email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#เดย์เจ้าเอย 12

ชื่อตอน : #เดย์เจ้าเอย 12

คำค้น : เดย์เจ้าเอย แนวมหาลัย nana nanaกะหอยทาก น่ารัก หวาน อบอุ่น ผ่อนคลาย ฟิน จิกหมอน feelgood ฟีลกู๊ด

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2562 21:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
#เดย์เจ้าเอย 12
แบบอักษร

#เดย์เจ้าเอย 12 

 

                “เบาครับ สนิทกับเพื่อนพี่มากๆพี่หึงนะ” อ่า! ให้ตายสิ พูดหึงง่ายๆแบบนี้ได้ที่ไหนกันล่ะฉันเขินนะ แล้วตอนนี้มันใช่เวลาพูดเรื่องหึงไหมล่ะนั่นก็เพื่อนเขานะ

                “พี่ต้องไปนั่งดูหนังตั้งแต่ภาคแรกเลยไหมถึงจะคุยกับหนูรู้เรื่อง” พี่เดย์กระชับแขนขึ้นอีกนิดส่งผลให้ร่างเราทั้งสองกระชับชิดกันมากขึ้น

                “ก็ไม่ต้องขนาดนั้น”

                “งั้นทำยังไงดีหือ?” ปลายจมูกพี่เดย์แตะลงที่แก้มเบาๆ

                “กะ ก็ไม่ต้องทำอะไรหนูแค่อยากคุยเล่นกับพี่พาร์คเฉยๆไม่ต้องหึงนะ”

                “ถ้าหนูยืนยันว่าไม่มีอะไรพี่ก็เบาใจ แต่เรามาเคลียเรื่องไอ้คนที่จับมือหนูกันก่อนไหม พี่ยังไม่ลืมนะ” อ้าว ทำไมวนกลับมาเรื่องนี้อีกล่ะ

                “ก็มันไม่มีอะไร หนูบอกพี่ไปหมดแล้วถ้าไม่เชื่อพี่ถามพี่คนนั้นได้เลยคนที่พี่เคยเจอตอนไปรับหนูที่คณะครั้งแรกน่ะ” ฉันลืมชื่อพี่คนนั้นไปแล้วล่ะแต่ยังจำหน้าได้อยู่นะ

                “หึหึ มันรายงานพี่แล้วแต่พี่แค่อยากมั่นใจว่าหนูไม่ได้สนใจมันจริงๆ”

                “หนูไม่สนใจใครหรอกน่า เลิกทำเสียงดุได้แล้วคราวหลังถ้ามีอะไรแบบนี้อย่างอนแล้วเดินหนีหายไปแบบนั้นอีกเดินเข้ามาเลย ถ้าเจอเข้ามาถามเลยจะได้ไม่ต้องเข้าใจผิด”

                “ครับ ขอโทษที่วันนี้ทำตัวงี่เง่านะ เอาละวันนี้นอนกันเถอะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

                “เดี๋ยวหนูไปปิดไฟ” ฉันกำลังจะผละออกจากอ้อมกอดพี่เดย์ก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยห้ามและอาสาลงไปปิดไฟเอง

                “คราวนี้ก็นอนได้แล้ว” ค่ำคืนนี้เป็นอีกค่ำคืนที่ฉันหลับไปในอ้อมกอดอบอุ่นของพี่เดย์

                “ฝันดีค่ะ”

                “ฝันดีครับ” เสียงนุ่มชวนหลงบวกกับสัมผัสอุ่นที่แตะลงบนหน้าผากทำให้ฉันเผลอยิ้มท่ามกลางความมืด คืนนี้มันคงจะเป็นค่ำคืนที่แสนหวานสำหรับฉันจริงๆนั่นแหละ

 

                “วันนี้ก็ซ้อมเหรอ” วิสาเอ่ยถามผ่านมาจนถึงวันศุกร์แล้วตั้งแต่ต้นสัปดาห์จนถึงตอนนี้ฉันก็ซ้อมทุกวันและยังต้องเข้าเชียร์อีก เหนื่อยเอาการอยู่เหมือนกัน ยังดีที่มีพี่เดย์คอยช่วยเรื่องเรียนเขาบอกว่าปีหนึ่งเรียนพื้นฐานเหมือนกันเขาเลยช่วยสอนให้ได้

                “เฮ้! เหม่ออะไรเนี่ย” วิสาเอ่ยเรียกอีกครั้ง ฉันหันมองเพื่อนก่อนจะนึกได้ว่าเพื่อนถามอะไร

                “วันนี้ไม่ซ้อม เข้าเชียร์เสร็จจะกลับบ้านน่ะ”

                “ว้าวดีจัง”

                “แล้วแกกลับบ้านไหม”

                “ไม่ได้กลับบ้านอยู่ไกล พักผ่อนให้เต็มที่นะกลับมาเจอสอบแน่นอน” วิสาบอกขำๆ

                “โอ๊ย เครียดเลย”

                “ฮาๆๆ ทำหน้าตลกว่ะ ไปๆแฟนมารอแล้วมั้งน่ะ” แฟนอะไรกันเล่า

                “เออแล้วนี่โพธิ์กับอชิไปไหน”

                “สองคนนั้นไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวคงมา จะกลับเลยไหมหรือจะไปทานข้าวด้วยกันก่อน”

                “ไปทานข้าวด้วย” พี่เดย์คงยังไม่มาหรอกตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามเองเขาบอกเขาเรียนเสร็จค่ำ

                “เอางั้นก็ได้ ไปกันเถอะสองคนนั้นมาพอดี ไปทานข้าวกัน” วิสาบอกเพื่อนอีกสองคนที่เพิ่งเดินมา แต่ทำไมโพธิ์หน้าซีดแบบนั้นน่ะ ส่วนอชิเองก็ไม่ต่างกัน

                “ฮื่อ! จะร้องไปกันเถอะออกไปจากที่นี่กัน” โพธิ์พุ่งเข้ามาดึงแขนฉันกับวิสาไม่นานเราทั้งสี่ก็ย้ายไปอยู่ที่ร้านอาหารแต่พอสั่งอาหารไปได้ไม่นานพี่เดย์ก็โทรเข้ามาบอกว่าจะเข้ามารับ บ้าจริงเขาเรียนเสร็จค่ำไม่ใช่เหรอ

                “หนูมาทานข้าวกับเพื่อน” ฉันบอกเขาไปตามตรง

                (ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เข้าไปหาที่ร้านด้วยเลยหิวเหมือนกัน มีโต๊ะว่างไหม)

                “มีค่ะ”

                (งั้นเดี๋ยวเจอกันนะ)

                “แล้วตกลงหนีอะไรมาทำไมทำหน้าตื่นกันทั้งสองคน” อ้อ เรื่องนี้ฉันเองก็สงสัยแต่ลืมไปซะสนิทเลยว่าจะถามแต่พอวิสาถามเพื่อนไปฉันเลยพอจะนึกออกบ้าง

                “ก็ไปเข้าห้องน้ำอ่ะ แล้วก็แบบเจอนิสิตยืนอยู่ด้านหลังตอนล้างมือพอหันไปมองจะถามว่ามีอะไรหรือเปล่าก็หาไม่เจอ” อันนี้อชิเล่า แต่แค่ฟังเพื่อนเล่าฉันก็ขนแขนลุกชูชันไปหมดไม่พอความกลัวเริ่มครอบงำจิตใจฉันไปแล้วเลยต้องขยับไปนั่งเบียดวิสา ก็คนมันกลัวนี่จะให้ทำยังไงล่ะ ท่องคาถาจากฮอควอร์ดก็คงไม่ได้ผีคงไม่รู้จัก

                “ห้องน้ำเหรอ ฝั่งไหน” วิสาถามต่ออย่างข้องใจ

                “ฝั่งบันไดไง ชั้นหนึ่งมันมีที่เดียวนี่อาคารเราน่ะ” โพธิ์เล่าแต่ประโยคที่วิสาบอกต่อจากนั้นต่างหากที่ทำเอาเราทั้งสามตกใจยิ่งกว่าเดิม

                “ห้องน้ำตรงนั้นมันไม่มีใครใช้แล้วนะ เหมือนเมื่อต้นปีมีผู้หญิง...อยู่ในนั้น แล้วก็ไม่มีใครกล้าเข้าเลย” ได้จุดๆๆของวิสาเป็นอันว่าเราเข้าใจกันทุกคนนะ กรี๊ด ฉันกลัวนะทำไมต้องมารับรู้เรื่องอะไรแบบนี้ด้วยล่ะเนี่ย

                “ทำไมล่ะ แล้วแกรู้ได้ไง” โพธิ์ถามต่อเสียงสั่นๆ

                “ก็รุ่นพี่เล่าให้ฟัง เหมือนจะโดนข่มขืนนะ” ฮื่อน่ากลัว ยิ่งเล่าแล้วกดเสียงต่ำลงแบบนั้นมันยิ่งหลอนนะแม้รอบข้างจะสว่างโจ่งแจ้งไปหมดแบบนี้ก็ตาม น่ากลัวยังไงก็คือน่ากลัวนะเมื่อไหร่เพื่อนจะหยุดคุยฉันแทบจะสิ่งร่างตัวเองเข้ากับร่างของวิสาแล้วนะ!

                “บางวันนะ ก็จะมีคนได้ยินเสียงร้องไห้ดังจากห้องน้ำ ใครมีเรียนดึกๆแล้วเดินลงบันไดฝั่งนั้นก็จะเจอ...”

                “คุยอะไรกันอยู่ครับ”

                “กรี๊ด!” ฉันสะดุ้งร้องตกใจยกมือปิดปากตัวเองทันที ตวัดสายตามองคนที่เข้ามาทักไม่ให้ซุ่มให้เสียงอย่างงอนๆ แต่พอเห็นฉันกรี๊ดตกใจเขาก็หัวเราะน้อยๆเท่านั้น

                “โอ๊ย ตีพี่ทำไมเนี่ย” พี่เดย์ยังหัวเราะไม่หยุดเมื่อถูกตีที่ต้นแขนเต็มแรง

                “ว่าแต่คุยอะไรกันทำไมทำหน้าเครียดกันจัง”

                “ปะ เปล่าค่ะพี่” โพธิ์ตอบเสียงสั่น ไม่มีพิรุธเลยจ๊ะเพื่อนรักเสียงสั่นเป็นลูกระนาดขนาดนั้น

                “โอเค ไม่บอกก็ไม่เป็นไร ทานข้าวเถอะ” พี่เดย์ยิ้มขำๆส่งมาให้ มันน่าตีนักเชียว

                “พี่นั่งไหน”

                “โต๊ะที่ว่างแถวๆนี้แหละ”

                “โอ๊ย พี่เดย์ของหนู พี่นั่งกับพวกหนูก็ได้คนกันเองทั้งนั้น” โพธิ์เอ่ยชวนพี่เดย์ ช่างปรับอารมณ์ได้เร็วซะเหลือเกิน

                “เอางั้นเหรอ”

                “ตามนั้นเลยค่ะพี่”

                “งั้นขอนั่งด้วยนะ” พี่เดย์ขยับนั่งดีๆ และไม่ได้รบกวนฉันกับเพื่อนอีก แต่ไม่เข้าใจเพื่อนฉันจะชวนกันคุยเรื่องนั้นอีกทำไมเนี่ย อุตส่าห์จะเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วเชียว แล้วบิ้วมาซะขนาดนี้เย็นนี้ฉันจะนอนหลับไหมล่ะยิ่งกลัวๆอยู่อีกอย่างบรรยากาศภายในห้องฉันก็แปลกๆไปด้วย ไม่สิแปลกตั้งแต่ย้ายเข้าไปแล้วตอนนี้มันก็ขมุกขมัวกว่าแรกๆหลายเท่า ความรู้สึกที่ว่าไม่ได้อยู่คนเดียวมันชัดเจนขึ้น เสียงอะไรต่อมิอะไรในห้องยิ่งทำให้ฉันกลัวและกลิ่นอายความเศร้าจะมีมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อมีพี่เดย์ไปค้างด้วยยิ่งตอนนอนปกติก็กอดกัน เอ่อ เขินแฮะ นั่นแหละเรานอนกอดกันทุกคืนนั่นแหละแต่แปลกไปคือถ้ากอดกันในห้องฉันจะรู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องด้วยท่าทีโกรธๆด้วย เรื่องนี้ฉันยังไม่เคยบอกใครนะ

                “เจ้าเอยวันนี้ไม่ได้กลับบ้านกันแล้วนะ พ่อกับแม่พี่ไปต่างประเทศส่วนแม่เราเลื่อนวันกลับ แม่เราฝากมาบอกเพราะโทรหาเราไม่ติด” พี่เดย์เอาโทรศัพท์เขามาให้ฉันดู เป็นหน้าต่างสนทนาของเขากับแม่ฉันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนฉันพยักหน้ารับก่อนจะเอาโทรศัพท์ตัวเองออกมาดูก็พบว่าแบตหมดจริงๆ

                “แล้วตอนนั้นอชิเห็นปะ ตอนโพธิ์เจอ” ฉันเงยหน้ามองอชิที่นั่งอยู่ตรงข้ามทันทีพอเพื่อนพยักหน้าฉันก็ชนลุกซู่ทันที

                “ยังไงอ่ะเล่าให้ฟังหน่อยสิ”

                “ก็ใส่ชุดนิสิตยืนดักอยู่หน้าประตูแล้วเดินตามแต่เราทำเป็นมองไม่เห็น ถ้าทำเหมือนมองไม่เห็นเขาจะไม่ยุ่งกับเราเอง” ฮื่อ ฉันไม่กล้าส่องกระจกแล้ว ฉันกลัวจะเจออะไรแปลกๆไป

                “ฮื่อ พอแล้ว เรากลัว”

                “อ้อ อีกเรื่องว่าจะบอกตั้งนานแล้วแกน่ะย้ายออกจากที่นั่นเถอะ” อชิหันมามองฉันพร้อมกับทำหน้าจริงจังมาให้

                “ฮะ? ย้ายอะไร”

                “ย้ายจากคอนโดแกนั่นแหละ” อชิยืนยัน แต่ทำไมฉันต้องย้ายล่ะฉันเพิ่งเข้าไปอยู่นะ

                “ทำไมล่ะ”

                “เอาน่า ย้ายออกมาเลยเชื่อเรา”

                “หึหึ เซ้นส์แรงดีนี่” จู่ๆคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆก็เอ่ยขัดขึ้น พร้อมกับส่งสายตาแปลกๆไปยังอชิ ทั้งสองมองกันอย่างหยั่งเชิงแต่แววตาที่จับจ้องกันมันเหมือนมีคำพูดอะไรสักอย่างวิ่งลอยออกมาด้วยเพียงแต่ว่าฉันไม่รู้ว่ามันคือคำว่าอะไร

                “นิดหน่อยค่ะ”

                “อ้อ ถ้าอยากรู้ก็ย้ายออกจากที่นั่นซะครบหนึ่งร้อยวันเมื่อไหร่เราช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ”

 

 

==================== 

ไม่นะ!! นี่มันนิยายรักนะทำไมถึงมีสุกี้ด้วยล่ะ นี่มันอะไรกันนนนน 

ปล.ฝากติดตามแฟนเพจ Nanaกะหอยทากด้วยนะคะ 

ปล.2 ฝากอีบุ๊คเรื่อง Please ด้วยนะคะ เป็นเรื่องราวของ หมอวันกับน้องวิว (พ่อแม่ของพี่เดย์ค่ะ) 

ความคิดเห็น