Timeless Kingdom | มหานครมายา (ตีพิมพ์กับธัญวลัย)
I ♦ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ (1/2)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

I ♦ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ (1/2)

I 

เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 

 

 

- มิไฮล์ - 

 

แฮ่ก…แฮ่ก… 

“มิไฮล์มัวทำอะไรอยู่นะ…” 

ตึก ตึก ตึก! 

“มาแล้วๆ” ผมหอบน้อยๆ ในที่สุดผมก็วิ่งตามเพื่อนนักโบราณคดีคนอื่นๆ ทัน 

ชื่อของผมคือมิไฮล์ เอวาเทล เป็นนักโบราณคดีที่ทุกคนเรียกว่าเป็นอัจฉริยะ ผมกับเพื่อนๆ เดินทางไปรอบโลกเพื่อรวบรวมข้อมูลอารยธรรมของชนเผ่าโบราณแต่ละแห่งทุกมุมโลก และจุดหมายในครั้งนี้ของพวกผมก็คืออารยธรรมเก่าแก่ของชนเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ในลุ่มน้ำไทกริส - ยูเฟรติส 

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย[1] 

“ช้ามาก นี่นายมัวไปทำอะไรอยู่เนี่ย” 

หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มของผมพูดขึ้นอย่างหัวเสีย เธอชื่อเกรนิก้า เป็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันกับผมตั้งแต่เกรดเจ็ด แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน...ตอนนี้ผมเหนื่อยจนแทบจะไม่มีแรงพูดแล้ว 

ผมยืนหอบหายใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบคำถาม  

“โทษที พอดีมีของต้องเตรียมนิดหน่อย” ผมชักสีหน้าน้อยๆ ใส่เกรนิก้า “พวกนายก็เถอะ รู้ว่าฉันไม่ชอบวิ่งก็ยังรีบเดินทางกันมาก่อนอีก กว่าฉันจะตามมาทัน…” 

“พอ ขืนนายบ่นมากกว่านี้มีหวังพวกฉันเดินทางไปไม่ถึงไหนแน่ๆ” ฮันเซล เพื่อนร่วมงานของผมแทรกขึ้นก่อนจะแย่งอุปกรณ์ขุดค้นทางโบราณคดีจากผมไปถือ “เดินทางต่อได้แล้ว ฝนตั้งเค้าว่าจะตกแล้ว”  

ฮันเซลพูดพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีเมฆดำลอยมา 

เกรนิก้าเปิดแผนที่แล้วมองไปรอบๆ ก่อนจะหันมามองหน้าผมแล้วยิ้มมุมปาก  

“อีกไม่ไกลก็จะถึงที่ตั้งของซิกกูแรต รีบหน่อยก็ดีนะ ถ้านายไม่อยากตัวเปียก” 

ผมถอนหายใจอย่างปลงๆ  

“งั้นวิ่งก็ได้”  

หลังจากนั้นพวกเราก็เร่งฝีเท้าให้ถึงที่ตั้งของวิหารโบราณโดยเร็ว 

ทันทีที่มาถึง ทุกคนก็ลงมือตั้งเต็นท์กันทันที ส่วนผมขอแยกมาตรวจสอบที่ซิกกูแรตเพียงลำพัง ผมปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่ตามแผ่นหินออกเพื่อจดรายละเอียดของอักษรลิ่มที่สลักเอาไว้บนแผ่นหินขนาดใหญ่ 

เปรี้ยง!! 

ผมรีบเก็บอุปกรณ์จดบันทึกลงกระเป๋าเสื้อ คงต้องรีบไปสมทบกับพวกเกรนิก้าแล้วล่ะ 

“มิไฮล์! พวกฉันเตรียมอาหารกับที่พักพร้อมแล้วนะ รีบออกมาได้แล้ว!” ฮันเซลร้องบอกผม  

“เข้าใจ…” ผมชะงักงัน สายตาพลันสะดุดกับอะไรบางอย่าง เหมือนเป็นแท่งเหล็กขึ้นสนิมอันเล็กๆ ที่เสียบทะลุผนังถ้ำ ซ้ำยังมีจำนวนมากเรียงยาวกันไปจากด้านนอกถ้ำยันด้านในถ้ำ ผนังตรงบริเวณแท่งเหล็กแต่ละแท่งนั้นมีรอยร้าวเชื่อมต่อกันจนน่ากลัวว่าวิหารจะถล่มลงมา 

“มันคืออะไรน่ะ?” ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แท่งเหล็กแท่งหนึ่ง  

“มิไฮล์! รีบออกมาได้แล้ว พายุมาแล้วนะ!” เสียงร้องของเกรนิก้าทำให้ผมตกใจ น้ำเสียงเธอดูตื่นตระหนก คงเพราะผมยังไม่ยอมออกไป แถมตอนนี้ฝนก็ตกลงมาหนักมากจนพื้นถ้ำด้านในเริ่มมีน้ำฝนไหลเจิ่งนอง 

ทันทีที่ผมก้าวเท้าออกไป เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้น สายฟ้าเส้นเล็กหมุนวนรอบแท่งเหล็กจากหนึ่งแท่งไปสองแท่ง ไปสามแท่งอย่างรวดเร็วจนผนังด้านบนของถ้ำเต็มไปด้วยแท่งเหล็กสายฟ้าจำนวนมาก สายล่อฟ้า! ผมมองอย่างตื่นตะลึง 

เปรี้ยง! 

เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้งจนผมต้องหลับตา เอามืออุดหู ทันใดนั้นแท่งเหล็กเหล่านั้นก็ส่องแสงสว่างวาบจนผมไม่สามารถลืมตาได้อยู่พักใหญ่ ผมนั่งหลบมุมอยู่ตรงผนังถ้ำเพื่อซ่อนตัว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาเมื่อรับรู้ว่าแสงสว่างหายไปเหลือเพียงความมืดสนิทเข้ามาแทนที่  

“เกิดอะไรขึ้น?” ผมหยิบไฟฉายจากข้างเอวก่อนจะรีบใช้มันคลำทางออกไปสมทบกับเกรนิก้า 

เมื่อออกมาจากถ้ำผมก็ต้องแปลกใจเพราะผมไม่เห็นกลุ่มเพื่อนของผมสักคนเดียว ผมกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความงงงวย ที่ผมเห็นตอนนี้คือป่าโปร่ง มีต้นไม้สูงชันมากมาย แสงแดดยามโพล้เพล้เล็ดลอดผ่านยอดไม้เข้ามา แตกต่างจากสภาพฝนคะนองเมื่อสักครู่ราวกับอยู่กันคนละที่  

“เกรนิก้า...ทุกคน...อยู่ที่ไหน”  

ผมตะโกนเรียกหลายครั้งหากแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จนผมรู้สึกหวั่นใจ 

ตึก! ตึก! ตึก! 

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอะไรบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลังและค่อยๆ ใกล้เข้ามา ผมไม่มั่นใจว่าเป็นเสียงของสัตว์หรืออะไร แต่ผมเดาว่าถ้าเป็นสัตว์ต้องตัวใหญ่มากแน่ๆ เพราะแค่ฝีเท้าก็ทำเอาพื้นสั่นสะเทือนขนาดนี้!  

ยังไม่ทันที่ผมจะหาที่หลบภัย เสียงดัง ‘ตึง!’ ก็ดังขึ้นในระยะใกล้จนผมรู้สึกเสียวสันหลัง ก่อนจะค่อยๆ หันไปหาต้นเสียงอย่างกล้าๆ กลัวๆ...เงาของอะไรบางอย่างทาบทับลงบนตัวผม ผมหันไปสบตากับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่ยืนจ้องผมอยู่อย่างไม่อยากจะเชื่อ เบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้าพลางอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า  

นี่มัน...ไดโนเสาร์?! 

ผมหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิตโดยที่ไม่ต้องคิดให้มากความ ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไร ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่สัตว์กินพืชแน่นอนเพราะผมเห็นคราบเลือดมากมายจากปากของมัน!  

เสียงตึงๆ ไล่หลังผมมาไม่หยุด ทำให้ผมต้องหนีตายสุดชีวิต ต้องกระโดดข้ามกิ่งไม้ หกคะเมนตีลังกาแต่ผมก็ยังไม่หยุดวิ่งจนเผลอลื่นไถลตกลงไปในโพรงไม้ขนาดใหญ่ดังตุบ  

“แฮ่ก...แฮ่ก...อูย…” ผมยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งพร้อมหอบหายใจอย่างแรง ก่อนหันไปมองด้านบนของโพรงไม้แล้วเงี่ยหูฟัง เสียงคำรามของสัตว์ประหลาดค่อยๆ ไกลออกไป 

เมื่อผมมั่นใจแล้วว่าไม่ได้ยินเสียงอีก จึงปีนออกจากโพรงไม้มาดูลาดเลา  

“คงไม่ใช่ว่าพวกเกรนิก้า…” ผมรู้สึกเศร้าสลดจนจุกอก พลางกลั้นน้ำตาไว้ ก่อนจะรีบคิดหาทางเอาตัวรอดเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น สัตว์ประหลาดตัวใหญ่แถมยังไล่ล่าเก่งขนาดนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด อันตรายเกินไป...แต่จะว่าไปรูปร่างหน้าตาแบบนั้นก็ดูคุ้นๆ อยู่นะ เหมือนเคยเห็นจากที่ไหนสักที่ 

บางทีอาจเป็นในตำราสักเล่ม 

ผมหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นมันมาก่อนจากหน้าใดหน้าหนึ่งในนี้ พลิกเปิดเร็วๆ จนสะดุดกับหน้าหนึ่งที่เต็มไปด้วยรูปสัตว์หน้าตาแปลกๆ...พวกมันคือสัตว์ในตำนานแห่งยุคเมโสโปเตเมีย 

เมื่อไล่ดูไปสักพักผมก็ต้องเบิกตาโต 

นี่มัน...สัตว์ประหลาดตัวที่ไล่ล่าผมเมื่อกี้นี้! 

“มะ...ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ คิเมร่าเนี่ยนะ ในโลกนี้จะไปมีคิเมร่าได้ยังไงกัน!” 

ผมร้องเสียงหลง เมื่อตั้งสติได้ก็เริ่มคลำหาทางออกจากที่นี่  

“ว่าแต่ทางที่เข้ามามันหายไปไหนแล้วเนี่ย ทำไมเข็มทิศถึงมาพังเอาตอนนี้นะ” ผมอุทานอย่างหัวเสียเมื่อเข็มทิศที่พกมาหมุนติ้วเป็นวงกลมอยู่นานแถมยังจับทิศทางไม่ได้อีกต่อไป ทันใดนั้นเองสายตาของผมก็หันไปเห็นโขดหินขนาดใหญ่กลางป่า ผมรีบเดินเข้าไปหมายจะใช้หลบภัยชั่วคราว 

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะไปถึง โขดหินนั่นก็ลืมตาขึ้นมามองผม! 

ผมหยุดนิ่งกลางคัน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ สัตว์ประหลาดที่นอนหมอบอยู่ตัวนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นหันมาหาผม  

กรรรรร 

“ชะ...ช่วยด้วยยยยย” ผมตะโกนลั่นป่าก่อนจะหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิตอีกครั้ง  

อยากจะร้องไห้จริงๆ นี่มันดูไม่ใกล้เคียงความจริงเลยสักนิด! สัตว์ประหลาดตัวนั้นทำไมช่างเหมือนคิเมร่า...สัตว์สี่เท้าที่น่ากลัวที่สุด มีหัวเป็นสิงโต มีเขาแพะสองข้าง สองเท้าหน้าเป็นสิงโต สองเท้าหลังเป็นนก แถมยังมีหางเป็นงู! แต่สัตว์ในตำนานแบบนั้นจะมีอยู่จริงได้ยังไง ผมว่ามันจะต้องเป็นตัวที่มีวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์สักสปีชีส์แน่ๆ ไม่มีทางใช่คิเมร่าแน่นอน!  

ผมกู่ร้องในใจพลางวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย เหนื่อยจนเสียงร้องแทบไม่มี…ฮือ…เกรนิก้า...ฮันเซล…ใครก็ได้ช่วยผมที!!! 

 

 

 

- เฟย์โอ - 

 

“ว้ากกกกก!!!” 

“เสียง…คนรึ?“ 

ข้ารีบสาวเท้าไปทางต้นเสียงเพื่อตรวจสอบทันที 

”ป่านี่เป็นป่าของราชวงศ์ จะมีใครที่ไหนกล้ามาวิ่งเล่นกัน” 

ความกังวลว่าอาจจะมีศัตรูบุกเข้ามาทำให้ต้องหยิบท่อนไม้ใหญ่แถวๆ นั้นมาเป็นอาวุธชั่วคราว 

“รู้แบบนี้พาทหารมาด้วยก็ดี…” 

ข้าบ่นทิ้งท้ายก่อนจะเงียบเสียงลง แฝงกายซุ่มดูสถานการณ์อยู่ในพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง  

 

 

- มิไฮล์ – 

 

หมดแรงแล้ว…นี่วิ่งมาเท่าไหร่แล้วเนี่ย 

คำนวณระยะทางในหัวได้ไม่ทันไรผมก็สะดุดรากไม้ล้มหน้าคว่ำ! ความเจ็บที่ใบหน้าแล่นปลาบเข้ามาในทันใด เจ็บ! ไม่ไหวแล้ว…หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมาจากอก สมองหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนออกมาไม่หยุดขณะที่หอบหายใจจนหน้าดำหน้าแดง ในใจผมทั้งกลัวตายและเสียดายในเวลาเดียวกัน  

เสียงคำรามของคิเมร่าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ...ผมหลับตารอรับความตายที่กำลังย่างกรายเข้ามา แม้จะกลัวมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมไม่มีแรงจะขยับอีกแล้ว 

โฮกกกกกกกกกกกกก 

เสียงร้องของเจ้าตัวประหลาดดังขึ้นในระยะประชิด ผมเผลอลืมตาขึ้นมองอย่างแตกตื่น ก่อนจะพบว่าเบื้องหน้าของผมในเวลานี้มีชายคนหนึ่งกำลังกวัดแกว่งท่อนไม้ใหญ่ฟาดใส่คิเมร่าอย่างไม่กลัวตาย 

เขามีเส้นผมสีเงินกับดวงตาสีเขียวราวมรกต รูปร่างสูงใหญ่ อีกทั้งยังดูช่ำชองในการรับมือเจ้าสัตว์ประหลาดร่างยักษ์นั่น! 

ผมมัวแต่ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าจนลืมว่าตัวเองเพิ่งรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด...มีคนมาช่วยแล้ว! 

“นี่เจ้า! อยากตายนักรึไง! หนีไปสิ!” 

ชายคนนั้นตะโกนขึ้นด้วยภาษาแปลกๆ ภาษานี่มัน…ใช่ภาษาเปอร์เซียหรือเปล่านะ? 

เขาบอกให้ผมหนีไป…รึเปล่า? 

ผมค่อยๆ ขยับตัวเพื่อถอยไปซ่อนหลังต้นไม้ใหญ่…แล้วหันกลับมามองชายคนนั้นต่อสู้กับคิเมร่าด้วยความทึ่ง  

บนโลกนี้จะมีคนที่บ้าพอจะสู้กับสัตว์ที่ตัวใหญ่เท่าตึกแบบนี้ด้วย?! แถมยังดูได้เปรียบทั้งที่มีแค่ท่อนไม้ท่อนเดียวในมือเนี่ยนะ! นี่ต้องเป็นแค่ความฝันแน่!! 

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องพักใหญ่ ก่อนที่จู่ๆ ชายผมเงินจะพึมพำอะไรบางอย่างออกมา แล้วคิเมร่าตัวนั้นก็หันหลังวิ่งเข้าป่าไป... 

ฮะ? เกิดอะไรขึ้น...ผมรอดตายแล้วใช่ไหม? 

เขาโยนท่อนไม้ทิ้งก่อนจะเดินดุ่มๆ มาหาผม ดวงตาแฝงไว้ด้วยความดุดันจนผมเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่  

“เจ้าคนแปลกหน้า เจ้าเป็นใคร” ชายผมเงินพูดขึ้น แต่…ผมฟังไม่เข้าใจ แถมตอนนี้ก็เหนื่อยจนไม่มีแรงโต้ตอบ  

ผมมองหากิ่งไม้เล็กๆ หยิบมันขึ้นมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษให้เขาอ่าน 

‘ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด’ 

ชายผมเงินทำหน้าฉงนราวกับอ่านสิ่งที่ผมเขียนไม่ออก เขาแย่งกิ่งไม้จากมือผมแล้วลงมือเขียนบ้าง 

ภาพที่เห็นคล้ายกับอักษรโบราณที่ผมค่อนข้างคุ้นเคย ผมนั่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรีบหยิบสมุดบันทึกตัวเองขึ้นมาเทียบตัวอักษร 

นี่มัน...อักษรลิ่ม[2]! ตัวอักษรโบราณในยุคเมโสโปเตเมีย! 

‘เจ้าเขียนอะไร ข้าไม่รู้เรื่อง’ 

เดี๋ยวนะ...ผมฟังสิ่งที่เขาพูดไม่ออก แถมเขาก็อ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่อักษรที่เขาใช้คืออักษรลิ่มโบราณไม่ผิดแน่ นี่เขามาจากเผ่าไหนกันถึงใช้อักษรย้อนยุคขนาดนี้ โชคดีที่ผมเคยศึกษาเรื่องอักษรลิ่มมาก่อนและเคยถอดความจารึกมามากพอควรจึงพออ่านออกอยู่บ้าง 

หรือว่านี่มัน... 

พลันในหัวผมก็ก่อเกิดสมมติฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาซึ่งมันดูแฟนตาซีเกินจะเชื่อ  

...ย้อนเวลางั้นเหรอ? 

ผมดึงกิ่งไม้ออกจากมือชายผมเงินเพื่อเขียนตัวอักษรลิ่มที่รู้จัก…แต่พอคิดๆ ดู บางทีเขาอาจจะอ่านลายมือผมไม่ออก เลยลองใช้ภาษามือแทน 

‘ที่นี่คือที่ไหน?’ 

ชายผมเงินมองผมนิ่ง เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเขียนตอบว่า  

‘เมืองอูรุกและที่นี่คืออาณาเขตของเผ่าสุเมเรีย[3] เจ้าล่ะเป็นใคร’ 

อูรุก...สุเมเรีย...นี่ผมอยู่ในยุคอารยธรรมโบราณเหรอ?! 

บ้าเกินไปแล้ว! ผมทำหน้าไม่เชื่ออย่างแรงก่อนจะแย่งกิ่งไม้ในมือเขามาเขียนเป็นอักษรลิ่มถามว่าวันนี้วันที่เท่าไร  

ชายผมเงินหากิ่งไม้เเถวนั้นเขียนตอบผมเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ผมตีความจากความเข้าใจและความรู้ที่ติดตัวมาได้ว่า 

‘วันที่หนึ่ง เดือนที่หนึ่ง’ 

แต่พอผมเค้นถามเขาว่านี่ปีค.ศ.อะไร เขากลับไม่รู้ว่าผมหมายถึงอะไร...นี่มันอะไรกัน...ผมกำลังคุยกับคนบ้าที่ไม่รู้วัน เดือน ปีอยู่งั้นหรือ?  

ผมมองสภาพแวดล้อมและการแต่งตัวของชายผมเงินตรงหน้า ลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มคืบคลานเข้ามาจนรู้สึกขนลุก 

ผมคงไม่ได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อสี่พันปีก่อนคริสตกาลหรอกนะ... 

ไม่มีทาง...ไม่มีทางเป็นไปได้!! 

ชายผมเงินทำหน้าแปลกใจที่เห็นผมอ้าปากพะงาบๆ ด้วยความช็อกกับอะไรบางอย่าง ก่อนจะเขียนถามผม 

‘เจ้าเป็นใคร’ 

ผมหันไปมองเขาชัดๆ อีกครั้ง  

เขาสวมเสื้อ…ไม่สิ น่าจะเรียกผ้ามากกว่า ชุดที่เขาสวมเป็นเพียงผ้าคลุมสีขาวตัวใหญ่ที่คลุมถึงหัวเข่า รองเท้าสานจากเชือกกล้วย และเครื่องประดับบนตัวเขามีทั้งสร้อยเส้นใหญ่และต่างหูที่มีจี้เป็นรูปหยดน้ำ ซึ่งทั้งหมดทำด้วยโลหะที่ดูเหมือนจะเป็นทองคำ นี่เขาคงไม่ได้แต่งคอสเพลย์มาหลอกให้ผมเชื่อหรอกใช่ไหม?  

ว่าแล้วผมก็ยกมือขึ้นมาหยิกแก้มตัวเองแรงๆ 

เจ็บ! 

ชายผมเงินชักสีหน้าใส่ผม ก่อนจะใช้กิ่งไม้เคาะจุดที่เขาเขียน  

‘ตอบ’ 

ผมยิ้มแห้งๆ ให้เขา ก่อนจะหยิบกิ่งไม้จากมือเขามาเขียน 

เอาวะ ตามน้ำไปก่อนแล้วกัน จะได้หาทางออกจากที่นี่สักที! 

‘ผมชื่อมิไฮล์’ ผมตอบ  

เขาก้มลงอ่านแล้วเงยหน้ามองผม สายตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงอย่างเห็นได้ชัด 

ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยรึเปล่านะ… 

ผมลุกขึ้นยืนแล้วกางแขนเป็นรูปไม้กางเขน พยักหน้าเรียกให้เขามาค้นตัวผม และเหมือนว่าชายผมเงินจะเข้าใจ เลยลุกขึ้นมายืนประชิดก่อนจะใช้สองมือค้นทั่วตัวจนผมจั๊กจี้ 

เขาหยิบไฟฉาย หนังสือ สมุดบันทึก แท็บเล็ต เข็มทิศ และปากกาที่อยู่ในกระเป๋าของผมออกมาเพ่งดู และผมก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่านอกจากหนังสือกับสมุดแล้ว ของทุกชิ้นล้วนแตกจนไม่สามารถใช้งานได้อีก คงเป็นช่วงที่ผมหนีสัตว์ตัวใหญ่นั่นแน่ๆ  

ชายผมเงินกำลังหยิบหนังสืออารยธรรมเมโสโปเตเมียของผมมาเปิดดูด้านใน แต่ทันทีที่มือของเขาเปิดมันออก หนังสือเล่มนั้นก็ค่อยๆ ย่อยสลายกลายเป็นเศษฝุ่นในพริบตา ผมยืนมองอย่างตกตะลึง ในขณะที่เขาทำเพียงมองอย่างฉงนแถมยังยื่นมือหมายจะหยิบสมุดอีกเล่มไปเปิดดู ผมรีบพุ่งไปคว้าไว้แนบตัวอย่างรวดเร็ว  

ไม่ว่ายังไงสมุดบันทึกของผมก็ห้ามทำลายเด็ดขาด! ว่าแต่นี่เขาทำอะไรกับหนังสือของผม? 

ชายผมเงินเห็นผมกอดมันไว้อย่างหวงแหน เขาก็ทำเพียงยักไหล่ไม่ใส่ใจ ก่อนจะเลิกสนใจผมแล้วหันไปเขียนอักษรลิ่มบนพื้นแทน 

‘นามของข้าคือเฟย์โอ เจ้าชายแห่งนครมายา...อูรุก’ 

 

 

[1] อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) เป็นแหล่งอารยธรรมที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสายคือแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรติส (ปัจจุบันคือดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศอิรัก) ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำทั้งสองสายเป็นพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ทำให้กลุ่มชนชาติต่างๆ เข้ามาทำมาหากินและสร้างอารยธรรมขึ้น รวมทั้งถ่ายทอดอารยธรรมจากกลุ่มหนึ่งสู่กลุ่มหนึ่ง ทำให้เกิดอารยธรรมแบบผสม 

[2] อักษรลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม (Cuneiform) เป็นหนึ่งในระบบการเขียนอักษรที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ถูกประดิษฐ์ขึ้นในยุคเมโสโปเตเมีย มีอายุราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล พบในบริเวณเมืองอูรุก (Uruk) อักษรในยุคเริ่มต้นจะเป็นในลักษณะคล้ายอักษรภาพที่มีรูปร่างคล้ายลิ่มทั้งหมด จากนั้นจึงพัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็นระบบอักษรที่มีการประสมคำของสระและพยัญชนะ โดยมีภาษาหลายตระกูล ทั้งตระกูลเซมิติก ตระกูลอินโด - ยูโรเปียน และอื่นๆ อีกมากที่เขียนด้วยระบบอักษรนี้ 

[3] เผ่าสุเมเรีย หรือ ชนชาติสุเมเรียน (Sumerian) เป็นชนชาติแรกที่สร้างความเจริญขึ้นในบริเวณเมโสโปเตเมีย ซึ่งเชื่อกันว่าชาวสุเมเรียนได้อพยพมาจากที่ราบสูงอิหร่าน และได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณตอนล่างสุดของลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสตรงส่วนที่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย โดยเรียกบริเวณนี้ว่า ซูเมอร์ (Sumer) 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น