ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 07 -

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 11:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 07 -
แบบอักษร

ไฟท์เตอร์ติวเตอร์ 

  

 

  

- Chapter 07 - 

  

“ไอ้สายฟ้ายังไม่มาอีกเหรอวะ” 

  

“ยัง” ติวเตอร์ที่ตอนแรกนั่งเท้าคางคิดวุ่นวายกับบางอย่างอยู่หันไปตอบเพื่อนสนิทที่เดินมานั่งฝั่งตรงข้าม “มันน่าจะไปเจอกันที่ห้องเรียนเลยมั้ง เหลือเวลาอีกตั้งเกือบสองชั่วโมง” 

  

“อ่าวเหรอ” 

  

“เดย์อ่ะแหละ มาเร็วเกิน” 

  

“ก็บ้านกูอยู่ไกลนี่หว่า มึงต่างหาก หออยู่แค่นี้ทำไมมาเร็วจัง” 

  

“ขี้เกียจอยู่ห้องน่ะ” คำตอบจากติวเตอร์ไม่ได้ทำให้เดย์แปลกใจเท่าไหร่เพราะเจ้าตัวก็เป็นแบบนี้ชอบมานั่งสิงห้องสมุดเหมือนเป็นบ้านอีกหลัง แต่ที่เห็นจะไม่เข้าใจก็คงเป็นสีหน้าของติวเตอร์ที่ดูไม่สดใสเท่าไหร่นั่นแหละ 

  

“ได้นอนบ้างป่ะเนี่ย” 

  

“ไม่ค่อยอ่ะ” 

  

“เครียดเรื่องหางานเหรอวะ” 

  

“อื้อ นิดนึงแหละ” คนฟังพยักหน้าเบาๆ เสียงงึมงำในลำคอบ่งบอกว่าเจ้าตัวเหนื่อยเกินกว่าจะพูดถึงมัน 

  

“มึงลองดูในเนตแล้วหรือยัง” 

  

“ดูแล้ว” ติวเตอร์ตอบ “ส่วนใหญ่แถวๆ หอเราเขาไม่ค่อยรับพาร์ทไทม์เท่าไหร่อ่ะ ไอ้ที่รับก็อยู่ไกล พอคำนวณเงินแล้วมันไม่ค่อยคุ้ม” 

  

“...” 

  

“แต่ว่าเดี๋ยวก็คงหาได้แหละ” ติวเตอร์ระบายยิ้มออกมาให้เพื่อนสนิท สีหน้าเดย์ที่แสดงออกมาเขาดูออกว่ามันกำลังเป็นห่วง ท้ายสุดเลยยิ้มกว้างให้คนตรงหน้าไปอีกที 

  

“ไม่ต้องมายิ้มให้กูเลย ถามจริงมึงได้คุยกับที่บ้านบ้างเปล่า พี่สาวมึงหรือพ่อกับแม่” 

  

“มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกเดย์ เรายังไหวอยู่” 

  

“...” เดย์ทำหน้าไม่เชื่อ 

  

“จริงๆ” 

  

“เออๆ กูเชื่อแล้วก็ได้ ไม่ต้องมาทำหน้าดุใส่หรอกน่า” 

  

“ก็เดย์พูดมาก” 

  

“แล้วเรื่องนี้หวาเขารู้หรือยัง” 

  

“คร่าวๆ น่ะยังไม่ได้บอกรายละเอียดมาก” ติวเตอร์บอกหว่าหวาแค่ว่ากำลังหางานใหม่ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุว่าทำไมถึงต้องหา 

  

เดย์เงียบมองเพื่อนสนิทอยู่สักพักก็ลุกขึ้นยืนเหมือนเพิ่งจะนึกบางอย่างออก 

  

“งั้นเดี๋ยวกูมา” ติวเตอร์พยักหน้าแบบขอไปที เขาไม่ได้ถามเดย์ว่าจะไปไหน อาจเพราะความง่วงที่สะสมทำให้สมองประมวลผลช้าเกินกว่าปกติ ท้ายสุดเจ้าตัวก็ทำได้แค่ขยับนอนหนุนแขนตัวเองแล้วหลับตาลงช้าๆ 

  

ติวเตอร์ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็มีความรู้สึกเหมือนมีใครสักคนจ้องมองอยู่ พอเริ่มขยับตัวความรู้สึกที่โดนจ้องมองก็เหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเลยเลือกที่เงยหน้าหันไปมองยังฝั่งตรงข้า 

  

“พี่ไฟท์” ติวเตอร์เรียกคนที่กำลังท้าวคางมองหน้าเขาอยู่ สายตาที่ส่งมาเขามองไม่ออกหรอกว่ามันหมายถึงอะไร อาจจะมองเฉยๆ หรือไม่ก็... กวนตีนเขา 

  

“มึงเห็นเป็นใครล่ะ” 

  

“แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่” คนพูดขยับตัวนั่งดีๆ มือข้างหนึ่งนวดหว่างคิ้วราวกับปลุกตัวเองให้ตื่น 

  

“หวาเรียกกูมา” 

  

“หวาเหรอ?” 

  

“...” 

  

“เรียกมาทำไมอ่ะ” ไฟท์เตอร์ไม่ตอบ เจ้าตัวแค่ยักไหล่เบาๆ เหมือนไม่ได้แคร์ที่จะตอบคำถามเขาด้วยซ้ำ “อะไรของพี่เนี่ย” 

  

ถามไปก็เท่านั้นเพราะไฟท์เตอร์ไม่ยอมพูด เอาแต่จ้องมองมาที่หน้าเขาราวกับหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา มันกลายเป็นสงครามเล็กๆ ระหว่างเราที่เอาแต่มองหน้ากันแบบไม่มีใครยอมใครสักคน 

  

ติวเตอร์ไม่คิดจะยอมแพ้ ไฟท์เตอร์เองก็ไม่ต่าง เราทั้งคู่สบตากันอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งคนที่มองหน้ากันในตอนแรกเลื่อนสายตาไปที่อื่น ซึ่งมันจะไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลยถ้าสายตาคมเข้มของคนตัวสูงไม่เลื่อนลงมายังริมฝีปากเขา 

  

“...” 

  

มองอะไรของพี่วะ 

  

นั่นคือเสียงที่ดังออกมาจากคนน้อง แม้เจ้าตัวไม่ได้พูด แต่ไฟท์เตอร์ก็สัมผัสได้ถึงเสียงนั้น ไม่รู้ว่าควรขำดีไหม เพราะทุกครั้งที่เขามองริมฝีปากคนตัวเล็กกว่า เจ้าตัวมักจะมีพฤติกรรมแบบนี้ตลอด ไม่ขมวดคิ้วจนยุ่งก็เม้มปากแน่นอย่างที่เห็น แม้จะดูเหมือนไม่ใส่ใจโดยการเสมองไปทางอื่น แต่ใบหูแดงกร่ำไม่ได้ปกปิดความเขินอายที่แสดงออกมาเลยสักนิด 

  

ไฟท์เตอร์อมยิ้ม มองพฤติกรรมลุกลี้ลุกลนของติวเตอร์อย่างอารมณ์ดี เขาไม่เคยเห็นมุมนี้ของสายรหัสมาก่อน ไม่เคยคิดว่าคนที่ชอบทำหน้าดุใส่เขาตลอดเวลาอย่างติวเตอร์จะมีมุมที่ดู... น่ารัก 

  

“เตอร์!!” เสียงเรียกชื่อติวเตอร์ดังขึ้นจากด้านหลัง พอหันกลับไปมองถึงเห็นว่าเป็นหว่าหวาที่กำลังส่งยิ้มให้ แปลกก็ตรงแววตาดูมีเลศนัยจนอดเดาไม่ได้ว่าเพื่อนสนิทเขากำลังมีแผนการบางอย่างในใจอยู่หรือเปล่า ยิ่งมีไอ้เดย์เดินตามหลังมาด้วยแบบนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันต้องมีลับลมคมในสักอย่าง 

  

“หวามีอะไรหรือเปล่า” 

  

“ต้องมีด้วยเหรอ หวาอาจจะแค่มาหาเตอร์เฉยๆ ก็ได้” 

  

“แน่ใจ? ทำไมเราไม่รู้สึกว่าแค่มาหาเฉยๆ เลยอ่ะ” 

  

“รู้ดีอีกแล้ว” หว่าหวายิ้มแล้วขยับนั่งลงข้างเขา ในขณะที่เดย์เดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม ข้างๆ กับพี่ไฟท์ “งั้นเข้าเรื่องเลยละกัน” 

  

“...” สีหน้าหว่าหวาเหมือนกำลังนำพาปัญหาใหญ่สักอย่างมาให้เขายังไงยังงั้น 

  

“หวาอยากให้เตอร์ช่วยติวภาษาอังกฤษให้พี่ไฟท์หน่อยน่ะ” 

  

นั่นไง... ว่าแล้ว 

  

“เดี๋ยวก่อนหวา” ติวเตอร์รีบแย้ง ไม่ต่างจากไฟท์เตอร์ที่ถึงแม้ไม่ได้พูดอะไร แต่การขมวดคิ้วนิดๆ ก็ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวไม่รู้เรื่องที่ต้องมาติวภาษาอังกฤษกับเขาเหมือนกัน แต่ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้นไฟท์เตอร์กลับนิ่งเงียบและไม่พูดแย้งอะไรขึ้นมา 

  

“ไม่ต้องเดี๋ยวแล้ว รับเลย ไหนเตอร์บอกว่าเด็กที่เรียนพิเศษอยู่ตอนนี้ไม่มีแล้วไม่ใช่เหรอ” 

  

“ก็ใช่ แต่เรา...” 

  

“น้าเตอร์ ช่วยพี่ไฟท์หน่อย มีเตอร์คนเดียวที่พอจะช่วยได้ เตอร์ก็รู้ว่าหวาไม่เก่ง Eng ส่วนพี่ไฟท์ก็ลง eng 4 มาสองเทอมแล้วยังไม่ผ่านสักที” 

  

“...” 

  

“ถ้าเทอมนี้ไม่ผ่านอีก ก็ไม่รู้ว่าพี่เขาจะเรียนจบไหม” มหา’ลัยติวเตอร์มีบังคับเรียนภาษาอังกฤษทั้งหมด 4 ตัว ไล่จาก 1 ไป 4 ซึ่งแต่ละคนจะถูกเทสระดับจากคะแนนแอดมิดชั่น ด้วยความที่ติวเตอร์มีคะแนนภาษาอังกฤษสูงมาก ตอนเข้าปีหนึ่งเขาเลยโดดไปเรียน Eng 4 เลย แน่นอนว่าเขาเรียนและสอบผ่านจบไปแล้วตั้งแต่ปีหนึ่ง 

  

“แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราสักหน่อย” ติวเตอร์บ่น มองหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังนำปัญหาใหญ่มาให้เขา 

  

“เกี่ยวสิ เกี่ยวมากด้วย เพราะเตอร์คือสายรหัสและเป็นที่พึ่งสุดท้ายของพี่ไฟท์” 

  

“...” สายรหัสอะไร ทำตัวไม่เห็นเหมือนสายรหัสสักนิด 

  

“น้า ช่วยพี่เขาหน่อยเถอะเตอร์” 

  

“ใช่ๆ ช่วยพี่เขาไปเถอะ ยังไงก็สายรหัสกันป่ะวะ แล้วอีกอย่างหวาเขาบอกกูว่าปกติพี่ไฟท์จ้างคนติว Eng ชั่วโมงละ 500 เลยนะเว้ย เยอะกว่าที่มึงทำอีกนะเตอร์” 

  

จะชั่วโมงละเท่าไหร่ ประเด็นมันไม่ได้อยูตรงนั้นสักหน่อย 

  

“หรือถ้าเตอร์ไม่รับสอนพิเศษให้พี่ไฟท์จริงๆ เตอร์ก็ต้องให้ที่บ้านหวาช่วยเรื่องเงิน โอเคไหม?” 

  

“เราเคยพูดเรื่องนี้กันไปแล้วไม่ใช่เหรอหวา” 

  

“เคยพูดแต่ว่า...” 

  

“ถามจริงเถอะที่ทุกคนทำกันแบบนี้เพราะสภาพเรามันดูน่าสงสารมากเลยเหรอ เราดูเหมือนคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากขนาดนั้นจริงดิ” 

  

“เตอร์ มันไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย หวาก็แค่เห็นพี่ไฟท์ไม่เก่ง Eng แล้วเตอร์ก็รับติวพอดี อย่างน้อยก็ถือว่าช่วยกันทั้งสองฝ่ายไง” 

  

“...” 

  

“แต่ถ้า... ความหวังดีของหวามันไปทำให้เตอร์คิดแบบนั้น หวาก็ขอโทษละกัน” เสียงหว่าหวาเปลี่ยนไปในโทนที่ไม่พอใจทันที สีหน้าบึ้งตึงของเธอทำให้เดย์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มร้อนรน 

  

“ไอ้เตอร์... มึงก็เห็นว่าหวาเขาก็แค่อยากช่วย ไม่มีใครมองมึงแบบที่มึงกำลังคิดอยู่สักหน่อย” 

  

“...” ติวเตอร์ไม่ตอบคำถามเดย์ เขารู้สึกเซ็งกับสิ่งที่เพื่อนแต่ละคนพยายามยัดเยียดให้ ที่สำคัญคือติวเตอร์ไม่ชอบเลยที่ใครต่อใครพากันสงสารเขาแบบนี้ 

  

รู้แหละว่าต้นทุนชีวิตของเขามันติดลบ แต่เขาก็อยากจะดิ้นรนให้ได้ด้วยตัวเองก่อน หรือถ้าจำเป็นต้องสอนพี่ไฟท์จริงๆ ก็ขอให้เป็นการสอนที่พี่มันอยากจ้าง ไม่ใช่มาในรูปแบบที่เหมือนยื่นมือเข้ามาช่วยเขาในสถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้ 

  

“เหอะ” ไฟท์เตอร์พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดแล้วมองหน้าติวเตอร์อย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ “แล้วถ้าสมมติพวกเพื่อนมึงเขามองมึงแบบนั้นจริงๆ มันผิดตรงไหนวะที่เขาจะช่วย คนที่อายว่าตัวเองเป็นแบบไหนต่างหากที่ควรรู้สึกผิด” 

  

“ผมไม่เคยอายว่าผมเป็นแบบไหน” 

  

“แล้วทำไมมึงถึงไม่ยอมรับงานนี้ล่ะ” 

  

“...” 

  

“เพราะเงินมันน้อยไป? เพราะไม่ชอบกู? หรือเพราะ...” ไฟท์เตอร์เงียบไปจังหวะหนึ่ง ยิ้มมุมปากถูกจุดขึ้นก่อนที่คนตัวสูงกว่าจะเอื้อมมือไปจับริมฝีปากตัวเองช้าๆ “อย่างอื่น” 

  

แน่นอนว่าสิ่งที่แสดงออกมามันก็เหมือนบอกเขาทางอ้อมว่าไฟท์เตอร์กำลังหมายถึงเรื่องจูบที่เคยเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ 

  

“พี่ไฟท์!!” 

  

“พอเถอะค่ะ” หว่าหวาออกโรงห้ามทัพอีกรอบ “เลิกทะเลาะกันได้แล้ว” 

  

“...” 

  

“เอาเป็นว่าหวาเข้าใจที่เตอร์ไม่ยอมรับติวภาษาอังกฤษให้พี่ไฟท์เพราะทั้งคู่ไม่ถูกกัน แต่ไม่รู้ดิ...บางทีก็อดคิดไม่ได้นะว่าหวาอาจจะไม่ได้สำคัญมากพอที่จะขอร้องอะไรเตอร์แบบนี้” 

  

หว่าหวาถอนหายใจออกมา สีหน้าเธอดูนอยด์มากแต่ติวเตอร์รู้ทันแหละว่าเพื่อนสนิทชอบทำอะไรแบบนี้เวลาที่จะอ้อนให้เขาทำตามความต้องการของตัวเอง ซึ่งปกติเขาก็ทำบ้างไม่ทำบ้างแต่ครั้งนี้... 

  

ติวเตอร์เหลือบสายตาไปมองไฟท์เตอร์อีกรอบ ยิ้มร้ายกาจและภาษากายที่ดูท้าทายกว่าปกติมันทำเอาเขารู้สึกหวั่นใจจนต้องชักสายตากลับมามองที่หว่าหวาแทน แน่นอนว่าเพื่อนสมัยเด็กของเขายังคงทำหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ แต่สายตาที่ส่งมาให้ก็ยังเต็มไปด้วยความหวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจหรือเอ่ยปากถาม 

  

เห็นแบบนี้ก็อดขำออกมาไม่ได้ 

  

“นี่ดราม่าเหรอเรา” 

  

“อื้อ ดราม่า” หว่าหวาพยักหน้ายอมรับแบบตรงๆ  “แล้วได้ผลบ้างไหมอ่ะ” 

  

“...” 

  

“ว่าไงเตอร์ ได้ผลบ้างป่ะเนี่ย” คนที่โดนอ้อนก็อยากจะบอกว่าไม่ได้ผลอยู่หรอก แต่ปัจจัยที่จะรับติวให้พี่ไฟท์มันไม่ได้มีแค่เรื่องที่หว่าหวาขอร้องเพียงอย่างเดียวเนี่ยดิ 

  

“ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าทำแบบนี้มันได้ผลตลอด” 

  

“เตอร์เองก็ชอบทำแบบนี้ตลอดเหมือนกันนั่นแหละ หวาเลยต้องงัดบทดราม่ามาใช้ไง ขอร้องดีๆ ไม่ชอบบบ สรุปตกลงติวให้พี่ไฟท์นะคะ” 

  

“อื้อ” ติวเตอร์พยักหน้าเบาๆ ในขณะที่หว่าหวายิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นว่าเขายอมรับข้อเสนอ 

  

แน่นอนว่าเพื่อนเขาไม่มีทางรู้เลยว่าอีกเหตุผลนึงที่ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าและไม่สามารถละเลยได้เหมือนกันก็คือไฟท์เตอร์ 

  

ติวเตอร์รู้ว่าไฟท์เตอร์ไม่มีทางเอาเรื่องที่เราสองคนเคยจูบกันไปบอกคนอื่นเพราะเจ้าตัวห้ามเขาขนาดนั้นคงไม่มีทางเอาไปบอกใคร แต่ที่รับก็เพราะโดนพี่มันท้าทายเนี่ยแหละ ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยเป็นคนที่รับคำท้าอะไรง่ายๆ แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงกลายเป็นคนไม่มีสติไปได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้ 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

50% 

 

 

 

 

 

  

Rrrrrrr 

  

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในจังหวะที่ติวเตอร์กำลังอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจเท่าไหร่นัก 

  

“ว่าไงหวา...” 

  

(ตอนนี้เตอร์อยู่ห้องหรือเปล่าอ่ะ) 

  

“อื้อ อยู่ หวามีอะไรงั้นเหรอ” 

  

(พอดีเราเพิ่งคุยกับพี่ไฟท์เมื่อกี้ เราว่าจะให้พี่เขาไปติวกับเตอร์วันนี้เลย ไม่แน่ใจว่าเตอร์ว่างไหม) 

  

“ก็ว่างอยู่หรอก แล้วหวากับพี่ไฟท์จะเข้ามากันตอนไหนเหรอ” 

  

(น่าจะบ่ายๆ แหละ แต่หวาคงไม่ได้เข้าไปด้วย) 

  

“อ่าว ทำไมงั้นอ่ะ” 

  

(หวาไม่อยากไปรบกวนเวลาเรียนของพี่ไฟท์น่ะ เพราะมันต้องใช้สมาธิไม่ใช่เหรอ) 

  

“ก็ใช่” 

  

“เอาไว้เดี๋ยวหวาให้พี่เขาโทรหาเตอร์ละกันนะ) 

  

“อื้อ ยังไงก็ได้” ติวเตอร์พูดกับหวาอีกไม่กี่ประโยคก็วางสายไป เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ในใจก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่มีเรื่องให้ต้องตีหรือขับเคี่ยวกันระหว่างที่กำลังสอนก็พอ 

  

Rrrrrrrrrrrrrr 

  

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกรอบแต่คราวนี้เจ้าของห้องถึงกับขมวดคิ้วออกมาอย่างไม่เข้าใจนิดๆ เพราะหว่าหวาเพิ่งบอกเขาไปเมื่อกี้ว่าไฟท์เตอร์จะเข้ามาตอนบ่าย แต่นี่ยังไม่สิบโมงเลยด้วยซ้ำไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร 

  

“ฮัลโหล” 

  

(กูอยู่หน้าหอมึงแล้ว) 

  

“ห๊ะ” 

  

(กูบอกว่ากูอยู่หน้าหอมึงแล้ว) 

  

“เดี๋ยวพี่ไฟท์ ไหนหวาบอกพี่จะมาตอนบ่าย” 

  

(แต่กูก็มาแล้วไง รีบลงมารับสักที กูร้อน) 

  

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด 

  

ติวเตอร์มองโทรศัพท์ในมือแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ เขาอดคิดไม่ได้อยู่ดีว่าที่บ้านของไฟท์เตอร์เลี้ยงดูคนๆ นั้นมายังไง ทำไมบางครั้งถึงเอาแต่ใจมากจนน่าปวดหัว ท้ายสุดเจ้าตัวก็ขยับลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบบัตรผ่านประตูหอก่อนจะรีบลงไปรับใครอีกคนที่คาดว่าน่าจะอารมณ์เสียอยู่พอสมควร 

  

และใช่... ติวเตอร์เดาถูก 

  

ไฟท์เตอร์กำลังหงุดหงิด 

  

“พี่ไฟท์” ติวเตอร์เดินออกมาจากหอก่อนจะตะโกนเรียกคนที่กำลังยืนเล่นโทรศัพท์อยู่ คนอายุมากกว่าเงยหน้าขึ้นมองแล้วเดินตรงมาหาติวเตอร์ 

  

“ช้า” 

  

“ช้าอะไร ยังไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ” ติวเตอร์บ่นอุบกับคนที่เพิ่งเดินผ่านหน้าเขาไป 

  

“ก็ช้าอยู่ดี” 

  

“...” 

  

“แล้วนั่นจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม กูร้อน” 

  

แม่ง ถ้าจะขอยกเลิกการติวตอนนี้จะทันไหมเนี่ย 

  

 

  

“พี่ไฟท์ จะเรียนดีๆ ได้ยังเนี่ย” ติวเตอร์เท้าคางมองคนตัวสูงกว่าด้วยสายตาไม่พอใจเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าเจ้าของชื่อแค่เงยหน้าจากจอโทรศัพท์ขึ้นมามองหน้าเขาแป๊บนึงก่อนจะก้มหน้าลงไปเล่นต่อ ก่อนหน้านี้เขากับไฟท์เตอร์ก็ทะเลาะกันไปรอบนึงเรื่องที่สอนไปเท่าไหร่ ไฟท์เตอร์ก็เหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสอนสักอย่าง 

  

ขนาดแกรมม่าง่ายๆ คนอายุมากกว่าก็ยังทำผิด แต่คือเรื่องนั้นมันพอจะทำใจยอมรับได้ไง แต่เรื่องไม่ตั้งใจเนี่ยดิ เขาไม่ชอบเลย 

  

“คือถ้าพี่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมสอน ผมก็ยังพร้อมจะสอนต่อ แต่ดูพี่ดิ รู้ทั้งๆรู้ว่าตัวเองอ่อนภาษาอังกฤษแต่ก็ยังไม่ตั้งใจอีก เห็นแบบนี้ผมเองก็ไม่อยากจะสอนพี่แล้วจริงๆ นะพี่ไฟท์” 

  

“...” พอพูดก็ไม่สนใจ ไม่รู้ได้ยินในสิ่งที่เขาบอกออกไปบ้างหรือเปล่า 

  

“พี่ได้ยินที่ผมพูดป่ะเนี่ย” 

  

“ได้ยิน” 

  

“ถ้าได้ยินก็ตั้งใจเรียนหน่อยเถอะ ถ้าไม่ตั้งใจผมจะยกเลิกแล้วจริงๆ นะ” 

  

“ถ้าจู่ๆ มึงจะยกเลิกสอนไปแบบนี้ มึงไม่กลัวว่ากูจะเอาไปบอกเพื่อนมึงหรือไง” 

  

“หวารู้ว่าผมเป็นคนแบบไหน เขารู้ว่าสิ่งที่ผมไม่โอเคมากที่สุดตอนกำลังสอนคือความไม่ใส่ใจแบบที่พี่กำลังทำ” ไฟท์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองคนพูด สายตาแบบนี้ติวเตอร์เดาไม่ออกหรอกว่าพี่ไฟท์กำลังคิดอะไรอยู่ 

  

“แต่สุดท้ายถึงกูจะนั่งอยู่เฉยๆ มึงก็ได้เงินไม่ใช่รึไง” 

  

“พี่ไฟท์ พี่คิดว่าผมเป็นคนแบบนั้นเหรอ คิดว่าผมเห็นแก่เงินมากขนาดนั้นเลยหรือไง” 

  

“สภาพมึงตอนนี้พูดแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะ” 

  

“พี่... ไฟท์” น้ำเสียงที่ติวเตอร์ใช้เรียกไฟท์เตอร์มันทั้งสั่นและดูไม่มั่นคงขึ้นมาเสียดื้อๆ แววตาที่สะท้อนกลับมายังเขามันเต็มไปด้วยเจ็บปวดแต่พยายามกักเก็บความรู้สึกนั้นไว้ไม่ให้เขาเห็น 

  

จริงๆ ไฟท์เตอร์ไม่ได้คิดจะพูดประโยคเมื่อกี้ออกมาหรอก แต่เพราะมันดันหลุดปากและเขาก็ไม่ใช่ประเภทที่จะเอ่ยคำขอโทษออกมาง่ายๆ ด้วย ยิ่งคนตัวเล็กเม้มปากแน่นพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดราวกับระงับอารมณ์ตัวเองแบบนั้นมันก็ยิ่งทำให้เขา... 

  

“คือกู” 

  

“งั้นหลังจากนี้ผมขอไม่สอนพี่แล้วละกัน” 

  

“เดี๋ยวดิวะ” 

  

“พี่กลับไปเถอะนะ ผมไม่อยากสอนพี่แล้วจริงๆ ว่ะ” 

  

ติวเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิว สายตาที่ส่งตรงมายังไฟท์เตอร์มันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นราวกับหินผาที่ถูกกระเทาะให้แหลกลงเรื่อยๆ 

  

“มึงแน่ใจเหรอว่าจะเอาแบบนี้” 

  

“อื้อ แบบนี้แหละ ดีแล้ว” 

  

“...” 

  

“...” 

  

 “งั้นก็ได้ กูเองก็ไม่ได้อยากให้มึงมาสอนเหมือนกัน” พูดจบไฟท์เตอร์ก็หันไปหยิบหยิบเงินแบงค์พันในกระเป๋าตัวเองมาประมาณสี่ใบแล้ววางมันลงบนโต๊ะญี่ปุ่น “อันนี้ค่าสอนในส่วนของวันนี้” 

  

ติวเตอร์มองเงินที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะดึงไว้ใบนึงพร้อมกับกลับส่งที่เหลือคืนไปหาคนที่เพิ่งยืนขึ้น 

  

“มันเกินพี่ไฟท์” 

  

“ก็เอาไปดิ ไม่เป็นไร เงินแค่นี้เอง” 

  

“พี่ไฟท์ ขอล่ะ เลิกดูถูกผมสักทีเถอะ... นะพี่” 

  

“เออๆ” ไฟท์เตอร์ดึงเงินจำนวนที่เกินยัดเข้ากระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วเดินไปหน้าประตูก่อนจะหันกลับมามองติวเตอร์อีกรอบ 

  

“อะไรอีก” 

  

“ให้กูกลับแล้วทำไมไม่ไปส่ง” 

  

“ต้องไปส่งด้วยเหรอ แค่เดินลงไปเองมันไม่ยากเลยนะพี่ไฟท์” 

  

“ก็กูไม่มีคีย์การ์ด จะเปิดประตูด้านล่างยังไงล่ะ” 

  

“มันไม่ต้องใช้คีย์การ์ดพี่ไฟท์ แค่กดปุ่มแล้วเปิดประตูออกไปได้เลย” 

  

“...” 

  

“ขอล่ะพี่ เลิกกวนผมได้ไหม ถ้าจะไป... ก็ไปสักที” 

  

ปัง! 

  

เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงถอนหายใจยาว ติวเตอร์เอนหลังพิงเตียงแล้วเงยหน้าขึ้นมองเพดาน เขาหลับตาลงช้าๆ พยายามหานึกถึงอะไรก็ตามที่ทำให้ใจตัวเองสงบลงกว่านี้ 

  

สภาพมึงตอนนี้พูดแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะ 

  

นั่นสินะ สภาพเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ควรจะมีทิฐิอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ 

  

เพราะงั้นพี่ไฟท์ไม่ผิดหรอกที่จะพูดอะไรแบบนั้นออกมา ก็ในเมื่อสิ่งที่เขาพูดมันเป็นความจริงนี่นา 

  

“เฮ้อ” ลมหายใจร้อนถูกพ่นออกมาอีกครั้ง ในหัวกำลังคิดเรื่องที่จะเริ่มสมัครงานใหม่อีกรอบ ตอนแรกก็คิดว่าการได้ติวให้ไฟท์เตอร์มันอาจจะเป็นทางออกที่ดีแล้วซะอีก 

  

แต่มันก็ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดสักเท่าไหร่ 

  

บางครั้งก็เบื่อความรู้สึกที่ต้องเริ่มใหม่แบบนี้ชะมัด 

  

แต่ถ้าไม่เริ่มเราก็ไม่มีทางเดินไปถึงเส้นชัยสักที... 

  

  

ความคิดเห็น