ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๑ :: ปฐมบท

ชื่อตอน : บทที่ ๑ :: ปฐมบท

คำค้น : นิยายจีน นิยายจีนโบราณ จีนโบราณ เทพเซียน เทพ เซียน สวรรค์ ปีศาจ จอมมาร

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ส.ค. 2562 18:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๑ :: ปฐมบท
แบบอักษร

 

เสียงลมหายใจฟืดฟาดดังสม่ำเสมอเล็ดลอดออกมาจากด้านในถ้ำมรณะของฉางฉี สัตว์อสูรที่เฝ้าอยู่ด้านในนั้นบ่งบอกว่ามันกำลังหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรารมณ์ ดวงตากลมโตดำขลับของเซียนสตรีงดงามนางหนึ่งแอบลอบดูสถานการณ์ด้านในจากทางปากถ้ำจ้องเขม็งตาไม่กะพริบ  

นางมองไม่ออกเหมือนกันว่าสัตว์อสูรตนนี้จำแนกอยู่ในเผ่าพันธุ์ใด ลำตัวเป็นพยัคฆ์ขาว ส่วนหัวคล้ายมังกร แต่มีปีกไฟดุจวิหคเพลิงขนาดมหึมาน่าสะพรึงกลัว 

หากเป็นผู้อื่นทั่วไปมองเห็นสัตว์อสูรฉางฉีคงหวาดกลัวดังเห็นพญายมราช เนื่องด้วยเล่าลือถึงความดุร้ายเป็นที่สะเทือนขวัญในสี่ทะเลแปดดินแดนหกพิภพมานานหลายแสนปีนับตั้งแต่ยุคบรรพกาล ไม่มีผู้ใดไม่ล่วงรู้ถึงความดุร้ายโหดเหี้ยมของฉางฉี ทว่าเซียนสตรีนามซิ่นหนี่ว์ธิดาแห่งมหาเทวะสงครามแห่งพิภพสวรรค์หาได้หวั่นเกรงแม้เพียงน้อย 

ซิ่นหนี่ว์จ้องมองพลางนึกถึงเรื่องเล่าของสัตว์อสูรในตำนานตนนี้ ตั้งแต่ยุคบรรพกาล หลังเทพกำเนิดแบ่งแยกฟ้าดินออกจากกัน ก่อกำเนิดเป็นสี่ทะเล ตงไห่ เป่ยไห่ หนานไห่ ซีไห่ แปดดินแดนอันได้แก่ อุดร ทักษิณ บูรพา ประจิม อีสาน อาคเนย์ พายัพ หรดี  

และแบ่งแยกการปกครองออกเป็นหกพิภพ พิภพสวรรค์ พิภพมนุษย์ พิภพปีศาจ พิภพมาร พิภพบาดาล และพิภพปรโลก ในปัจจุบันกาลทุกพิภพล้วนตกต้องอยู่ใต้อาณัติของพิภพสวรรค์ทั้งสิ้น อันมีเทียนตี้องค์ประมุขสวรรค์เป็นจอมราชันสูงสุด 

ตั้งแต่ในยุคบรรพกาลเผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถเลื่อนขั้นสู่เผ่าสวรรค์ได้ด้วยการบรรลุเป็นเซียนชั้นต้น ซึ่งจะเป็นเซียนชั้นต้นได้นั้นต้องผ่านการบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวด และการจะบรรลุสู่เซียนชั้นสูงและชั้นเทพได้ต้องบำเพ็ญตบะฌานขั้นยิ่งยวดมากขึ้นไปอีก อีกทั้งต้องผ่านการฝ่ามหาวิบากกรรมด่านเคราะห์ด่านรักมากมาย เพื่อทดสอบร่างกายและจิตวิญญาณมาจนครบถ้วนหมดจด เมื่อบรรลุสภาวะขั้นเทพจะมีอายุยืนยาวนับอนันต์เสมอฟ้าดิน 

แต่เผ่าพันธุ์อื่นผู้ที่ถือกำเนิดในยุคบรรพกาล และเหล่าเชื้อไขของผู้กำเนิดในยุคบรรพกาลเท่านั้นที่จะมีอายุขัยยืนยาวหลายแสนปี หากบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวดก็จะสามารถเพิ่มพละกำลังให้ทวีมหาศาลได้ แต่ถ้าเป็นเพียงปีศาจ มาร เพียงพลังตบะธรรมดาจะมีอายุยืนยาวและแข็งแกร่งได้นั้น คงกระทำได้เพียงเสพเนื้อเทวะและเนื้ออรหันต์ ซึ่งเป็นหนทางที่ยากยิ่งจริงแท้ 

ดังนั้นเผ่าพันธุ์อื่นจึงเห็นเป็นอยุติธรรม จึงรวมตัวพากันเหาะเหินเดินทางมุ่งหน้าขึ้นพิภพสวรรค์เพื่อร้องเรียนต่อเทพกำเนิด เทพกำเนิดพินิจไตร่ตรองดูแล้วเห็นอยุติธรรมจริงแท้ดังว่า จึงได้สร้างดวงแก้วตงมู่จิงหลิงขึ้นมาสองดวงจากมหาตบะปราณของตน  

โดยดวงแก้วตงมู่จิงหลิงสองดวงนั้น หากผู้ใดได้กลืนกินลงอุทร เนื้อหนังรวมทั้งแก่นวิญญาณจะมีสภาวะเป็นอมตะ ดำรงชีวิตอยู่นอกเหนือสังสารวัฏมิต้องเวียนว่ายตายเกิด  

ทว่าความอมตะนี้หาใช่ได้มาได้โดยง่าย มีแต่ผู้ที่คู่ควรเท่านั้นจึงจะสามารถได้ไปครอบครอง เนื่องจากเทพกำเนิดได้ทำการฝังดวงแก้วตงมู่จิงหลิงสองดวงไว้ในผนึกศิลาแก้วภายในถ้ำมรณะที่เกาะหวงโจว โดยมีสัตว์อสูรฉางฉีที่องค์ยูไลส่งมาให้ทำหน้าที่เฝ้าปกปักดวงแก้วแห่งอมตะนี้ เพื่อเป็นด่านทดสอบสำหรับผู้ที่คู่ควรเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง  

นอกจากจะมีสัตว์อสูรฉางฉีที่ดุร้ายเฝ้าปกปักตงมู่จิงหลิงแล้ว สภาวะโดยรอบเกาะหวงโจวก็ยากยิ่งต่อการจะบุกรุกเข้ามา เนื่องจากเกาะแห่งนี้อยู่ใจกลางจตุรภพ อันเป็นดินแดนสี่เหลี่ยมรอยต่อระหว่างภพเซียน ภพมาร ภพปีศาจ ภพมนุษย์  

บริเวณจตุรภพนี้จะมีมวลแรงดึงดูดจากใต้พสุธามหาศาล ไม่ว่าเทพ เซียน ปีศาจ มาร ที่เก่งกล้ามากเพียงใด ก็ไม่สามารถเหาะเหินข้ามห้วงแรงดึงดูดเข้าไปได้ อีกทั้งน้ำทะเลโคลนสีเหลืองขุ่นข้นโดยล้อมรอบเกาะหวงโจวก็มีกระแสหมุนวนเชี่ยวกรากราวพายุบ้าคลั่ง จะให้แหวกว่ายข้ามไปก็มิอาจทำได้โดยง่าย  

แต่ก็มีผู้เก่งกาจไม่น้อยที่สามารถพาชีวิตข้ามมายังถ้ำมรณะบนเกาะหวงโจวได้ ทว่าก็ไร้สามารถมิอาจต่อกรกับฉางฉีจนสังขารดับดิ้นดวงจิตแตกสลาย ณ ที่แห่งนี้ สังเวยดวงแก้วอมตะไปเสียทุกคนนับตั้งแต่ยุคบรรพกาลจนกระทั่งถึงกาลปัจจุบันนี้ ยังไม่มีผู้ใดสามารถช่วงชิงดวงแก้วตงมู่จิงหลิงไปได้ 

แต่ไม่ว่าตำนานจะเล่าขานเอาไว้น่าสะพรึงกลัวปานใด ซิ่นหนี่ว์มิหวั่นกลัว นางข้ามมายังเกาะแห่งนี้ได้แล้ว หากมิได้กลืนกินดวงแก้วอมตะลงอุทร นางจะไม่มีวันหันหลังกลับโดยเด็ดขาด 

“หนี่ว์เอ๋อร์ ข้าว่าพวกเรากลับกันเถิด หากเจ้าได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ข้าคงไม่อาจกลับไปสู้หน้าบิดามหาเทวะของเจ้าได้เลย”  

เสียงทุ้มเสียงหนึ่งเอ่ยกระซิบพูดอยู่ข้างหูเซียนสตรีผู้หาญกล้าดังมาจากเบื้องหลังด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง  

“อสุนีเทพ หากท่านอยากกลับ ก็จงกลับไปก่อนเถิด ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าหากท่านมิได้ปรารถนาดวงแก้วตงมู่จิงหลิงเหมือนเช่นข้าก็ไม่ต้องติดตามมา แต่ท่านก็ดึงดันจะตามข้ามาเอง ข้าอุตส่าห์ข้ามจตุรภพเข้ามายังถ้ำแห่งนี้ได้ ไหนเลยจะให้ข้ายกเลิกความตั้งใจมั่นลงกลางคันเล่า”  

ซิ่นหนี่ว์แย้ง นางเป็นเซียนสตรีมุ่งมั่นตั้งใจจริงและจะไม่เลิกล้มความตั้งใจนี้เป็นอันเด็ดขาด ความมุ่งมั่นกล้าหาญฉายชัดในแววตา จนบุรุษผู้ห้ามปรามถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน จำต้องโอนอ่อนยอมตามใจนางอีกคราแล้ว 

“เช่นนั้นข้าจะช่วยปกป้องเจ้าเอง”  

“ขอบคุณมากที่ท่านเชื่อใจข้า ทว่าความเชื่อใจนั้นก็ส่วนหนึ่ง ตงมู่จิงหลิงก็ส่วนหนึ่ง มิอาจปะปนกัน ดวงแก้วแห่งอมตะมีเพียงสองดวงหากท่านปรารถนาเช่นกัน ท่านก็ต้องมาแย่งชิงกับข้าและฉางฉี แม้เราสองรักกันดุจพี่น้องมิตรสหาย แต่ข้าก็จะไม่ยอมอ่อนข้อให้ท่านเด็ดขาด หากท่านช่วงชิงพ่ายแพ้ข้า ข้าก็จะขอนำตงมู่จิงหลิงอีกดวงไปให้ต้าเกอของข้าก็แล้วกัน”  

ซิ่นหนี่ว์นึกถึงหมิงลู่ พี่ชายฝาแฝดที่เก่งกาจเรื่องต่อสู้และเปี่ยมด้วยพลังปราณแข็งแกร่งเหนือกว่านางอยู่หนึ่งขั้นด้วยซ้ำ แต่เป็นบุรุษผู้เถรตรงยิ่งนัก ไม่ว่าใครต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวว่าช่างผิดกับนางที่แสนซุกซนดื้อรั้น 

“โคร่งงงง!”  

เสียงสัตว์อสูรที่อยู่ด้านในถ้ำคำรามก้องทำลาย ทำให้ซิ่นหนี่ว์และอสุนีเทพเงียบเสียงลงในบัดดล มันน่าจะรับรู้ได้จากกลิ่นอายเทพเซียนที่ลอยอวลเข้ามาต้องกระทบโสตประสาทสัมผัสของมัน ล่วงรู้ว่ามีผู้ปรารถนาเสพความตายบุกรุกเข้ามา ฉางฉีเริ่มคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดุดัน อสุนีเทพวาดมือขึ้นเพียงครั้งบังเกิดรัศมีละอองทองเคลือบล้อมรอบกายทั้งสองเอาไว้ หลังจากนั้นกลิ่นอายเทพเซียนของทั้งคู่หาได้เล็ดลอดออกไปยั่วโทสะฉางฉีอีก ไม่นานมันจึงสงบลงและเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง 

เวลาผันผ่านไปนานราวสองชั่วธูป เสียงลมหายใจของฉางฉีค่อยสม่ำเสมออีกครั้ง ซิ่นหนี่ว์จึงพยักหน้าส่งสัญญาณเพื่อให้บุรุษด้านหลังรับรู้และค่อยๆ เดินเข้าไปด้านในด้วยความระมัดระวัง ความจริงแล้วนางราวกับถูกหมิ่นศักดิ์ศรีอยู่ไม่น้อย ที่กระทำการลับๆ ล่อๆ แอบซ่อนศัตรูอย่างขลาดเขลา ทุกครั้งที่นางต่อสู้กับศัตรูเบื้องหน้า จะประจันหน้าด้วยความกล้าหาญสง่าผ่าเผยเสียทุกครา  

ทว่าครานี้ไม่เหมือนกัน ตรงหน้านี้คือสัตว์อสูรที่องค์ยูไลส่งมา ความดุร้ายเหี้ยมโหดตามตำนานช่างน่าหวั่นเกรง แต่ก็ยิ่งท้าทายให้นางปรารถนาจะเอาชนะให้จงได้ 

เมื่อเข้ามาด้านใน ซิ่นหนี่ว์จึงเห็นเต็มสองตาว่าสัตว์อสูรตนนี้มีร่างใหญ่โตแทบคับโพรงถ้ำน่ากลัวสยองอย่างยิ่ง ต่างจากที่นางเห็นจากที่ลอบมองมาจากด้านนอกเอาไว้มากจนนางเงยหน้าขึ้นมองคอ เกิดความรู้สึกหวั่นกลัวผุดพรายขึ้นในใจเล็กน้อย แต่ในเมื่อนางตัดสินใจทำสิ่งใดลงไปแล้ว หากไม่สำเร็จสมปรารถนานางจะไม่มีทางยอมรามือเด็ดขาด... 

ความคิดเห็น