ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 หยุดปากของเจ้าเดี๋ยวนี้

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 หยุดปากของเจ้าเดี๋ยวนี้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 15:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 หยุดปากของเจ้าเดี๋ยวนี้
แบบอักษร

 

แสงแรกของวันใหม่สาดส่องทะลุบานหน้าต่างของห้องเข้ามา ซึ่งแสงนั้นปลุกให้คนที่กำลังนอนซุกกายอยู่ในผ้าห่มอันอบอุ่นต้องลืมตาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

แพขนตางอนหนากะพริบถี่ๆ นัยน์ตากลมโตกวาดมองสิ่งแวดล้อมรอบกาย ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าเฉยชาดุจเทพสลักเสลา

หยางเฟยหรงอยู่ในชุดทะมัดทะแมง เส้นผมดำยาวถูกรวบเอาไว้ทางด้านหลัง กระบี่คู่กายถูกวางเอาไว้บนโต๊ะซึ่งมีกาน้ำชารวมถึงถ้วยชาสามสี่ใบวางอยู่ แต่กิริยาที่ทำให้ไป๋ชิงต้องรีบลุกขึ้นมาจากเตียงก็คือท่าทางจิบชาแกล้มกับการจ้องมองนางอย่างสบายอารมณ์

“ท่าน! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร” นางพูดพลางจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง เรือนผมยาวสลวยถูกสางด้วยมือน้อยอย่างลวกๆ ไม่รู้ว่าเผลอทำเรื่องอับอายขายหน้าไปบ้างหรือเปล่า

“เจ้าตื่นแล้วก็ดี” ทว่าหยางเฟยหรงไม่คิดจะใส่ใจคำถามของนาง เขายกชาในมือขึ้นดื่มจนหมดถ้วย จากนั้นจึงคว้ากระบี่และสัมภาระออกไปรอนอกห้อง โดยไม่ลืมกล่าวทิ้งท้าย “ตามข้าลงไปด้านล่าง กินอาหารเช้าเสร็จเมื่อไร เราจะออกเดินทางทันที”

ไป๋ชิงมองตามร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกสับสน ต้องเป็นเพราะความฝันเมื่อคืนเป็นแน่ ที่เป็นเหตุให้นางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเช่นนี้

หยุดคิดเรื่องเหลวไหลแล้วรีบไปจากที่นี่เสียที! นางบอกกับตัวเอง

 

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย หยางเฟยหรงก็พาไป๋ชิงไปหยุดยืนอยู่หน้าอาชาสีนิลพ่วงพีตัวหนึ่ง ซึ่งถูกผูกอยู่ห่างจากโรงเตี๊ยมไม่ไกล

“ม้าตัวนี้คือม้าของท่านหรือ” นางถามขึ้นมาเพราะเห็นว่าเขาลูบไล้แผงคอของอาชาตัวนั้นอย่างสนิทสนม และดูเหมือนว่ามันเองก็ชอบที่จะให้เขาสัมผัสร่างกายของมันเช่นกัน

“ใช่ เราจะไปเมืองจิ่นหยางด้วยม้าตัวนี้” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ในขณะที่ไป๋ชิงต้องลอบกลืนน้ำลาย เพราะนั่นก็หมายความว่านางจะต้องนั่งบนอาชาตัวเดียวกับเขาน่ะสิ!

“ข้าขอซื้อม้าตัวใหม่ได้หรือไม่” นางกลั้นใจถามออกไป เพราะไม่อยากใกล้ชิดกับเขาโดยไม่จำเป็น

“เก็บเงินของเจ้าเอาไว้เถิดแม่นางน้อย ม้าตัวนี้ดีพอที่จะรับน้ำหนักของข้าและเจ้าได้อย่างแน่นอน”

เมื่อครู่ ดูเหมือนว่ามุมปากของเขาจะยกยิ้ม หากเพียงชั่วพริบตาก็กลับมาราบเรียบดังเดิม หยางเฟยหรงกระโดดขึ้นบนอานม้า จากนั้นจึงฉุดร่างบางให้ขึ้นไปนั่งอยู่ด้านหน้าของเขา มือใหญ่ที่โอบล้อมร่างของนางเอาไว้สะบัดบังเหียนเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้เจ้าม้าออกเดิน

ไป๋ชิงเม้มริมฝีปากแน่น พวงแก้มทั้งสองข้างกลายเป็นสีแดงปลั่งด้วยโทสะ เพราะนางแสนจะเกลียดชังวิธีการบังคับขู่เข็ญอย่างคนเอาแต่ใจของเขานัก นี่ชีวิตนางตกอับจนต้องไปเป็นน้องสาวของจอมเผด็จการคนนี้จริงๆ น่ะหรือ

สวรรค์...นี่คือการลงทัณฑ์ของท่านหรืออย่างไร!

ร่างบางพยายามแข็งขืนตัวเองเอาไว้ เพื่อมิให้ร่างกายของตนสัมผัสกับหยางเฟยหรงโดยไม่จำเป็น แต่เขากลับยิ่งขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ แทบจะเป่ารดต้นคอนาง

ยิ่งฝีเท้าของม้าเร็วขึ้นเท่าไร ก็ดูเหมือนว่าเรือนกายแกร่งของเขาจะยิ่งขยับมาใกล้มากขึ้นเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน สายลมเหมันตฤดูที่พัดเข้ามาทำให้ร่างบางระริกสั่นอย่างน่าเอ็นดู

“หนาวหรือ” เขาเอ่ยปากออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ซึ่งนางก็ส่ายหน้าเบาๆ ทั้งที่แท้จริงแล้วไป๋ชิงรู้สึกหนาวจนกรามกระทบกัน

“ข้าทนได้”

คำตอบของนางทำให้หยางเฟยหรงเหยียดยิ้ม คิดไว้แล้วไม่มีผิดว่านางต้องเป็นคนนิสัยดื้อรั้น ถ้าให้เดา ไป๋ชิงคงเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีที่ถูกตามใจตั้งแต่ยังเยาว์ นางจึงได้มีความคิดและการกระทำที่ผิดแผกจากสตรีทั่วไปถึงเพียงนี้

เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ดึงบังเหียนเพื่อชะงักฝีเท้าอาชาเอาไว้ ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาสวมให้นาง ซึ่งมันทั้งอบอุ่นและยังกรุ่นกลิ่นกายของแม่ทัพหนุ่มจางๆ

“ท่านไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้...” ไป๋ชิงพูดยังไม่ทันจบดีก็ถูกเขาพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ข้าไม่อยากเห็นคนหนาวตาย มันน่าอนาถ” หยางเฟยหรงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเริ่มควบม้าออกไปโดยไม่ฟังในสิ่งที่นางต้องการจะพูดอีกเลย

 

เวลาล่วงเลยเข้าสู่กลางยามอู่ (11.00-12.59 น.) คณะเดินทางจึงได้หยุดพักทั้งคนทั้งม้าที่ริมลำธารแห่งหนึ่ง หยางเฟยหรงจูงม้าไปกินหญ้ากินน้ำเงียบๆ ในขณะที่ไป๋ชิงกำลังนั่งเอามือวักน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน

นัยน์ตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่ดวงหน้ากระจ่างของนางอย่างไม่วางตา รอยยิ้มที่เผยออกมาจากริมฝีปากสีทับทิมของนางทำให้เขาอดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้...

หลังจากตัดสินใจรวบร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน หยางเฟยหรงก็มิอาจต้านทานเสน่ห์อันเย้ายวนแห่งสตรีเพศได้อีกต่อไป จมูกโด่งและริมฝีปากบางถูกลากไล้ไปตามผิวกายนุ่มเนียนเบาๆ ด้วยเกรงว่าจะเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้บนผิวกายขาวดุจหิมะของนาง ริมฝีปากร้อนจัดไล่กดประทับตั้งแต่พวงแก้มใส ระเรื่อยไปจนถึงซอกคอหอมกรุ่น

“อื้อ...พี่ใหญ่ท่านขี้โกงอีกแล้วนะ!” แม่นางน้อยตวาดเบาๆ พร้อมกับย่นคอหนี ในขณะที่อีกฝ่ายต้องรู้สึกประหลาดใจ นี่นางคิดว่าเขาเป็นพี่ชายของนางจริงๆ หรือ...

นัยน์ตาสีนิลในยามนี้ทอประกายลึกล้ำ เห็นเพียงเงาสะท้อนของดวงหน้าหวานอยู่ในนั้น ริมฝีปากฉ่ำวาวสีแดงสดนั่น ดึงดูดให้เขาอยากรู้ว่ามันจะให้สัมผัสนุ่มเนียนสักเพียงใด

ไวเท่าความคิด ริมฝีปากร้อนรุ่มก็ถูกทาบทับลงไปบนกลีบปากนุ่มหอมของคนในอ้อมแขน หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งเมื่อได้รับรู้ว่าริมฝีปากของนางช่างหอมหวานเกินกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้

หยางเฟยหรงเวียนวนขมเม้มริมฝีปากนุ่มหอมราวกลีบกุหลาบแรกแย้มอย่างเผลอไผล จนกระทั่งสัมผัสได้ว่าร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขนเริ่มดิ้นขลุกขลัก จึงได้ตัดใจถอนริมฝีปากออกมา

หากภาพที่ได้เห็นในยามนี้กลับกระตุ้นอารมณ์ปรารถนาของชายหนุ่มให้พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ พวงแก้มใสของนางกลายเป็นสีแดงปลั่ง ริมฝีปากเจ่อบวมจากจุมพิตเมื่อครู่ อีกทั้งลมหายใจของนางยังเริ่มหอบถี่…

สตรีนางนี้เป็นบุคคลอันตราย ไม่ควรเข้าใกล้นางมากไปกว่านี้!

ไป๋ชิงทำให้หยางเฟยหรงรู้สึกว่าเมื่อได้ใกล้ชิดกับนาง เขาไม่สามารถควบคุมตนเองไว้ได้ ดีไม่ดี...เขาอาจจะถูกนางฆ่าตายเพียงเพราะความประมาท

คิดได้ดังนั้น จอมทัพหนุ่มก็ทำได้เพียงข่มใจ เขากอดกระชับร่างบางเอาไว้ ก่อนจะบังคับให้ตนเองรีบเข้าสู่ห้วงนิทรา...

 

เสียงสวบสาบของการเลื้อยผ่านใบไม้แห้งของงูพิษตัวเขื่องปลุกให้ประสาทสัมผัสของหยางเฟยหรงตื่นตัวขึ้นมา เขารีบคว้ากระบี่คู่ใจ ก่อนทะยานไปข้างหน้าเพื่อปกป้องไป๋ชิงจากคมเขี้ยวอสรพิษ

ปึ่ก!

หากการเคลื่อนไหวของหยางเฟยหรงยังไม่ไวเท่าการสะบัดปลายนิ้วของสตรีผู้นั้น เพราะเพียงแค่พริบตาเดียว ก้อนหินใกล้มือก็ถูกนางขว้างออกไป ปลิดชีพอสรพิษร้ายได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง

นัยน์ตาของนางแน่วนิ่งอยู่กับเป้าหมาย อากัปกิริยาปล่อยอาวุธเมื่อครู่ก็งดงามดูคล้ายการร่ายรำ หยางเฟยหรงจ้องมองภาพสตรีผู้มีความงามเป็นหนึ่งในใต้หล้าด้วยความประหลาดใจ เพราะถึงแม้เขาจะรู้ว่านางเป็นวรยุทธ หากจอมทัพหนุ่มก็คิดไม่ถึงว่านางจะสามารถจัดการสัตว์ร้ายที่สตรีควรเกรงกลัวได้ภายในชั่วพริบตา

“เจ้าไม่กลัวงูหรือ แม่นางไป๋” เขาถามพลางใช้ปลายกระบี่เขี่ยซากงูออกไปให้พ้นหูพ้นตา

“ถึงจะกลัวแล้วอย่างไร การกำจัดมันย่อมสำคัญกว่า” ไป๋ชิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าหยางเฟยหรง

นางแหงนหน้าขึ้นจนเกือบเมื่อยคอ เพราะเมื่อได้มายืนใกล้ๆ กันแล้วก็พบว่าเขาสูงกว่านางอยู่หลายช่วงตัว

“เจ้ามักทำให้ข้าประหลาดใจอยู่เสมอ” ใบหน้าของเขายามเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นดูเรียบเฉย หากนัยน์ตาสีนิลที่มองมากลับแฝงไปด้วยแววตาทอประกายลุ่มลึก

ไป๋ชิงนิ่งอึ้ง คิดไม่ทันว่าควรจะตอบเขาไปว่าอย่างไร ยิ่งเขาเอาแต่จ้องหน้านางเช่นนี้ด้วยแล้ว ยิ่งพาลให้ทำอะไรไม่ถูก

“คราวหลังห้ามทำเช่นนี้ การปกป้องดูแลสตรีคือหน้าที่ของบุรุษ” ทว่าวาจาของหยางเฟยหรงกลับพัดพาให้ความรู้สึกเคอะเขินเมื่อครู่จางหาย ใบหน้างดงามเริ่มชักสีหน้าบึ้งตึง

“ขืนรอท่าน ข้าคงถูกงูฉกตายไปเสียก่อน เห็นหรือไม่ว่าก้อนหินของข้าไวกว่ากระบี่ของท่าน” นางพูดพลางยักไหล่ ภาคภูมิใจกับฝีมือของตนเหลือประมาณ หากนั่นกลับทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนถูกหมิ่นเกียรติเข้าอย่างจัง

“หยุดปากของเจ้าเดี๋ยวนี้” หยางเฟยหรงพูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน หากเสียงของเขากลับสะท้อนแว่วดังทั่วบริเวณลำธารแห่งนั้น

“ข้าเพียงแค่พูดความจริง” แต่มีหรือว่าคนดื้อรั้นอย่างนางจะยอมทำตามที่เขาสั่ง จอมทัพหนุ่มจึงรุดเข้าไปรั้งร่างบางเข้ามาแนบกาย

ปราดเปรียว ว่องไว ดุจสายลมพัด ทำเอาคนถูกกอดรัดตั้งตัวแทบไม่ติด

“เห็นหรือไม่...ว่าข้าไวกว่าเจ้า” หยางเฟยหรงจงใจโน้มใบหน้าลงมาพูดใกล้ๆ นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตซึ่งในยามนี้กำลังเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น หัวใจดวงน้อยพลันเต้นแรง...

แม้จะเคยใกล้ชิดกับบุรุษเพศด้วยเหตุที่มีพี่ชายถึงหกคนด้วยกัน แต่ทว่าไป๋ชิงยังไม่เคยเข้าใกล้ชายอื่นอย่างสนิทชิดเชื้อถึงเพียงนี้

หยางเฟยหรง...แม่ทัพบ้าเลือดผู้นี้ช่างบังอาจนัก!

“บุรุษไม่ควรข่มเหงสตรีอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่” ไป๋ชิงพูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน พร้อมกับพยายามห้ามหัวใจของตนซึ่งกำลังเต้นรัวอย่างหนัก

“อย่าลืมว่าเจ้าอยู่ในฐานะน้องสาวของข้า จงใกล้ชิดพี่ชายคนนี้ให้ชินเสียเถิด...ชิงเอ๋อร์” เขาจงใจโน้มใบหน้าลงมาพูดใกล้ๆ หู ก่อนปล่อยให้เรือนร่างบอบบางเป็นอิสระ ทั้งที่อยากจะโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนอีกสักหน่อย

ไป๋ชิงเม้มริมฝีปากอย่างเผลอไผล มือน้อยกำหมัดเอาไว้แน่น พวงแก้มใสกลายเป็นสีแดงปลั่งเพราะคำเรียกขานที่ดูเหมือนจะเป็นการล้อเลียน

ชิงเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ...ฝันไปเถอะว่านางจะยอมให้เขาเรียกได้ตามอำเภอใจ!

หากหยางเฟยหรงก็ไม่คิดจะใส่ใจ เขาเดินไปจูงอาชาสีนิลพ่วงพีมาหยุดอยู่ตรงหน้าไป๋ชิง ก่อนจะกระโดดขึ้นนั่งบนอานม้าอย่างคล่องแคล่ว

มือใหญ่ถูกยื่นมาตรงหน้าโดยมิได้เอ่ยวาจาใด ไป๋ชิงสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปยึดฝ่ามือแข็งแกร่งของเขาไว้อย่างเสียมิได้

หยางเฟยหรงหลุบตามองแม่นางน้อยซึ่งยังมีท่าทีปั้นปึง ถึงอย่างไร สตรีก็ยังคงเป็นสตรีอยู่วันยังค่ำ

มุมปากของจอมทัพหนุ่มถูกยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะควบอาชาคู่ใจตรงไปยังจุดมุ่งหมาย…

แหม่...ท่านแม่ทัพ เอะอะก็แตะ เอะอะกอด เบาๆ มือกะน้องมั่ง อิอิ

กดให้กำลังใจนิด เม้นท์หน่อย ไรท์เหงา นะๆ

++ รักคนอ่าน ++ 

นับดาว 

ความคิดเห็น