระตุกยิ้ม ก่อนที่เขาจะอาศัยจังหวะนั้นยึดข้อมือบางไว้ได้โดยง่าย

นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ไป๋ชิงพยายามรวบรวมสติแล้วซัดฝ่ามืออีกข้างใส่จิ้นอ๋อง แต่ก็ถูกเขารวบมันเอาไว้อีกครั้ง

บรรยากาศรอบลานประลองยุทธเงียบกริบ ทุกคนในที่นั้นพากันมองดูเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่ยอมกะพริบตา

ร่างบางเซถลาเข้าสู่อ้อมแขนแข็งแกร่ง จิ้นอ๋องรั้งนางเข้ามาแนบชิดอย่างจงใจ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้เสียจนไป๋ชิงสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขา

เป็นอีกคราที่นางรู้สึกชังน้ำหน้าบุรุษแคว้นลู่นัก!

“เจ้าแพ้แล้ว...แม่นางไป๋” จิ้นอ๋องหลุบตามองเจ้าของร่างบางในอ้อมแขน ซึ่งใบหน้าของไป๋ชิงกำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู

“หม่อมฉันยอมแพ้แล้วเพคะ ทรงปล่อยหม่อมฉันก่อนเถิด” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา เพราะรู้สึกอับอายเหลือประมาณ อ๋องผู้นี้กล้าทำกริยารุ่มร่ามกับนางต่อหน้าธารกำนัลได้อย่างไร

อับอายขายหน้าเหลือเกิน...

จิ้นอ๋องยิ้มกว้าง นัยน์ตาคมกริบจ้องมองนางอย่างสื่อความหมาย จากนั้นจึงยอมปล่อยให้ไป๋ชิงออกจากอ้อมกอดแต่โดยดี

“คุณหนู! เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เสี่ยวฟางรีบวิ่งเข้ามาสำรวจความเสียหายของเจ้านายทันที หากไป๋ชิงก็ส่ายหน้าเร็วๆ เป็นเชิงปฏิเสธ

“ข้าไม่เป็นไรเสี่ยวฟาง” นางรีบบอกกับสาวใช้ดังนั้น ก่อนหันไปย่อกายต่อหน้าจิ้นอ๋อง “ขอประทานอภัยที่ล่วงเกินเพคะ”

จิ้นอ๋องยิ้มอย่างพึงพอใจ พร้อมกับโบกไม้โบกมือบ่งบอกว่าไม่ถือสา

“ไม่เป็นไร ได้ออกกำลังยืดเส้นยืดสายบ้างก็ดีเหมือนกัน”

แต่ยังไม่ทันที่ไป๋ชิงจะได้พูดคุยกับจิ้นอ๋องต่อ น้ำเสียงคุ้นหูก็ดังก้องขึ้นมาจากทางด้านหลัง

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ไป๋ชิง!”

ตั่ยแล้วววว นุ้งชิง อิพี่มาแว้ว ตัวใครตัวมันเน้อ 555

++ รักคนอ่าน ++ 

นับดาว 

ความคิดเห็น