ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๓-๒ :: อมตะชน (re-write)

ชื่อตอน : บทที่ ๓-๒ :: อมตะชน (re-write)

คำค้น : นิยายจีน นิยายจีนโบราณ จีนโบราณ เทพเซียน เทพ เซียน สวรรค์ ปีศาจ จอมมาร

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2562 14:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๓-๒ :: อมตะชน (re-write)
แบบอักษร

 

การที่รอยบาดแผลฉกรรจ์จากกรงเล็บอาบพิษของสัตว์อสูรฉางฉีสามารถสมานหายคืนได้เอง ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน และปราณบารมีอันน่าเกรงขามของซิ่นหนี่ว์ประดุจดังมีพลังปราณแห่งปฐมเทพบรรพกาลคุ้มกันกายอยู่นั้น ทำให้คิดเห็นเป็นอื่นใดมิได้เลย 

“ซิ่นหนี่ว์! เจ้ากลืนกินตงมู่จิงหลิงเข้าไปในกายแล้วหรือ” เป็นเทวีหลิงเหลียนผู้เป็นมารดาเบิกตาค้างเอ่ยถามอย่างตื่นตะลึง  

ไม่เพียงเทวีหลิงเหลียนที่ตกตะลึง เหล่าเทพเซียนในที่นั้นต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน ทุกคนต่างรู้ว่าซิ่นหนี่ว์ไปก่อเรื่องราวไว้ที่เกาะหวงโจว แต่ไม่คิดว่านางจะเก่งกล้าถึงขนาดช่วงชิงดวงแก้วแห่งความเป็นอมตะตงมู่จิงหลิง ที่เหล่าเทพเซียน ปีศาจ มาร วอนตายทั้งหลายยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วงชิงให้ได้ตงมู่จิงหลิงมานานนับแสนปี เกือบทุกรายกลับต้องทิ้งลมหายใจสุดท้ายไว้ที่นั่น ที่เหลือรอดกลับออกมาได้นั้นก็มิอาจได้ตงมู่จิงหลิงมาครองซ้ำยังบาดเจ็บปางตาย ทว่ากลับเป็นซิ่นหนี่ว์ที่ได้มาครอบครอง แม้นนางจะดำรงตำแหน่งหนึ่งในสามแม่ทัพแดนสวรรค์ก็ตาม แต่นางก็เป็นเพียงสตรีรูปโฉมอรชรนางหนึ่ง 

         ทุกคนต่างคิดว่าซิ่นหนี่ว์เข้าไปต่อสู้กับสัตว์อสูรฉางฉีจนถ้ำมรณะพังถล่มเสียหาย และตัวนางเองได้รับบาดเจ็บกลับมา ไม่คิดเลยว่าจนในที่สุดแล้วนางก็ครองความเป็นอมตะชนได้สำเร็จ 

         “ในกายข้ามีดวงแก้วตงมู่จิงหลิงจริงดังที่ท่านแม่กล่าว แต่ข้าช่วงชิงมาได้เพียงหนึ่งดวงเท่านั้น น่าเสียดายยิ่งนักที่ดวงแก้วตงมู่จิงหลิงอีกดวงข้าไม่สามารถนำออกมาได้ ถ้ำมรณะแห่งนั้นถล่มลงมาเสียก่อน ตอนนี้ตงมู่จิงหลิงอีกดวงก็น่าจะจมอยู่ใต้เศษซากถ้ำ” 

         คราแรกซิ่นหนี่ว์ก็สงสัยเหมือนกันว่าตงมู่จิงหลิงที่นางกลืนกินลงอุทรไปนั้น จะใช่ดวงแก้วแห่งอมตะจริงแท้หรือไม่ เพราะหลังจากที่กลืนกินเข้าไปนางก็ยังเจ็บปวดที่รอยบาดแผลจากกรงเล็บสัตว์อสูรเจียนตาย แต่ตอนนี้ความค้างคาใจนั้นหมดสิ้นไปเสียแล้ว แม้นจะใช้เวลาในการสัมฤทธิผลนานไม่น้อย แต่ที่สุดบัดนี้ตงมู่จิงหลิงเชื่อมต่อประสานทุกส่วนในร่างกายและจิตวิญญาณ นางครองความเป็นอมตะชนแล้วอย่างแท้จริง 

         คำสารภาพของซิ่นหนี่ว์เรียกรอยยกยิ้มจากมหาเทวะผู้เป็นบิดา เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก หลังจากนี้ ความเกรียงไกรของธิดาแห่งเขาต้องเป็นที่เลื่องลือ 

         “เจ้ามิจำเป็นต้องเสียดาย ตอนนี้ถ้ำมรณะอันเป็นที่บรรจุตงมู่จิงหลิงและสัตว์อสูรฉางฉี ทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้วนกลับคืนสู่สภาพเดิมหมดสิ้นแล้ว เพราะถ้ำแห่งนี้เทพกำเนิดได้ร่ายอาคมเอาไว้ หากมิได้จมลงสู่ก้นทะเลเหลือง แม้นจะถูกถล่มจนย่อยยับปานใดก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ต่อไปเห็นทีว่าผู้ปรารถนาตงมู่จิงหลิงคงต้องพกความกล้าหาญเข้าไปช่วงชิงเป็นทบเท่าเสียแล้ว เพราะการที่เจ้าเข้าไปอาละวาดทำร้ายฉางฉีนั้น ยิ่งทำให้มันทวีความเจ็บแค้นและดุร้ายมากขึ้นจนมิอาจประมาณ” 

         “ซิ่นหนี่ว์เหลวไหลก่อเรื่องกระทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ซิ่นหนี่ว์น้อมรับโทษทัณฑ์” เมื่อได้ทราบถึงผลความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของนางก็ให้ใบหน้างดงามเศร้าสลดลงไปไม่น้อย  

         “เอาเถิด อย่างไรเสียเจ้าบัดนี้ตงมู่จิงหลิงก็อยู่ในกายเจ้าแล้ว เจ้าย่อมเป็นผู้กล้าที่คู่ควรครอบครอง ดวงแก้วถูกกลืนกินไปแล้วก็แล้วไปเถิด แต่ผลของการกระทำผิดนั้นย่อมต้องได้รับการลงทัณฑ์ตามกฎสวรรค์”  

เทียนตี้หยุดการรับสั่งเพียงนิด หันไปมองมหาเทวะสงครามผู้เป็นเชษฐาอย่างขออนุญาต เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าสงบนิ่งเป็นเชิงยอมรับส่งกลับมาให้พระองค์จึงรับสั่งความต่อ 

“การที่เจ้าทำให้ถ้ำมรณะที่ปฐมเทพกำเนิดเป็นผู้สร้างขึ้นพังถล่มเสียหาย นับเป็นการล่วงเกินองค์ปฐมเทพและผิดกฎสวรรค์ ความผิดนี้มิอาจผ่อนปรนได้...โทษทัณฑ์ในความผิดนี้ของเจ้าคือต้องลงไปถือกำเนิดเวียนว่ายในโลกมนุษย์ เผชิญวิบากกรรมทุกข์ทั้งเจ็ดประการ อันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พรากจากสิ่งที่รัก พบปะกับสิ่งที่ชัง และผิดหวังในสิ่งที่ปรารถนา...ซิ่นหนี่ว์ เจ้าจะยอมรับหรือไม่” 

“เทียนตี้ ได้โปรดช้าก่อน” เทพลิขิตที่นั่งประจำตำแหน่งอยู่นั้นรีบกราบทูลทักท้วง 

“เทพลิขิต ท่านมีสิ่งใดเชิญกล่าว” 

“โทษทัณฑ์ที่แม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์ได้รับนั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของสวรรค์จริงแท้ แต่บัดนี้นางได้กลืนกินดวงแก้วตงมู่จิงหลิงครองความเป็นอมตะชนไปเรียบร้อยแล้ว นางใช้ชีวิตอยู่นอกเหนือสังสารวัฏ แล้วเช่นนี้นางจะเวียนว่ายตายเกิดฝ่าด่านวิบากกรรมทุกข์ทั้งเจ็ดประการในโลกมนุษย์ได้อย่างไร”  

สิ่งที่เทพลิขิตกราบทูลทักท้วงทำให้เทียนตี้หยุดชะงักไตร่ตรอง 

“จริงของท่าน ซิ่นหนี่ว์ครอบครองตงมู่จิงหลิงแล้ว นางอยู่นอกเหนือวัฏสงสาร...” 

         องค์ประมุขสวรรค์ยกมือขึ้นลูบเครางามครุ่นคิด เพียงไม่นานก็ออกประกาศราชโองการดังก้องกังวาน 

“เอาล่ะ หากนางไม่สามารถเวียนว่ายตายเกิดได้ตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ข้าจะร่ายอาคมให้นางลงไปถือกำเนิดนอกกฎเหนือเกณฑ์ ไม่ต้องเข้าสู่วิถีวัฏสงสาร ซิ่นหนี่ว์จะดำรงจิตวิญญาณและรูปสังขารเช่นมนุษย์ธรรมดาทุกประการ และค่อยๆ เจริญวัยเติบใหญ่ นางไม่อาจเผชิญด่านทุกข์แห่งความตาย แต่นางต้องเผชิญด่านทุกข์ทั้งหกประการ แล้วหากนางพ้นทุกข์ทั้งหกเมื่อใด เมื่อนั้นนางย่อมถือว่าได้ผ่านพ้นโทษทัณฑ์ครั้งนี้แล้ว ให้หวนคืนกลับสู่ปฐมวิญญาณเซียนชั้นสูงแห่งแดนสวรรค์ดังเดิม”  

เทียนตี้สามารถส่งเทพเซียนลงไปถือกำเนิดนอกเหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติได้ แต่ไม่อาจแตะต้องความตายแห่งอมตะชนได้ 

         “ข้าน้อยซิ่นหนี่ว์น้อมรับโทษทัณฑ์” ร่างโปร่งบางทรุดเข่าลงประสานมือน้อมรับโทษทัณฑ์ด้วยความเต็มใจ 

         ความจริงแล้วโทษทัณฑ์ที่ซิ่นหนี่ว์สมควรได้รับก่อนการลงไปเผชิญวิบากกรรมทุกข์ทั้งหกประการยังโลกมนุษย์ นางต้องรับโทษทัณฑ์มหาอสนีบาต แต่องค์ประมุขสวรรค์ตัดสินพระทัยลดทอนขั้นตอนนั้นไปเสีย เพราะต่อให้นางต้องรับทัณฑ์มหาอสนีบาตถึงร้อยสายพันสาย ก็ไม่อาจระคายเคืองสังขารอันเป็นอมตะของนางอยู่ดี  

         แม้นทุกคนจะเห็นซิ่นหนี่ว์น้อมรับโทษทัณฑ์ด้วยดี แต่ก็ให้อดห่วงกังวลไม่ได้ นางครองความเป็นอมตะชนแล้วอย่างไร แต่นางก็เป็นเซียนสตรีอายุเยาว์ 

         ซิ่นหนี่ว์เหลือบหันกลับไปมองบิดามารดาและพี่ชาย ทั้งหมดแสดงสีหน้าแสดงความเป็นห่วงกังวลอย่างมิอาจปกปิดได้มิด ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจคัดค้านราชโองการสวรรค์ได้ ซิ่นหนี่ว์เองก็กระทำความผิดมหันต์จริง ทั้งสามจึงได้แต่ยอมรับโชคชะตาของนางที่กำลังจะเกิดขึ้น  

         แต่พลันเสียงทุ้มกังวานของอสุนีเทพเยี่ยหลางเอ่ยดังขึ้นมา 

         “กราบทูลเทียนตี้...หากมีราชโองการลงทัณฑ์ซิ่นหนี่ว์ ได้โปรดมีราชโองการลงโทษทัณฑ์แก่ข้าน้อยด้วย แม้ข้าน้อยมิได้เป็นผู้นำความคิดริเริ่มในการกระทำความผิดนี้ แต่ข้าก็เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมกระทำความผิด อีกทั้งตัวข้าน้อยอาวุโสกว่านางหลายหมื่นปีแต่มิเอ่ยห้ามปรามนาง หากซิ่นหนี่ว์ได้รับโทษทัณฑ์ให้ลงไปเผชิญทุกข์ทั้งหกประการยังโลกมนุษย์แล้ว ตัวข้าเยี่ยหลางย่อมมีความผิดสมควรได้รับการลงทัณฑ์เช่นกัน” 

         สิ้นวาจาหนักแน่นแห่งอสุนีเทพ เหล่าทวยเทพทุกคนต่างนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงโดยเฉพาะท่านแม่ทัพสาวผู้ก่อเรื่อง 

         “อสุนีเทพ! ท่านมิได้กระทำความผิดใด ท่านตามไปช่วยเหลือข้าต่างหาก ท่านไม่สมควรได้รับโทษทัณฑ์” 

         “เจ้าอย่าลืมสิซิ่นหนี่ว์ ข้าก็เป็นผู้ทำให้ถ้ำมรณะถล่มเช่นกัน” 

         เสียงของทั้งคู่ที่ทุ่มเถียงกันนั้น ร้อนให้เทียนโฮ่วกระวนกระวายพระทัยมากขึ้น ฝ่ายหนึ่งก็ซิ่นหนี่ว์ที่พระนางรักดุจธิดาในอุทร ฝ่ายหนึ่งก็เยี่ยหลางผู้เป็นหลานรัก จะต้องลงไปเผชิญวิบากกรรมยังโลกมนุษย์ ซึ่งไม่มีเหล่าเทพเซียนผู้ใดปรารถนาลงไปพานพบ  

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้พระนางเป็นห่วงทั้งสองสุดแสนได้อย่างไร  

ทว่าเมื่อได้เห็นสายตาปลอบประโลมจากหลานชายที่มองมาด้วยความวอนขอให้เชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้เทียนโฮ่วทรงคลายความหวั่นวิตกลงได้ และจากสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของเยี่ยหลางก็ทำให้พระนางฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ อย่างน้อยการลงไปยังโลกมนุษย์ในครั้งนี้ ซิ่นหนี่ว์ก็ไม่ต้องไปตามลำพัง ยังมีเยี่ยหลางติดตามไปช่วยคุ้มครอง เทียนโฮ่วจึงเบาใจลงไปหลายส่วน 

         “เยี่ยหลาง ที่เจ้ากล่าวมานั้นช่างยุติธรรมซื่อตรงยิ่ง กล้ายอมรับความผิดมิคิดหลีกหนี เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าลงไปเผชิญวิบากกรรมทุกข์ทั้งเจ็ดประการยังโลกมนุษย์พร้อมกับซิ่นหนี่ว์ ให้หลังจากนี้เป็นเวลาสามวัน” ประมุขสวรรค์ประกาศราชโองการตัดสินโทษอีกครั้ง 

         “ข้าน้อยเยี่ยหลางน้อมรับโทษทัณฑ์” อสุนีเทพเยี่ยหลางทรุดเข่าลงประสานมือน้อมรับโทษทัณฑ์ด้วยท่วงท่าองอาจสง่างาม 

         เหล่าทวยเทพเห็นแล้วก็ให้ซาบซึ้งในน้ำใจอันดีงามของเทพบันดาลสายฟ้าผู้นี้ยิ่งนัก มิต้องมีตาทิพย์ ทุกคนก็พอเดาออกว่าการลงไปเผชิญวิบากกรรมยังโลกมนุษย์นั้นเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคืออสุนีเทพต้องการติดตามไปปกป้องคุ้มครองซิ่นหนี่ว์ ตั้งแต่กาลก่อนกระทั่งบัดนี้ เยี่ยหลางก็คอยติดตามคุ้มครองนางมิห่าง ทุกคนต่างเอาใจช่วยให้อสุนีเทพชนะหัวใจรักของซิ่นหนี่ว์ได้เสียที  

เทพเซียนทั้งพิภพสวรรค์อยากดื่มสุรามงคลของทั้งคู่แล้ว... 

ความคิดเห็น