ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 370

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2562 17:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8
แบบอักษร

วันรุ่งขึ้น เสวี่ยเหมยรีบอาบน้ำแต่งตัวโดยมีเสี่ยวอ้ายคอยช่วยเหลือ เมื่อคืนกว่าเธอจะข่มตาหลับได้ก็ปาไปเกือบสว่าง ทำให้วันนี้ตื่นสาย ก่อนจะเร่งรีบเดินทางไปยังเรือนของท่านพ่อ เพื่อทำการรักษาให้กับผู้เป็นบิดา.


      ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปก็พบว่าทุกคนได้นั่งรอเธออยู่ก่อนแล้ว เธอบอกให้นอนท่านพ่อนอนลง พร้อมหลับตา ก่อนจะให้ทุกคนออกไปยืนรออยู่ด้านนอก เนื่องจากเธอต้องการสมาธิ 


     ที่ต้องเอ่ยไปแบบนั้น เพราะยังไม่พร้อมที่จะตอบคำถามกับทุกคนว่าเธอรักษาท่านพ่อด้วยวิธีการใด


     เสวี่ยเหมยขยับเข้าไปใกล้ร่างของไป๋เจี้ยนเพื่อเริ่มการรักษา นางยื่นมือข้างหนึ่งไปจับที่ขาของอีกฝ่าย ก่อนจะตั้งสมาธิ นึกถึงอาการป่วยที่เป็นอยู่ ตลอดการรักษาจะได้ยินเสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้นเป็นระยะ 


    ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ประตูห้องก็ได้เปิดออกด้วยมือของร่างบาง ก่อนจะบอกให้ท่านแม่เข้ามาดูแลท่านพ่อที่สลบไปเพราะความเจ็บปวดจากการรักษา ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะด้วยความอ่อนเพลีย


. ‘เสวี่ยเหมยเป็นอย่างไรบ้าง’


   ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามบุตรสาว หลังจากจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้สามีเสร็จแล้ว ด้วยความเป็นห่วง โดยข้างๆของเสวี่ยเหมยมีไป๋เฉิงคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง 


   “ข้ามิเป็นไรท่านแม่ แค่รู้สึกเพลียจากการรักษาเท่านั้น นั่งพักสักหน่อยก็หายแล้วเจ้าค่ะ”


สองชั่วยามผ่านไป


    ‘ฮูหยิน’


     ไป๋เจี้ยนค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนมองไปรอบๆเห็นฮูหยินตนนั่งอยู่ข้างเตียงจึงเอ่ยทักขึ้น พร้อมมองหาเสวี่ยเหมย. ก่อนหมดสติไปเขาจำได้ว่าบุตรตรีเขากำลังรักษาขาให้เขาอยู่แต่เพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหวจึงสลบไป


     ‘ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้าง’


     ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามพร้อมประคองให้สามีของตนลุกขึ้นนั่งอย่างห่วงใย ก่อนที่ลูกของนางทั้งสองจะเดินเข้ามาหาที่เตียง


     “ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บปวดตรงไหนอีกรึไม่” 


     เสวี่ยเหมยเอ่ยถาม ก่อนจะจับชีพจรอีกฝ่ายเพื่อตรวจเช็คอาการอีกครั้ง พบว่าอีกฝ่ายยังมีอาการอ่อนเพลียหลงเลืออยู่เล็กน้อย จึงบอกให้เสี่ยวลี่ออกไปต้มยาบำรุงมาให้ท่านพ่อดื่ม


     “ไม่แล้วล่ะ เหมยเอ๋อร์ พ่อรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”


     “ถ้าอย่างนั้นลองขยับขาดูสิเจ้าค่ะ ว่าเป็นเช่นไรบ้าง”


      ไป๋เจี้ยนรีบทำตามที่บอก เขาเริ่มรู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ขาของตนเอง และลองขยับดูพบว่าเขาสามารถขยับไปมาเหมือนปกติ ก่อนจะเงยหน้ามองบุตรสาวด้วยความปิติ พลางลุกยืนให้ทุกคนได้เห็น อาจจะยังไม่สะดวกมากนัก แต่ก็ถือว่าดีกว่าเดิม


      “ท่านพี่’


     “ท่านพ่อ ท่านเดินได้แล้ว”


      ไป๋เฉิงเอ่ยโพลงออกมาด้วยความยินดีก่อนจะโผเข้ากอดบิดาไว้แน่น


      “ต้องขอบใจเหมยเอ๋อร์ ที่ทำให้พ่อสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง ขอบใจเจ้ามากลูกพ่อ’


      “มิเป็นไรเจ้าค่ะ นี่คือหน้าที่ที่ลูกควรกระทำ ขอแค่ท่านพ่อหายลูกก็ดีใจแล้ว”


     “เหมยเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้ว”


     แม้ทุกคนจะสงสัยในการรักษาของเสวี่ยเหมย ว่าเหตุใดจึงมีความสามารถนี้ได้ นางได้แต่บอกว่า อ่านเจอในหนังสือแพทย์เล่มหนึ่งที่บังเอิญได้มาจากท่านหมอท่านหนึ่งที่เธอเคยช่วยเอาไว้ ประกอบกับเธอที่พอจะมีความรู้ทางการแพทย์เล็กน้อย ทั้งชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับโรค สมุนไพร และการรักษาอยู่แล้วจึงไม่มีใครสงสัยมากนัก อาจจะแปลกใจแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม นางได้ย้ำกับทุกคนว่าห้ามบอกใครว่าตนเป็นคนรักษาท่านพ่อ พร้อมทั้งขอให้เก็บเป็นความลับ 


      เสวี่ยเหมยได้แต่ยิ้มยินดีให้กับภาพตรงหน้า ตอนนี้ครอบครัวของนางกำลังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขอีกครั้ง ก่อนที่จะสั่งให้เสี่ยวลี่ต้มสมุนไพรมาให้ท่านพ่อดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย

ทุกวัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปเพื่อพักผ่อน




        ผ่านมาหลายวันนับตั้งแต่วันนั้น เธอรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่ในจวนตลอดเวลา ตอนนี้เธออยากออกไปข้างนอกเพื่อดูความเป็นอยู่ของภพนี้ และหาหนทางที่จะทำมาหากิน เพราะเงินที่ท่านเทพให้มา บวกกับเงินที่ท่านพี่ของนางให้มา มีมากอยู่ก็จริง แต่เธอก็ใช้จ่ายทุกวันโดยที่ไม่มีรายรับ สักวันมันก็ต้องหมดไป แถมพี่ชายของเธอก็ลาออกจาการเป็นทหารแล้ว นางจึงได้คิดที่จะเปิดกิจการบางอย่างในภพนี้ เมื่อตัดสินใจได้ จึงได้เข้าไปขอร้องไป๋เจี้ยนที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ที่ห้อง เพื่อออกไปข้างนอก



      “พี่ใหญ่ข้าอยากออกไปข้างนอกบ้าง ท่านพาข้าไปได้รึไม่”


     “เหตุใดจึงอยากออกไปข้างนอกได้เล่า เจ้าอยากได้สิ่งใดพี่จักหามาให้”


    “ข้าแค่อยากออกไปตลาด ซื้อยามาเพิ่มให้ท่านพ่อ เพราะต่อให้ข้ารักษาท่านให้เดินได้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะหายขาด ต้องบำรุงอีกสักระยะนึงเสียก่อน”


     หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พร้อมเดินเข้าไปกอดแขนของอีกฝ่าย ก่อนจะส่งสายตาน่าสงสารให้กับอีกฝ่าย


     ‘นี่นางลงทุนทำขนาดนี้ ไม่ใจอ่อนก็ให้มันรู้ไป เกิดมาเพิ่งเคยทำแบบนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ เธอก็อายเป็นเหมือนกันนะ แม้จะเป็นพี่ชายของเธอก็ตาม ยังดีที่ร่างนี้ยังเป็นแค่เด็กสาวแรกรุ่นเลยดูไม่ค่อยน่าเกลียดมากนัก ถ้าเป็นตัวเธอในภพก่อนคงจะกระดากกระเดื่องบ้างละ’


    “ได้ แต่เจ้าต้องไปขออนุญาตจากท่านพ่อ และท่านแม่ก่อนข้าจึงจักพาเจ้าไปได้”


     ไป๋ฉีเฉิงตอบตกลงทันทีเพราะทนการรบเร้าของน้องสาวไม่ไหว


     เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองจึงพากันเดินไปหาท่านพ่อ กับท่านเเม่ของนางที่เรือนใหญ่


   “ท่านพ่อลูกขอออกไปตลาดข้างนอกได้รึไม่เจ้าค่ะ “


    ร่างบางเอ่ยถามบิดา หลังจากที่ทุกคนพากันรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 


    “ได้สิ ตั้งแต่เจ้าฟื้นขึ้นมา เจ้าก็อยู่แต่ในจวนนี้ไม่ได้ออกไปไหนเลยคงจะรู้สึกเบื่อหน่าย ออกไปตลาดบ้างก็ดี”


  “แต่แม่ว่า .. เจ้ายังไม่เคยออกไปข้างนอกมาก่อน หากไปอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ อย่าเพิ่งออกไปไหนเลย”


    “ท่านแม่ มิต้องเป็นห่วง ข้าจะพาน้องไปเอง จักดูแลอย่างดีไม่ให้เกิดอันตราย”


   “เอาเถอะ ได้ยินอย่างนั้นแม่ค่อยสบายใจ แล้วแต่พวกเจ้าเถอะ อย่ากลับคำ่นักละ”


   “เจ้าค่ะ”


   “ขอรับ”




     สองพี่น้อง และสาวใช้ เดินทางมาถึงตลาดในเมืองหลวงที่อยู่ไม่ไกลจากจวนของพวกเขา จึงพากันเดินเข้าไปสำรวจทันที ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย มีทั้งโรงเตี๊ยม โรงน้ำชา บ้างก็ตั้งเป็นแผงขายของอยู่ที่หน้าบ้านตนเอง


ตลอดทางเต็มไปด้วยความครึกครื้นของผู้คนที่พากันออกมาจับจ่ายซื้อของ


      เสวี่ยเหมยแวะเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้อย่างสนุกสนาน ชดเชยที่ชาติก่อนมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนไม่มีเวลาเช่นนี้ พร้อมทั้งสอดส่องดูสิ่งต่างๆที่นางพอจะทำมาหากินได้ ก่อนจะยื่นถุงเงินที่ท่านพี่นางมอบให้ กับเสี่ยวอ้ายและเสี่ยวลี่ให้แวะซื้อยาบำรุงให้ท่านพ่อ พร้อมทั้งซื้อจำพวกของกินและของใช้ที่จำเป็น ซึ่งนางและพี่ชายจะไปรอที่ร้านหนังสือเพื่อหาตำรามาอ่านเพิ่มเติม


      เสวี่ยเหมยเดินดูหนังสืออย่างสนใจ เพราะที่โลกนี้เต็มไปด้วยวรยุทธ์ และสิ่งเหนือธรรมชาติที่เธอไม่เคยเจอ เธอจึงอยากศึกษามันให้ละเอียดพร้อมตำราสมุนไพร และยารักษาโรค อย่างละเล่ม แม้เธอจะได้รับคัมภีร์ฝึกยุทธ์ และพรวิเศษ แต่ควรที่จะเรียนรู้ และศึกษาเพิ่มเติมเอาไว้ เธอหยิบตำรามาหาพี่ชายที่ยืนรออยู่ ส่วนพี่ชายเธอก็ได้ตำราพิชัยสงครามมาด้วยหนึ่งเล่ม ก่อนจะพากันจ่ายเงิน เมื่อเห็นสาวใช้ของตนเดินมาแล้ว


     เมื่อเสี่ยวลี่ และเสี่ยวอ้ายมาสมทบ เธอจึงคิดว่าสมควรกลับบ้านได้แล้ว ระหว่างเดินกลับเธอเดินแวะเข้าไปที่ร้านขายอาวุธอย่างสนใจ


    “เจ้าเป็นสตรี จะเอาอาวุธไปทำไมรึ. เสวี่ยเหมย หาเหมาะกับเจ้าไม่ “


    ไป๋ฉีเฉิงเอ่ยถามอย่างสงสัย นางเป็นสตรีในห้องหอ มิควรพกอาวุธเฉกเช่นบุรุษ ควรอยู่บ้านเย็บปักถักร้อยเสียมากกว่า เขายังไม่เห็นน้องสาวเขาซื้อของสำหรับความสวยความงามเลย มีแต่ตำรา และอาวุธตรงหน้า


     “ข้าแค่อยากพกไว้ป้องกันตัวเท่านั้น”


      เธอหยิบอาวุธแต่ละอย่างขึ้นมาพิจารณาอย่างสนใจ ด้วยแววตาระยิบระยับ เธอที่เคยเป็นอดีตตำรวจ ย่อมสนใจในอาวุธเป็นธรรมดา ยิ่งเห็นของตรงหน้าที่ไม่ค่อยมีในสมัยของตนยิ่งสนใจ. ก่อนจะตอบคำถามอีกฝ่าย



     ‘ช่วยด้วย โจรขโมยถุงเงินข้า’


      ‘ช่วยด้วย’


       เสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะมีร่างชายเนื้อตัวมอมแมมวิ่งผ่านกลุ่มของพวกเธอไป ก่อนที่มือเรียวจะขว้างมีดที่อยู่ในมือของตนออกไป


     ฟิ้ว...


     ฉึก!!


     เสียงมีดกรีดฝ่าอากาศ ก่อนจะพุ่งปักไปที่หลังของชายคนนั้น ก่อนจะสะดุดล้มตัวลงนอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผล 


     เสวี่ยเหมยก้าวเดินเข้าไปหาชายผู้นั้นอย่างช้าๆท่ามกลางสายตางุนงงของชาวบ้าน และพี่ชาย ที่เฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ


     “มีอวัยวะครบทุกอย่างยังริอาจเป็นขโมย ไม่นึกเสียชาติเกิดบ้างรึ”


      ร่างบางเอ่ยถามก่อนจะหยิบถุงเงินที่ตกอยู่บนพื้น ไปยื่นให้กับหญิงสาวผู้เสียหาย พร้อมทั้งได้รับคำขอบคุณเป็นการใหญ่ ก่อนจะเดินกลับมาหาชายคนนั้นอีกครั้ง


     “ยอมแล้ว ข้ายอมแล้วขอรับ ข้าแค่ต้องการเงินไปรักษาท่านแม่ข้าเท่านั้น ได้โปรดอย่าทำอะไรข้าเลย”


     ชายคนนั้นบอก พร้อมยกมือขึ้นไหว้หญิงสาวด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นสะท้านยามสบตาของอีกฝ่าย


      ‘เอ่อ เหมยเอ๋อร์พี่ว่าเจ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการเถิด’


      ไป๋ฉีเฉิงที่เพิ่งหายตกตะลึง จากการที่อยู่ๆน้องสาวของเขา. ขว้างมีดที่กำลังถืออยู่ไปกลางหลังขโมยคนนั้นอย่างแม่นยำ โดยที่เขายังไม่ทันได้ขยับตัวไปไล่ตาม หรือก้าวเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว. เดินเข้ามาพูดกับน้องสาวตน เพราะเห็นนางเดินไปหาขโมยคนนั้นอีกครั้ง


       ‘เหตุใดจึงต้องมาลักขโมยเช่นนี้ ใยจึงไม่ทำมาหากินอย่างสุจริต’


       เสวี่ยเหมยเอ่ยถามอย่างสงสัยโดยที่ไม่สนใจพี่ชายของตนเลย ก่อนที่จะได้รู้ว่า ขโมยคนนั้นชื่อ กงเยี่ย ตนและมารดาอาศัยอยู่ที่บ้านร้างท้ายตลาด ตอนนี้มารดาของเขาป่วยหนัก เขาก็โดนไล่ออกจากงาน จึงได้มาทำเช่นนี้ 


       นางจึงหยิบเงินให้เขาถุงหนึ่ง ด้วยความเห็นใจ ให้เขา พาแม่ไปรักษา และให้สัญญาว่าห้ามลักขโมยอีก พร้อมหันไปบอกทุกคนให้เป็นพยาน แม้ว่าชายคนนั้นจะทำผิดแต่ก็เพิ่งกระทำเป็นครั้งแรก และทำเพราะความจำเป็น จึงไม่อยากเอาผิดมากนัก ก่อนจะเอ่ยขอโทษที่ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ และทำแผลเบื้องต้นให้กับเขา



      ‘เฮ้อ เงินฉัน หมดไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย’


      กงเยี่ยได้แต่มองสตรีนางนั้นด้วยความตื้นตันใจ เพราะไม่มีใครเคยคิดที่จะช่วยเหลือพวกเขาสองแม่ลูกด้วยซ้ำ เขาพยายามแล้วทุกทางแต่ก็ไม่มีผู้ใดช่วย ก่อนจะตัดสินใจทำเช่นนี้ พร้อมทั้งคุกเข่าโขกศรีษะ สาบานว่าจะไม่ลักขโมยสิ่งใดอีก ก่อนจะรีบกลับบ้านเพื่อพามารดาของตนไปหาหมอ 


      คล้อยหลังที่พวกเขาจากไปอีกด้านของชั้นสองของโรงเตี้ยม มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งรับประทานอาหารอยู่ โดยมีบุรุษสมหน้ากากครึ่งหน้า บุคลิกเย็นชา แฝงไปด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ นั่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ก่อนที่จะลุกหายไปอย่างรวดเร็ว


       ‘หึ น่าสนใจ’
ความคิดเห็น