facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ X ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ X ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ส.ค. 2562 13:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ X ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ X ”

 

 

 

ตั้งแต่เมื่อก่อนสิ่งแรกสิ่งที่จะเห็นในแต่ละวันไม่ใช่เพดานห้องหรือแสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาอย่างแรงกล้าแต่เป็นกระจกใสซึ่งกั้นขวางระหว่างตัวผมกับท้องทะเลอันกว้างใหญ่

 

ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์พวกเราไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได้เหมือนอย่างพวกปลาแต่ตัวผมนั้นหลงใหลในท้องทะเล ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคือหลงใหลในสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในท้องทะเลมาตั้งแต่วันที่ได้รับรู้ถึงการมีตัวตนของเงือก

 

ทั้งหลงใหลและต้องการ ความต้องการที่มีนั้นมากถึงขนาดสร้างห้องนอนไว้ใต้น้ำ เป็นคนเห็นแก่ตัวที่ทำทุกอย่างเพื่อจะได้อีกฝ่ายมาอยู่ในครอบครอง และในตอนนี้ผมก็ได้เงือกที่เฝ้าตามหามาตลอดอยู่ในอ้อมแขนแล้ว

 

ภาพแรกยามลืมตาตื่นขึ้นมาในวันนี้คือภาพของใบหน้าขาวนวลที่กำลังหลับตาพริ้มโดยหันหน้ามาทางผม ริมฝีปากสีชมพูที่เผยอออกนิดๆ ช่างน่าดึงดูดให้กดย้ำสัมผัสลงไป

 

ตลอดหลายวันมานี้ฟีแซลล์มานอนด้วยกันกับผมตลอดซึ่งผมเพิ่งได้รู้ว่าอีกฝ่ายกลัวทั้งเสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่าก็เป็นตอนที่เห็นร่างนั้นขดตัวอยู่บนพื้นอย่างน่าสงสาร อาจเพราะอยู่ในน้ำมาตลอดเลยไม่ถูกกับเสียงดังๆ บนโลกมนุษย์ก็เป็นได้

 

ตั้งแต่รู้ว่าฟีแซลล์กลัวผมกึ่งบังคับให้เจ้าตัวมานอนด้วยกันทั้งที่อีกฝ่ายบอกว่าขอแค่นอนโซฟาก็พอ แต่ใครจะยอมให้ไปนอนโซฟากันล่ะ โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกันมากขนาดนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ

 

ในเมื่อมีโอกาสผมก็ไม่คิดจะปล่อยไปหรอกนะ

 

“ฟีแซลล์” ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงเบาขณะขยับเข้าไปใกล้เกลี่ยเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มที่ปกปิดใบหน้าอยู่ออกแล้วกดจูบยังหน้าผากนั้นอย่างแผ่วเบา

 

ผมอยากเชื่อใจและเปิดกระจกที่ขวางกั้นเขากับทะเลออกแต่ผมก็กลัว...กลัวว่าหากทำแบบนั้นจะต้องเสียฟีแซลล์ไป

 

อย่างที่เคยบอกอีกฝ่ายไว้ หากคำว่าเชื่อใจมีโอกาสที่ผมจะสูญเสียเขาไปผมก็ไม่คิดจะเชื่อใจหรอก

 

“อื้อ~...” เสียงครางติดรำคาญดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าของฟีแซลล์ที่หันหนีมือที่ผมลูบไล้ใบหน้านั้นเล่น

 

วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติอยู่พอสมควรเลยมีเวลามองดูอีกฝ่ายเรื่อยๆ อย่างไม่ต้องรีบร้อนลุกไปทำอะไร

 

ช่วงเวลาอันเงียบสงบและมีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ แบบนี้...ผมอยากให้มันคงอยู่เป็นนิรันดร์

 

ผมใช้เวลาที่มีลูบใบหน้านั้นเล่นรวมถึงพรมจูบเบาๆ ไปทั่วทั้งหน้าผากและพวงแก้มแต่เว้นบริเวณริมฝีปากเพราะผมคิดว่ามันคงไม่ดีถ้าจะฉกฉวยโดยไม่ขอความสมัครใจ เชื่อไหมว่าผมไม่รู้สึกเบื่อสักนิดที่ได้มองฟีแซลล์ยามหลับสนิทแต่คงเพราะผมได้ใจเกินไปเลยกดย้ำสัมผัสแรงขึ้นจนกระทั้งดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลนั่นเริ่มปรือขึ้นอย่างงัวเงียก่อนจะค่อยๆ หันมามองทางผมที่จ้องไปอยู่ก่อนแล้ว

 

“...โฟรช?” ชื่อเรียกที่ถูกอีกฝ่ายตั้งให้ดังขึ้นขณะดวงตาคู่สวยกระพิบติดกันหลายต่อหลายรอบ

 

“อรุณสวัสดิ์” ผมเอ่ยทักทาย ชื่อของผมคือโฟรเช่ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกเรียกด้วยชื่อสองพยางค์มาโดยตลอดไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ชื่อถูกรวบจนเหลือพยางค์เดียว

 

เอาเถอะ...ถ้าคนเรียกคือฟีแซลล์ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น ตรงกันข้ามออกจะดีใจด้วยซ้ำที่มีชื่อเฉพาะซึ่งมีเพียงคนเดียวที่สามารถเรียกได้

 

“อือ...อรุณ...สวัสดิ์” ฟังจากน้ำเสียงดูท่าจะยังไม่ตื่นดี

 

“นอนต่ออีกหน่อยก็ได้” เมื่อคืนมีทั้งเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเพราะอยู่ในฤดูฝนแถมยังมีพายุเข้าช่วงนี้เลยมีฝนตกเกือบทุกวัน

 

“ไม่เป็นไร...ผมตื่นแล้ว คุณตื่นเช้าจัง” ฟีแซลล์หันมาถาม

 

“มันตื่นเอง”

 

“คุณดูหลับสบาย...ไม่กลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเลยสินะ” ฟีแซลล์ถามต่อ

 

“อืม ไม่กลัว” ผมตอบไปตามจริง

 

“แล้วมีอะไรที่กลัวไหม” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลนั่นทอประกายสงสัยยามจับจ้องมองมา

 

“...เหมือนจะไม่มี” ผมลองนึกย้อนไปแต่ก็ไม่เจอสิ่งที่ทำให้รู้สึกกลัวได้ อย่างพวกสัตว์มีพิษนั้นไม่ได้กลัวแค่อยู่ในระยะที่เหมาะสมต่อให้มีพิษร้ายยังไงก็ทำอะไรไม่ได้

 

“ต้องมีสิ...มันต้องมีสักอย่างสิน่า” ฟีแซลล์เด้งตัวขึ้นมาขยั้นขยอให้ผมนึกให้ออก

 

“นึกไม่ออก”

 

“พยายามหน่อย ต้องมีบ้างแหละน่าที่รู้สึกว่าต่อให้พยายามทำยังไงก็ยังคงกลัวอยู่ดี” ใบหน้าจริงจังยามถามคำถามดูขัดกับร่างกายที่โยกไปโยกมาเพื่อรอฟังคำตอบซะเหลือเกิน

 

“...ก็มีอยู่” พอลองนึกดูดีๆ สิ่งนี้ก็ถือเป็นความกลัวได้เหมือนกันนี่นะ แถมอยู่ใกล้ตัวมากจนเกือบนึกไม่ออกอีก

 

“อะไรๆ” คนข้างกายเขย่าแขนผมเป็นเชิงเร่ง

 

“นายไง”

 

“กลัวผม?” ดวงตาของฟีแซลล์ถึงกับเบิกกว้างเมื่อได้ยิน

 

“หึ...กลัวจัง” ผมหลุดยิ้มออกมาเมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้ขยายความให้ชัดเจน

 

จะให้ผมกลัวฟีแซลล์?

 

ก็คงกลัวล่ะนะ

 

“ผมน่ากลัวเหรอ ไม่นะ เห็นไหมว่าผมออกจะเป็นมิตร...จับได้นะผมไม่กัด” ระหว่างพูดอีกฝ่ายจับมือผมให้ไปแตะพวงแก้มพร้อมส่งยิ้มมาให้

 

“รู้แล้วว่าไม่กัด” ผมบอกพลางลูบใบหน้านั้นอีกนิด

 

“นี่กลัวผมจริงๆ เหรอ” ฟีแซลล์ถามย้ำ ดีเหมือนกันที่อีกฝ่ายจะคิดมากในสิ่งที่ผมพูด

 

“อืม กลัว...แต่ไม่ได้กลัวในความหมายว่าไม่อยากเข้าใกล้หรือไม่อยากสัมผัสหรอกนะ” ผมพูดสลับมองดวงตาที่ทอประกายสงสัยส่งมา

 

“หมายความว่ายังไง กลัวนี่มีความหมายอื่นด้วยเหรอ”

 

“มีสิ...กลัวว่านายจะหายไป นี่ก็ถือเป็นความกลัวใช่ไหมล่ะ” คำตอบของผมดังขึ้นพร้อมกับสบสายตากับฟีแซลล์

 

การสูญเสียฟีแซลล์เป็นสิ่งที่ผมกลัวและอาจกลัวที่สุดแล้ว

 

“โฟรช...”

 

“อย่าหายไปไหน” อาจฟังเหมือนคำสั่งแต่หากมองลึกลงไปผมกำลังขอร้องเขาอยู่

 

“...คุณน่ะยึดติดกับผมมากจริงๆ นะ” เงียบไปสักพักก่อนอีกฝ่ายจะพึมพำกลับมา

 

“...” ผมเลือกที่จะเงียบ ซึ่งการเงียบก็มีค่าเท่ากับการยอมรับนั่นแหละ ผมไม่คิดจะโกหกหรือปฎิเสธเพราะมันเป็นความจริง ตั้งแต่วันนั้นที่ถูกเงือกหรือฟีแซลล์ช่วยชีวิตไว้ผมก็ตั้งใจเอาไว้แล้วถึงสิ่งที่จะทำในอนาคต

 

“ผมถามได้ไหมว่าทำไม” ฟีแซลล์หยั่งเชิงเพราะครั้งที่แล้วผมไม่ได้ตอบคำถามนั้น

 

“ยังไม่ใช่ตอนนี้” คำตอบน่ะผมมีเพียงแต่ผมยังไม่อยากเอ่ยออกไป

 

เหตุผลที่ต้องยึดติดขนาดนี้เหรอ...หากหยุดคิดสักหน่อยคงไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ถึงคำตอบนั้น เพราะเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่สามารถใช้คำๆ เดียวมาอธิบายได้...

 

รัก

 

ก็แค่รักฟีแซลล์มาก

 

เป็นเหตุผลที่ง่ายและไม่ซับซ้อน รักมาตลอดตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

 

“หมายความว่าจะมีวันที่คุณบอกผม?”

 

“ใช่” ผมจะบอกในสักวันนึง

 

จะบอกอย่างแน่นอน

 

“งั้นผมรอก็ได้” ฟีแซลล์ยอมถอดใจไม่ถามต่อ

 

จะพูดออกไปมันไม่ยากเพียงแต่ผมยังไม่พร้อมที่จะเสี่ยงบอกคำคำนั้นให้ฟีแซลล์ได้ยิน ไม่ใช่เพราะไม่แน่ใจแต่กลัวว่าการบอกออกไปจะทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ถ้าระยะห่างกลับไปเหมือนในวันที่ผมทำให้อีกฝ่ายกลัวผมคง...

 

พอมาคิดดูตัวผมก็มีความกลัวอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย

 

“มื้อเช้าอยากกินอะไร” ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนจะพาตัวเองลงมาจากเตียง นาฬิกาตอนนี้ใกล้เวลา 8 โมงแล้ว ต้องทำมื้อเช้าแล้วจัดการงานต่ออีก

 

“ไข่เจียว ผมอยากกินไข่เจียว” ฟีแซลล์ตอบเสียงใสราวกับมีเมนูที่คิดเตรียมไว้แล้ว

 

“แน่ใจนะ” ผมถามซ้ำ เมนูไข่ไม่ได้ทำนานอะไรส่วนมากผมไม่ค่อยจะทำกินนัก

 

“อืม อยากกินไข่เจียว” อีกฝ่ายพยักหน้า

 

“ได้ มื้อกลางวันกับมื้อเย็นล่ะ”

 

“อะไรก็ได้ แต่มื้อเย็นเป็นหม้อไฟก็ดีนะจะได้กินด้วยกัน ชวนเควสกับโวร์มากินด้วยไหม ต้องกินด้วยกันเยอะๆ ถึงจะสนุกและอร่อยด้วย” ฟีแซลล์เสนอเมนูก่อนขยับตามลงมาจากเตียง

 

“เย็นนี้ไม่ได้” พอได้ยินเรื่องมื้อเย็นก็นึกออกว่าเย็นนี้ผมไม่ได้อยู่บ้านนี่นา

 

“ไม่ได้คือ?”

 

“ฉันต้องไปร่วมงานเลี้ยง น่าจะกลับดึกแต่จะทำมื้อเย็นเตรียมไว้ให้ ถ้ากลัวก็มานอนบนเตียงฉันก่อนจะรีบกลับให้เร็วที่สุด” ผมบอกต่อ ว่ากันตามจริงคือผมไม่ได้อยากไปร่วมงานเลี้ยงบนเรือสำราญสักนิด เอาเวลาพวกนั้นมาคอยปลอบฟีแซลล์ตอนกลัวยังจะดีกว่าแต่งานเลี้ยงนี่ผมถูกเชิญในฐานะแขกพิเศษที่ได้รับเชิญตั้งแต่รุ่นคุณตา ถ้าไม่ไปคงเสียชื่ออยู่ไม่น้อย

 

“...จะทิ้งผมไว้เหรอ” น้ำเสียงเหมือนกำลังอ้อดและสายตาที่ประสานมานั่นทำเอาผมอยากจะฉีกบัตรเชิญนั่นทิ้งซะเดี๋ยวนี้เลย

 

“งานนี้ปัดไม่ได้” ใจจริงผมไม่อยากไปสักเท่าไหร่หรอก มีแต่พวกกลุ่มคนมีเงินมาอวดความรวยก็เท่านั้น

 

“ถ้างั้นให้ผมไปด้วยได้ไหม” ฟีแซลล์ถามอีก

 

“จะไปด้วย?”

 

“อืม ผมไม่อยากอยู่คนเดียวนานๆ ถ้าไปกับคุณได้ก็คงดี”

 

“งานจัดบนเรือ...”

 

“แบบนั้นก็ดีสิ ผมไม่ได้เห็นทะเลที่อื่นมาตั้งนานแล้ว” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคอีกฝ่ายก็เอ่ยแทรกขึ้นมา

 

“เพราะแบบนั้นฉันเลยไม่อยากให้ไปไง” ที่ผมลังเลเพราะงั้นมันจัดบนเรือแถมเรือยังวนไปรอบๆ มหาสมุทรให้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั่วโมง

 

“ฮืม? ผมไม่เข้าใจ”

 

“เดี๋ยวนายจะกระโดดลงทะเลหนีไป” เป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ไม่อยากให้ฟีแซลล์ไปด้วย หากอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรก็ไม่ต่างกับการเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้หนีและกลับบ้าน

 

เกิดอยู่ๆ เขากระโดดลงไปผมคงตามไปจับไม่ทัน

 

ไม่มีใครสามารถจับปลาที่ถูกปล่อยลงทะเลไปแล้วกลับมาได้หรอก

 

“นี่โฟรช” เสียงหน่ายๆ มาพร้อมกับฟีแซลล์ที่เท้าเอวทำหน้าเอือมมาให้

 

“อะไร” ผมเดินไปหยิบผ้าขนหนูขณะถาม

 

“คุณไม่เชื่อสิ่งที่ผมบอกเลยรึไง”

 

“เรื่อง?”

 

“ก็ผมบอกแล้วไงว่าไม่หนีน่ะ เชื่อใจกันบ้างสิ” ฟีแซลล์พูดเสียงนิ่งส่งสายตาเคืองๆ ยามไม่ได้รับความเชื่อใจจากผม

 

“ฉันไม่คิดจะเสี่ยง” ต่อให้ไม่อธิบายเพิ่มผมว่าอีกฝ่ายน่าจะเข้าใจถึงสิ่งที่ผมพยายามสื่อออกไป

 

ผมจะไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียฟีแซลล์ไปแน่...ไม่มีทาง!

 

“คุณมันคนขี้กลัวโฟรช”

 

“...คงใช่”

 

“ฮึ้ย! เอางี้ไหมผมจะอยู่ตัวติดคุณตลอดจะไม่ทำตัวน่าสงสัยหรือแอบไปไหน” ข้อเสนอของฟีแซลล์นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว

 

“ขอเพิ่มอีกข้อนึง” ผมชูนิ้วขึ้นมาตรงหน้าอีกฝ่าย

 

“อีกข้อ?”

 

“ตอนอยู่ในงานต้องควงแขนฉัน” มันอาจเป็นข้อเสนอที่แอบแฝงไปด้วยความเอาแต่ใจซึ่งผมก็ไม่ปฎิเสธ การควงแขนก็เปรียบเหมือนการแสดงออกให้คนอื่นรู้ว่าฟีแซลล์เป็นคนสำคัญของผม อีกอย่างหากเขาคิดจะหนีจริงก็มีโอกาสสูงที่ผมจะสามารถจับไว้ได้ทัน

 

“ควงแขน? หมายถึงแบบนี้รึเปล่า” ฟีแซลล์ก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะเข้ามาแล้วกอดแขนผมไว้หลวมๆ

 

“ใช่ ทำได้ไหม”

 

“ได้สิ ง่ายๆ” อีกฝ่ายพยักหน้า

 

“ดี ตามนี้” ถ้าตกลงกันได้ก็เป็นอันจบ

 

หลังจากนั้นผมแยกเข้าไปอาบน้ำส่วนฟีแซลล์นั้นกลับลงไปในทะเลโดยใช้ทางเชื่อมที่อยู่ในห้อง เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงไปทำมื้อเช้า เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงบ่ายสามทั้งโวร์และเควสต่างเดินเข้ามาหาผมด้วยชุดสูทเต็มยศพร้อมทรงผมที่ถูกจัดอย่างลงตัว ฟีแซลล์ที่เห็นถึงกับทำหน้าอึ้งๆ แกมสงสัยก่อนจะถามว่าทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้

 

“งานเลี้ยงบนเรือจำเป็นต้องใส่ชุดที่เหมาะสมครับท่านฟีแซลล์” เควสตอบคำถามฟีแซลล์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ

 

“ผมไม่มีชุดแบบนั้นนี่นา...โฟรช” น้ำเสียงคล้ายจะขอความช่วยเหลือดังขึ้น

 

“ฉันเตรียมไว้แล้ว” ผมตอบโดยที่มือยังคงเซ็นต์เอกสารอย่างต่อเนื่อง

 

“เตรียมแล้ว?”

 

“ใช่” ผมจัดการเรื่องชุดตั้งแต่รู้ว่าฟีแซลล์จะไปร่วมงานด้วยแล้ว แค่หาชุดที่เข้ากับอีกฝ่ายเพิ่มอีกชุดไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไรเลย ทั้งสีหรือรูปแบบผมมีที่ต้องการอยู่แล้ว

 

“...ผมไม่ได้หน้าตาดีเหมือนพวกคุณ คงไม่เหมาะกับชุดแนวนี้เท่าไหร่” ประโยคถ่อมตัวราวกับไม่รู้ถึงใบหน้าอันหล่อเหลาของตัวเองนั้นทำเอาทุกคนในห้องไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี

 

เหมือนจะเคยบอกไปแล้วว่าฟีแซลล์เป็นเงือกที่จัดว่าหน้าตาดีเหมือนในภาพในจิตนาการของจิตกรหลายๆ คน ด้วยรูปของโครงหน้ากับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลก็พานให้หนุ่มๆ สาวๆ ตกหลุมรักกันเป็นแถบ ประกอบกับเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มที่เป็นลอนนิดๆ นั้นยิ่งเพิ่มเสน่ห์น่าหลงใหลดึงทุกสายตาให้หันมามอง

 

พูดง่ายๆ คือใครก็ตามที่สามารถมองเห็นได้เป็นอันต้องถูกเสน่ห์ของฟีแซลล์ดึงดูดแน่ นี่ยังไม่รวมกับเสียงอันไพรเราะของเงือกซึ่งเป็นทุนเดิมนะ

 

 “ชุดของทั้งคู่พวกเรานำไปไว้ในห้องนอนแล้วครับ รับรองว่าแต่งออกมาหล่อสุดๆ” โวร์หันไปพยักหน้าส่งให้ฟีแซลล์ที่แสดงสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจนัก

 

“ไปแต่งตัวได้แล้ว” ผมโยนเอกสารใบสุดท้ายลงบนกองก่อนจะส่งสายตาให้ทั้งคู่ไปพักจนกว่าจะถึงเวลาแล้วพาฟีแซลล์กลับไปยังห้องนอน

 

ชุดสูทสีเทาเข้มกับเส้นเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำอย่างลงตัว เป็นชุดสูทแบบ 3 ชั้นที่เหมาะกับนักธุรกิจอย่างผมที่สุด ส่วนชุดของฟีแซลล์เป็นสีฟ้าหม่นและมีเสื้อด้านในเป็นสีโอรสพาสเทลเพิ่มความสดใสแม้จะเป็นครั้งแรกที่เห็นอีกฝ่ายใส่ชุดเต็มยศแต่ไม่ได้รู้สึกติดขัดแต่อย่างใด

 

ออกจะตรงกับที่คิดไว้ด้วยซ้ำ

 

ปัญหาหลักคือการจัดทรงผมให้ฟีแซลล์ จะปล่อยยาวก็ดูไม่เหมาะผมจึงจับอีกฝ่ายนั่งลงบนโซฟาแล้วเริ่มหวีเส้นผมนั้นอย่างเบามือ

 

“ผมอึดอัด” เสียงบ่นเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับฟีแซลล์ที่ใช้มือขยับหูกระต่ายสีขาวสะอาด

 

“เดี๋ยวก็ชิน ทนอีกหน่อย” ผมบอกแล้วเริ่มจับเส้นผมตรงหน้ามาถักเป็นเปียสองตามที่ศึกษาไว้ช่วงกลางวันซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับผู้ชายในการถักเปียแถมยังเป็นครั้งแรก

 

“โฟรชกำลังทำอะไร...ถักผม?” ฟีแซลล์เงยหน้าขึ้นมาถามทำให้เปียที่ถักไว้ได้ประมาณสองข้อพังในพริบตา

 

“...ใช่ เพราะงั้นอยู่นิ่งๆ” ผมไม่โกรธหรอกเพราะคิดว่ายังไงครั้งแรกๆ มันต้องพังเป็นเรื่องธรรมดา

 

“คุณถักเปียเป็นด้วย?” น้ำเสียงกึ่งแปลกใจดังขึ้น

 

“ไม่เป็น” ผมตอบชัดถ้อยชัดคำ

 

ในโลกนี้จะมีผู้ชายที่ไม่สนใจเรื่องทรงผมสักกี่คนที่สามารถถักเปียได้กัน ขนาดทรงผมในแต่ละงานที่ไปส่วนมากก็แค่ปัดขึ้นไม่ก็ปล่อยให้ปกหน้าผากไปแบบนั้น ยังไงก็ไม่ได้สนใจว่าต้องทำผมเนี๊ยบหรืออะไรอยู่แล้ว พูดตรงๆ แบบไม่อายคือต่อให้ไม่ต้องจัดทรงผมก็ยังดูดี

 

“แล้วจะถักได้เหรอ เส้นผมยาวอยู่นะ” ฟีแซลล์พูดด้วยน้ำเสียงออกแนวกังวล

 

“ต้องได้” ยังไงก็ต้องทำให้ได้แหละ

 

“เอ่อ...คุณต้องถักข้างบนให้แน่นๆ ไม่งั้นมันจะหลุด...” เหมือนคำแนะนำจะมาช้าไปเพราะเมื่อถักมาได้ถึงใบหูด้านบนก็พองออกจนผมต้องปล่อยเปียที่ถักลง

 

“ฉันกลัวนายเจ็บ” ตอนแรกก็จะดึงให้แน่นๆ แต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ

 

“ผมไม่เจ็บหรอก ดึงให้แน่นๆ เลย”

 

“พูดเหมือนเคยถักผมเลยนะ” ผมถามกลับ

 

“อืม ผมถักบ่อยนะ ทั้งให้คนอื่นถักให้ไม่ก็ถักให้คนอื่น” ฟีแซลล์เล่าเสียงร่าเริงขณะเปลี่ยนจากนั่งห้อยขามาเป็นขัดสมาธิบนโซฟา ผ่านไปกว่า 20 นาทียังไม่ได้เลย

 

“ถักเปียเป็นด้วย?” ค่อนข้างแปลกใจที่ได้ยินแบบนั้น

 

“เป็นสิ เก่งด้วยนะ”

 

“ฮืม...” ผมตอบแบบไม่มีสตินักเพราะกำลังจดจ่อไปกับการเริ่มต้นเปียสองอยู่ แบ่งออกเป็นสองฟากแล้วเกี่ยวเส้นผมทั้งสองฟากมานิดนึงก่อนจะจับมาไขว้กัน ทำแบบนี้ไปจนสุดเปีย

 

ทฤษฎีผมแม่นมากแต่พอมาทำจริงไม่ง่ายเลย

 

“นี่โฟรช...ให้ผมเริ่มต้นให้ไหม” ผ่านไปสักพักใหญ่ฟีแซลล์ก็เอ่ยขึ้น

 

“เริ่มต้นให้...หมายถึงจะถักเปีย?”

 

“อืม...ผมจะทำให้ดูจนถึงกลางหัวละกัน ระหว่างนั้นก็ดูว่าผมใช้มือหรือดึงยังไง” ฟีแซลล์บอกก่อนจะหยิบหวีมาหวีเส้นผม

 

“ถักเปียเองได้ด้วย?” ผมแปลความหมายของประโยคที่คุยกันจนถึงเมื่ออครู่

 

“ก็ไม่ยากนี่ ดูนะ เริ่มแรกก็แบ่งออกเป็นสองฝั่งแต่ไม่ต้องเยอะ ประมาณนี้ ที่สำคัญคืออย่ารีบร้อนต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป นิ้วที่เกี่ยวเส้นผมต้องพยายามให้ทั้งสองฝั่งเท่ากัน ยิ่งเป็นเส้นเล็กก็จะยิ่งเรียงสวย” ฟีแซลล์อธิบายสลับกับถักเปียให้ผมดู

 

ทั้งที่ไม่ได้ใช้สายตามองแต่กลับถักเปียสองออกมาได้เป็นเส้นเล็กเรียงตัวสวยมาก ถึงจะบอกว่าค่อยๆ ทำไม่ต้องรีบแต่ความเร็วที่ฟีแซลล์ใช้ก็ไม่ได้เรียกว่าช้า

 

“นายถักเองจนเสร็จดีกว่ามั้ง” พอเห็นฝีมืออีกฝ่ายแล้วน่าจะดีกว่าให้ผมถักต่อ

 

“ไม่เอา ผมอยากให้คุณถักให้นี่ เอ้า...มาต่อเลยโฟรช” ฟีแซลล์เรียกให้ผมไปจับเปียที่ถักค้างไว้ต่อ แม้จะลังเลอยู่แต่สุดท้ายก็จับเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มนั้นต่อก่อนจะค่อยๆ ถักไปทีละแถว

 

ใช้เวลาไปหลายสิบนาทีเปียสองที่ได้ฟีแซลล์เริ่มต้นให้ก็ถูกถักต่อไปจนเกือบถึงปลายเส้นผม ยางมัดผมที่ใช้นั้นเป็นรูปสัตว์ทะเลอย่างปลาดาวและเปลือกหอย เมื่อถักเสร็จผมถึงกับแอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพราะความเหนื่อยและล้า

 

สงสัยต้องฝึกให้ชินแล้วสิ

 

เปียอาจเหมาะกับผู้หญิงแต่พอเป็นฟีแซลล์ผมว่ามันเข้ากันได้ดีมาก

 

จากนั้นพวกเราออกไปรวมตัวกันยังห้องโถงหน้าบ้านกะเวลาให้ไปถึงช่วงก่อนเรือออก โวร์เป็นคนขับรถพาไปจอดยังท่าเรือใกล้ๆ จุดรวมพล เรือสำราญขนาดใหญ่ยักษ์สามารถจุคนได้นับหมื่นคนทว่าแขกที่ได้รับเชิญกลับมีแค่หลักพันเท่านั้น

 

มองจากจุดที่จอดรถไปทางเรือก็สามารถเห็นแสงระยิบระยับจากเครื่องประดับเพชรพลอยของบรรดาผู้เข้าร่วมงานส่องประสายมาจนถึงนี่ ผิดกับพวกผมทั้ง 4 คนที่ปราศจากเครื่องประดับพวกนั้น...ที่ส่องประกายบนตัวก็มีแค่นาฬิกาสีเงินนี่แหละ

 

ผมไม่ชอบพวกเครื่องเพชรหรือพลอยจึงไม่ซื้อและไม่ใส่ด้วย

 

“สวัสดีครับท่านโฟรเช่ ขอบคุณที่ให้เกรียรติมาร่วมงานในวันนี้นะครับ ขอให้ท่านสนุกและเพลิดเพลินกับการล่องเรือในครั้งนี้” บัตรเชิญสำหรับผมไม่จำเป็นต้องเอาออกมาโชว์เพราะเพียงแค่พนักงานต้อนรับเห็นหน้าก็ปล่อยให้ผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ

 

บันไดสีเทาทอดยาวไปถึงทางเข้าซึ่งถูกปูด้วยพรหมสีครีมยาวสุดสายตา เหล่าผู้มาร่วมกันทยอยกันเดินไปยังหน้าทางขึ้นไปสู่งานซึ่งจัดอยู่ชั้นดาดฟ้าของเรือที่นอกจากจะมีพื้นที่เปิดโล่งสำรับชมวิวและสายลมของทะเลแล้วยังมีส่วนที่เป็นห้องกระจกแบบรอบทิศทางไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็สามารถเห็นวิวของทะเลได้จากทุกทิศ

 

เมื่อขึ้นมาถึงบันไดขั้นบนสุดผมหันไปมองฟีแซลล์ที่เงยหน้าขึ้นมามองงงๆ ยามเห็นผมหยุดก้าว รู้สึกว่าอีกฝ่ายคงจะลืมข้อตกลงที่พูดกันไว้ก่อนหน้านี้แล้วละมั้ง

 

“ตกลงกันไว้ว่ายังไงฟีแซลล์” ผมพูดเพื่อเตือนความทรงจำ

 

“จะตัวติดคุณตลอดจะไม่ทำตัวน่าสงสัยหรือแอบไปไหน...โอ๊ะ ควงแขนด้วย” ทันทีที่นึกออกอีกฝ่ายก็ขยับเข้ามาประชิดพร้อมควงแขนผม

 

“ดีมาก” แบบนี้สิ

 

จุดหมายเลขของพวกเราคือเดินเข้าไปยังห้องกระจกตรงกลางของเรือสำราญขนาดใหญ่ยักษ์ ภายในเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแต่เมื่อผมก้าวเข้าไปโดยมีฟีแซลล์ควงแขนอยู่เสียงซุบซิบก็เงียบลงก่อนสายตานับร้อยคู่จะหันมามองเป็นตาเดียว จุดรวมของสายตาเหล่านั้นไม่ใช่ผมแต่เป็นฟีแซลล์ที่เกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

ข่าวเรื่องเงือกคงกระจายไปทั่วแล้ว ทุกคนเลยจับตามองมายังฟีแซลล์เพราะคิดว่าอาจเป็นเงือกแต่เรื่องที่หางเงือกเมื่อแห้งจะกลายเป็นขานั้นไม่มีใครรู้นอกจากผม ดังนั้นพวกเขาคงสงสัยไม่น้อยแน่ว่าคนที่ควงแขนผมอยู่นี่เป็นใคร

 

“โฟรช...ทำไมพวกเขาถึงมองมาที่ผม” ฟีแซลล์กระซิบถาม

 

“เพราะนายเด่นละมั้ง” ไม่ใช่แค่เพราะความสงสัยถึงสถานะของผมกับเขาหรอกที่ดึงดูดสายตาไปยังฟีแซลล์ ทั้งหน้าตาหรือแม้แต่รูปลักษณ์ยามอยู่ในชุดสูทบวกกับทรงผมที่เข้ากับรูปหน้าจึงดึงดูดสายตาของทุกคนให้จับจ้องมา

 

“...ผมไม่ชอบเด่นแบบนี้เลย”

 

“อีกสักพักก็หาย” ผมพาฟีแซลล์เดินไปด้านข้างพลางส่งสายตาให้เควสและโวร์เดินขนาบฝั่งผม พูดง่ายๆ คือผมให้มาช่วยเดินบังฟีแซลล์นั่นแหละ

 

“น้ำสีๆ นั่นผมกินได้ไหม” อีกฝ่ายถามโดยสายตาจับจ้องไปยังแก้วน้ำสีสันสดใสบนถาดของพนักงานที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

 

“ได้ เอาแก้วไหน” ผมถามกลับ

 

“สีฟ้าเขียว”

 

“ค่อยๆ จิบ” ผมหยิบแก้วที่อีกฝ่ายต้องการส่งไปให้

 

“อืม...ขอบคุณ” ฟีแซลล์รับแก้วไปจิบทีละน้อยตามที่ผมบอก เครื่องดื่มคงมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่แต่ไม่น่ามากซึ่งผมไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะคออ่อนไหมเลยให้จิบทีละนิดดีกว่า

 

ปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักพักก็มีนักธุรกิจหลายคนเริ่มเข้ามาทักทายหรือทำความรู้จัก ทั้งหมดล้วนส่งสายตาสงสัยไปยังฟีแซลล์แต่เมื่อผมไม่แนะนำก็ไม่มีใครกล้าเปิดปากถาม ฟีแซลล์ถือแก้วเครื่องดื่มด้วยมือข้างเดียวส่วนมืออีกข้างนั้นควงแขนผมไว้ไม่ห่างไปไหน

 

ภายในงานเริ่มมีคนเข้ามามากขึ้นและพอเรือเริ่มแล่นออกจากฝั่งพิธีเปิดงานเลี้ยงฉลองก็เริ่มต้นขึ้น เจ้าภาพจัดงานเป็นเพื่อสนิทของพ่อและได้สืบทอดกิจการการขนส่งทางเรือให้กับลูกชาย ด้วยความที่เป็นวัยเดียวกันกับผมเลยค่อนข้างรู้จักดีและสนิทค่อนข้างมาก

 

“ไงเพื่อนยาก ได้ข่าวว่าไม่ได้ออกงานหลายเดือนติดเลยนี่” พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงทักทายจากด้านหน้าก็มาพร้อมมือที่โบกทักทายและรอยยิ้มมุมปากอันแสนเจ้าเล่ห์ เส้นผมสีน้ำตาลกับดวงตาสีเดียวกันนั่นพอประกอบกับใบหน้าหล่อๆ เรียกทั้งชายหญิงให้มาติดกันตรึม

 

“กะจะไม่มาอยู่” บอกเสร็จก็ส่งยิ้มบางๆ ไปให้

 

“ไม่ได้นะ จะไม่ไปงานอื่นก็ช่างแต่งานนี้ไม่ได้”

 

“ก็ไม่เห็นว่าจะสำคัญอะไร”

 

“การออกมาแสดงตัวต่อหน้าผผู้ทรงอิทธิพลถือเป็นการโชว์ตัวอย่างหนึ่ง ให้คนอื่นเห็นหน้าบ้างเถอะโฟรเช่ ว่าแต่...คนข้างๆ ถ้าเป็นฉันคงแนะนำได้ใช่ไหม” ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะแอบมองอยู่ว่าผมไม่ได้แนะนำตัวฟีแซลล์ให้ใครรู้จัก

 

“อยากรู้จักก็ทำเองสิ” ผมพูดพลางยักไหล่ให้

 

“ได้ สวัสดี ฉับสเป็ต ชีเตร่า เป็นเพื่อนสนิทของโฟรช ยินดีที่ได้รู้จักนะครับผม” สเป็ตแนะนำตัวพร้อมยื่นมือไปตรงหน้าฟีแซลล์

 

“...ผมฟีแซลล์ ยินดีที่รู้จักครับ” ฟีแซลล์เงยหน้ามามองผมเป็นเชิงขออนุญาตพอเห็นผมพยักหน้าเบาๆ เขาจึงยอมแนะนำตัวและจับมือทักทาย

 

ฟีแซลล์เป็นพวกขี้ระแวงและไม่ดูจะไม่ค่อยชอบทำความรู้จักคนอื่นสักเท่าไหร่

 

“เป็นอะไรกับโฟรชเหรอ” สเป็ตทำเป็นเอามือป้องกระซิบถามทั้งที่เสียงนั้นจงใจให้ผมได้ยยินชัดๆ

 

“...เป็นอะไรกับโฟรช...” อีกฝ่ายทวนคำถามแล้วอาศัยจังหวะนั้นถามผมทางสายตาแต่ผมเลือกที่จะนิ่งเป็นคำตอบแทน

 

อยากจะรู้เหมือนกันว่าฟีแซลล์จะตอบว่าอะไร

 

สำหรับผมเป็นอะไรกับเขากัน

 

เพื่อนเหรอ

 

หรือว่าอย่างอื่น

 

“ไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือเลย สรุปเป็นอะไรกัน” สเป็ตถามซ้ำอีกรอบ

 

“...ผมเป็นของโฟรช” ถึงจะต้องใช้เวลาคิดแต่ก็ยอมเอ่ยคำตอบออกไปในที่สุด และเป็นคำตอบที่ทำให้ทุกคนที่ได้ยินไม่เว้นแม้แต่ผมถึงกับเงียบ

 

ไม่ใช่ว่าเป็นคำตอบที่ไม่ถูกใจหรอกนะแต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนั้นจากปากของฟีแซลล์

 

“หึ...” ผมหลุดยิ้มออกมาด้วยความพอใจในเวลาต่อมา คำพูดไม่ต่างกับการบอกว่าเขาเป็นคนรักหรือคนสำคัญของผมสักนิดซึ่งก็ดีแล้ว

 

ตอบได้ถูกใจมาก!

 

“ยิ้มแป้นเชียวนะโฟรเช่ ไม่เคยเห็นจะควงใครมีตัวจริงอยู่แล้วก็ไม่บอก”

 

“ทำไมต้องบอก?” ผมกวนเพื่อนสนิท

 

“วะ...ก็เพราะเป็นเพื่อนสนิทไง” อีกฝ่ายย่นหน้าผากขณะพูด

 

“ไม่ไปทักทายคนอื่นรึไง”

 

“กำลังจะไป ฟีแซลล์คุณพลาดแล้วที่ตกเป็นของหมอนี่...รู้ไหมว่าโฟรเช่เป็นพวกที่ไม่ปล่อยของที่ต้องการให้หลุดมือ ถ้าอยากหนีก็ติดต่อผมมาได้นะ” ก่อนจะไปก็ยังไม่วายหันไปพูดกับฟีแซลล์ที่กระพริบตาปริบๆ อีก

 

“สเป็ต” ผมเรียกเสียงเข้ม

 

“อะไร จะค้านว่าไม่จริง?”

 

“...” ความเงียบถูกใช้เป็นคำตอบ

 

“นั่นไงเล่า” สเป็ตทำท่าเหมือนถูกหวย

 

“จะไปก็รีบไป”

 

“ไล่กันจังนะ”

 

“สเป็ต!”

 

“รู้แล้วน่า นี่...ระวังตัวไว้หน่อยวันนี้มีวายร้ายมาด้วย ได้ข่าวมาว่าเล็งนายอยู่” สเป็ตแอบมากระซิบให้ผมฟังก่อนจะเดินจากไป ทั้งเควสและโวร์ที่อยู่ไม่ไกลเองก็คงได้ยินถึงได้เริ่มระแวดระวังโดยรอบมากขึ้น

 

“ท่านโฟรเช่” เควสเรียกเป็นเชิงถามว่าจะเอายังไงต่อ

 

“คอยดูแลฟีแซลล์” ผมสั่งการ

 

“รับทราบ”

 

ผมไม่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวผมเพราะอย่างมากก็แค่ตายแต่หากเกิดอะไรขึ้นกับฟีแซลล์ผมคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป มันอาจฟังดูเว่อร์แต่ก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฎิเสธได้

 

ชีวิตของฟีแซลล์สำคัญกว่าชีวิตผม

 

“ฟีแซลล์!” เสียงเรียกจากบุคคลแปลกหน้าดังขึ้นก่อนร่างในชุดสูทสีแดงเลือดนกจะก้าวเข้ามาใกล้ แน่นอนว่าทั้งเควสและโวร์ต่างก้าวไปกันไว้ทว่าฟีแซลล์ปล่อยมือที่ควงแขนผมอยู่แล้วก้าวยาวๆ ไปโผลกอดชายตรงหน้าเต็มแรง

 

“พี่เฟสต้า ทำไมพี่มาอยู่นี่ได้” ประโยคราวกับเป็นคนรู้จักกันนั้นทำให้เควสและโวร์ที่ก้าวตามไปถึงกับชะงักเช่นเดียวกับผมที่เริ่มขมวดคิ้วแน่นกับสถานการณ์ตรงหน้า

 

“ทางนี้สิที่ต้องถาม รู้ไหมว่าองค์ราชาเป็นห่วงขนาดไหน” ชายที่ชื่อเฟสต้าพูดต่อ พอมองใบหน้านั้นสักพักก็นึกออกแล้วว่าคนคนนี้คือเฟตต้า เกลฟิลนักกฎหมายมากฝีมือที่ว่ากันว่าสามารถจัดการได้ทุกคดีที่เขาทำแต่ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะรับทำคดี เห็นว่ามีกฎอยู่เยอะเหมือนกันในการว่าจ้าง ถือเป็นคนดังที่ทรงอิทธิพลในทางกฎหมายอยู่ไม่น้อย

 

“ผมฝากปลาตัวนึงไปบอกแล้วนี่ว่าไม่ต้องห่วง”

 

“ใครจะไม่ห่วงบ้างล่ะ ฮืม” ไม่พูดเปล่าชายชื่อเฟสต้าวางมือลงบนเส้นผมของฟีแซลล์แล้วขยี้อย่างหมั้นเขี้ยว

 

“อื้ออ~...เจ็บนะ”

 

“เกิดอะไรขึ้น ได้ข่าวมาว่าตอนนี้อยู่กับมนุษย์แถมยังเป็นตัวปัญหาอย่างโฟรเช่ บูค์แซงด้วย” ไม่รู้ว่าเป็นการบังเอิญหรือจงใจให้ผมได้ยินประโยคนั้น

 

“ฟีแซลล์” ผมไม่คิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใกล้ชิดกับฟีแซลล์ไปมากกว่านี้หรอกนะ

 

“โฟรช?...พี่เฟสต้ารู้จักโฟรช?” ฟีแซลล์มองผมกับเฟสต้าสลับกัน

 

“ไม่รู้จักแต่ได้ยินหลายๆ เรื่องมาเยอะเช่นว่ากำลังตามหาสิ่งมีชีวิตในจินตนาการอย่าง...เงือก” ดวงตาสีเขียวของเฟสต้าหรี่ลงประสานมายังดวงตาสีเทาอ่อนของผมอย่างไม่เกรงกลัว

 

“แล้วยังไง” ผมก้าวเข้าไปดึงแขนฟีแซลล์ให้กลับมายืนข้างตัวเอง

 

“แค่คิดว่าช่างเป็นความคิดที่โง่มาก ไม่มีทางที่จะจับปลาให้อยู่แต่ในบ่อได้โดยเฉพาะที่ปลาชนิดนั้นไม่ใช่ปลาธรรมดา” อีกฝ่ายกำลังพูดถึงเงือกผมรู้ได้ทันที

 

“ฉันจะทำให้ดู”

 

“อย่าดูถูกพวกเราไป ฟีแซลล์ไม่จำเป็นต้องอยู่กับหมอนั่นแล้วมากับพี่ พี่จะพาเรากลับบ้าน” ดวงตาสีเทาอ่อนของผมถึงกับเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่อยากฟังมากที่สุด

 

“แต่ผม...”

 

“เงินประมูลไม่ใช่เรื่องสำคัญ พี่จัดการได้ เราไม่ควรถูกพันธนาการไว้แบบนี้” เฟสต้าพูดต่อ

 

“ฉันไม่ยอมให้ทำตามใจได้หรอก” ผมเอ่ยเสียงแข็ง

 

“นั่นมันความคิดของคุณไม่ใช่พวกเรา ที่นี่ถูกล้อมไปด้วยทะเลแค่กระโดดลงไปจะยอมหรือไม่ก็ไม่เกี่ยว” คำพูดจากปากของเฟสต้าทำให้ความหงุดหงิดเพิ่มสูงขึ้น

 

“เอ่อ...พี่เฟสต้า”

 

“ฮืม? อะไรฟีแซลล์” ทำเสียงแข็งใส่ผมแต่พอเป็นฟีแซลล์ละเสียงอ่อนเชียว ให้เดาจากบทสนทนาทั้งหมดเฟสต้า เกลฟิลคือเงือกอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“ขอบคุณที่จะช่วยผมนะ แต่ตอนนี้ผมยังไม่อยากกลับ” คำตอบจากฟีแซลล์เหมือนผมได้ยกภูเขาออกจากอก

 

“ทำไมล่ะ ถูกบังคับ?”

 

“เปล่า คือว่า...” ผมไม่ได้ยินบทสนทนาต่อจากนั้นเพราะฟีแซลล์เข้าไปกระซิบคุยกับเฟสต้าสองคนปล่อยให้ผมรู้สึกเหมือนถูกกันออกอยู่วงนอก

 

“ตามใจ...แต่รีบกลับหน่อยก็ดีนะทางนั้นเป็นห่วงมาก”

 

“อืม”

 

“คุณโฟรเช่ บูค์แซง” เฟสต้าก้าวเข้ามายืนเผชิญหน้ากับผมตรงๆ

 

“...” ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไร

 

“รู้ใช่ไหมว่าไม่สามารถผูกมัดฟีแซลล์ไปได้ตลอด”

 

“...แล้วยังไง” หัวใจของผมบีบรัดแน่นเมื่อได้ยินเรื่องที่ตัวผมเองก็รู้อยู่เต็มอก

 

รู้อยู่แล้วว่าสักวันฟีแซลล์ต้องกลับคืนสู่ท้องทะเล

 

ผมไม่สามารถกักขังเขาไว้ได้ตลอดไป

 

“คุณอาจไม่รู้แต่ตัวตนของฟีแซลล์สำคัญกับพวกเรามาก หากคิดจะทำร้ายเขาเตรียมตัวเป็นศัตรูกับพวกเราได้เลย”

 

“นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดจะทำ” จะทำร้ายฟีแซลล์ไปทำไม...ไม่คิดจะทำด้วยซ้ำ

 

สิ่งที่ผมต้องการคือการมีอีกฝ่ายอยู่ข้างๆ ก็เท่านั้น

 

“งั้นก็ดี ฟีแซลล์ไว้เจอกันใหม่” เฟสต้าหันไปบอกลา

 

“อืม เดี๋ยวผมอยากฝากอะไรไปบอกที่อาณาจักรหน่อย”

 

“ได้สิ”

 

“โฟรช...ผมขอตัวแป๊บนึงได้รึเปล่า” ฟีแซลล์หันมามองผมด้วยแววตาของร้อง

 

“คุยที่นี่ไม่ได้?” ผมถามกลับ

 

“...อยากขอไปคุยข้างนอก” อีกฝ่ายมองไปยังด้านนอกห้องกระจก

 

“เอาสิ แต่ฉันจะอยู่แถวๆ นั้นด้วย” ความจริงผมไม่อยากให้ไปแต่ก็รู้ว่าควรให้พื้นที่ส่วนตัวกับฟีแซลล์บ้างผมจึงยอมให้เท่าที่ยอมได้

 

“อืม ขอบคุณนะ พี่เฟสต้า” ขอบคุณเสร็จฟีแซลล์ก็ดึงชายเสื้อเฟสต้าไปด้านนอก

 

“ท่านโฟรเช่” โวร์กระซิบเรียกพลางมองไปยังอีกฝั่งของห้องที่มีดวงตาสีดำกำลังมองตามไล่หลังฟีแซลล์ไป

 

“ตามไปคุ้มกันฟีแซลล์ ทั้งคู่เลย” ผมบอกกับเควสและโวร์ หมอนั่นมันตัวอันตรายการที่มองไปยังฟีแซลล์แปลว่าต้องคิดจะทำอะไรสักอย่าง

 

“แต่ท่านโฟรเช่...”

 

“ฉันไม่เป็นไร”

 

“ครับ” ทั้งคู่พยักหน้าก่อนจะตามหลังฟีแซลล์ไป

 

ผมเองก็รออีกสักพักจึงเดินออกไปด้านนอกห้องกระจก สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นไอเค็มๆ ของน้ำทะเลมาแตะจมูกเช่นเดียวกับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ใจนึงอยากจะเดินกลับเข้าไปด้านในแต่อีกใจก็อยากตากฝนแบบนี้อีกสักหน่อย

 

พอคิดได้แบบนั้นผมเลยเดินไปยังขอบเรือซึ่งอยู่ไกลกลับบริเวณที่ฟีแซลล์กับเฟสต้าคุยกันพอสมควร ในขณะที่สายตาจ้องมองไปยังคนตรงหน้าร่างกำยำของบุคคลอันตรายก็ก้าวเข้ามาบังพร้อมกับลูกน้องอีกหลายคนที่ตีวงเข้ามาล้อมรอบ

 

เส้นผมสีดำตัดเกรียนกับบุหรี่ที่คาบไว้คาปากนั่นเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนต่างรู้จักเกรดี้ คอนเฟรส ชายผู้เป็นเจ้าพ่อของการทุตจริตเต็มรูปแบบตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องยักยอกเงินโดยมีเบื้องหน้าแป็นเจ้าของธุรกิจสีเทาอย่างคาสิโนแถบชานเมือง เห็นว่างานอเดิเรกคือการทำลายธุรกิจคนอื่น และดูเหมือนครั้งนี้เป้าหมายจะเป็นผม

 

“เกรดี้ คอนเฟรส...มีธุระอะไรกับฉัน” ผมถามเสียงนิ่งท่ามมกลางสายฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ

 

ถ้าถามว่ากลัวไหมก็คงต้องตอบว่าไม่

 

“แววตาเหมือนกับพ่อแกไม่มีผิด ไม่กลัวเลยรึไง” อีกฝ่ายถาม

 

“ไม่” ผมย้ำคำตอบแม้จะถูกล้อม

 

“หึ...งั้นคงต้องทำให้กลัวกันหน่อยล่ะมั้ง” ทันทีที่เกรดี้หันไปมองลูกน้องสองคนก็พุ่งเข้ามาหาทว่าผมเบี่ยงตัวเพียงเล็กน้อยก็สามารถหลบการโจมตีของทั้งคู่พร้อมกับสวนหมัดกลับไปจนทั้งคู่ทรุดตัวลงอยู่กับพื้น แต่นั่นยังไม่จบเพราะลูกน้องที่เหลือต่างพากับบกรูเข้าใส่ผม

 

ทักษะการต่อสู้ผมเรียนมาและสามารถทำได้ดีแม้จะถูกรุมแต่ใช่ว่าจะสามารถต่อกรกับศัตรูรอบตัวได้ผมจึงเน้นสมาธิไปยังคนที่วิ่งเข้ามาตรงหน้าเนื่องจากแผ่นหลังผมชิดอยู่กับขอบเรือ การต่อสู้ท่ามกลางสายฝนที่กำลังตกแถมยังมีฟ้าแล่บด้วยไม่ใช่เรื่องดีเลย

 

ผมเตะคนที่เข้าจนกระเด็นพร้อมกับปล่อยหมัดใส่อีกหลายคนทว่าในจังหวะที่กำลังจดจ่ออยู่กับหมัดที่พุ่งเข้าใส่เสื้อบริเวณหลังคอผมก็ถูกดึงพร้อมกับเหวียงเต็มแรงจนทั้งร่างตกลงมาจากเรือ ภาพรอยยิ้มของเกรดี้ คอนเฟรสปรากฎขึ้นแล้วหันหลังเดินจากไป

 

กะจะใช้ลูกน้องทำให้ผมเปิดช่องตั้งแต่แรกแล้วสินะ

 

“บ้าเอ้ย!”

 

ตู้ม!

 

เสียงน้ำกระจายดังขึ้นเป็นบริเวณกว้างตามมาด้วยความเจ็บของแผ่นหลังที่กระทบน้ำ ด้วยความสูงขนาดนั้นคงไม่ลงมาอย่างปลอดภัยอยู่แล้วแถมสภาพอากาศตอนนี้ยังไม่เอื้ออำนวยเพราะนอกจากฝนจะตกหนักแล้วยังมีกระแสลมพัดอย่างรุนแรงทำให้คลื่นบริเวณที่ผมตกลงไปนั้นแรงมาก

 

ทักษะการว่ายน้ำที่มีไม่สามารถช่วยให้ผมทรงตัวได้ แค่เงยหน้าขึ้นเหนือน้ำเพื่อหายใจก็ยากเต็มทีเพราะระรอกคลื่นขนาดใหญ่นั้นโถมเข้าใส่จนผมแทบไม่รับรู้อะไร

 

“โฟรช?!” เสียงเรียกจากด้านบนนั้นผมจำได้

 

“ฟี...แค่ก!” แม้จะเอ่ยเรียกคนด้านบนยังทำไม่ได้เลย

 

ร่างของผมถูกกระแสน้ำโจมตีจนดำดิ่งลงไปพร้อมกับอากาศในปอดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สัมผัสสุดท้ายที่รู้สึกคือมือของใครสักคนที่เอื้อมมาจับพร้อมกับดึงร่างผมขึ้นไปเหนือผิวน้ำราวกับวันนั้นเมื่อ 20 ปีก่อนไม่มีผิด

 

ฟีแซลล์

...........................................................

มาอัพต่อแล้วค่า

พาทของโฟรชเป็นอะไรที่แต่งสนุกมาก ทำให้รู้เลยว่าภายในนั้นคิดอะไรอยู่บ้าง

อาทิตย์นี้เราอัพสองตอนน่าจะอ่านกันได้อย่างจุใจ คิดว่าตอนนี้ไม่น่าทำให้ทุกคนอารมณ์ค้าง(หรือว่าค้าง?)

เราชอบตอบที่ฟีแซลล์บอกว่าตัวเองเป็นมิตรไม่กัดที่สุดเลย น่ารักจนอยากเข้าไปหยิกแก้มสักที 555

หวังว่าทุกคนจะชอบเช่นกันนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น