ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Dirty Suekrob :: Episode.15 [200%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2558 22:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Dirty Suekrob :: Episode.15 [200%]
แบบอักษร

 

เครดิตภาพ tumblr , weheartit , pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate

 

 

  SONG : Digital Daggers- The Devil Within

 

 

EPISODE 15

{You’ll never know what hit you}

คุณไม่เคยรู้เลยว่าอะไร 'กระแทก' อยู่

_____________
 

“ก็เมียหนีไปคุยกับชู้ ผัวเลยตรอมใจ ซดเบียร์จนเมาตายเรียบร้อยแล้ว อ๋อย...” ผมพูดพร้อมเอาแก้มเข้าไปกลั้วกับซอกคอเธอ แล้วก็ได้แต่คิดในใจ...

แล้วอย่างนี้ลูกพีชจะไปไหนรอด...

ผลัก!

แต่ในทันทีทันใดเธอก็ผลักผมออกหน้าตาเฉย ไม่ได้ผลักแรงมาก แต่เพราะผมยังอึนๆ เลยถึงกับเซไปทางด้านหลัง

หมับ!

แต่ก็เป็นลูกพีชอีกเหมือนเดิมที่รั้งผมไว้ด้วยมือสองข้าง

“ชู้อะไรของนาย พูดอะไรบ้าๆ” ลูกพีชที่ยังรั้งแขนผมไว้ถามด้วยน้ำเสียงที่คาดคั้น เธอขมวดคิ้วจนเป็นปมพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นมองผม

วูบหนึ่งเธอทำท่าเหมือนอยากจะด่า แต่กลับกวาดมองสภาพผมพร้อมทั้งถอนหายใจแทน

“เธอโกหก” ตอนที่ผมก้มลงมองหน้าลูกพีช เห็นสายตาที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเธอ

สายตาเธอทำเอาผมลืมไปหมดว่าก่อนหน้านี้คิดแผนอะไรอยู่ เธอทำให้ผมรู้สึกเหมือนคนที่ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วดันก้มลงไปเลียกลับคืนมาด้วยวิธีการมอง

อย่างที่บอก ผมค่อนข้างสับสนเพราะพักนี้เธอไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่...

“ฉันโกหกอะไร” ลูกพีชบีบมือสองข้างกับต้นแขนผม สักพักเธอก็พูดโดยยังจ้องตาผมตาไม่กะพริบ “นายแอบฟังฉันใช่มั้ย”

เบื่อการที่บางทีเธอก็พูดเหมือนรู้ว่าผมทำอะไร เบื่อการที่เธอไม่หลบหน้าผมเหมือนช่วงแรก ต้องให้บังคับถึงจะมอง

และเบื่อ... การที่ตอนนี้ลูกพีชกำลังเลียนแบบผมด้วยด้วยการบังคับให้ผมจ้องตาด้วย เธอทำเหมือนอยากจะคาดคั้นให้ผมพูดเรื่องจริง

“...” แต่จะไม่พูด ใครจะทำไม

“ใช่มั้ย”

แต่เธอดันถามซ้ำ สายตาและท่าทางที่บีบบังคับทำให้หน้าผมร้อนขึ้นนิดหน่อย ไม่ได้เขิน... อย่าเข้าใจผิด ผมก็แค่ป่วยจนร้อนไปทั้งตัวเฉยๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

“ก็...” ผมอยากจะหาคำแก้ตัวนิดหน่อย เริ่มโมโหที่สถานการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิดเท่าไหร่ คล้ายเธอกำลังไล่ต้อนผมเงียบๆ “เธอพูดเสียงดังเลยได้ยิน... ไม่ไหวแล้วถามอะไรตอบยาก ไม่อยากตอบ”

พูดจบผมก็โอนเอนไปจะซบกับร่องอกของลูกพีชที่เพิ่งจะสังเกตว่ามันใหญ่ขึ้นให้ได้ ยังไงเธอก็เข้าใจว่าผมเมาอยู่ ถึงความจริงผมจะหายเมาตั้งแต่ตอนที่เดินซื้อของเมื่อสายๆ แล้วก็เถอะ

“อย่า... ไม่ไหวก็ไปนอนข้างนอก” แต่ลูกพีชกลับรั้งไว้ไม่ให้ซบ

“เคยจับแล้วยังจะหวงอยู่ได้” ผมพูดและนึกโมโหตัวเองที่ยังยืนจ้องหน้าเธอเฉยๆ อยู่ได้ ชักรำคาญที่อยากจะทำอะไรก็ไม่ได้ทำสักทีเพราะเธอดันไม่ยอม "ขอซุกหน่อย หงอยอยู่... ดูบ้าง"

ข่มซะดีมั้ย ยังไงเธอก็อ่อนโยนอยู่ด้วย

“ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ศึกรบ” เธอมองซ้ายมองขวา ทำท่าเหมือนนึกอยู่ว่าจะทำอะไรกับผมดี ผมรู้ว่าเธอกำลังวางแผน...

“ก็เธอโกหกว่าจะไปซื้อของ” แผนนั้นของเธอคือการบังคับให้ผมพูดความจริง นั่นก็น่าโมโหที่เธอดันกำลังจะทำสำเร็จ ผมพยายามจะไม่พูด ก็พยายามอยู่

ที่จริง เรื่องของไอ้ยีสต์ไม่ระคายผิวผมเท่าไหร่ มันไม่ใช่จุดที่จะต้องดิ้นขนาดนั้น แต่ก็...

มันขัดอกขัดใจทุกอย่าง... ทำให้ผมยิ่งพาลนึกไปถึงตอนที่เพื่อนๆ ช่วยกันหว่านล้อมให้มาที่นี่

“ทำเหมือนนายไม่เคยโกหก” ลูกพีชผลักผมออกไปอีกครั้ง เธอปล่อยมือจากแขนผมพร้อมทั้งถอนหายใจ “แล้วก็... เลิกพูดแบบนั้นด้วย”

“แบบไหนอีก... ไรนักหนา” พอเธอผลักออก ไม่ยอมจับแขนผมไว้ ผมก็เริ่มไม่พอใจอีกรอบ

“ชู้ ผัว เมีย สามี ภรรยา... ห้าม” เธอพูดพร้อมทั้งกวาดตามองไปรอบๆ ห้องครัวที่ผมทำรก “เข้าใจรึเปล่า”

“...” ผมเลยเงียบอีก ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าเธอจะพูดอะไรเมื่อครู่นี้ ไม่ได้สนใจหรอกเพราะผมกำลังคิดว่าทำยังไงถึงจะเลิกอยากโดนมอง เลิกอยากโดนจับ เลิกอยากโดนสนใจสักที

“เข้าใจมั้ย” เป็นอีกครั้งที่เธอถอยหลังไปเพื่อเพิ่มช่องว่างระหว่างเราและย้ำกับผม

“ไม่เข้าใจ” ผมรู้ว่าสีหน้าตัวเองต้องบึ้งตึงสุดๆ เพราะผมหงุดหงิดตัวเองที่ยิ่งนับวันก็ยิ่งทำตัวอ่อนหัด ไม่ได้เรื่อง “ไม่อยากเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ”

และเพราะไม่รู้ว่าจะมองอะไรดี ไม่อยากมองตาเธอเพราะเดี๋ยวจะเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกไปอีก ดังนั้นผมจึงลดตาลงมองริมฝีปากของเธอแทน

“พูดไม่รู้เรื่องอยู่ได้” เธอเริ่มใส่อารมณ์นิดๆ ก็แค่นิดหน่อยจริงๆ ปกติพูดกับผม... ไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้าที่จะความจำเสื่อม หรือหลังความจำเสื่อม... เธอก็เป็นแบบนี้ตลอดอยู่แล้ว

เมื่อก่อน... นานๆ ทีเธอถึงจะใส่อารมณ์ลงไปในคำพูด นานๆ ที... เธอถึงจะจ้องตาผม แค่เฉพาะเวลาที่อยากคาดคั้นคำตอบ แล้วเธอก็มักจะได้มันไปเสมอ ถึงจะเป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบ ผมก็ต้องใช้สมองเมคคำตอบมาให้เธอประจำ

บางที... สิ่งที่น่าขัดใจที่สุดคือผมมักจะเริ่มคิดถึงเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ตอนนี้เธอก็ยืนอยู่ตรงหน้า

ทุกอย่างทำให้ไม่พอใจ จนผมเริ่มโกรธเธอเพิ่มมากกว่าเดิม

“ไม่สนใจ ไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเข้าใจ” ผมถึงได้ตัดสินใจล้มตัวลงนั่งขัดสมาธิที่พื้นจนลืมนึกไปว่าพื้นห้องครัวมันเปียกเบียร์ไปแล้ว

“ก็ดี งั้นก็เรื่องของนายแล้วกัน” เห็นไหม... ไม่ใช่แค่ไม่แคร์ แต่เธอยังตัดบทพร้อมทำท่าจะเดินไปทางอื่นอีก

ตลก ใครจะให้ไปง่ายๆ

“...” ผมไม่ได้พูดแต่ใช้มือสองข้างกำข้อเท้าเธอไว้

“ปล่อยขาฉัน” เธอหยุดเดิน เสียงนี่มัน... ดุกว่าเดิมจนผมของขึ้นตามไปด้วย

“...” ผมปล่อยง่ายๆ ไม่ต้องเชื่อเธอก็ได้ที่จริง แต่ไม่รู้เหมือนกัน... และเมื่อขาเธอเป็นอิสระก็ทำท่าจะเดินออกไปอีก

หมับ!

แล้วผมก็รั้งไว้อีกรอบ จะไม่ให้เดินไปไหน จะก่อกวนมันอยู่แบบนี้ ความหงุดหงิดทำให้ผมพาล แล้วผมจะพาลไม่หยุดจนกว่า...

หมับ!

“อะไรของนาย เรียกร้องความสนใจอยู่ได้”

แต่แล้วความคิดผมก็ต้องหยุดลงเมื่อลูกพีชนั่งลงตรงหน้าพลางใช้นิ้วเกี่ยวคางผมให้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ ที่จริงตอนนี้เธอนั่งคุกเข่าอยู่ ใบหน้าเราถึงได้อยู่ในระดับเดียวกันพอดี

“...” ผมกัดริมฝีปากไว้พร้อมทั้งเบี่ยงหน้าเอาคางออกจากมือเธอ

“อยากได้อะไรก็พูด อย่ามาทำหน้างี่เง่า” ลูกพีชพูดในขณะที่ผมเริ่มยกมือขึ้นกอดอก

“...” ใจหนึ่งอยากให้เธอด่าแล้วไม่ต้องมาทำดีด้วย แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้เธอโอ๋หน่อยๆ... เรื่องประสาทแบบนี้ใครจะไปพูดลง

เพราะแบบนั้นผมถึงลดตาลงมองริมฝีปากของเธอแทน พอลูกพีชทำท่าจะลุกขึ้นผมก็จับเสื้อเธอไว้แน่น ถ้ายังรั้นจะลุกก็ให้มันขาดไปเลยง่ายดี

“...” จนเราสองคนตกอยู่ในความเงียบ ผมจ้องริมฝีปากที่เริ่มเม้มจนเป็นเส้นตรงของลูกพีชไว้ ได้ยินเสียงเธอถอนหายใจซ้ำ จากนั้นเธอก็ใช้ฟันขาวๆ ครูดกับริมฝีปากล่างของตนเอง

ฟุบ...

จนกระทั่งจมูกผมได้กลิ่นลิปสติกของเธอในระยะที่เรียกได้ว่าใกล้ชิดติดปลายจมูก การกดทับจากริมฝีปากและสัมผัสนุ่มหยุ่นตามมาติดๆ นั่นทำให้...

ตึกตัก ตึกตัก

หัวใจโง่ๆ ของผมดันสูบฉีดเลือดหนักจนเต้นกระหน่ำ และถึงตอนนี้เธอจะผละใบหน้าออกไปพร้อมทั้งด่าผมนิดหน่อยก็เถอะ

“ฉันทำแล้ว ทีนี้ปล่อยได้รึยัง” เธอถามในขณะที่ผมเริ่มขมวดคิ้ว อยู่ดีๆ ก็มาจูบ... รู้ได้ยังไงว่าอยากให้จูบ

ป๊อก... ได้ยินไหมเสียงอะไร มันคือเสียงสติบางส่วนของผมที่หล่นกระแทกลงกับพื้นไง

“ก็ได้” ผมตอบออกไปได้ยังไง ต้องไม่ทำตามสิถึงจะถูก ที่น่าโมโหคือผมยื่นหน้าเข้าไปจูบเธอซ้ำ

“ศึกรบ!” ลูกพีชเอียงหน้าหลบ เธอยกหลังมือขึ้นเหมือนจะตบแต่กลับเปลี่ยนเป็นกำมือแน่นก่อนจะลดมือลงแทน “ปล่อยมือนายจากเสื้อฉัน”

“ก็ได้” จะปล่อยตามที่เธอบอกทำไม... ไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายก็ยื่นมือไปบีบที่หน้าอกสองข้างของเธอแก้เก้อแทน ใหญ่ขึ้นจริงๆ ด้วย “ทำไมนมเธอใหญ่อลังการขึ้น”

“ไอ้...” ลูกพีชอ้าปากค้าง

“แอบให้ไอ้ยีสต์บีบมาใช่มั้ย” ผมคลายมือแล้วบีบอีกรอบ นึกอยากจะออกแรงให้ทะลักออกมาตามร่องนิ้ว ให้เจ็บซะให้เข็ด ใหญ่ขึ้นดีนัก

“อะ... ไอ้เฮงซวย” ลูกพีชที่หน้าแดงอ้าปากค้าง เธอรีบยกมือขึ้นกระชากมือผมออกพร้อมทั้งทำท่าจะฟาดมือใส่ข้างแก้มผมแทน “ทุเรศ!

“โอ๊ย!” ผมรู้ว่าเธอต้องตบแน่เพราะกำลังเหวี่ยงมือลงมาจึงขมวดคิ้วหลับตาลง “เจ็บไม่ไหวแล้วห้ามตบ”

แกรก...

“ไม่ต้องร้องล่วงหน้า ยังไม่ได้ตบ” ลูกพีชกัดฟันพูด

ผมลืมตาขึ้นเมื่อพบว่าปลายเล็บของเธอสัมผัสกับแก้มผม เธอทำหน้าไม่พอใจและสับสนเล็กน้อยตอนที่ลากปลายเล็บขึ้นลงกับผิวแก้มผม

เกางั้นเหรอ... เกา... เกาๆ

“อื้อ... ก็ได้ ไม่ร้องก็ได้” ผมเลยเบี่ยงหน้าไปทางด้านข้างให้เธอเกาทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้

“ทำเสียงบ้าๆ” ลูกพีชผละมือออกไป แต่สีหน้าของเธอยังไม่พอใจสุดๆ เหมือนเดิม เธอทำท่าทางคล้ายอยากจะกลั้นอารมณ์หงุดหงิดที่ปิดไม่มิดไว้ “ออกไปข้างนอกสักที จะทำกับข้าว”

“ทำเป็นเข้มใส่” แล้วผมก็ดันลุกขึ้นยืนหน้าตาเฉย รู้ตัวอีกทีคือตอนที่จะเดินมาถึงหน้าประตูแล้ว แต่ผมก็หยุดขยับเท้าแล้วหันไปมองหน้าลูกพีชที่ตอนนี้ยังหน้าแดงและยกหลังมือขึ้นปิดปากตัวเองแทน “ขอโดนจูบอีกทีได้ป่าว”

“ไม่ได้” เธอไล่พร้อมทั้งหันหลังให้ผมด้วยอาการประมาณว่าอยากจะหลบหน้าหรืออะไรสักอย่างที่บางทีผมก็... ไม่อยากจะบรรยายออกมาเท่าไหร่

“งั้นขอจับนมอีกที” ผมพูดต่อ นึกถึงตอนที่ได้จับไปด้วย ถ้าไม่ตบก็แปลว่าไม่ได้ห้ามใช่ไหม

“ไม่ได้! เริ่มขึ้นเสียงทั้งที่ไม่ได้หันมามอง

“แล้วถ้าอยากโดนเกา...”

“ไม่ได้ทุกอย่าง” แต่ยังพูดไม่จบประโยคลูกพีชก็สวนกลับมาอีก อารมณ์เสียอะไรไม่ค่อยเก็ท ต้องผมสิที่อารมณ์เสีย แต่เธอก็พูดต่อ “ออกไปแล้วไม่ต้องเข้ามาอีกนะศึกรบ”

“ทำเป็นไล่ นึกว่ากลัวนักรึไง” ผมพูดอีกรอบ พร้อมทั้งมองแผ่นหลังของลูกพีช แต่เธอกลับ...

“ออกไปนั่งเล่นมือถือของนายข้างนอกเดี๋ยวนี้!!” ตะโกนไล่ผมพร้อมทั้งตวัดหน้ามามองด้วยสายตาน่ากลัว มือข้างหนึ่งของเธอคว้ามีดอีโต้มาถือไว้ด้วย “ห้ามนั่งโซฟาด้วยถ้ารู้ตัวว่าเลอะเบียร์! ไปเลย!

“อะ... โอเค เข้าใจแล้ว ไปก็ได้”

จู่ๆ ผมก็ขนลุกหน้าตาเฉย รู้ตัวอีกรอบผมก็เดินมานั่งบนพื้นพร้อมทั้งหยิบมือถือของตัวเองมากดไปกดมาโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร

เวร... ท่าทางเมื่อกี้มันอะไรไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้หญิงตอนถือมีดน่าขนลุกขนาดนี้ได้ไงวะ

จนไม่รู้จะทำอะไรผมถึงได้กดเปิดไลน์แล้วพิมพ์คำถามแก้เก้อ

 

รบ :: เพื่อน... โดนผู้หญิงเกาแก้ม หมายความว่าไง

เรย์ :: หมายความว่าผู้หญิงเค้าเอ็นดูไงเฮีย

เฉื่อย :: หมายความว่ามึงคัน

ทัพพ์ :: โถ่ไอ้พวกโง่ ก็ผู้ชายเกามือผู้หญิงหมายความว่าขอมีเซ็กซ์ ส่วนผู้หญิงที่เกาแก้มผู้ชายก็หมายความว่าเธอยอมไง เกาหนึ่งครั้งต่อหนึ่งน้ำ เตรียมนับจังหวะการเกาได้เลย ฮ่าๆ

 

ป๊อก... ได้ยินเสียงอะไรไหม มันคือเสียงสติส่วนที่เหลือของผมที่หล่นลงพื้นไป

เมื่อได้อ่านผมถึงกับเด้งตัวลุกขึ้นก่อนจะวิ่งเข้าไปทางประตูหน้าห้องครัวอีกรอบพร้อมทั้งตะโกนขึ้น

“ลูกพีช คันแก้มเกาให้หน่อย!!!

“บอกแล้วไงว่าอย่าเข้ามา!” แต่ประเด็นคือเธอดันหันกลับมามองผมตาขวาง...

“คันตรงนี้!” ผมชี้แก้มตัวเอง

“ไม่มีมือรึไง ไปเกาเอง ออกไปเกาข้างนอกด้วย” เธอกัดฟันพูดและหันมีดมาทางนี้

บอกไว้เลย... ที่จริงไม่ได้กลัวเท่าไหร่ ไม่ได้ปัญญาอ่อนขนาดนั้น แต่จะนับจังหวะการเกาให้ได้ 

ผมใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มและเริ่มคิดหาคำพูดน่ารักๆ หลอกล่อให้เธอเกา ในที่สุดก็คิดออกจนได้

 

LOOKPEACH TALK

ฉันกำด้ามอีโต้ในมือแน่นและพยายามสะกดไม่ให้ใบหน้าร้อนเห่อไปมากกว่านี้ จนต้องเม้มปากเมื่อได้ยินเสียงของศึกรบตอนที่เขาชี้มือไว้ที่แก้มของตัวเองและเดินเข้ามาหาโดยยังเหลือบตามองมีดอีโต้ในมือฉัน

“ตัวเองเกาตรงนี้ให้เค้าหน่อย ถ้าเกาให้เกินสิบทีจะเป็นเด็กดีไปสามวันเค้าสัญญา!

 

 

“ทำไมฉันต้องทำด้วย” ฉันกำมีดไว้ แต่เมื่อเห็นท่าทางของเขาก็ต้องถอนหายใจแทน รอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ฉันทำแบบนี้ “จะดีจะเลวก็ตัวนายทั้งนั้น”

“คันมาก เค้าเกาไม่ไหว ให้ตัวเองช่วยเกา” ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกเหมือนศึกรบกำลังเฟคใส่ยังไงไม่รู้ คือก็ไม่ได้... เอ่อ... ไม่รู้สิ ฉันไม่ชินกับบุคลิกที่เป็นแบบนี้ของเขาเท่าไหร่

“ฉันไม่ว่างขนาดนั้นนายก็เห็น” ฉันจะบ้า ไม่รู้จะระบายยังไงดี

“...” เขาจ้องมีดในมือฉัน และยืนจ้องอยู่แบบนี้ราวกับอยากจะประกาศสงครามกับของในมือฉันให้ได้

“ออกไป” ฉันหันไปมองประตูอีกรอบ ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าฉันรู้สึกยังไงตอนนี้ บอกตามตรงว่าตามอารมณ์เขาไม่ทันจริงๆ

ก่อนหน้านี้ก็มาทำเป็นหงอยซะจนฉันไปไม่เป็น ตอนแรก... ไม่รู้เป็นบ้าอะไรเอาแต่จ้องริมฝีปากฉันอยู่ได้ นึกว่าเขาทวงจูบ แล้วสถานการณ์ตอนนั้นมันบังคับถึงได้จูบไปแบบไม่ทันคิด

สรุปฉันต้องมายืนด่าตัวเองอยู่ในห้องครัว ที่สำคัญคือไม่จำเป็นเลยที่ฉันต้องมาดูแลเขา

“ถ้าไม่เกาจะดื้อ” เขาพูดเสียงแข็งขึ้น ไม่ได้ดั่งใจอะไรก็รั้นตลอด เขาเป็นคนแบบนี้แน่ๆ

“เรื่องของนายสิ” ฉันเองก็โมโหเหมือนกันจึงหันหลังให้

ในตอนนั้นเองที่ใบหูได้ยินเสียงเขาลากเท้าไปเปิดตู้เย็น ฉันพยายามจะไม่สนใจ ไม่มองเลยด้วยซ้ำจนกระทั่ง...

ตุบ!

กระป๋องเบียร์เปล่าๆ ถูกเขวี้ยงใส่หัวฉัน!

เคล้ง!

“ศึกรบ!!” ฉันเม้มปากเมื่อเรียกชื่อเขาจบ พร้อมทั้งโยนมีดทิ้งไว้บนโต๊ะก่อนจะหันไปมองศึกรบที่กำลังเปิดกระป๋องเบียร์ของเพชรที่ฉันจำได้ว่าเหลืออยู่แค่สองกระป๋องสุดท้าย “เก็บเบียร์เข้าตู้เย็นซะ”

“ฉันจะดื้อ เข้าใจไว้ด้วย” เขาไม่สนใจเลยด้วยซ้ำตอนที่ถูกฉันมอง หมอเพิ่งบอกเขาวันนี้เองว่าห้ามดื่ม นี่อะไร... เผลอแป๊บเดียวเขวี้ยงกระป๋องใส่หัวฉันหน้าตาเฉย "ดื่มเบียร์หมดก็จะดูดเธอต่อ ระวังตัวไว้"

“ที่จริงว่าจะเปลี่ยนใจเกาให้” ฉันข่มอารมณ์ไว้ ถอนหายใจกี่รอบแล้วไม่รู้เมื่อเจอคำขู่บ่อยๆ เข้า “แต่นายเลือกเบียร์”

“...” เขาหยุดการกระทำลง บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้เป็นห่วงว่าจะเมาไหม แต่ก็แค่... แค่อะไรก็ช่างเถอะ ฉันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลในทุกการกระทำหรอกใช่ไหม

“ก็แล้วแต่ ไม่ว่ากัน” ฉันรู้ว่าเขาจะต้องทำอะไรหลังจากนี้

ตุบ!

“ถือว่าเธอขอร้องอยากเกาให้ฉันเองแล้วกัน” ศึกรบโยนเบียร์เข้าตู้เย็นพร้อมทั้งเดินมาทางนี้ ตาเขาเยิ้มเล็กน้อย แถมมาถึงก็หันแก้มให้ฉันหน้าตาเฉย “หอมก่อนเกาด้วย”

ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นโรคประสาทกับการกระทำของศึกรบ หมอนี่แกล้งทำตัวหน้ามึนกับฉันหรือเปล่าข้อนี้ไม่รู้หรอก แต่ตอนนี้ใบหน้าฉันเห่อร้อนมากกว่าเดิมอีก

“เยอะ” ฉันหลุบตาลงต่ำและยื่นมือไปเกาแก้มให้หมอนี่แบบถี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เกาแรงจนถึงขั้นข่วนเลยด้วย เอาให้แสบไปทั้งแก้มเลยยิ่งดี ปั่นประสาทดีนัก

“เจ็บ เกาแรงแบบนี้ต้องทำแรงตามด้วยมั้ย” เขาพูดอะไรสักอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ ประโยคแรกพูดกับฉันแน่ แต่ประโยคหลังคงพึมพำกับตัวเองมากกว่า

“...” อะไรคือเกาแรงต้องทำแรงตาม... หมอนี่บ้าไปแล้วชัวร์

“เกาช้าๆ สินับไม่ทัน” เขาเหลือบตามองพร้อมทั้งจับมือฉันไว้เบาๆ ช่วงนี้ถึงเนื้อถึงตัวกันตลอด ไม่สิ... เขายังเหมือนเดิม แต่ต่างวิธีกันมากกว่า

“นับไปทำไม” ฉันหรี่ตาลง พร้อมทั้งดึงมือออก

“ก็...” เขาทำท่าคล้ายอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ยอมพูด ยังมีหน้ามาสั่งฉันต่ออีก “เกาใหม่ ช้าๆ ด้วย จะนับ”

“พอที” ฉันรู้สึกไม่ดีตะหงิดๆ ถึงได้ส่ายหน้าให้ หมอนี่มาเพื่อก่อกวนสติฉันชัดๆ “ฉันเกาแล้ว นายก็ออกไปได้แล้ว”

“ฉันอยากนับ ไอ ว้อนท์... เข้าใจมั้ย” เขาไม่ยอมไปเลยทีนี้ จะทำตัวเหมือนอยากติดกับฉันไปถึงไหน ฉันอยู่กับเขาไม่ถึงสองวันนี่รู้สึกเหมือนยาวนานเป็นสองปีเลย

“ฉันนับไว้แล้ว” แน่นอนว่าโกหก... แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อฉันไม่อยากคุยกับเขาแล้วตอนนี้

“งั้นเท่าไหร่บอกบ้าง” ศึกรบตาลุกวาวเล็กน้อย ใบหน้าเขาแดงระเรื่อขึ้นทันทีที่แอลกอฮอล์เริ่มออกฤทธิ์อีกรอบ ทำสีหน้าเหมือนคิดเรื่องลามกอยู่ในใจด้วย

“ก็...” เอาแล้วสิ จะบอกว่ายังไงดี... ถ้าน้อยไปเดี๋ยวหมอนี่ก็บอกให้ทำอะไรบ้าๆ อีก

“ก็?” สีหน้าประมาณว่ารอคอยอย่างมีความหวังของศึกรบทำให้ฉันเอือมระอาจริงๆ

“คงสักร้อยทีมั้ง” ฉันพูดไปงั้น ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก แล้วรู้ไหมศึกรบทำอะไร เขาก็แค่เดินมาเบียดชิดตัวฉันพร้อมทั้งจ้องตาแป๋ว

“ร้อยที... กะไม่ให้ฉันเอาแรงไปทำอย่างอื่นเลย”

“...” อะไรของหมอนี่ พูดอะไรไม่เข้าใจ

“เธอมันร้าย คนป่วยอยู่ไม่ได้ดูสังขาร ไม่สงสารบ้างรึไง” จู่ๆ หมอนี่ก็ยื่นมือมาหยิกแก้มฉันน่าตาเฉย แถมยังด่าฉันด้วย ไม่เท่านั้น เขายังเริ่มเอาตัวเองเข้ามาฟัดฉันจนหัวหมุนไปหมด "งื้อ... มันเขี้ยวไม่ไหวแล้ว"

“นี่!” ฉันดันเขาออกอย่างรวดเร็วพร้อมยกมือขึ้นปิดต้นคอเอาไว้ “อยู่ดีๆ มานัวใส่ฉันทำไม”

“ก็เธอร้าย... อยากฟัด ขอฟัดหน่อย” ว่าจบก็จะเข้ามากอดอีกรอบ

“ถามจริง... จะกินมั้ยข้าว” ฉันเลยคว้ามีดด้ามเดิมมากั้นระหว่างใบหน้าของเราไว้ “ถ้ากินก็ออกไป”

“หิวแล้ว ขอกัดเธอไปพลางๆ ก่อน...” เขาผละถอยไปก่อนจะมองไปรอบๆ ห้องครัว สายตาคมหยุดอยู่ที่ชั้นบนของเคาน์เตอร์ซึ่งมีกระปุกบิสกิตรสสตรอว์เบอรี่อยู่

หิวจริงไหมไม่รู้ หมอนี่กะล่อนเกินกว่าที่ฉันจะนึกได้... จนฉันชักสงสัยว่าที่จริงแล้วเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่

“...” ฉันไม่ต่อปากต่อคำและมองตามมือเขา

“หยิบไม่ถึง หยิบให้หน่อย” เสียงศึกรบดังขึ้นอีก เรื่องกระปุกบิสกิต ขนาดเขายังไม่ถึง แล้วฉันจะหยิบถึงได้ยังไง บ้าบอ

“ข้างล่างก็มี” ฉันเอื้อมมือไปหยิบขนมที่อยู่ในโหล่ข้างล่างให้ศึกรบแทน และเพราะไม่อยากมีปัญหาถึงได้แกะมันยัดใส่ปากเขาซะ ยังสงสัยอยู่เลยว่าทำบ้าอะไรอยู่

“มองทำไม อยากกินมั้ย” คำถามบ้าๆ ถูกส่งผ่านริมฝีปากหยักลึกตอนที่เขากัดขนมไปซ่อนไว้ตรงกระพุ้งแก้ม

“ไม่ชอบขนม ไม่ใช่เด็ก” ฉันเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของศึกรบให้เดินตามมา อยากจะลากเขาออกจากห้องครัวสุดๆ

“แล้วศึกรบอยากกินมั้ย” แต่เขาดันเซมาหาจนแผ่นอกเบียดชิดกับหลังฉันนี่สิ สำออย

“ไม่รู้ ฉันไม่ใช่ศึกรบ” ฉันดันหัวเขาออก ไม่เข้าใจว่าถามอะไร ฉันยังไม่หันกลับไปและตั้งท่าจะเดินออกจากห้องครัวพร้อมทั้งย้ำ “ขนมฉันไม่ชอบ ไม่แย่งหรอก... อ๊ะ”

หมับโครม!

แต่ศึกรบกลับคว้ามือฉันไว้แล้วดึงให้หันกลับไปหา

ติดอยู่ตรงที่ว่าเขาดันเสียหลักจนหงายหลังไปกับพื้นห้องครัว ที่สำคัญคือดันดึงฉันให้ล้มลงไปนั่งทับตัวเขาด้วย

เมื่อไหร่ตัวจะหายร้อน วุ่นวายชะมัด ...ฉันคิดในใจเมื่อขาอ่อนเบียดชิดกับตัวเขา เมื่อตั้งท่าจะยันตัวขึ้นก็ต้องสะดุ้งเพราะถูกคว้ามือไว้

ฝ่ามือหนาที่ร้อนระอุยึดมือฉันไว้แล้วบังคับให้แตะตัวเขา ฉันพูดอะไรไม่ออกเมื่อศึกรบที่นอนอยู่ด้านล่างเอื้อมมือขึ้นมาสอดเรียวนิ้วที่มีกลิ่นขนมเข้ามาแตะกับลิ้นฉัน ก่อนเขาจะยกตัวยื่นหน้าเข้ามาจูบที่ข้อนิ้วดังกล่าวของเขาเอง

“ไม่ใช่ลูกอม หมายถึง ‘ศึกรบ’ เธอ... อยากกินมั้ย”

ผลัก!

“ทะลึ่ง ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ”

หน้าฉันร้อนวาบเมื่อหวิดจะโดนจูบ รีบผลักเขาออกแล้วลุกขึ้นยืนทันที

“...” ศึกรบไม่ได้ตอบ แต่ใช้ฟันขาวๆ กัดริมฝีปากล่างเมื่อลุกขึ้นตามมา

“ไปอาบน้ำได้แล้วศึกรบ” ฉันเลยเบนตัวไปทางอื่นทันที เมื่อกี้นี้มันอะไรใจเต้นหมดเลย “อาบน้ำเปลี่ยนชุดซะ”

“...” เขาจ้องฉันอย่างไม่พอใจสุดๆ

“ไม่งั้นก็กลับไป” ฉันไล่ พยายามไม่มองหน้าเขาให้มากที่สุด พ่วงด้วยเอื้อมมือไปผลักเขาออกจากห้องครัว และดึงเขาให้เข้าไปในห้องน้ำพร้อมทั้งโยนผ้าขนหนูพาดบ่าเขาด้วย

ครั้งนี้ศึกรบยอมง่ายๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองสบตาด้วยจึงเห็นว่าเขาทำสีหน้าน้อยใจอยู่

“คำก็ไล่ สองคำก็ไล่ อืม... ใช่ไง”

“...” ฉันอ้าปากค้าง หมอนี่ทำเหมือนฉันผิดเสมองั้นแหละ

“คนไม่มีหัวใจ ไม่รู้จักใช้คำว่าอ่อนโยนให้เป็นประโยชน์”

“...” ฉึก... ได้ยินไหม เสียงคำด่าของศึกรบที่กระแทกเข้าเบ้าหน้าฉันเอง

“อีมารร้าย... เธอเลวมาก!

แล้วเขาก็ปิดประตูห้องน้ำใส่หน้าฉันจนเกิดเป็นเสียงดัง 'ปัง'

"ไอ้..." ฉันถึงกับอ้าปากค้างมองประตูอีกรอบ

ให้ตาย... ใครกันแน่ที่ต้องถูกด่าว่าเป็นมารร้าย ใครกันแน่ที่เลว ไม่ใช่ศึกรบหรอกเหรอ ที่ผ่านมาฉันเป็นแบบนั้นเหรอ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

 

อย่าถามนะว่ากว่าฉันจะผ่านเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันมาได้มันเหนื่อยมากขนาดไหน โชคดีที่พอกินข้าวเสร็จศึกรบก็นอนเล่นอยู่ตรงโซฟา ส่วนฉันหนีเข้ามาในห้อง

เปรี้ยง...

จนกระทั่งได้ยินเสียงฟ้าร้องเบาๆ ตอนช่วงหัวค่ำถึงออกมาข้างนอกแล้วเห็นว่าเขานั่งสัปหงกโดยมือข้างหนึ่งกำมือถืออยู่ตรงหน้าห้อง

“ไม่คิดจะออกไปหาใครบ้างรึไง” ฉันถามเมื่อหลุบมองเขา

“...” แต่ศึกรบไม่ตอบ ฉันเห็นว่าเขาเปียกไปทั้งตัว คงจะเปียกมาสักพักแล้ว อาจจะออกไปไหนมา และดันกลับมาที่ห้องนี้ทั้งที่ความจริงไม่ต้องมาก็ได้ ในที่สุดคำพูดสุดท้ายของยีสต์เมื่อตอนกลางวันก็ดังเข้ามาในหัวฉันอีกจนได้

'ถึงตอนนี้มันจะอยู่กับเธอ แต่ฉันรู้ว่ายังไงมันก็ต้องออกไปตอนเย็นอยู่ดี'

ฉันไม่ได้โง่ขนาดที่ว่าดูไม่ออก แต่จะกลับมาทำไม ปั่นหัวฉันอยู่แน่ๆ

“ไปนอนที่โซฟาสิ” ฉันพูดเมื่อเดินมาหยุดอยู่ทางด้านหลังของเขา ก่อนจะดึงแขนเขาให้ลุก “นายไม่ได้หลับ อย่าฟอร์ม”

ฉันรู้หรอกว่าเขาสะลึมสะลืออยู่

เปรี้ยง!!

หลังจากนั้นเสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เฮือก...”

ศึกรบที่ตอนแรกสะลึมสะลือจู่ๆ ก็ทำหน้าตาตกใจพร้อมเด้งตัวลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในห้องฉันหน้าตาเฉย แล้วจะไม่ว่าอะไรเลยถ้าเขาไม่ได้ทำท่าจะกระโดดขึ้นไปบนเตียงทั้งที่ฉันสังเกตว่าเขาเปียกไปทั้งตัว

“นั่งลงที่พื้นเลยศึกรบ!” ฉันวิ่งตามไปคว้าคอเสื้อเขาไว้ได้ทันพอดี เมื่อดันให้เขานั่งลงได้ก็ขมวดคิ้ว “อย่าเพ่นพ่าน ออกไปนอนข้างนอกสิ”

“...” เขาไม่ตอบแต่ทำท่าเหมือนจะฝืนไม่ให้ตัวเองหลับด้วยการกัดริมฝีปากแทน

“อะไรของนาย” ไม่เข้าใจ ทำไมป่วยแล้ววุ่นวายแบบนี้ ท่าทางนี่อีก อย่านึกนะว่ารู้ไม่ทัน แต่ถ้าจะมึนมา... ก็จะแกล้งทำเป็นไม่รู้แบบนี้แหละ “แล้วอาบน้ำอะไรบ่อยๆ”

ถึงจะพอเดาออกตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาเปียกฝนก็เถอะ... คงออกไปข้างนอกมาจริงๆ นั่นก็... ช่างเถอะน่า ถ้าเขาออกไปได้ก็ไม่ต้องกลับมาด้วยสิถึงจะดี

“ไม่ได้อาบ” เขาบ่นอุบอิบ แต่ฉันไม่อยากใส่ใจมากไปกว่านี้แล้ว ฉันรู้ตัวว่าถ้าใส่ใจใครมากๆ ก็เลิกยากเหมือนกัน อารมณ์ประมาณชอบจำเรื่องร้ายๆ มากกว่าเรื่องดีๆ ล่ะมั้ง

“ทีหลังเช็ดตัวด้วย” ฉันพูดเพื่อยืนยันว่า... เข้าใจว่าเขาไปอาบน้ำมาใหม่จริงๆ ถึงความจริงจะไม่ใช่เลยก็ตาม

เปรี๊ยง!!

“เธอได้ยินมั้ย” เขาสะดุ้ง ฉันได้ยินเขาพูด รับรู้ได้ถึงไอร้อนจัดจากตัวเขา

“อะไรอีก” ลูกไม้เยอะชะมัด

“ฟ้าร้อง” คำพูดของศึกรบทำธรรมดามาก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...

“ใช่ ฟ้าร้อง แล้วทำไม” ยิ่งได้ฟังยิ่งขมวดคิ้วหนัก ถอนหายใจอีกรอบฉันเลยนั่งลงตรงหน้าเขาจนได้

เปรี้ยง!!!

“กะ ก็... เฮือก...” แต่แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือกพร้อมทั้งจะโผตัวเข้ามาหาฉันให้ได้ จนฉันต้องยกมือดันไว้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้

กลัวงั้นเหรอ... ปัญญาอ่อน ผู้ชายหรือเปล่าเนี่ย

พอเขาเป็นแบบนี้ ฉันไม่รู้จะเริ่มทำอะไรดี จะให้ไม่สนใจเหมือนเมื่อก่อนมันทำไม่ได้ และไม่รู้ด้วยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

“เลิกจ้องฉันสักที ขนลุก” ฉันเบนหน้าไปทางอื่นพร้อมทั้งถอดเสื้อเปียกๆ ออกจากตัวเขาไปด้วย นึกสภาพสีหน้าตัวเองตอนนี้ไม่ออกจริงๆ

“ถอดเสื้อให้แล้ว... ถอดกางเกงให้ด้วย” ศึกรบพูดกับฉัน แต่คิดว่าเขาควรจะนอนได้แล้ว ฉันรู้ว่าเขาเพลียเพราะไม่ยอมพักเลยทั้งวัน

นี่อะไร ทำเหมือนฝืนไม่อยากให้ตัวเองหลับต่อหน้าฉันอยู่ได้

“ไม่” แน่ล่ะ ฉันถอดให้เพราะรำคาญที่เขาไม่ยอมทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักทีมากกว่า

“...” แล้วเป็นไง พอปฏิเสธก็มาทำหน้างอใส่ มีสิทธิ์อะไรเนี่ย

“เลิกทำหน้าทำตาแบบนั้นทีเถอะ” ฉันเบือนหน้าหนี นึกแล้วบ้าจริงๆ ฉันไม่อยากทำอะไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ที่เป็นอยู่ด้วย... ไม่ชอบจริงๆ

“นะ” ไอ้คำพูดแนวออดอ้อนนี่อีก ใครก็ได้ช่วยเก็บเข้าปากเขาไปที

“ไม่ได้ชื่อนะ ชื่อลูกพีช” ฉันว่าก่อนจะลุกขึ้นยืน คิดว่าจะหาเสื้อตัวใหญ่ๆ ให้เขาใส่แทน

“พีช... รบเปลี่ยนกางเกงไม่ไหว” แต่แล้วเสียงของศึกรบก็หายไปเมื่อฟ้าร้องอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วก่อนจะก้มหัวลงซุกกับบ่าฉันหน้าตาเฉย

“คนที่เดินออกไปข้างนอกไหว ทำไมถึงเปลี่ยนกางเกงไม่ไหว” ฉันว่าจะไม่พูด แต่เห็นว่าทางเขาแล้วอดไม่ได้ ทั้งพูดไปดันหัวเปียกๆ ของเขาออกไปไง

“...” เขาเงียบและไม่ยอมออกท่าเดียว ได้ฟังฉันไหมไม่รู้ สภาพนี้คงแกล้งทำหูซ้ายทะลุหูขวาแน่ๆ

“ฉันไม่ได้โง่ศึกรบ” ที่จริงฉันไม่อยากจะแคร์อะไรมาก อยากจะปล่อยวาง แต่รู้ดีว่าทำยาก... ยากมากด้วย

"ชอบให้เธอโง่มากกว่า" พูดอย่างเดียวไม่เท่าไหร่ แต่ยังกอดฉันแน่นจนแทบจะหลอมรวมกันนี่สุดๆ ไปเลย "โง่ๆ สิจะได้ชอบ"

อ้อ... เพิ่งรู้เหมือนกันว่าฉันต้องโง่เพื่อให้เขาชอบด้วย แล้วที่แกล้งโง่ไปเมื่อกี้นี้เป็นเพราะอยากให้เขาชอบงั้นสิ ฮ่าๆ ตลกร้ายชัดๆ

เปรี้ยง!

แต่เสียงฟ้าผ่าทำให้ศึกรบซุกเข้ามามากกว่าเดิมจนฉันแทบเปียกไปด้วย ผลักยังไงก็ไม่ออกด้วยคราวนี้

“ฉันไม่ได้ให้นายมาที่นี่เพื่อกอดฉันเป็นว่าเล่น เข้าใจมั้ย” ฉันหงุดหงิดกับคำพูดของเขามากกว่าที่คิด ใจหนึ่งอยากจะถามว่าเขาไปไหน แต่อีกใจก็คิดได้ว่าช่างหัวมัน “ปล่อย”

“แต่ก็กลับมาแล้วนี่ไง” เขาพูดพร้อมทั้งเลื่อนใบหน้าลงเอาแก้มแนบกับช่วงอกของฉัน

“...” ฉันเม้มปากเมื่อศึกรบช้อนตาขึ้นมองและบังคับให้ฉันวางมือข้างหนึ่งกับหัวเขา นี่มันโกงชัดๆ หมอนี่ใช้วิธีที่โกงที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย

“ฉันออกไป แต่ยังไงก็กลับมาแล้ว ทำไมต้องขรึมใส่... ลูบหัวเดี๋ยวนี้เลย”

“เราไม่ได้ชอบกันขนาดนั้น” ถึงจะรู้ว่าในอดีตเราอาจจะเคยผ่านอะไรกันมาเยอะพอสมควร แต่มาออดอ้อนฉันแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ

หลายครั้งเกินไปแล้วด้วย...

“โอ๋ฉันบ้างมันจะทำให้เธอตายมั้ย” ยิ่งคุยกันหลังจากที่ศึกรบแอบออกไปตากฝนข้างนอก ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าสกิลการโต้ตอบของเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ

“ไม่ซุกสิ ไม่ชอบ” จะไม่ปกติก็ตรงที่ชอบเอาหัวเข้ามานัวกับอกฉันนี่แหละ

“ไม่เห็นเคยชอบอะไรสักอย่าง” เขาบ่นเสียงแข็ง และเริ่มสั่นนิดๆ เพราะความหนาว “ขนาดผัวก็ยังไม่ชอบ”

“อย่างนายใครมันจะไปชอบลง” นั่นทำให้ฉันตวัดตาขึ้นมองหน้าศึกรบทันที แต่เมื่อเห็นสายตาหงอยๆ ของเขา ความตั้งใจโง่ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ก็เรียกหาฉันจนได้

"ถ้ารู้ว่าชอบแต่ไม่บอก... ฉันเอาเธอสิ้นแรงแน่" ขนาดทำหน้าหงอยมากยังจะขู่อีก

และความโง่คือการที่ฉันฉวยผ้าเช็ดผมมาคลุมหัวให้เขา ก่อนจะขยี้ลงไปเบาๆ โดยไม่พูดอะไรอีก

วูบหนึ่งที่เผลอเงยหน้าขึ้นไปสบตาด้วย... ฉันมองเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เคลือบแฝงไปด้วยความชั่วร้ายบนใบหน้าศึกรบ มันเจิดจ้าชัดเจนยิ่งกว่าแสงสว่างสองร้อยหลอดไฟนีออนอีก

แต่พอกะพริบตา ทุกอย่างก็จางหายไป นั่นทำให้ฉันพูดขึ้น

“ฉันแค่เช็ดผม ไม่ได้ลูบหัว เข้าใจไว้ด้วย” ฉันบอก

“ปากไม่ตรงกับการกระทำ” เขาบ่นพร้อมเหลือบตาขึ้นมองทางด้านบน เมื่อมองตามฉันก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังเปลี่ยนจากเช็ดผมเป็นลูบหัวเขาอยู่จริงๆ

“เงียบนะ” นั่นทำให้ฝ่ามือฉันร้อนจนไม่คิดจะมองหน้าเขาอีก

หลังจากนั้นฉันก็ทำแผลให้หมอนี่ตามสเต็ป สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือร่างกายฉันทำไปเอง... เหมือนกับว่าฉันดูแลหมอนี่จนชินไปแล้ว และฉันไม่คิดจะหันไปมองหน้าศึกรบอีกเลย

พรึ่บ!

จนกระทั่งร่างฉันถูกเขายกขึ้นไปนั่งบนเตียงโดยไม่ทันตั้งตัว เผลอครู่เดียวเขาก็แทรกตัวเข้ามาจนใบหน้าอยู่ตรงหว่างขาฉันแล้ว

ตึก...

“...” หัวใจฉันกระตุกเมื่อเห็นว่าสายตาง่วงๆ นั่นเอาแต่จ้องมองซิปกางเกงฉันอยู่ได้ ลมหายใจร้อนๆ เหมือนจะแทรกเข้ามาด้วย

“จะทำอะไร” ฉันรีบยกขาขึ้นโดยอัตโนมัติ พอรู้ตัวก็ตั้งใจจะเบี่ยงลุกไปทางอื่น แต่มันติดอยู่ที่ว่าศึกรบดันรั้งไว้ “จะ... ทำอะไรศึกรบ”

เขามีแรงเยอะมากกว่าที่คิด ถึงตอนนี้จะตัวร้อนก็เถอะ แต่อาการดีกว่าตอนแรกแน่ๆ

“...” ศึกรบไม่ตอบ แต่ล้วงเอาสร้อยสีเงินที่มีกระดิ่งเส้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนที่เปียกชื้น หลังจากนั้นเขาก็จะใส่ให้ฉันหน้าตาเฉย

“ฉันไม่ใส่” ฉันพยายามดึงขาออก คิดดูแล้วไม่น่ายกเท้าขึ้นมากั้นไว้เลย แล้วไอ้สร้อยนี่ไปเอามาจากไหนก็ไม่รู้

อย่างที่บอกไปว่าชุดของศึกรบตอนนี้ เขาไปค้นๆ มาจากในตู้เสื้อผ้าที่มันมีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

“จะยัดเยียดให้ ไม่อยากฟังความเห็น”

เขากระซิบพร้อมทั้งช้อนตาขึ้นมองฉันที่มือแข็งไปโดยปริยาย แต่ดูเหมือนตะขอของสร้อยข้อเท้าจะเกี่ยวกับตัวสร้อยไม่ได้มั้ง หมอนี่ถึงได้เอียงหน้าไปทางด้านข้าง...

“เดี๋ยว... อ๊ะ” ฉันกำมือแน่น

หรี่ตาลงและสะท้านวูบเมื่อเห็นว่าเขาใช้ซี่ฟันขาวๆ กัดปากตะขอไว้แล้วใส่สร้อยข้อเท้าให้ได้ในที่สุด ริมฝีปากของศึกรบแตะลงกับข้อเท้าฉันโดยบังเอิญ... โดยที่สายตาเขายังจ้องฉันตาไม่กะพริบ

“ทำเสียงมาได้ ค่ำแล้วดูบ้าง” เขาพูดพร้อมไล้ริมฝีปากลงกับผิวรอบข้อเท้าฉัน

"ค่ำอะไร... นะ... นี่" เสียงฉันสั่น ริมฝีปากก็สั่นตามไปด้วย

"ค่ำ น่า ปาง"

"..."

"คราง น่า ปล้ำ"

ไอ้... พูดออกมาแบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม ชักเริ่มโมโหร่างกายไม่ยอมทำร้ายเขาเพื่อให้หยุดสักทีแล้วด้วย

สายสร้อยสีเงินกรอมอยู่ตรงข้อเท้าให้ความรู้สึกเย็น แต่ริมฝีปากศึกรบกลับร้อนระอุจนข้อเท้าฉันร้อนตามไปด้วยเมื่อรู้สึกถึงแรงดูดเม้มเบาๆ

อะ... อะไร... จูบ ดูด หรือแค่แตะ ทำบ้าอะไร

“อื้อ...” ฉันเม้มปากพร้อมหลับตาแน่น ร่างกายชาไปหมด ได้แค่คิดในใจว่าหมอนี่จะจูบทุกส่วนในร่างกายฉันเลยหรือไง

หลังจากนั้นเขาก็ดึงฉันลงมานั่งที่เดิมพร้อมทั้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยการจับมือฉันให้วางบนผ้าเช็ดผมที่ยังคาอยู่บนหัว

“เช็ดต่อให้หน่อย หนาว” เขาพูด ขณะข้อเท้าข้างที่โดนริมฝีปากของศึกรบแตะเฉียดผ่านยังร้อนผ่าว

จนผ่านไปหลายนาที ฉันก็ได้แต่นั่งอยู่ที่เดิม เช็ดผมเขาไปอย่างนั้นทั้งที่มันแห้งแล้ว

“ศึกรบ” ฉันกลั้นใจเรียกชื่อพร้อมทั้งดึงผ้าออกหัวเขาออกโดยไม่มองหน้า ช่วงนี้เรียกชื่อเขาบ่อยจนคิดว่าเป็นชื่อคนสำคัญที่ต้องเรียกทุกวันไปแล้ว

คนสำคัญงั้นเหรอ... คิดไปได้ยังไง ทุเรศจริง

“...” แต่เขาไม่ตอบ ฉันจึงพูดต่อ

“ทีหลังอย่าเที่ยวแอบมองใครแบบนี้ มันไม่มีมารยาท” นั่นแหละที่ฉันอยากจะพูด

“เธอไม่ได้มองฉัน รู้ได้ไงว่าฉันกำลังมองเธอ” คำถามบ้าๆ ถูกส่งออกมาจากคนเบื้องหน้า

ให้ตาย... หมอนี่เล่นทำแบบนี้ จ้องเหมือนจะกินขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องรู้สึกด้วยกันทั้งนั้น

เอาเป็นว่า ฉันเชื่อว่าหลายคนเคยเป็นแบบนี้ ถึงจะไม่ได้มองตรงๆ แต่ความรู้สึกมันบอกว่าโดนแอบมองอยู่

“ฉันรู้ก็แล้วกัน” ฉันตอบแล้วเม้มปาก

แล้วก็รู้ด้วยว่าถ้าหันไปสบตาด้วยตอนนี้มันจะเป็นยังไง ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า นอกจากเสียงเขาจะสงบลง สายตาของเขาก่อนหน้านี้ยังเริ่มทำพิษกับฉันด้วย

เพราะศึกรบกำลังแอบมองฉันด้วยสายตาที่เหมือนอยากจะตรึงให้อยู่กับที่

“ลูกพีช” แต่จู่ๆ ศึกรบก็เรียกชื่อฉัน ใบหูฉันได้ยินเขาขยับด้วย มันใกล้มากขึ้นอีกแล้ว

“อะไร” เพราะรู้ว่าเขาอยู่ใกล้เกินไปถึงได้เอื้อมมือไปด้านหน้าหมายจะบังไว้

หมับ!

แต่แค่ยื่นไปนิดเดียว ใจกลางฝ่ามือของฉันก็ปะทะกับแผ่นอกที่ร้อนจัดของศึกรบ เวลาแค่ไม่กี่วินาที เขาเข้ามาใกล้มากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นั่นทำให้ฉันกลืนน้ำลายลงคอ

“มีอะไรก็พูดมา รอฟังนานไม่ไหว ง่วง” ศึกรบถามในระยะประชิดมากกว่าเดิม

“...รู้ได้ยังไงว่าฉันมีอะไรจะพูด”

“ฉันรู้ก็แล้วกัน” คำตอบของศึกรบคือการยอกย้อน

เขาทำให้ฉันนึกถึงทุกครั้งที่คุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูดเล็กๆ น้อย... ศึกรบจะย้อนฉันคืนมาหมดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“นาย...” ฉันลดตาลงมองกำไลข้อเท้าที่ศึกรบเพิ่งใส่ให้

“รอฟังอยู่” เขาย้ำ น้ำเสียงทำให้รู้สึกถึงการไล่ต้อนที่น่ากลัวด้วย

“ไปเอาของบ้าๆ นี่มาจากไหน” สายตาฉันยังมองค้างไว้ที่สร้อยข้อเท้า ที่จริงอยากจะถามมากกว่าว่า ใส่ให้ฉันทำไม’ แต่ปากฉันมันไม่กล้าพอเท่าตอนด่าแรกๆ

“ถามใคร ต้องมองหน้าคนนั้น” ศึกรบไม่ตอบ แต่กลับท้วงให้ฉันมองหน้าเขาแทน “พูดกับใคร ต้องสนใจคนนั้นด้วย”

“ฉันถามไปงั้น” ฉันกลั้นหายใจและไม่คิดจะหันไปมองเขาอีก พยายามจะไม่มโนเอาด้วยว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ “ถอยไปหน่อย อึดอัด”

ที่จริงฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดมาได้สักวันสองวันแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีศึกรบมาอยู่ใกล้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อีกส่วนคงเป็นเพราะร่างกายฉันเอง คิดว่าคงต้องหาเวลาไปซื้อบราเซียร์ใหม่

ใส่ไซส์นี้มานานแล้ว แต่มาเจอศึกรบเวลาไม่ถึงสองเดือน หมอนี่หาทาง... ฉันตลอด

เพราะคิดอะไรบ้าๆ ในหัวฉันถึงได้ยกมือขึ้นกอดอกอัตโนมัติ

“ทำไมต้องมองทางอื่น ทำไมต้องกอดอก” ศึกรบถามฉัน นี่เขาไม่ได้ถอยออกไปเลยด้วยซ้ำ เสียงเมื่อครู่มันดังใกล้ใบหูจนขนลุกไปหมด “ทำไมต้องหน้าแดง”

“ไม่ต้องมาแอบมองฉัน” ฉันลดตาลงต่ำกว่าเดิม ทำยังไงถึงสลัดหมอนี่หลุดออกจากหางตาได้

“เปล่า ใครแอบ ไม่ได้แอบมอง” เขาปฏิเสธหน้าด้านๆ

“ไม่ได้แอบ?” ให้ตายเถอะ ถึงจะรู้ว่าหมอนี่ไม่ได้มองมาตลอดเวลา แต่มันก็... ใครไม่เจอแบบฉันไม่เข้าใจหรอก

“ฉันมองตรงๆ มองแบบเปิดเผย”

“แก้ตัวน้ำขุ่นๆ” ทำไมฉันจะต้องมาเถียงเรื่องธรรมดาๆ กับหมอนี่ด้วย

"เถียงคำไม่ตกฟาก... ทำไมฝนตกหนัก เธอแอบไปปักตะไคร้มารึไง"

"หยาบ" กวนประสาท ยั่วโมโหฉันทั้งที่ยังทำเสียงง่วงอยู่เนี่ยนะ เชื่อเลย

"หยาบแค่กับเธอ... หัดสังเกตบ้าง"

พูดได้เท่านั้นศึกรบก็ใช้จังหวะนี้เอนหัวมาซบกับซอกคอฉันตอนที่ฟ้าร้องอีกรอบ ที่สำคัญคือเขากำมือไว้กับเสื้อฉันและไม่ยอมผละออกไปอีกเลย

ฉันไม่รู้จะพูดอะไรเลยคว้าเฮดโฟนมาครอบหูให้ศึกรบ พร้อมทั้งเปิดเพลงให้เสียงดังลั่นจนกระทั่งลมหายใจของเขาอยู่ในระดับที่สม่ำเสมอในที่สุด

และสุดท้ายฉันก็เลยนั่งอยู่อย่างนั้นนานนับสิบนาที...

Rrrr

ทว่าเสียงมือถือของศึกรบก็ดังขึ้นจากข้างลำตัวของเรา พอหลุบตามองก็พบว่าเป็นใครสักคนที่ชื่อ ไลค์’ โทรมา แต่ศึกรบก็ไม่ขยับ เขาเริ่มทิ้งน้ำหนักลงมาเต็มที่

ฟุบ...

ขณะที่ศึกรบค่อยๆ เอนตัวไปทางด้านข้าง เพราะงั้นฉันถึงได้คว้าหมอนมาวางไว้ข้างล่างแล้วดันให้เขานอน ก่อนจะคว้าผ้านวมมาคลุมให้ลวกๆ และคนชื่อไลค์ก็โทรมาไม่หยุดเลยด้วย

ดังนั้นฉันจึงกดรับ... แต่ยังไม่ทันพูดอะไรก็ได้ยินเสียงตะคอกกลับมาแล้ว

[กว่าจะรับสายได้ ทำไมชักช้านักวะ นี่มึงแค่ไม่สบายนะไม่ได้เป็นง่อย!]

 

 

LIKE TALK

 

งานตะคอกต้องมา ไอ้ศึกรบก็น่าจะรู้ว่าผมไม่ชอบรออะไรนานๆ แล้วนี่อะไร... รับสายแล้วเงียบใส่ สงสัยเรียกร้องความสนใจอีกแน่

“ยังจะเงียบอีก ตอบสิไอ้รบ อย่าเพิ่งงี่เง่า” ผมกรอกเสียงใส่สปีกเกอร์โฟน ก่อนจะหันไปตะคอกใครอีกคนที่เปิดเพลงเสียงดังลั่น “ไอ้เลิฟเปิดเพลงเบาๆ หน่อย กูจะคุยโฟนกับน้อง”

“น้องเรย์ฟรุ้งฟริ้ง หรือน้องฉึกยบวะมึง” ไอ้เลิฟหรี่เพลงแล้วกลิ้งไปมาบนเตียง

“น้องฉึกยบดิ มันป่วยต้องโทรไปหน่อย เดี๋ยวจะกระแดะงอนหาว่าพี่ๆ ไม่รักแล้วมาทำสงครามประสาทใส่อีก” ผมกรอกตาใส่เพราะรู้นิสัยของศึกรบดี ความเลวต้องแอบมี ความดีไม่เคยเอา งี่เง่าที่แม่งก็หนึ่ง... นั่นแหละลูกพี่ลูกน้องผม

นี่ต้องแนะนำตัวไหม... สักหน่อยก็ได้แล้วกัน

ชื่อไลค์ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะบอกว่า... โสดครับ!

ไม่ฮาดิ? เออๆ เอาใหม่

ผมชื่อไลค์เป็นพี่ชายแท้ๆ ของเรย์ นิสัยส่วนตัวคือโคตรเกลียดไอ้มังกรหนอนเขียว ส่วนไอ้คนที่เปิดเพลงเสียงดังมันชื่อเลิฟ เราเป็นญาติกัน ซึ่งหมายความว่าผมกับเลิฟเป็นพี่ชายของศึกรบด้วย ที่จริงอายุเท่ากันแต่แค่มันดันฉลาดเลือกเกิดถูกจังหวะเลยได้เป็นน้องหน้าตาเฉย

พวกเรามีกันอยู่ คน ถึงจะเป็นลูกพี่ลูกน้องซะส่วนใหญ่ แต่ทุกคนใช้นามสกุลเดียวกันหมดเพราะพวกผู้ใหญ่อยากให้เราสนิทกันตอนโต

เรย์เป็นน้องคนเล็ก ไอคือน้องคนรองที่เป็นผู้หญิงคนเดียว

ถัดมาคือศึกรบ ผม เลิฟ และเรียว นับญาติกันลำบากสุดๆ พวกเราสี่คนเกิดวันที่ 31 ธันวาคมเพราะพวกแม่ๆ คลอดวันเดียวกัน แค่เวลาไม่กี่นาทีสามารถทำให้เรียวเป็นพี่คนโตแต่ศึกรบกลายเป็นน้องของผมกับเลิฟได้ ที่จริงทุกคนเล่าว่าไอ้ศึกรบเกิดตอนวินาทีที่ศูนย์พอดี มันเกิดคาบเกี่ยวระหว่างขึ้นปีใหม่กับส่งท้ายปีเก่า

เอาเป็นว่าช่างแม่ง สรุปเรียงตามนี้ จากเด็กไปโต... เรย์ ไอ ศึกรบ ผม เลิฟ และเรียว

ส่วนเรียว ทุกคนเรียกว่า เสือใหญ่ มันเป็นพี่ชายแท้ๆ ของศึกรบที่เกิดห่างกันไม่กี่นาทีและเป็นญาติคนเดียวที่ผมโคตรเกลียด

แต่เพราะมันคือพี่ใหญ่ของพวกเรา ผมถึงพยายามทำใจยอมรับในความจริงข้อนั้น ความจริงเกี่ยวรักต้องห้ามที่ผมเองก็รู้อยู่แก่ใจแต่ไม่คิดจะบอกใคร

 

เสือใหญ่คือพี่ชายที่ หลงรัก น้องชายฝาแฝดของตัวเอง...

 

 

 

TO BE CONTINUED...

 

 

 

ไม่มีทอร์คจ้าาาา

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว