ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[บทส่งท้าย] ตอนพิเศษ

ชื่อตอน : [บทส่งท้าย] ตอนพิเศษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2562 21:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
[บทส่งท้าย] ตอนพิเศษ
แบบอักษร

 

ส่งท้ายตอนพิเศษ.... 

 

 

 

เหมือนใช้ชีวิตอยู่อีกโลกหนึ่งเมื่ออยู่ห่างไกลจากความวุ่นวาย การดำเนินชีวิตของสองผัวเมียที่ละจากโลกภายนอก ทั้งสงบและเรียบง่าย ทว่าบุรุษทั้งสองกลับไม่รู้สึกเหงาเลยแม้แต่น้อย เพราะมักจะมีศิษย์สำนักฝึกวิชาแวะเวียนมาขอร้องให้หยางจื้อสอนวิชากระบี่อยู่เป็นประจำ 

 

เพลานี้ไป๋หลิงบุตรสาวของเขามีอายุได้เกือบสี่ปี หยางจื้อและไป๋เฟิ่งจึงฝากอาจารย์ในสำนักรับเป็นศิษย์ เวลาล่วงเลยผ่านไปดั่งสายน้ำ พวกเขาเฝ้าดูการเติบโตของบุตรสาว และใช้ชีวิตอย่าสงบสุขดังคำอวยพรของเสนาบดีป้ายเฉียน...บิดาของไป๋เฟิ่ง 

 

“ท่านพ่อท่านแม่..ลูกกลับมาแล้ว” 

เสียงตะโกนร้องเจื้อยแจ้วของบุตรสาวดังมาแต่ไกล ไม่นานบุรุษหน้าหวานไป๋เฟิ่งก็เดินออกมาจากเรือนพร้อมอ้าแขนต้อนรับบุตรสาวตัวน้อยของเขา ขณะแขนอีกข้างหนึ่งก็โน้มเข้าไปโอบรัดบุตรชายคนโตของเขา 

“ข้าก็กลับมาแล้วขอรับท่านแม่” 

เสียงเด็กหนุ่มวัยสิบขวบเอ่ยตาม พร้อมกับสวมกอดมารดาของเขาเช่นกัน พลางหันไปมองใบหน้าเด็กสาวตัวน้อยซึ่งกำลังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อย่างเอือมระอา  

“ไป๋หลิง หลี่จวิน...แม่เตรียมสำรับอร่อยๆไว้รอพวกเจ้าตั้งหลายอย่าง พวกเจ้าไปชำระเนื้อตัวเสียก่อน ฟ็อด~”ไป๋เฟิ่งโน้มใบหน้าฝังจมูกลงบนแก้มกลมทั้งสองคน แม้จะได้กลิ่นเหงื่อไคลของเด็กน้อยแต่กลับเพิ่มพลังให้แก่ผู้เป็นมารดาได้อย่างเหลือล้น  

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบสี่ปีก่อน ครั้งเมื่อไป๋เฟิ่งและหยางจื้อได้หลบหนีมาอาศัยอยู่ที่แห่งนี้จนคลอดไป๋หลิงออกมาได้เกือบห้าเดือน พวกเขาก็รับ “หลี่จวิน” มาเป็นบุตรบุญธรรม  

อาจารย์ฉีฟงแห่งสำนักฝึกวิชาได้เล่าว่า มีทารกเพิ่งคลอดได้ถูกทิ้งไว้ใต้เพิงไม้ทรุดโทรมหลังสำนัก แล้วท่านมาพบเข้าจึงเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่บัดนั้น และได้ตั้งชื่อให้ว่า “หลี่จวิน ซึ่งแปลว่า แข็งแรงและเข้มแข็ง” 

หลี่จวินในตอนนั้นอายุได้ห้าขวบปี เป็นบุรุษตัวน้อยทว่ากลับฉลาดหลักแหลมและเข้มแข็งกว่าเด็กทั่วไปนัก หยางจื้อและไป๋เฟิ่งรู้สึกถูกชะตาไม่น้อยจึงขอเป็นบุตรบุญธรรม อีกอย่างไป๋เฟิ่งเองก็ไม่สามารถมีบุตรได้อีก 

มีหลี่จวินเพิ่มเข้ามา ทำให้ภายในเรือนก็ไม่มีความเงียบเหงาเลยแม้แต่น้อย  

 

“ท่านแม่ ฮือ...หลี่จวินบอกว่าลูกจมูกบาน ไม่เหมือนท่านพ่อกับท่านแม่เลย” 

“หลี่จวิน เจ้าล้อน้องอีกแล้วรึ?” 

“เปล่าขอรับ ข้าแค่เอ่ยความจริง” 

 

 

“ท่านพ่อ...หลี่จวินแย่งเต้าหู้ของโปรดลูก..แงๆ” 

“เป็นพี่น้องแบ่งกันนะไป๋หลิง” 

 

 

“ฮือฮือ...อาจารย์ลงโทษลูกอีกแล้ว ให้ลูกคัดลายมือจนปวดเมื่อยไปหมด...” 

“ก็เจ้าชอบชวนผู้อื่นคุย อาจารย์ก็เลยลงโทษเจ้านะสิไป๋หลิง”  

“ท่านแม่...หลี่จวินว่าลูก!” 

“ไป๋หลิง! เจ้าต้องเรียกหลี่จวินว่าพี่ เพราะเขาเป็นพี่ของเจ้า...หลี่จวินก็เลิกแกล้งน้องได้แล้วลูก” 

 

ประโยคที่มักได้ยินจนคุ้นหู แม้จะมีเสียงร้องไห้สะอื้นเล็กๆปนอยู่ ทว่ากลับทำให้เรือนหลังนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและสุขใจ ทั้งบุตรสาวและบุตรชายต่างสร้างเสียงหัวเราะและเติมเต็มครอบครัวของเขาให้สมบูรณ์ 

 

 

 

หยางจื้อ บุรุษชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง ภายใต้ใบหน้ากร้านแดดและริ้วรอยเริ่มปรากฏขึ้นแต่เสน่ห์ของเขายังคงไม่แปรเปลี่ยน เขามองบุตรชายและบุตรสาวทั้งสองวิ่งเล่นอยู่ลานหน้าบ้าน ขณะก้าวเข้ามาในเรือนโดยมีภรรยาออกมารอรับเช่นเคย 

แขนข้างหนึ่งสะพายข้อง โดยมืออีกข้างถือหอกเอาไว้ หลังจากออกไปหาปลาเพื่อเตรียมไว้สำหรับทำอาหารของวันพรุ่งนี้ 

 

“รีบไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าเตรียมสำรับไว้รอท่านแล้ว”ไป๋เฟิ่งเอ่ยน้ำเสียงหวาน พลางเอื้อมไปช่วยหยิบจับของในมือทว่ากลับถูกลำแขนแกร่งขวางเอาไว้ 

 

“ไม่ต้อง ข้าทำเองได้ ไปพักเถิด”เสียงทุ้มเปล่งขึ้น ก่อนจะนำปลาไปขังในอ่าง 

 

ไป๋เฟิ่งหันมองตามร่างสูงที่ก้าวออกไป พร้อมรอยยิ้มเล็กๆ เป็นเช่นนี้ทุกครั้งแม้จะพยายามช่วยเหลือในบางคราแต่ก็ได้รับการปฏิเสธเพียงเพราะเขาไม่อยากให้ไป๋เฟิ่งรู้สึกเหนื่อย 

ลำพังเลี้ยงบุตรทั้งสองกับเตรียมทำสำรับในแต่ละมื้อให้เขาทาน ก็มากเพียงพอแล้ว 

 

“วันนี้เหนื่อยมากไหม? ลูกทั้งสองของเราสร้างเรื่องปวดหัวให้เจ้าหรือไม่?”หยางจื้อก้าวออกมาจากห้องหลังจากผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อย เขาเอ่ยถามไป๋เฟิ่งอย่างเช่นทุกวัน  

 

“นิดหน่อยนะขอรับ แต่มีความสุขมากกว่า”เสียงเอ่ยตอบพร้อมปรากฏรอยยิ้มสองข้างแก้มขณะถูกอีกฝ่ายเข้ามาโอบไหล่อย่างหลวมๆ ก่อนร่างสูงจะโน้มจมูกโด่งเข้ามาฝังลงแก้มขาวนวล 

 

“...ยะ..อย่า ทำแบบนี้เดี๋ยวลูกก็เข้ามาเห็น”น้ำเสียงหวานเปล่งออกมาอย่างตกใจ เมื่อถูกอีกฝ่ายจู่โจมเข้ามาหอมอย่างไม่ทันระวัง ใบหน้าหวานอมยิ้มพลางถดหนีเล็กน้อยอย่างเขินอาย 

 

หยางจื้อมองใบหน้าเขินอายของอีกฝ่ายก็ยิ่งนึกอยากแกล้ง ก่อนจะโน้มจมูกโด่งเข้าไปฝังแก้มนวลแนบแน่นกว่าเดิมอีกครั้ง  

"ฟ็อด...~~~" 

แม้จะผ่านมาหลายปีที่พวกเขาทั้งสองแต่งงานกัน แต่ทว่าความรู้สึกและการกระทำยังคงเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวทั่วไป 

 

ยังคงเอ่ยคำบอกรัก...กอด...จูบ...และร่วมรักกันอย่างที่เคยเป็น... 

 

 

 

 

“หลี่จวิน! ไป๋หลิง! มาทานข้าวได้แล้วลูก”เมื่อได้ยินเสียงเรียกของมารดาตะโกนดังออกไป เด็กน้อยทั้งสองก็รีบกุลีกุจอวิ่งเข้ามาในวงสำรับเล็กๆธรรมดาๆอย่างตื่นเต้น 

 

“โธ่...วันนี้ไม่มีผัดเต้าหู้ของโปรดลูกเลยหรือท่านแม่”ไป๋หลิงร้องถามน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว พลางมู่ปากเล็กๆตามประสาเด็กน้อย 

 

“แต่วันนี้มีปลาทอดของโปรดข้าด้วย ฮ่าๆ”เด็กหนุ่มตัวใหญ่กว่าเอ่ยอย่างทับถม พลางแกล้งหยอกโดยหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้คนตัวน้อยอย่างเย้ยหยัน 

 

“ไว้วันพรุ่ง พ่อจะออกไปซื้อเต้าหู้ที่หมู่บ้านให้นะไป๋หลิง วันนี้ก็กินปลาทอดกับผัดน้ำเต้าไปก่อนนะลูก”  

 

“เย้ ท่านพ่อใจดีที่สุดเลย...ฟ็อด~”เด็กสาวหันไปร้องตะโกนลั่นด้วยความดีใจ พลางโน้มใบหน้าน้อยๆเข้าไปหอมข้างแก้มสากของผู้เป็นบิดาขณะที่ไป๋เฟิ่งเอื้อมฝ่ามือเล็กๆเข้าไปขยี้เรือนผมของลูกสาวตัวน้อยอย่างหมั่นเขี้ยวในการประจบประแจงของเขา 

 

“พรุ่งนี้ข้าขอไปล่าสัตว์กับท่านพ่อด้วยนะขอรับ ท่านพ่อเคยสัญญาไว้ว่าหากข้าอายุสิบขวบจะพาข้าไปล่าสัตว์ด้วย ”น้ำเสียงเด็กหนุ่มเอ่ยทวงสัญญาต่อผู้เป็นบิดา  

 

“...อันตรายเช่นนั้น แม่ไม่” 

 

“ได้สิ...หลี่จวินโตแล้ว สมควรที่จะเรียนรู้เอาไว้ในภายภาคหน้า”หยางจื้อเอ่ยแทรกไป๋เฟิ่งขึ้น พลางหันใบหน้าคมคายอธิบายต่อ “ลูกของเราเป็นบุรุษ หากโตขึ้นไปในภายภาคหน้าจะได้รู้จักเอาตัวรอดได้ เจ้าไม่ต้องห่วงไป ข้าไม่ปล่อยให้ลูกของเราเป็นอันตรายหรอก” 

 

 “แต่...มันอันตรายเกินไป ข้าเป็นห่วงลูก”ไป๋เฟิ่งเอ่ยเมื่อคิดเห็นต่าง ถึงหลี่จวินจะโตขึ้นมากเพียงใด แต่"ลูก"ในสายตาของเขายังคงเป็นเด็กน้อยไม่มีเปลี่ยน  

 

 “ถ้าเช่นนั้น..ลูกขอไปด้วย”เสียงเด็กสาวตัวน้อยแทรกเข้ามา 

 

“ไม่ได้!” 

 

“ไม่ได้!” 

เสียงปฏิเสธดังขึ้นโดยพลัน หากเป็นไป๋หลิง...หยางจื้อก็คิดปฏิเสธเช่นกัน เด็กสาวอายุเพียงสี่ขวบจะพาออกไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไรกัน 

 

“ฮือ...ท่านพ่อท่านแม่ เหตุใดให้หลี่จวินไป ไม่ให้ลูกไป ฮือ...”เด็กสาวร้องไห้งอแงอย่างดังเมื่อรู้สึกถูกขัดใจและไม่ได้รับความเท่าเทียม 

 

ใบหน้าคมปรากฏยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นใบหน้าบุตรสาวร้องไห้ระงมพลันหวนนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งตนเป็นเด็ก เคยเอ่ยขอมารดาออกไปล่าสัตว์กับพี่สาว แต่ก็โดนปฏิเสธและร้องไห้ระงมเช่นนี้ 

 

 

ป่านนี้ท่านพี่หลิงเฟยคงจะมีความสุขกับครอบครัวของนาง... 

...ข้าก็เช่นกัน ในตอนนี้ข้ามีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาที่ข้ารักและลูกๆของข้า 

 

 

“ไว้วันพรุ่งพ่อกับหลี่จวินกลับมาจากล่าสัตว์จะพาลูกกับแม่ของลูกไปเที่ยวงานโคมลอยในหมู่บ้าน ดีหรือไม่?” 

 

“งานโคมลอย...ข้าเกือบลืมไปแล้ว” ไป๋เฟิ่งเปรยออกมา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันพรุ่งนี้ ในหมู่บ้านจะมีงานโคมลอยจัดขึ้น เพราะอาศัยอยู่หลังเขา...ซึ่งห่างไกลจากหมู่บ้านหลายสิบลี้ ไป๋เฟิ่งจึงมิได้ใส่ใจเท่าใดนัก 

 

“ข้าอยากไปงานโคมลอยขอรับท่านพ่อ” 

 

“ลูกด้วย...” 

เด็กน้อยทั้งสองยกมือขึ้น พร้อมเปล่งน้ำเสียงใสเจื้อยแจ้วตอบอย่างตื้นเต้น ไม่ต่างจากหัวใจของบุรุษงามที่กำลังเต้นระรัว พร้อมกับเปรยยิ้มน้อยๆออกมา  

 

 

 

ภายใต้แสงสลัวเหลืองนวลจากตะเกียงไฟ ไป๋เฟิ่งเลือกหยิบชุดอาภรณ์เนื้อดีในหีบที่เคยซื้อเอาไว้ออกมา ซึ่งปักลวดลายดอกโบตั๋นอย่างประณีต ซึ่งเป็นชุดของพวกเขาและลูกๆ 

หยางจื้อก้าวเข้ามาในห้องหลังจากกล่อมลูกสาวตัวน้อยและลูกชายเสร็จ ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงข้างๆไป๋เฟิ่ง 

 

“ทำอะไรอยู่รึ?” 

 

“ข้ากำลังเตรียมชุดให้ท่านกับพวกเด็กๆนะขอรับ นานๆทีจะได้ออกไปเที่ยวงาน”ดวงตาหวานมองอาภรณ์ที่ถูกแขวนไว้อย่างพึงพอใจ พร้อมใช้ปลายนิ้วมือเรียวลูบเบาๆบนผ้าเนื้อดี 

 

“ฟ็อด~” 

 

“ข้าขอโทษ...ที่ทำให้เจ้าไม่มีโอกาสได้ใส่ชุดสวยๆพวกนี้เช่นแต่ก่อน หากเป็นคนหนูแห่งจวนเสนาบดีป้ายเฉียนดังก่อน เจ้าคงได้สวมอาภรณ์สวยๆเช่นนี้ทุกวัน คงมิต้องตกระกำลำบากเช่นนี้!” 

 

“ชู่~~อย่าเอ่ยเรื่องพวกนั้นอีกเลยขอรับ ตอนนี้ข้ามีความสุขมาก ไม่ได้ลำบากอันใดเลย ถ้าหากให้ข้ากลับไปอยู่จวนโดยปราศจากความรัก ข้าเลือกที่จะอยู่กับท่านเช่นนี้ กับสามีและลูกๆที่ข้ารักสุดหัวใจขอรับ”นิ้วมือเรียวยกขึ้นมาประทับริมฝีปากหยักได้รูปของบุรุษหนุ่ม ขณะเอ่ยความรู้สึกของตนเองออกมา ก่อนจะเป็นฝ่ายโน้มใบหน้าเข้าไปประทับจูบที่ริมฝีปากหยักแทนรอยนิ้วมือ 

 

“อื้ม~” 

 

 

 

 

 

 

 

..... 

“ท่านแม่...เมื่อคืนลูกได้ยินเสียงแปลกๆ” 

 

“เสียงอะไรรึ?” 

 

“ท่านพ่อตีท่านแม่ทั้งคืนเลยใช่หรือไม่?”เด็กสาวเบิกตาโตขณะเอ่ยเสียงเข้มใส ท่าทางขึงขังราวกับจะต่อว่าผู้เป็นบิดา 

 

“ข้าได้ยินเสียงร้องด้วย...”หลี่จวินเอ่ยเสริมขึ้นต่อ 

 

“หึ...เช่นนั้นรึ?”หยางจื้อหลุดเสียงหัวเราะออกมาจากลำคอ นึกเอ็นดูกับคำเอ่ยเดียงสาของเด็กน้อย ประกอบกับท่าทาง อีกทั้งใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเมื่อไป๋เฟิ่งฉายความขัดเขินออกมา 

 

“พวกเจ้าคงละเมอฝันเป็นแน่...เมื่อคืนเงียบสนิทเช่นนั้นจะมีเสียงแปลกได้อย่างไรกัน ท่านพ่อของเจ้าก็หลับสนิท” ไป๋เฟิ่งเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าหวานไม่คิดแม้แต่จะหันไปมองลูกน้อยทั้งสอง 

 

ค่ำคืนอันเร่าร้อนของบทรักที่หยางจื้อเป็นผู้บรรเลง...ทำเอาไป๋เฟิ่งเขินอายจนใบหน้าขึ้นสีแดงลามไปถึงใบหู 

 

บทสนทนาระหว่างพ่อแม่ลูก ขณะจูงมือก้าวขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางข้ามภูเขาเข้าไปในหมู่บ้าน ที่ค่ำคืนนี้จะมีการจัดงานโคมลอยขึ้น 

ใช้เวลาเดินทางมาเกือบสองเค่อ ก็เริ่มมองเห็นโคมไฟสีแดงประดับประดาอยู่ทั่วหมู่บ้าน รับรู้ได้ว่าเริ่มเข้าเขตหมู่บ้านแล้ว 

บุตรสาวคนเล็กไป๋หลิงและบุตรชายคนโตหลี่จวินต่างตื่นตาตื่นใจไม่น้อย  

 

“พวกเจ้าต้องจับมือกันไว้นะ หากพลัดหลงจะทำให้ตามหาลำบาก”เสียงเอ่ยสั่งของผู้เป็นมารดา เมื่อรถม้าหยุดเคลื่อนตัว 

 

“ขอรับ ข้าจะจับมือไป๋หลิงไว้ตลอดเลย” 

 

“ลูกก็จะจับมือหลี่จวินไว้ตลอดเลยเช่นกัน” 

ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตอบ ขณะมองร่างเด็กตัวน้อยทั้งสองกำลังเดินจับมือกันอยู่ด้านหน้า ก่อนจะก้าวเดินตามไปโดยมีหยางจื้อจับมืออยู่เคียงข้าง  

เมื่อแสงสว่างบนท้องฟ้าเรื่องมืดลง แสงสว่างจากโคมไฟก็ส่องสว่างขึ้นจนสุดลูกหูลูกตา  

 

“ท่านจำได้หรือไม่ เมื่อครั้งที่เราไปเที่ยวงานโคมลอยด้วยครั้งคราแรก” 

 

“...” ใบหน้าคมคายเปรยยิ้มออกมาเป็นคำตอบ ผ่านมาหลายปีแต่ความทรงจำที่เคยทำสิ่งต่างๆร่วมกันไม่เคยเลือนราง 

 

“ตอนนั้นข้าวิ่งหนีสายตาผู้คนที่มองเข้ามาอย่างประณาม แต่ท่านก็ตามไปปลอบใจข้า” 

 

“ข้าจำได้...” ฝ่ามือหนาประสานจับมือเล็กแน่นขึ้น “แล้วตอนนี้เจ้ารู้สึกเช่นไรกับสายตาพวกนั้น” 

 

“ข้าเลิกสนใจไปนานแล้วขอรับ...แค่เพียงชีวิตของข้ามีท่านกับลูกๆ ข้าก็ไม่คิดใส่ใจกับสายตาหรือคำพูดประณามของผู้คนเหล่านั้นเลยสักนิด” 

 

“ท่านพ่อท่านแม่!”เสียงใสไป๋หลิงตะโกนแทรกเข้ามา ระหว่างประโยคสนทนาของไป๋เฟิ่งและหยางจื้อ ก่อนพวกเขาจะหันหน้าไปมองบุตรสาวตัวน้อยตรงหน้า 

 

“มีอะไรรึไป๋หลิง” 

 

“ลูกอยากลอยโคมพวกนั้นแล้ว”นิ้วมือน้อยๆชี้ไปยังท้องฟ้าที่ปรากฏโคมสีเหลืองนวลลอยขึ้นฟ้าเป็นสาย....ละลานตาเต็มท้องฟ้า 

 

“ไปสิลูก..” 

 

 

 

 

 

“เจี๊ยนคัง (สุขภาพแข็งแรง)” 

ไป๋เฟิ่ง เขียนตัวอักษร คำว่า เจี๊ยนคัง...  

“คราที่แล้วข้าเคยขอพรให้ท่านสมปรารถนา ครานี้ข้าจะขอให้ท่านและลูกๆของเรามีสุขภาพแข็งแรง อยู่ด้วยกันเช่นนี้ไปตราบนานเท่านานนะขอรับ...” 

 

“ยู๋อี๋ (สมปรารถนา)” 

หยางจื้อเขียนตัวอักษร คำว่า ยู๋อี๋ (สมปรารถนา) 

“คราที่แล้ว ข้าเคยขอให้เจ้าสุขภาพแข็งแรง แล้วพรนั้นก็เป็นจริงดั่งคำขอ ครานี้ข้าจะเป็นฝ่ายขอให้ลูกๆและเจ้า สมหวังในสิ่งที่ปรารถนานะไป๋เฟิ่ง ไป๋หลิง หลี่จวิน”  

ปลายนิ้วมือทั้งสี่คนจับโคมไฟสีเหลืองนวลเอาไว้ รอเวลาให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมคำขออธิษฐาน  

 

“ขอให้ครอบครัวของเรามีความสุขเช่นนี้ตลอดไป...”หยางจื้อเปล่งเสียงทุ้มอฐิษฐาน ก่อนจะปล่อยโคมลอยออกไปสู่ท้องนภา สูงขึ้น.... 

 

“ข้ารักท่านพ่อท่านแม่...และไป๋หลิงนะขอรับ”เสียงบุรุษตัวน้อยหลี่จวินเอ่ยเสียงใสขึ้น 

 

“ลูกก็รักท่านพ่อท่านแม่...แล้วก็...ท่านพี่หลี่จวินด้วยเจ้าค่ะ”เด็กสาวตัวน้อยเอ่ยต่อพร้อมกับหลับตาปี๋ขณะอธิษฐาน 

 

“พ่อกับแม่ก็รักหลี่จวินและไป๋หลิงนะลูก” บุรุษงามเอื้อมสองแขนเข้ามาโอบกอดร่างเด็กตัวน้อยทั้งสองโดยมีหยางจื้อสวมกอดเข้ามาทางด้านหลัง ขณะดวงตาทั้งสี่คู่ มองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงสีเหลืองประดับประดาเต็มท้องฟ้า.... 

 

ภายใต้รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข พวกเขาได้ใช้ชีวิตดั่งที่ใจปรารถนาและมีชีวิตที่สมบูรณ์ดั่งคำอธิษฐาน... 

 

 

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------------------------------------- 

ไป๋เฟิ่งมีลูกชายให้ตามคำขอนะคะ แต่ไม่ใช่น้องชายไป๋หลิงนะ ให้เป็นพี่ชายแทนค่า  

กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามจนถึงตอนพิเศษนะคะ หวังว่าจะทำให้ทุกคนมีความสุขนะคะ 

ความคิดเห็น