ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๓-๑ :: อมตะชน (re-write)

ชื่อตอน : บทที่ ๓-๑ :: อมตะชน (re-write)

คำค้น : นิยายจีน นิยายจีนโบราณ จีนโบราณ เทพเซียน เทพ เซียน สวรรค์ ปีศาจ จอมมาร

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2562 14:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๓-๑ :: อมตะชน (re-write)
แบบอักษร

พิภพสวรรค์เบื้องบนเขตแดนเทพเซียน มีสภาวะเป็นทิพย์เสมอฟ้าดิน ไม่มีฤดูกาล ไม่มีทิวา ไม่มีราตรี โดยเทพพระอาทิตย์ รั้งตำแหน่งเทพเจ้าแห่งดินแดนบูรพา ประทับยังตำหนักสุริยันมอบแสงสว่างแก่มวลพิภพ ส่วนฝากทิศประจิมนั้นเป็นเขตแดนของท่านผู้เฒ่าจันทรา ประทับยังวิมานพระจันทร์ มอบแสงสว่างจากดวงจันทราในยามราตรีกาล 

         ทั้งดวงสุริยันและดวงจันทราไม่มีขึ้นหรือลงดังเช่นคติธรรมของมนุษย์โลก ทั้งสองลอยเด่นอยู่คู่ขนานกันเสมอ โดยมีพิภพสวรรค์คั่นอยู่ระหว่างกลาง ซึ่งภพสวรรค์จะค่อยๆ ขยับหมุนรอบทีละน้อย จนแทบจับความรู้สึกไม่ได้ หากแต่การขยับเคลื่อนหมุนนั้นเอง ทำให้เกิดเป็นกลางวันและกลางคืนในโลกมนุษย์ 

         ดังนั้นตำหนักเทพเซียนองค์ใด อยู่ในทิศทางฝากใด ก็จะได้รับอิทธิพลความอบอุ่นสว่างไสวหรือความเยียบเย็นสลัวตามทิศทางนั้น 

พิภพสวรรค์มีทั้งหมดสามสิบหกชั้นฟ้า โดยชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สิบหกนั้นถือว่าเป็นสวรรค์ชั้นเบื้องล่าง สำหรับเซียนที่กำเนิดแต่ครรภ์เซียน และสำหรับมนุษย์ที่กระทำความดี ฝึกฝนบำเพ็ญเซียนจนผ่านด่านเคราะห์ด่านรัก นับว่าเป็นเซียนชั้นสูงจึงจะมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนเซียนสวรรค์ 

ชั้นที่สิบเจ็บถึงชั้นที่สามสิบสามเรียกว่าชั้นโพธิสัตว์ อันเป็นที่ประทับของเทียนตี้และเทียนโฮ่วสองผู้เป็นใหญ่แห่งแดนสวรรค์ และเซียนชั้นสูงที่บำเพ็ญตบะฌานจนกระทั่งบรรลุขั้นเป็นเทพ รวมไปถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์เผ่าสวรรค์ชั้นสูง 

ส่วนชั้นที่สามสิบสี่ถึงชั้นที่สามสิบหกเรียกว่าชั้นพุทธภูมิ เป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และพระโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากกิเลสธุลีแดงทางโลกโดยสิ้นเชิงแล้ว โดยชั้นที่สามสิบหกสูงสุดนี้คือแดนทิพย์สุขาวดีอันเป็นที่ประทับขององค์ยูไลและเหล่าพระพุทธองค์สาวก 

         ซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพเดินตามทหารสวรรค์สองนายตรงไปยังท้องพระโรงตำหนักสวรรค์ชั้นสามสิบสาม ขณะยุรยาตรคล้อยเคลื่อนสายตาซิ่นหนี่ว์ทอดมองเข้าไปยังด้านใน เรียวคิ้วโค้งงามขมวดมุ่นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ นอกจากเทียนตี้ประมุขสวรรค์ เทียนโฮ่วราชินีเผ่าสวรรค์ ไท่จื่อเฟยหรงผู้เป็นโอรสรัชทายาท ท่านพ่อ ท่านแม่ และ[1]ต้าเกอหมิงลู่พี่ชายฝาแฝดของนาง นอกจากนั้นก็มีเพียงเหล่าเทพเซียนอาวุโสที่คุ้นเคยเพียงเท่านั้นที่มาเข้าพิจารณาโทษของนาง ทั้งที่นางก่อเรื่องราวทำความผิดใหญ่โตถึงเพียงนี้ สมควรแก่เหตุที่จะเรียกเหล่าทวยเทพให้มาเข้าร่วมครบองค์ประชุมเสียด้วยซ้ำ 

โดยซิ่นหนี่ว์หารู้ไม่ว่าผลที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเพราะเทียนตี้และเทียนโฮ่วที่ไร้ซึ่งพระธิดา หากทว่ารักหลานสาวผู้นี้อย่างยิ่งดุจดังสายโลหิตในอุทร เมื่อจำต้องพิจารณาโทษทัณฑ์ของหลานสาวด้วยความเที่ยงธรรม แต่กระนั้นทั้งสองพระองค์ก็ไม่ต้องการให้ความผิดของนางเป็นเรื่องเอิกเกริกใหญ่โต จึงอัญเชิญเหล่าทวยเทพที่เกี่ยวข้องมาเพื่อทำการพิจารณาตัดสินโทษอย่างเรียบง่ายและให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด ทั้งสองพระองค์ไม่ต้องการให้ชื่อเสียงในทางร้ายของหลานสาวเป็นที่โจษจันไปไกล 

เหล่าทวยเทพที่นั่งรอยู่ในท้องพระโรง เห็นซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพกำลังเดินขึ้นบันไดเมฆาตำหนักสวรรค์ เมื่อมองพินิจทั้งคู่เห็นทั้งสองยังมีชีวิตอยู่มิได้สังขารแตกดับหรือได้รับบาดเจ็บใด ก็ให้คลายความกังวลใจลงหลายส่วน เพราะตั้งแต่ทุกคนทราบข่าวมาว่าซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพเดินทางไปยังเกาะหวงโจวดินแดนจตุรภพ ก็ให้ทุกคนร้อนใจเป็นห่วงกังวล  

ทุกสายตาในท้องพระโรงจับจ้องไปยังซิ่นหนี่ว์ ที่ทุกผู้ต่างรู้ดีว่านางเป็นต้นเหตุในการก่อเรื่องราวในครั้งนี้ แม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์ผู้เกรียงไกร ธิดาแห่งมหาเทวะสงครามหานตงกับเทวีหลิงเหลียน มีพี่ชายฝาแฝดนามหมิงลู่ ซึ่งมหาเทวะสงครามหานตงนั้นเป็นเชษฐาของเทียนตี้ประมุขสวรรค์องค์ปัจจุบัน แต่เหตุที่มิได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นเพราะถือกำเนิดจากชายารองเผ่าจิ้งจอกบรรพกาล จึงทำให้โอรสองค์รองอย่างเทียนตี้ซึ่งถือกำเนิดจากชายาเอกเผ่ามังกรสวรรค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์สวรรค์ตามธรรมเนียม  

มหาเทวะสงครามรักใคร่ผูกพันพี่น้องกับเทียนตี้อย่างล้ำลึก และมิเคยสนใจเรื่องยศฐาใด ทำให้ทั้งสองปกครองสวรรค์อย่างกลมเกลียวเรื่อยมา 

ซิ่นหนี่ว์เซียนสตรีดรุณีวัยสามหมื่นสามร้อยปี ปฐมวิญญาณเป็นจิ้งจอกสีเงิน เมื่อยามอยู่ในร่างมนุษย์นั้นเป็นโฉมสะคราญวัยราวสิบแปดปี ผู้มีรูปโฉมงดงามเป็นหนึ่ง ความงามนี้ปรากฏฉายชัดมาตั้งแต่วัยเยาว์ ยิ่งนางเจริญวัยขึ้นยิ่งงดงามล้ำเลิศเกินมารดาดุจนางล่มสวรรค์ล่มพิภพ โดยเฉพาะเรือนผมสีเงินประกายครามพร่างพราวที่ถอดแบบมาจากบิดา เนื่องจากสืบเชื้อสายมาจากเทพจิ้งจอกบรรพกาล และปานรูปเปลวเพลิงสีแดงกลางหน้าผาก ส่งให้นางดูงดงามเยือกเย็นราวละอองหิมะแรกเหมันต์ฤดู  

รูปร่างของนางสูงโปร่งบอบบางอรชรน่าทะนุถนอม หากแต่แข็งแกร่งเกินสตรีใด จนมิน่าเชื่อว่านางจะเก่งกาจด้านศาสตร์สงคราม จนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหนึ่งในสามแม่ทัพสวรรค์ ผู้กุมกำลังไพร่พลทหารสวรรค์ใต้อาณัติถึงสามแสนนาย ฝีมือด้านการรบและการต่อสู้ของนางเป็นที่ยอมรับนับถือกันถ้วนทั่วไร้ข้อกังขาใด  

ซึ่งเดิมตำแหน่งแม่ทัพสวรรค์มีเพียงท่านเดียวคือศิษย์เอกแห่งองค์มหาเทวะสงครามมีนามว่าจิ้นหง ทว่าเมื่อบุตรฝาแฝดชายหญิงขององค์มหาเทวะสงครามได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ศาสตร์สงครามและตบะปราณแกร่งกล้าจากบิดา ผลงานจากการต่อสู้ทำศึกสงครามปราบปีศาจมารในรอบหลายพันปีที่ผ่านมา เกรียงไกรเลื่องลือทั้งหกพิภพล้วนประจักษ์ เทียนตี้จึงแต่งตั้งให้บุตรฝาแฝดชายหญิงแห่งมหาเทวะสงคราม หมิงลู่และซิ่นหนี่ว์เป็นแม่ทัพสวรรค์เพิ่มขึ้นอีกสองตำแหน่ง  

ดังนั้นในรัชสมัยปัจจุบันตำแหน่งแม่ทัพสวรรค์นับรวมทั้งสิ้นเป็นสามมิขาดเกิน แม้อายุของแม่ทัพหมิงลู่และแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์จะไม่มากเพียงสามหมื่นสามร้อยปีเท่านั้น แต่ความเก่งกาจหาได้เป็นสองรองผู้ใดในหกพิภพ 

บุรุษด้านหลังที่เดินตามซิ่นหนี่ว์ไม่ห่างคืออสุนีเทพเยี่ยหลาง เทพสายฟ้าผู้มีหน้าที่บันดาลลั่นอสนีบาตประจำพิภพสวรรค์ รูปโฉมองอาจสง่างามในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ใบหน้างดงามดุจรูปปั่นเทพบุตรสลักวิจิตร นอกจากอสุนีเทพรูปโฉมงดงามแล้ว เขายังบำเพ็ญเพียรจนบรรลุสำเร็จเป็นเทพตั้งแต่อายุขัยเพียงแปดหมื่นปี นับว่าเป็นผู้บรรลุขั้นเทพที่มีอายุน้อยที่สุดในบันทึกตำนานสวรรค์เลยก็ว่าได้ เป็นที่รู้กันดีว่าสวรรค์ทั่วทั้งสามสิบหกชั้นฟ้านี้เต็มไปด้วยเหล่าเซียนชั้นต้นและเซียนชั้นสูงมากมาย แต่จะหาผู้ที่สำเร็จเป็นเทพนั้นน้อยจนนับนิ้วได้ 

สำคัญยิ่งกว่านั้น อสุนีเทพผู้นี้เป็นหลานชายแท้ๆ ของเทียนโฮ่วที่มีจากเผ่ามังกรสวรรค์ ทำให้อสุนีเทพเป็นที่มุ่งหมายใฝ่ฝันของเหล่าเทพธิดานางฟ้าและเหล่าเซียนสตรีทั้งหลาย 

หากแต่เทพธิดานางฟ้าและเซียนสตรีทั้งหลายก็มีอันต้องยอมปราชัยทั้งที่ยังมิได้ออกศึก ทุกผู้ทั่วพิภพสวรรค์ล้วนรู้ดีว่าอสุนีเทพมีใจปฏิพัทธ์รักมั่นต่อซิ่นหนี่ว์เพียงนางเดียวมานับหมื่นปี ทั้งรักทั้งตามใจกันมากมาย แม้กระทั่งเหตุในครานี้ อสุนีเทพรู้ว่าซิ่นหนี่ว์ไปเสี่ยงอันตราย ดังที่นางชื่นชอบเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อมิอาจห้ามปรามแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์ผู้แสนซุกซนได้ อสุนีเทพย่อมเลือกเดินทางติดตามไปคุ้มครองนางแทน   

แม้นว่าอสุนีเทพจะตามเกี้ยวพา รักและตามใจมากปานใด ก็ดูราวทุ่มก้อนหินลงสู่เหวลึก ไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าปลายเหวอยู่ตรงที่ใด ซิ่นหนี่ว์นางยังเยาว์วัยเกินไปอีกทั้งนางใส่ใจเพียงการต่อสู้เท่านั้น  

ซิ่นหนี่ว์จัดลำดับความสำคัญของอสุนีเทพเป็นเพียงพี่ชาย เหมือนดังเช่นต้าเกอ หมิงลู่ผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนาง กับไท่จื่อเฟยหรงผู้เป็น[2]เปี่ยวเกอของนางเท่านั้น หาได้คิดผูกพันล้ำลึกแต่อย่างใด  

ทว่าอสุนีเทพหาได้ยอมแพ้พ่ายไม่ เทพหนุ่มกลับยิ่งเกี้ยวพาตามอกตามใจเสียยิ่งกว่าเดิม หวังพิชิตใจซิ่นหนี่ว์ให้จงได้ในสักวัน ทำให้เหล่าเทพเซียนทั้งหลายเห็นใจความมุ่งมั่นตั้งใจจริง จึงลุ้นเอาใจช่วยอสุนีเทพกันถ้วนหน้า 

ทั้งสองเดินเข้ามาถึงยังด้านในท้องพระโรงจึงทรุดกายถวายบังคมคารวะเทียนตี้ เทียนโฮ่ว และองค์ไท่จื่อ 

“ซิ่นหนี่ว์น้อมคารวะเทียนตี้ เทียนโฮ่ว และองค์ไท่จื่อ” 

เมื่อซิ่นหนี่ว์ทำความเคารพผู้เป็นใหญ่แห่งตำหนักสวรรค์เรียบร้อย จึงหันไปคารวะทักทายบิดามารดาและพี่ชายฝาแฝดของนางด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกผิด 

         “เอาล่ะ ซิ่นหนี่ว์ ข้าได้รับรายงานมาว่าเจ้าลงไปก่อเรื่องเอาไว้ที่เกาะหวงโจว การที่เจ้าไม่กลัวตาย คิดไปช่วงชิงดวงแก้วตงมู่จิงหลิงเจ้าย่อมกระทำได้ ตั้งแต่บรรพกาลมาเป็นสิทธิ์ของทุกผู้ทุกนาม เพราะเทพกำเนิดได้สร้างตงมู่จิงหลิงไว้รอผู้ที่คู่ควรครอบครอง หากเจ้าเพียงทำร้ายสัตว์อสูรฉางฉีที่องค์ยูไลส่งลงไปปกปักคุ้มครองดวงแก้วแห่งอมตะบาดเจ็บสาหัสอย่างเดียวก็แล้วไปเถิด แต่เจ้าการที่เจ้าพลั้งมืออาละวาดทำลายถ้ำมรณะบนเกาะหวงโจวให้พังถล่มเสียหาย ประการนี้เจ้าย่อมมีความผิดมิอาจผ่อนปรนโทษทัณฑ์ได้...ซิ่นหนี่ว์ เจ้าก็รู้ดีว่าถ้ำมรณะบนเกาะหวงโจวเป็นหนึ่งในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกที่องค์ปฐมเทพสร้างขึ้น กฎสวรรค์บัญญัติชัดเจน หากผู้ใดทำลายสถานที่หรือวัตถุแห่งองค์ปฐมเทพต้องได้รับโทษทัณฑ์”  

         เทียนตี้กล่าวออกมาด้วยความเจ็บปวดหัวใจ ทั่วพิภพสวรรค์ต่างรู้ดีว่าฝ่าบาทแห่งสรรพชีวิตรักและเอ็นดูซิ่นหนี่ว์อย่างยิ่ง การที่จะสั่งตัดสินโทษทัณฑ์แก่นางนั้น มิต่างอันใดกับกรีดเลือดเฉือดเนื้อหนังพระองค์เอง เทียนโฮ่วที่ประทับอยู่บนราชอาสน์ทองคำด้านข้างกันก็ร้อนพระทัยเช่นกัน พระนางขมวดคิ้วเรียวด้วยความกังวล แต่ซิ่นหนี่ว์กระทำความผิดมหันต์อย่างจริงแท้ 

         “ข้าน้อยซิ่นหนี่ว์กระทำความผิดจริง น้อมรับโทษทัณฑ์ตามกฎสวรรค์ทุกประการ” ซิ่นหนี่ว์ทรุดกายลงน้อมรับโทษทัณฑ์แต่โดยดี เวลานั้นจิตใจนางมุ่งมั่นกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งตงมู่จิงหลิง โดยหลงลืมกฎเกรฑ์สวรรค์ข้อนี้ไปเสียสิ้น ถ้ำมรณะบนเกาะหวงโจวเป็นสถานที่ที่มิอาจล่วงเกินได้ 

นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่ารวดร้าว แต่หาใช่การหวาดกลัวต่อโทษทัณฑ์ดังกล่าวไม่ ทว่าเป็นน้ำเสียงแห่งความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่แผ่กระจายมาจากเบื้องหลัง บาดแผลเป็นทางยาวฉกรรจ์อันได้รับมาจากกรงเล็บสัตว์อสูรฉางฉี อสุนีเทพที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเป็นผู้เดียวที่เห็นอย่างชัดเจน จึงรีบก้าวเข้าไปประคองตรวจดูอาการด้วยความตื่นตระหนก 

         “ขอเทียนตี้ได้โปรดเลื่อนการพิจารณาโทษออกไปสักนิดได้หรือไม่ ที่หลังของนางได้รับบาดเจ็บจากกรงเล็บฉางฉีอาการสาหัสนักจำเป็นอย่างยิ่งต้องรีบทำการรักษา” 

         เหล่าทวยเทพได้ยินดังนั้นก็พากันตื่นตระหนกตกใจ โดยเฉพาะมหาเทวะสงครามหานตง เทวีหลิงเหลียน และหมิงลู่ ที่ลุกพรวดพราดจากราชอาสน์ประจำตำแหน่ง รีบก้าวเข้ามาดูซิ่นหนี่ว์ด้วยความเป็นห่วง ด้านเทียนตี้และเทียนโฮ่วก็กังวลใจจนประทับนั่งไม่ติดเช่นกัน 

         “กรงเล็บของฉางฉีอาบด้วยพิษร้ายแรง สามารถกัดกร่อนถึงแก่นกระดูกได้ เช่นนั้นก็รีบรักษาบาดแผลก่อนเถิด แล้วค่อยรับโทษทัณฑ์ความผิดก็ยังไม่นับว่าสาย” เมื่อองค์ประมุขสวรรค์ประทานอนุญาต มหาเทวะสงครามจึงรีบเข้าไปดูอาการธิดาสาวทันที 

“ซิ่นหนี่ว์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หันหลังมาให้พ่อตรวจดูเสียก่อนเถิดจะได้รีบรักษา หากปล่อยไว้นาน หนักหนาสุดร่างเจ้าอาจแตกดับได้” 

ความเจ็บปวดเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ในที่สุดซิ่นหนี่ว์ยอมหันหลังให้บิดาตรวจดูรอยบาดแผลเป็นทางยาวที่ตอนนี้โลหิตสีแดงฉานไหลอาบซึมออกให้เห็นอย่างน่ากลัว รอบปากแผลปริร้าวเป็นรอยกว้างและมีไอควันแห่งพิษของสัตว์อสูรลอยกรุ่นขึ้น หลอมละลายเนื้อหนังตรงปากแผลทำให้บาดแผลยิ่งกระจายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และลึกลงไปจนเกือบเห็นกระดูก 

         เมื่อได้เห็นบาดแผลที่หลังของซิ่นหนี่ว์ ทำให้ผู้เป็นมารดาและพี่ชายสีหน้ายิ่งไร้สีโลหิตลงอีกแปดเก้าส่วน แต่บิดาผู้เป็นมหาเทวะเม้มริมฝีปากแน่น เหตุใดเมื่อครู่ยามที่ธิดาของเขาเดินเข้าท้องพระโรงมา เขาจึงไม่สังเกตเห็นบาดแผลฉกรรจ์ของนางมาก่อน หาไม่เขาจะได้รีบหาทางรักษาให้รวดเร็วกว่านี้ แต่น่าจะเป็นเพราะบาดแผลอยู่เบื้องหลังและธิดาของเขาเป็นสตรีที่เข้มแข็งอดทนเหลือเกิน นางจึงมิปริปากกล่าวเล่าแก่ผู้ใด 

         มหาเทวะสงครามหานตงเตรียมจะยกฝ่ามือขึ้นเพื่อถ่ายเทปราณเทพอันแข็งแกร่งของตนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้ธิดาสาว  

ทว่า...ปราณเทพยังไม่ทันได้แผ่กระจายออกจากฝ่ามือเทวะ บาดแผลฉกรรจ์ที่ด้านหลังของซิ่นหนี่ว์ค่อยๆ ประสานตัว โลหิตที่ซึมออกมาเหือดแห้ง บริเวณปากแผลถักทอเนื้อหนังเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว จนที่สุดแล้ว บาดแผลของนางกลับคืนหายได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ ดวงตาของนางที่เมื่อครู่ยังฉายแววห้าวหาญซุกซน ตอนนี้กลับเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

แต่สิ่งที่อัศจรรย์ยิ่งกว่ากำลังบังเกิดขึ้น ปราณเซียนชั้นสูงสีเงินประกายครามรอบกายซิ่นหนี่ว์ ทอรัศมีสว่างเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว เทียบเท่ารัศมีการบำเพ็ญเพียรขั้นเทพ แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว เพราะรัศมีปราณของซิ่นหนี่ว์กลับแฝงด้วยกลิ่นอายเทพแห่งบรรพกาล ฉาบฉายบารมีอันน่าเกรงขามอย่างที่มิเคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าผู้ใดที่ได้จ้องมองต้องเกิดอาการกดดันอยู่ภายใน จนอาจเผลอค้อมศีรษะเคารพนาง ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงต่างตกตะลึงพรึงเพริด 

 

[1] ต้าเกอ : คำใช้เรียกพี่ชายคนโต

[2] เปี่ยวเกอ : คำใช้เรียกลูกพี่ลูกน้องชาย

........................................................................ 

ปล.1 ช่วงบทนี้จะมีการเท้าความไปถึงฉากหลักและความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาจากภาคก่อนหน้า (ด่านรักเทพสวรรค์)  

    สักนิดนะคะ เนื่องจากไรท์ต้องการให้ผู้ที่ไม่เคยอ่านด่านรักเทพสวรรค์มาก่อน ก็สามารถมาอ่านด่านรักจอมมาร 

    ได้โดยรายละเอียดไม่ตกหล่นค่ะ 

ปล.2 มีการเปลียนแปลงคำเรียกตัวละคร เทียนตี้ เทียนโฮ่ว และไท่จื่อ ที่ต่างจากภาคด่านรักเทพสวรรค์เล็กน้อย 

    เพื่ออรรถรสและความเหมาะสมค่ะ  

ความคิดเห็น