facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XI ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XI ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2562 13:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XI ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XI ”

 

 

“โฟรช?!” ผมชะโงกหน้าลงไปมองยังผืนน้ำด้านล่างที่ตอนนี้กำลังคุ้มคลั่งจากพายุฝนและกระแสลมจนเกิดคลื่นสูงและกระแสน้ำที่รุนแรง

 

ผมไม่ได้เห็นเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่เห็นร่างของโฟรชลอยตกลงไปจากเรือในขณะที่ผมคุยกับพี่เฟสต้าซึ่งเป็นเงือกที่ขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่บนบกเมื่อหลายสิบปีก่อน

 

ด้วยสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างรุนแรงทำให้ผมสามารถมองเห็นร่างของโฟรชได้อย่างเลือนราง และทันทีที่ร่างนั้นหายไปจากสายตาผมก็ไม่สนเสียงเรียกรั้งหรืออะไรอีกกระโดดลงไปยังท้องทะเลด้านล่างดำลงไปตามหาโฟรชที่ควรจะอยู่แถวๆ นี้

 

ขาสองข้างเมื่อโดนน้ำทะเลจึงกลับสู่สภาพเดิมคือหางปลาส่งผลให้กางเกงที่ใส่อยู่หลุดลอยไปตามกระแสน้ำซึ่งผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแต่เป็นร่างของโฟรชที่ผมยังหาไม่เจอ สภาพอากาศในตอนนี้ทำให้การตามหานั้นยากขึ้นอีกหลายเท่า ภายใต้ท้องทะเลกลายเป็นสีดำสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร

 

ใช้เวลาในการหาอยู่พักใหญ่ในที่สุดผมก็ดำลงไปเจอกับร่างที่กำลังจมดิ่งสู่ก้นทะเล พออยู่ใต้น้ำการจะอุ้มคนที่มีน้ำหนักมากกว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร ทันทีที่คว้าตัวอีกฝ่ายไว้ได้ผมรีบพาร่างนั้นว่ายขึ้นมาเหนือน้ำซึ่งบัดนนี้มีสายฝนกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง

 

“โฟรช ตื่นสิโฟรช” ผมก้มลงไปเรียกคนในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงร้อนรนแต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายกลับแน่นิ่งไม่มีท่าทีจะรู้สึกตัวแต่อย่างใด

 

“ท่านโฟรเช่! ท่านฟีแซลล์!” เสียงเรียกจากด้านบนเรือนั้นคงเป็นเควส

 

“ผมไม่เป็นไร...”

 

เปรี้ยง!

 

สายฟ้าสีเหลืองสดปรากฎขึ้นเหนือท้องฟ้าก่อนจะตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าในไม่กี่วินาทีต่อมา ความกลัวต่อเสียงนั้นแล่นเข้ามาทว่าผมในตอนนี้จะกลัวไม่ได้ ในอ้อมแขนผมมีโฟรชอยู่

 

ผมต้องช่วยเขา!

 

“ฟีแซลล์ ว่ายกลับเข้าฝั่งไปก่อนเลย!” พี่เฟสต้าตะโกนตามลงมา จุดที่พี่เขาอยู่มีหลังคาบังไว้แต่ด้วยแรงของพายุผมไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำไปโดนขาไหม

 

“เข้าใจแล้ว!” ผมตะโกนตอบกลับไป ทางเลือกที่ดีที่สุดคือพาโฟรชขึ้นฝั่งแต่จะให้พี่เฟสต้าหรือพวกเควสโยนชูชีพหรือทำการช่วยเหลือคงใช้เวลามากกว่าผมว่ายกลับไปฝั่ง กะด้วยสายตาผมว่ายเพียงไม่กี่นาทีคงจะถึงเพราะตอนนี้เรือวกกลับไปทางทางกว่าครึ่งทางแล้ว

 

เมื่อตัดสินใจได้ผมใช้มือสองข้างกระชับอ้อมแขนกอดร่างโฟรชไว้แน่นก่อนจะเริ่มออกว่าย การว่ายโดยแบกมนุษย์ไว้อีกคนนั้นทำให้ผมต้องใช้พลังกายจากทั่วทั้งร่างในการขยับแต่ละที ยังดีที่ได้น้ำช่วยลดน้ำหนักได้ขืนเป็นบนบกผมคงไม่สามารถพาอีกฝ่ายเคลื่อนที่ไปไหนมาได้

 

ใช้เวลาว่ายอยู่เกือบสิบนาทีผมก็มาถึงฝั่งพร้อมกับออกแรงลากโฟรชขึ้นไปบนบกอย่างอย่างลำบากเพราะท่อนล่างของผมเป็นปลา การจะออกแรงลากมนุษย์บนบกนั้นเรียกว่ายากมากทีเดียว

 

ถึงอย่างนั้นผมต้องทำให้ได้

 

“โฟรชตื่นสิ” ผมขึ้นคร่อมบนร่างนั้นพร้อมกับส่งเสียงเรียก ความนิ่งของร่างนั้นทำเอาผมใจไม่ดีเลยถึงอีกฝ่ายจะยังหายใจอยู่ก็ตามที

 

“...อึก...”

 

“โฟรช?” พออีกฝ่ายเริ่มมีปฎิกิริยาผมไม่รอช้าจับไล่แล้วเขย่าแรงๆ ต่อ

 

“อึก แค่ก...แค่ก...” โฟรชสำลักน้ำที่คงจะเผลอกลืนเข้าไปออกมาหลายต่อหลายรอบ

 

“โฟรชเป็นไงบ้าง...ไหวไหม” ผมไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดีเลยได้แต่ทำตัวเลิกลักมองดูดวงตาสีเทาอ่อนค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า

 

“...ฟี...แซลล์?” โฟรชเอ่ยเรียกผมแม้สติจะยังไม่กลับมาครบถ้วน

 

“ผมอยู่นี่...เดี๋ยวผมจะพาคุณไปในร่มนะ” นอนตากฝนอยู่แบบนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ด้วย

 

“...อือ” ฟังจากเสียงโฟรชดูจะอ่อนแรงมาก แค่จะขยับตัวยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ในหัวผมผุดขึ้นมาว่า หากไม่มีหางก็คงดีจะได้พาอีกฝ่ายไปได้ง่ายกว่านี้ แต่พอมาคิดอีกทีถ้าไม่มีหางคงไม่สามารถดำลงไปช่วยโฟรชท่ามกลางพายุได้

 

หลังจากนั้นไม่นานทั้งเควสและโวร์ก็วิ่งเข้ามาสมทบช่วยกันพาร่างของโฟรชเข้าไปยังโรงแรมที่ใกล้ที่สุดโดยมีพี่เฟสต้ามาช่วยอุ้มผมตามเข้าไปติดๆ ดูเหมือนว่าสายฝนจะไม่ทำให้ขาของพี่เฟสต้าเปียก ไม่ใช่แค่ขาไม่เปียกแต่กางเกงเองก็ไม่มีทีท่าจะเปียก ไม่แน่ว่าอาจเป็นวัสดุพิเศษ

 

โฟรชนอนหลับสนิทอยู่ในห้องซึ่งตอนนี้มีคุณหมอที่ถูกเรียกมาดูอาการโดยด่วน พอเสร็จจากการตรวจผลที่ออกมานั้นไม่มีอะไรผิดปกติแต่ช่วงนี้ต้องให้พักผ่อนเยอะๆ

 

พวกเราค้างคืนกันที่โรงแรมจนถึงช่วงสายก็พากันกลับบ้านซึ่งพี่เฟสต้าได้ขอแยกไปตั้งแต่ก่อนผมเข้านอน แน่นอนว่าโฟรชยังไม่ตื่นเลยมีการเรียกรถพยายาบาลให้มารับและไปส่งจนถึงบ้าน

 

ผมนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาพร้อมกับความรู้สึกผิดที่มีมากขึ้น หากผมทำตามข้อตกลงคืออยู่กับโฟรชตลอดผมคงช่วยเขาได้เร็วกว่านี้

 

“ขอโทษนะ...รีบตื่นเถอะโฟรช” ผมบอกพลางลูบเส้นผมสีดำของคนบนเตียงไปมา

 

ผ่านไปอีกสักพักใหญ่จากที่นั่งเฝ้าผมก็เริ่มฟุบหัวลงข้างเตียงและผล๋อยหลับไป รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ฝ่ามืออุ่นๆ วางประทับบลงมาบนแก้มแล้วเกลี่ยไปเกลี่ยมา ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมปรือขึ้นอย่างงัวเงยก่อนดวงตานั้นจะเบิกกว้างเมื่อเห็นโฟรชกำลังมองมา

 

“โฟรช!” ผมไม่สนว่าตัวเองจะตะโกนเสียงดังแค่ไหน รู้แค่ตอนนี้ผมดีใจมากที่อีกฝ่ายฟื้นสักที

 

“...ถ้าง่วงทำไมไม่ขึ้นมานอนดีๆ” โฟรชเปิดบทสนทนา

 

“ผมกำลังเฝ้าคุณแล้วเผลอหลับเท่านั้นเอง” ตอนแรกไม่ได้รู้สึกง่วงแต่พอเริ่มฟุบหน้าลงกับเตียงอยู่ๆ สติก็ถูกดูดไปทั้งๆ แบบนั้น

 

“นั่นแหละที่แปลว่าง่วง”

 

“ผมไม่เถียงแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง” ผมถามต่อ

 

“ยังเพลียๆ อยู่ แล้วนายล่ะไม่เป็นไรใช่ไหม” แทนที่จะห่วงตัวเองเขากลับมองมายังผมเป็นเชิงสำรวจว่าปลอดภัยรึเปล่า

 

“ผมไม่เป็นไร คุณเถอะที่เป็น”

 

“ฉันก็ไม่เป็นไร”

 

“หิวไหม หนาวรึเปล่า หรือรู้สึกไม่สบายตรงไหน” ผมยิงคำถามต่อ พวกเควสน่าจะอยู่ในบ้านนี้ หากโฟรชบอกว่าต้องการอะไรผมจะได้รีบวิ่งไปบอก

 

“ไม่...แค่รู้สึกอยากพักอีกหน่อย” โฟรชตอบด้วยเสียงเหนื่อยๆ

 

“ถ้างั้นคุณก็พักเถอะผมไม่กวนแล้ว” พูดจบผมก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับลงน้ำให้โฟรชได้พักผ่อนเงียบๆ ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวขาผมก็ถูกคว้าแขนไว้

 

“จะไปไหน”

 

“ผมจะลงน้ำ...มีอะไรรึเปล่า” ผมถามกลับ

 

“อยากลงน้ำแล้ว?”

 

“ก็ไม่เชิง...ผมแค่อยากให้คุณพักเงียบๆ เลยจะไปแค่นั้น”

 

“งั้นก็อยู่นี่แหละ” โฟรชพูดพลางดึงแขนผมเป็นเชิงให้นั่งลงตามเดิม

 

“ผมอยู่ได้?”

 

“ทำไมจะไม่ได้ ฉันจะนอนแล้วอย่าลุกไปไหนล่ะ” บอกเสร็จอีกฝ่ายก็หลับตาลงอีกครั้งโดยยังไม่ยอมปล่อยมือที่จับแขนผมไว้

 

“จะนอนแบบนี้?” ผมขมวดคิ้วมองไปยังแขนที่ถูกจับของตัวเอง

 

“ใช่”

 

“แล้วแขนผมล่ะ” จะจับไว้แบบนี้รึไง

 

“อย่าส่งเสียงดัง ฉันจะพัก”

 

“...ฝันดี” แม้จะยังอยากพูดต่อแต่ควรจะให้โฟรชพักผ่อนก่อนจะดีกว่า แค่ถูกจับแขนไว้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย

 

ผมกลับมานั่งแล้วฟุบตัวลงกับเตียงอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมยังไม่ได้หลับไปทันทีแต่ปรือตามองไปยังมือของโฟรชที่จับแขนของผมไว้แน่นแม้จะได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอจากคนบนเตียงแล้วก็ตาม การกระทำนั้นราวกับจะไม่ยอมปล่อยผมไปแม้จะเป็นช่วงเวลาที่จมอยู่ในห้วงนิทราก็ตาม

 

จากนั้นสติก็ไหลออกจากร่างไปเรื่อยๆ กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่พากันเดินตรงมาสติผมก็เริ่มกลับเข้าร่าง และเมื่อประตูห้องโฟรชถูกเปิดอ้าออกพร้อมกับผู้มาเยือนที่ไม่เคยเห็นหน้าก่อนผมก็ถึงกับสะดุ้งเตรียมจะกระโดดหนีลงน้ำหากไม่ติดว่าเคร้าโครงลูบหน้านั้นช่างดูคุ้นตาซะเหลือเกิน

 

ดวงตาสีเทาสองคู่ที่ประสานมายังผมพร้อมกับคิ้วขวางๆ และใบหน้าหล่อคมคายนั่นผมรู้สึกคุ้นเหมือนเคยเจอไม่ก็เคยเห็นคนที่คล้ายแบบนี้ แถมอยู่ใกล้ตัวซะด้วย...จะใครซะอีกล่ะนอกจากคนที่หลับสนิทอยู่บนเตียงอย่างโฟรช

 

ชายสองคนตรงหน้าคนแรกนั้นเป็นคุณตาที่มีเส้นผมสีขาวเกือบทั้งศีรษะบ่งบอกถึงอายุที่น่าจะประมาณ 80 ทว่ากลับสามารถก้าวเดินได้โดยอาศัยเพียงไม้เท้าอันเดียวช่วงพยุง ส่วนชายอีกคนอายุน้อยกว่าชายคนแรกอยู่หลายสิบปี เส้นผมสีดำเริ่มมีผมหงอกประปรายกะด้วยสายตาไม่น่าถึง 60 ทั้งคู่ยืนนิ่งๆ แผ่บรรยากาศคล้ายคลึงกันออกมาแม้จะอายุมากแต่กลับไม่สามารถปกปิดความดูดีนั้นไว้ได้

 

เหมือนจริงๆ

 

เหมือนกับโฟรชเลย ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้า คิ้วที่ชอบทำขวางๆ หรือแม้แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมารอบกาย ดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ถ้าเป็นคนในครอบครัวและเป็นผู้ชายและอายุมากกว่าโฟรชอยู่ประมาณ 20 ปีขึ้นไปก็มีแค่...

 

“คุณเป็นพี่ชายกับคุณพ่อของโฟรช?” ผมเปิดประเด็นถามพลางมองทั้งคู่สลับกัน เหล่าลูกน้องประมาณ 6 คนที่ยืนอยู่ด้านหลังหันหน้าไปมองกันเลิกลัก ขนาดสองคนที่ผมบอกว่าเป็นพี่ชายและพ่อยังหันมามองหน้ากันอย่างงงๆ เลย

 

หรือผมจะพูดผิดกัน?

 

“พี่ชายของโฟรเช่หมายถึงฉัน?” ชายที่อายุน้อยกว่าถามกลับด้วยน้ำเสียงฉงน

 

“...ไม่ใช่เหรอครับ” ถามมาแบบนั้นแปลว่าผมต้องเดาผิดแน่

 

“หึหึหึ...ฉันดูหนุ่มขนาดนั้นเลย แถมสายตาไม่เหมือนโกหกหรือยกยอด้วย น่าสนใจดี ใช่ไหมครับคุณพ่อ” ชายอายุน้อยหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะหันไปขอความเห็นคนอายุมากกว่า

 

นั่นไง เรียกว่าพ่อด้วยแปลว่าที่ผมคิดไว้ต้องถูกแน่ๆ

 

“นั่นสิ ดูเป็นเด็กที่น่าสนใจไม่เบา หรือต้องว่าสมกับเป็นความคิดของเงือกดีล่ะ” ชายอีกคนเอ่ยถามพร้อมใช้ดวงตาสีเทามองมายังผมอย่างรู้ทัน

 

“...” ผมเลือกที่จะเงียบเพราะไม่รู้จะตอบอะไร จะให้ตอบว่าใช่ครับผมเป็นเงือกก็ดูจะแปลกๆ

 

“เห็นว่าได้เงือกมาดูท่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ” ชายคนแรกพูดต่อ

 

จากนั้นทั้งคู่ก็ก้าวเข้ามาใกล้และผ่านตัวผมไปหาโฟรชที่หลับสนิทอยู่บนเตียง ชายที่ผมคิดว่าเป็นพี่ชายวางมือลงบนหน้าผากโฟรชแล้วลูบเบาๆ ส่วยชายอีกคนนั้นมองสำรวจโฟรชก่อนจะพยักหน้าคล้ายจะเบาใจที่โฟรชไม่ได้มีบาดแผลร้ายแรง

 

ถึงจะไม่ได้เอ่ยอะไรแต่ผมสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่สื่อผ่านสายตาของทั้งคู่ได้อย่างดี การที่พวกเขารีบมาหาทั้งที่เพิ่งเกิดเรื่องเมื่อคืนก็รู้แล้วว่าเป็นห่วงโฟรชแค่ไหน

 

“พอจะมีเวลามาคุยกับพวกเราหน่อยไหม” ชายอายุมากเอ่ยถาม

 

“...มีครับ” ผมพยักหน้าตอบแล้วค่อยๆ แกะมือของโฟรชออกอย่างไม่รีบร้อน ยังไงผมก็ยังสงสัยว่าทั้งคู่เป็นใครหากได้ลองคุยคงจะรู้คำตอบเป็นแน่

 

“งั้นไปคุยกันที่ห้องรับแขกละกัน” ชายอีกคนสรุปก่อนจะพากันเดินออกจากห้องไปโดยมีผมก้าวตามไปติดๆ แต่พอรู้ว่าพวกเขาจะใช้ลิฟต์ผมก็รีบเปลี่ยนเส้นทางไปยังบันไดอย่างรวดเร็ว

 

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ชอบลิฟต์อยู่ดี หากเป็นการขึ้นลงในบ้านผมเลือกที่จะใช้บัไดไม่ก็กลับลงทะเลว่ายขึ้นว่ายลงยังดีกว่าให้ไปอยู่ในลิฟต์อันแสนอึดอัด แต่ถ้าเป็นพวกบันไดเลื่อนในห้างนี่ผมค่อนข้างชอบเลย

 

เพราะไม่ต้องต่อแถวใช้ลิฟต์ผมจึงมาถึงห้องรับแขกเป็นคนแรก ภายในห้องรับแขกของบ้านเป็นชุดเฟอร์สีเทาเข้มกับโต๊ะหินอ่อนสีขาว ผมนั่งอยู่ทางโซฟาเดี่ยวแล้วให้ทั้งคู่ที่เดินตามมานั่งบนโซฟาตัวยาวด้วยกัน

 

“ก่อนจะคุย ขอแนะนำตัวก่อนละกันฉันชาเกอร์ บูค์แซงเป็นพ่อของโฟรเช่” คำแนะนำตัวแรกเรียกคิ้วข้างนึงของผมให้เลิกขึ้น

 

พ่อ?

 

แต่ก่อนหน้านี้เขาเรียกอีกคนว่าพ่อนี่...หรือว่าคนคนนั้นจะเป็น...

 

“ฉันตาส...ตาเชโต้ บูค์แซงเป็นตาของโฟรเช่” ทันทีที่อีกคนแนะนำตัวผมก็อยากจะเอาหัวโขกโต๊ะสีขาวตรงหน้านี่เหลือเกิน

 

ลืมนึกไปได้ยังไงว่าเงือกกับมนุษย์ต่างกัน อายุต่างกัน 20 ปีไม่นับว่าเป็นพี่น้องแล้วต่างจากเงือกอย่างพวกเราที่อายุห่างกัน 20 ปีไม่ได้เรียกว่ามากเลย ผมยังมีน้องสาวที่อายุน้อยกว่า 22 ปีเลย

 

“ขอโทษที่เสียมารยาทครับ” ผมรีบก้มหัวขอโทษ

 

เดาผิดจนหน้าแตกละเอียดเลยเห็นไหม!

 

“แล้วเธอล่ะ ไม่แนะนำตัวสักหน่อยเหรอ” พอได้ยินก็นึกขึ้นได้ว่าผมยังไม่ได้แนะนำตัวเลยนี่นา

 

“ผมชื่อฟีแซลล์ ริงค์กิวนี...เอ่อ...เป็นเงือกครับ” ลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะบอกดีไหม แต่ถึงไม่บอกพวกเขาคงรู้อยู่แล้วว่าผมไม่ใช่มนุษย์

 

“ยินดีที่ได้เจอตัวจริง”

 

“...ครับ”

 

“เห็นว่าเธอเป็นคนกระโดดลงไปช่วยโฟรเช่?” พ่อ...ไม่สิ...ผมควรจะเรียกว่าน้าชาเกอร์น่าจะเหมาะสมกว่าสินะ

 

“ใช่ครับ” ผมพยักหน้าแม้จะสงสัยว่ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง แต่พอนึกดีๆ ไม่โวร์ก็เควสน่าจะเป็นคนบอกละมั้งนะ

 

“ทำไมถึงช่วยล่ะ”

 

“ครับ?” ผมถึงกับขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำถามนั้น

 

หมายถึงอะไร...ทำไมถึงช่วยงั้นเหรอ

 

“ฉันรู้ว่าโฟรเช่ประมูลเธอมาได้ แต่ในเมื่อมีโอกาสที่จะเป็นอิสระทำไมถึงไม่หนีไปแต่เลือกที่จะช่วยเขาล่ะ” คุณตาตาสขยายความของคำถามเพิ่มให้

 

“เพราะผมไม่อยากให้โฟรชตาย” ระดับน้ำทะเลขนาดนั้นแถมยังมีพายุและคลื่นลมแรงอีก โอกาสที่มนุษย์ธรรมดาจะมีชีวิตรอดได้ไม่ง่ายเลย

 

ตอนนี้ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าโฟรชคือคนสำคัญของผม...ไม่อยากที่จะเสียเขาไป

 

อีกอย่างคือผมยังไม่ได้อยากเป็นอิสระ

 

และนั่นอาจเป็นเหตุผลหลักที่ผมไม่หนีไป

 

“ดูจะสนิทกันดี น่าตกใจที่ได้เห็นเงือกมานั่งอยู่ตรงหน้าแบบนี้ นึกว่าเงือกเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตในจินตนาการซะอีก” คุณตาพูดต่อโดยยังคงใช้ดวงตาคมๆ จบจ้องมายังผม

 

“พวกเราเองไม่ได้คิดจะแสดงตัวให้มนุษย์เห็นหรอก...มันเป็นเหตุสุวิสัย” หากหัวผมไม่ไปกระแทกจนสลบคงสามารถจัดการกับตาข่ายพวกนั้นได้อยู่แล้ว แต่หากทำแบบนั้นก็เหมือนเป็นการตัดโอกาสที่ผมจะได้เจอกับโฟรชน่ะสิ

 

“ถ้าเป็นตอนนี้จะไปรึเปล่า” น้าชาเกอร์ถามต่อ

 

“ครับ?” หมายถึงไปไหน

 

“เธอบอกว่าเหตุผลที่ไม่หนีไปเพราะไม่อยากให้โฟรชตายแต่ตอนนี้โฟรชปลอดภัยแล้ว หากพวกเราเปิดโอกาสให้เธอจะไปรึเปล่า” อีกฝ่ายขยายความให้ผมเข้าใจ

 

“ทำไมพวกคุณถึงอยากให้ผมไปจากโฟรช” ตั้งแต่เจอกันแล้วที่พวกเขาถามคำถามแนวลองใจแบบนี้

 

“แค่อยากรู้เหตุผลจริงๆ ก็เท่านั้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับเงือกไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก โฟรเช่เป็นหลานคนเดียวของฉันเพราะงั้นต่อให้เป็นเงือกที่เขาเฝ้าตามหาแต่หากคิดจะทำร้ายหลานที่น่ารัก ฉันไม่ยอมแน่” ความจริงจังสื่อผ่านมาทั้งน้ำเสียงและสายตา

 

เข้าใจแล้ว...พวกเขากำลังลองเชิงผมว่าเป็นตัวอันตรายเหมือนอย่างเรื่องเล่าที่มีมาแต่เดิมรึเปล่า พวกเรื่องเล่าหรือตำนานนของเงือกผมเคยอ่านอยู่หลายเรื่องซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการแต่งเสริมเกินจริงไปไกลโข พวกคำสาปเงือกอย่างพวกเราใช้ไม่เป็นหรอก

 

“ผมไม่คิดจะทำร้ายเขา...ไม่เคยคิดสักนิด” ในตอนแรกผมยอมรับว่ามีช่วงที่อยากหนีออกไปทว่ายิ่งผมได้รู้จักตัวตนขอโฟรชมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่อยากไปจากเขา

 

โฟรชมีมุมที่เข้มแข็งซึ่งในทางกลับกันก็มีมุมที่ดูจะเปราะบางมากเช่นกัน

 

“ว่ากันว่าเสียงของเงือกจะดึงดูดคนที่ได้ฟังให้เข้าไปติดกับ รูปลักษณ์ของเงือกจะล่อลวงผู้ที่ได้เห็นให้หลงใหลจนกระทั่งไฟแห่งชีวิตดับลง” ตาตาสพูดขณะเลื่อนสายตาไปมองทะเลที่สามารถมองเห็นผ่านกระจกของห้องรับแขกได้

 

“พวกคุณไม่เชื่อที่ผมพูด?” พวกเขาระแวงในตัวผม

 

“ไม่ พวกเราเชื่อ เห็นแบบนี้ฉันดูคนเก่งนะ ยิ่งอายุมากการมองคนก็ยิ่งง่าย พวกเราไว้ใจเธอได้ฉันรู้สึกแบบนั้น และหวังว่าเธอคงไม่ทำให้เราผิดหวังหรอกนะ” อีกฝ่ายพูดต่อ

 

“ผมไม่ทำร้ายโฟรชแน่นอน ไม่มีทาง” เรื่องนี้กล้าสาบานเลย

 

“ดีมาก ตั้งแต่เด็กโฟรเช่ก็หลงใหลสิ่งมีชีวิตในจินตนาการอย่างเงือกมาตลอด เฝ้าหาหนังสือหรือตำนานต่างๆ มาเก็บไว้ ขนาดบ้านของตัวเองยังออกแบบมาให้เงือกสามารถอยู่อาศัยได้ จะเรียกว่าคลั่งไคล้ก็คงไม่ผิดนัก” น้าชาเกอร์เล่าก่อนจะหยิบแก้วน้ำชาที่เพิ่งถูกเสิร์ฟขึ้นมาจิบ

 

“ผมเองก็คิดว่าเป็นแบบนั้น อยากรู้เหมือนกันว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจเรื่องเงือกคืออะไร” นี่ก็เป็นสิ่งที่ค้างคาใจผมมาตลอดเพราะทุกอย่างที่โฟรชทำเหมือนกับเตรียมการไว้ล่วงหน้านานมากแล้วว่าสักวันนึงจะมีเงือกมาอยู่ที่นี่ด้วย

 

แม้จะอยากรู้แต่ก็คงไม่ได้คำตอบกลับมาเหมือนอย่างคำถามหลายๆ คำถาม

 

มันอาจยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะรู้หรือไม่ก็แค่อีกฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะบอก

 

“เหมือนจะเริ่มตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนรึเปล่านะ...ชาเกอร์” คุณตาหันไปถามลูกชาย

 

“ใช่ครับพ่อ จำได้ว่าเป็นช่วงหลังจากที่โฟรเช่ถูกผลักให้ตกน้ำแล้วไปเจอตัวเขาบนฝั่งซึ่งโฟรเช่บอกกับพวกเราว่าได้เงือกช่วยชีวิตไว้ ตอนแรกก็นึกว่าเป็นแค่จินตนาการที่เกิดขึ้นแต่มาตอนนี้ไม่แน่ว่าคนที่ช่วยลูกชายฉันเมื่อ 20 ปีก่อนอาจเป็นเงือกจริงๆ” คำพูดของน้าชาเกอร์ทำให้ความทรงจำบางอย่างที่นอนก้นอยู่คละคลุ้งขึ้นมา

 

เมื่อ20ปีก่อน

 

เด็กผู้ชาย

 

จมน้ำ

 

“...สถานที่ที่เจอโฟรชคือโขดหินในพื้นที่อับสายตารึเปล่าครับ” ผมเอ่ยถาม

 

“ใช่ โฟรชเล่าให้เธอฟัง?” น้าชาเกอร์พยักหน้ากลับมา

 

ไม่จริงน่า...

 

“เอ่อ...ผมขอถามอีกอย่าง ทะเลที่โฟรชตกลงไปตอนนั้นใช่มหาสมุทรฝั่งตะวันออกไหมครับ”

 

“ใช่...มีเรื่องอะไรที่นึกออกหรือว่าเคยได้ยินเงือกคนไหนเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง” น้าชาเกอร์ถามต่อด้วยสีหน้าอยากรู้ผิดกับผมที่ชิ้นส่วนซึ่งแตกกระจายกำลังต่อรวมกันอีกครั้ง

 

เมื่อ 20 ปีก่อนเป็นวันแรกที่ผมได้ขึ้นมาสู่ผิวน้ำซึ่งในวันนั้นผมได้ช่วยชีวิตเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ตกลงมาจากเรือและพาว่ายไปจนถึงฝั่ง พอมาลองนึกดูเด็กผู้ชายคนนั้นก็มีดวงตาสีเทาอ่อนเหมือนกับโฟรชไม่มีผิด หรือว่าความจริงแล้วเด็กคนนั้นจะเป็น...

 

“ฟีแซลล์” เสียงเรียกจากปากประตูห้องไม่ได้เรียกแค่ผมให้หันไปแต่รวมถึงคุณตาและน้าชาเกอร์ด้วย คนที่ส่งเสียงเรียกไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นโฟรชเดินเข้ามาในห้องทั้งที่ยังใส่ชุดนอน

 

“ตื่นแล้วเหรอหลาน”

 

“รีบลุกออกมาแบบนี้ไหวรึเปล่าโฟรเช่” ทั้งคุณตาและคุณน้าต่างหันไปถามโฟรชด้วยน้ำเสียงห่วงใย

 

“สวัสดีครับ ผมพอจะไหวแล้ว คุณตากับพ่อมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” โฟรชถามพลางก้าวมานั่งข้างๆ ผม

 

“สักพักแล้ว”

 

“คุณไม่ควรฝืนนะรู้ไหม” ผมหันไปกระซิบบอก ท่าเดินของอีกฝ่ายยังดูอ่อนแรงอยู่เลย

 

“ก็ใครไม่รู้เล่นหายไปจากห้อง ในทะเลก็ไม่มีฉันเลยต้องออกมาหาทั้งที่ยังไม่หายดี” แม้จะไม่พูดชื่อแต่แค่ฟังก็รู้แล้วว่าหมายถึงผม

 

“อย่ามาโยนความผิดให้ผมนะ รีบกลับไปพักห้องเลย ไม่สิ ต้องกินอะไรก่อน ตั้งแต่เมื่อคืนนอกจากน้ำเกลือก็ไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องอีก” ใจนึงก็อยากให้พัก อีกใจนึงก็อยากให้หาอะไรลงท้องหน่อย

 

“ยังไม่ค่อยหิว...”

 

“ไม่หิวก็ต้องกิน” เสียงกระซิบในตอนแรกกลายมาเป็นเสียงปกติอย่างรวดเร็ว

 

“นายจะทำให้รึไง” โฟรชถามต่อ

 

“ถ้าพวกง่ายๆ ผมก็ทำได้อยู่นะ ข้าวต้มอะไรแบบนี้” ช่วงนี้ผมพยายามฝึกทำอาหารเองอยู่ถึงจะชอบรสมือโฟรชแต่ใช่ว่าเขาจะว่างมาทำอาหารให้ผมกินทุกวันที่ไหนกัน

 

“ข้าวต้มก็ได้”

 

“งั้นเดี๋ยวผมไปทำให้...เอ่อ...” คุยกันมาตั้งนานเพิ่งนึกได้ว่านอกจากพวกเราแล้วยังมีพ่อกับคุณตาของโฟรชนั่งฟังอยู่ด้วย

 

“ดูสนิทกันกว่าที่ฉันคิดอีกนะ” น้าชาเกอร์พูดระหว่างมองพวกเราสลับกัน

 

“ผมใช้เวลานานกว่าจะสนิทได้ขนาดนี้ ใช่ไหมฟีแซลล์” โฟรชเอ่ยก่อนจะเอื้อมมือมาสัมผัสแก้มผม

 

“อ๊ะ!...ร้อน คุณเป็นไข้ด้วยเหรอ” อุณหภูมิของโฟรชผมรู้ดีเพราะก่อนหน้านี้ก็เพิ่งได้สัมผัส ร่างของโฟรชร้อนกว่าก่อนหน้านี้อีก

 

“ไม่นี่...”

 

“ไม่ต้องมาโกหก ร้อน! ผมจะไปขอยาจากเควสแล้วทำข้าวต้มมาให้ ห้ามขยับไปไหนเชียว เอ่อ...ผมขอตัวก่อนนะครับ” และแล้วก็ลืมตัวเสียงดังอีกรอบต่อหน้าผู้ใหญ่จนได้

 

น่าขายหน้าจริงๆ เลย

 

ผมก้มหัวพร้อมส่งยิ้มแฮะๆ แล้วขอตัวออกไปด้านนอกปล่อยให้ครอบครัวได้คุยกัน ต่อให้ไม่มีเรื่องทำอาหารผมก็คิดจะหาข้ออ้างอะไรออกมาอยู่แล้ว ตั้งแต่ผมมาอยู่กับโฟรชยังไม่เคยเจอพวกเขาเลยแปลว่าโฟรชไม่ได้คุยกับครอบครัวมานานมากแล้ว

 

ไหนๆ มีโอกาสได้มาเจอกันผมอยากให้พวกเราได้คุยกันเยอะๆ ถึงจะค่อนข้างห่วงโฟรชที่ไข้ขึ้นก็ตาม

 

ยังไงก็ไปหาเควสแล้วขอยามาก่อนละกัน

 

เมื่อตัดสินใจได้ผมจึงออกเดินหาเควสไม่ก็โวร์ที่น่าจะอยู่ภานในบ้านหลังนี้ที่ไหนสักแห่ง ไล่หาตั้งแต่ชั้นแรกกว่าจะเจอก็เป็นชั้นใต้น้ำที่ 3 หรือห้องทำงานของโฟรชนั่นเอง ทั้งคู่กำลังยุ่งกับการจัดการเอกสารแทนโฟรชที่ป่วย หากอันไหนสามารถจัดการได้ก็จะทำเลยอันไหนต้องรอก็จะแยกออกเป็นอีกกอง

 

“ท่านฟีแซลล์?” เควสเป็นคนแรกที่รู้สึกถึงการมาเยือนของผม

 

“ผมอยากได้ยาลดไข้ พอจะหาให้ได้ไหมครับ” ผมเข้าเรื่องทันที

 

“ยาลดไข้ ท่าฟีแซลล์ไม่สบายเหรอครับให้พวกเราเรียกหมอมา...”

 

“ไม่ๆ ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้ป่วย คือโฟรชมีไข้ผมเลยจะให้กินยาลดไข้น่ะครับ” ผมรีบพูดแทรกสิ่งที่โวร์พูดก่อนพวกเขาจะเรียกหมอมาจริงๆ

 

“อ้อ...ถ้าแบบนั้น เดี๋ยวผมไปหยิบยาให้ รู้สึกว่าจะมีอยู่ในตู้” โวรร์ลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้ริมผนังไม่นานยาซองสีฟ้าก็ถูกยื่นมาให้

 

“ขอบคุณครับ”

 

“ยานี่ต้องกินหลังอาหาร ถ้ายังไงให้พวกเราทำอาหารให้ไหมครับ” อีกฝ่ายเสนอด้วยความหวังดี

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมอยากทำให้โฟรชเอง”

 

จากนั้นจุดหมายต่อไปของผมคือห้องครัว การทำอาหารไม่ได้ยากอย่างที่คิดถ้าเรารู้ขั้นตอนในการทำรวมไปถึงวัตถุดิบที่ใช้อย่างข้ามต้มวัตถุดิบหลักก็คือข้าวโดยมีการเพิ่มเนื้อสัตว์และผักลงไปด้วย ผมรอให้น้ำเดือดใสเนื้อสัตว์ลงไปต้มให้น้ำหวานก่อนจะเทข้าวตามลงไป

 

ใช้เวลาในการทำเกือบครึ่งชั่วโมงข้าวต้มหมูสับก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ผมถือถาดที่ประกอบด้วยชามข้าวต้ม น้ำเปล่า ช้อนส้อมและยาเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดในห้องรับแขกซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณตากับน้าชาเกอร์เดินออกมาจากห้องพอดี

 

“จะกลับแล้วเหรอครับ” ผมเอ่ยถาม

 

“อืม แค่มาเยี่ยมให้รู้ว่าไม่เป็นไรก็พอแล้ว” น้าชาเกอร์หันมาตอบ

 

“ชื่อฟีแซลล์สินะ” คุณตาถามซ้ำ

 

“ครับ”

 

“จากนี้ก็ฝากโฟรเช่ด้วยล่ะ” คุณตาส่งยิ้มบางๆ มาให้ก่อนทั้งคู่จะเดินจากไปพร้อมกับผู้ติดตามผมจึงได้เข้าไปในนห้องรับแขกต่อ

 

โฟรชนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือโฟรชเอนตัวไปด้านหลังแล้วหลับตาลงคล้ายร่างกายกำลังจะบอกว่าให้พักผ่อนอย่าฝืนอีก แต่พอได้ยินเสียงฝีเท้าผมอีกฝ่ายกลับรีบกลับมานั่งหลังตรงทำเหมือนไม่เป็นอะไร

 

“ร่างกายคุณไม่ไหวแล้วใช่ไหม” ผมวางถาดไว้บนโต๊ะขณะถาม

 

“ไหวสิ”

 

“ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นสบายดีเลย ตัวคุณร้อนมากนะรู้ไหม” ว่าจะไม่บ่นแล้วนะสุดท้ายก็ต้องบ่นจนได้

 

“นอนสักหน่อยก็หายน่า” โฟรชตอบ

 

“ก่อนจะไปนอนกินข้าวต้มกับกินยาก่อน” ผมไม่ขัดที่เขาจะไปพักผ่อนหรอกแต่ต้องกินข้าวกินยาให้เรียบร้อยก่อนแล้วผมถึงจะยอม

 

“ยังไม่หิว”

 

“ผมว่าไม่ใช่ไม่หิวแต่เป็นไม่อยากอาหารมากกว่า กินเองไหวไหม...ถ้าไม่ไหวผมจะป้อนเอง”

 

“...ไม่ไหว ไม่มีแรงเลย...ป้อนที เริ่มหิวแล้ว” นิ่งไปเพียงพริบตาเดียวโฟรชก็เรียกร้องให้ผมป้อนทันที

 

“คุณเพิ่งบอกว่าไม่หิว” ผมยังจำประโยคก่อนหน้านั้นได้อยู่เลย

 

“ตอนนี้หิวแล้ว รีบป้อนเร็ว” นอกจากพูดแล้วยังไม่การเร่งอีกแนะ

 

“ได้ๆ รอเดี๋ยว” จะยังไงก็ไม่รู้แหละแค่อีกฝ่ายยอมกินก็นับว่าดีแล้ว

 

ผมยกถาดที่มีข้าวต้มอยู่มาวางบนตักตัวเองเพื่อให้ง่ายต่อการป้อน คำแรกผมใช้ช้อนตักข้าวต้มและหมูสับไปจ่อปากของโฟรชทว่าอีกฝ่ายไม่ยอมอ้าปากแถมยังมองมาทางผมคล้ายจะบอกว่าลืมทำอะไรบางอย่าง

 

“เป่าก่อนป้อนสิ มันร้อน” พอเห็นว่าผมทำหน้างงไม่เข้าใจอีกฝ่ายจึงยอมเฉลยความต้องการ

 

“ผมว่ามันไม่น่าร้อนมากนะ” กว่าจะเดินมาถึงนี่โดนลมโกรกจนเย็นหมดแล้ว

 

“ถ้าไม่เป่าก่อนฉันก็ไม่กิน”

 

“คุณเป็นเด็กเหรอโฟรช” มีการมางอแงอีกแนะ

 

“...” โฟรชให้คำตอบเป็นความเงียบและไม่ยอมเปิดปากแต่อย่างใด

 

“ก็ได้ ผมจะเป่าก่อน” และแล้วคนที่ต้องยอมแพ้ก็คือฝ่ายผมเอง ผมเลื่อนช้อนมาเป่าสองสามครั้งก่อนจะยื่นไปหาโฟรชอีกรอบ ยังดีที่ครั้งนี้อีกฝ่ายยอมอ้าปากรับข้าวต้มเข้าไปโดยดี

 

“...ทำอาหารเก่งขึ้นแล้ววนี่” โฟรชเอ่ยชมหลังจากกินไปหลายคำ

 

“จริงเหรอ แต่ยังไม่เก่งเท่าคุณหรอก” ผมบอกพลางตักคำต่อไปมาเป่าแล้วป้อนคนด้านข้าง

 

“ถ้าทำเก่งกว่าฉันคงไม่จำเป็นแล้วมั้ง” อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบา

 

“พูดอะไรน่ะโฟรช ผมชอบรสมือคุณมากกว่าที่ตัวเองทำอีกนะ” ว่ากันว่าคนป่วยมักจะจิตใจอ่อนแอแต่นี่ดูจะอ่อนไหวเกินไปหน่อยมั้งเนี่ย

 

“พูดจริง?”

 

“จริงสิ” ผมไม่โกหกหรอก

 

“งั้นก็ดี คำต่อไปล่ะ”

 

“ใจเย็นสิ เอ้า!”

 

ผมป้อนคำต่อไปให้โฟรชเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดชามผมจึงส่งยาและน้ำไปให้อีกฝ่ายกินต่อซึ่งโฟรชยอมกินทั้งน้ำและยาโดยดีไม่มีเงื่อนไขอะไรอีก ดูท่าว่าการคุยเล่นระหว่างกินจะทำให้ไข้สูงขึ้นอีก

 

“นอนบนโซฟาก่อนเถอะ พักสักหน่อยให้เดินไหวค่อยไปนอนห้อง” ผมเสนอความคิด ขืนให้โฟรชเดินกลับห้องตอนนี้คงล้มไประหว่างทางแน่

 

“ถ้าจะให้นอนต้องมีอะไรรองหัวด้วย”

 

“หมอน? มีอยู่หลายอันเลย” ผมชูหมอนอิงด้านหลังขึ้น

 

“ไม่ เอานาย...ฟีแซลล์”

 

“ฮะ?”

 

“จะหนุนตักนาย” คำอธิบายเพิ่มเติมไม่ช่วยคลายความสงสัยให้ลดลงได้เลย

 

“ทำไมต้องหนุนตักด้วย” ผมไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอะไรเลย

 

“...ต้องมีเหตุผลไม่ซะทุกอย่างรึไงฟีแซลล์”

 

“ผมผิด?” นี่ผมผิดที่ถามหาเหตุผลเหรอ

 

“ใช่ รีบไปนั่งดีๆ ฉันจะนอนแล้ว” โฟรชพูดพร้อมส่งสายตาไปยังโซฟายาวอีกฝั่ง

 

ช่างใจอยู่สักพักก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นผมเลยยอมลุกไปนั่งฝั่งตรงข้ามโดยมีโฟรชก้าวตามมา และทันทีที่ถึงโซฟาร่างนั้นก็ล้มลงจนผมแทบเข้าไปพยุงไม่ทัน โฟรชขยับตัวขึ้นมาหนุนตาผมขณะดวงตานั้นกำลังปิดสนิท อุณหภูมิที่ไหลผ่านมาทำให้ผมรู้สึกร้อนแต่รู้ว่าคนที่ร้อนกว่าคือคนที่กำลังนอนซมเป็นไข้ผมก็เลือกที่จะอดทนไว้

 

ต้องเป็นเพราะเมื่อวานทั้งตกทะเลทั้ตากฝนแถมยังตากลมอีก โดนขนาดนั้นไม่ป่วยก็คงแปลก

 

“โฟรช...หายเร็วๆ นะ” ผมลูบเส้นผมสีดำนั่นอย่างเชื่องช้า

 

“...อือ” ฟังจากน้ำเสียงเขากำลังอยู่ในช่วงงัวเงีย

 

ถ้าเป็นช่วงนี้ไม่แน่ผมออาจจะได้คำตอบของคำถามที่คาใจมาตลอดก็เป็นได้

 

ว่ากันว่าคนเมาจะคนป่วยมักจะพูดความจริง

 

ผมควรจะลองเสี่ยงถามดูดีไหมนะ

 

“นี่โฟรช” ผมลองเอ่ยเรียก

 

“อื้อ” เสียงครางเบาๆ คล้ายกับจะตอบว่าฟังอยู่

 

“อาหารที่ผมทำอร่อยรึเปล่า” ต้องลองกับคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วก่อนเราจะได้รู้ว่าเป็นความจริงไหม ก่อนหน้านี้โฟรชก็บอกเองว่าผมทำอาหารเก่งขึ้นแปลว่าต้องอร่อยขึ้นเช่นกัน

 

“...ใช้ได้” คำตอบนั้นก้ำกึ่งระหว่างอร่อยและไม่อร่อย

 

สรุปแล้วใช้ได้นี่คืออร่อยใช่ไหม

 

เอาเป็นว่าเหมือนจะพูดความจริงล่ะนะ

 

งั้นก็...

 

“โฟรช” ผมเรียกอีก

 

“อื้อ”

 

“...เงือกที่ช่วยคุณเมื่อ 20 ปีที่แล้วคือผมใช่รึเปล่า” ความจริงผมน่าจะถามเขาตอนยังมีสติแต่มันอดใจไม่ไหวนี่ ผมอยากรู้ว่าโฟรชเป็นคนเดียวกับเด็กในตอนนั้นรึเปล่า

 

“...อืม”

 

“อืมนี่คือใช่?” ผมถามย้ำ

 

“ใช่”

 

ว่าแล้วเชียว...เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย

 

นี่ผมกำลังหลอกถามคนป่วยอยู่เหรอเนี่ย!

 

ความรู้สึกผิดเล็กๆ พุ่งเข้ามาก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีอีกคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมก้มลงไปใบหน้าของโฟรชที่กำลังหลับตาพริ้ม สีผิวของโฟรชไม่ได้ขาวเท่าผมแต่ก็ไม่ได้คล้ำอะไรทำให้ตอนเป็นไข้นี้สามารถเห็นผิวเป็นสีแดงอ่อนๆ

 

“โฟรช” ผมก้มหน้าลงเรียกคนบนตัก

 

ขอแค่คำถามนี้เป็นคำถามสุดท้ายแล้วผมจะหยุดไม่ถามต่อแล้ว

 

จริงๆ นะ

 

“...อื้อ” น้ำเสียงนั้นเหมือนจะติดรำคาญอยู่ในที

 

ถูกเรียกบ่อยขนาดนี้ไม่รำคาญเลยก็คงจะแปลก

 

“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงยึดติดกับผมมากขนาดนี้” หากถามตอนปกติคงไม่ได้รับคำตอบเพราะงั้นผมเลยขอเสี่ยงที่จะถามกับคนป่วยแบบนี้

 

ต่อให้ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนก็น่าจะช่วยคลายความสงสัยไปได้บ้างสักนิดแหละน่า แล้วค่อยไปฟังเหตุจริงๆ ตอนที่โฟรชถึงเวลาก็ยังไม่สาย

 

“ระ...”

 

“ฮืม? ว่าอะไรนะ” ผมก้มหน้าลงไปแทบจะแนบหูกับริมฝีปากที่กำลังขยับเพื่อจะได้ยินคำพูดนั้นชัดๆ

 

“...รัก” คำที่เอ่ยออกมานั้นดังก้องอยู่ข้างใบหู

 

หัวใจที่เต้นปกติเริ่มเพิ่มจังหวะถี่รัวยามได้ยินคำๆ นั้นออกมาจากปากของโฟรช เช่นเดียวกับใบหน้าที่กำลังเห่อแดงเพราะอุณหภูมิบนใบหน้านั้นเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันจนไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่กำลังไข้ขึ้นอยู่

 

รัก

 

อ่า...ถ้ารู้ว่าจะได้ยินคำนี้ผมจะขอย้อนเวลากลับไปแล้วเลือกที่จะไม่ถาม

 

แล้วแบบนี้ผมจะทำหน้ายังไงตอนคุยกับโฟรชเล่า!

......................................................

เอ้าๆๆๆ

เรื่องดำเดินมาถึงจุดที่โฟรชบอกรักแล้ว

แม้จะเป็นการบอกรักที่เหมือนโดนหลอกให้พูดก็ตาม 555

จะว่าไปโฟรชนี่ก็ป่วยบ่อยเหมือนกันนะเนี่ย คนอ่อนแอ//โดนโฟรชจ้องเขม็ง

หลังจากที่หลายคนลุ้นกันมาว่าเมื่อไหร่ฟีแซลล์จะรู้ความจริง เมื่อไหร่โฟรชจะรุกหนักๆ สักที

บอกเลยว่าวันนี้ได้รู้แล้ว และอีกไม่นานที่โฟรชจะรุก!

ส่วนจะเป็นยังไงนั้นต้องติดตามตอนต่อไปนะคะ

ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่คอยคอมเม้นท์และเป็นกำลังใจให้เราเสมอ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น