ll แผนลับสลัดแฟน(เก่า) ll
ตอนที่ 21 : ความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 21 : ความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป

ตอนที่ 21 

ความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป 

  

แม้จะจับเข่าคุยกับศศินและพี่นทีด้วยดี แต่มีคนหนึ่งที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทน 

ตวัน 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเขากล่อมยากกว่าพี่นทีซะอีก 

แถมยังบุกมาหาถึงบริษัท เล่นเอาพนักงานพากันขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกว่าตวัน อดีตประธานบริษัทผู้มากด้วยข่าวฉาว คบกับนางแบบลับหลังประธานคนใหม่ จนสุดท้ายต้องลาออกไปเองจะกล้าเหยียบย่างเข้ามาที่นี่อีก 

ไอ้เราก็นึกว่ามีเรื่องสำคัญสุดหนักหนา เพราะตอนจะเลิกราตวันก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม บุกไปที่บ้านดาราลัยโดยไม่สนใจว่าจะโดนซุบซิบนินทาเหมือนกัน ทั้งที่เขาเป็นพวกหน้าบาง หวั่นไหวกับพวกคำครหามากที่สุด 

แล้วดูสิ ไอ้เรื่องที่เขาต้องวิ่งแจ้นมาไม่ได้คอขาดบาดตายอะไรเลย 

ก็แค่เรื่องที่ตระกูลดาราลัยฟ้องดำเนินคดีสถานหนักกับกลุ่มวัยรุ่นที่ขับรถปาดหน้าจนทำให้นาวา ดาราลัยได้รับบาดเจ็บ แน่นอนว่าในข่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจนนักว่าผมเจ็บอะไร แต่เน้นไปที่การเอาจริงของตระกูลดาราลัยที่คล้ายจะเชือดไก่ให้ลิงดู ส่วนที่ว่าทำไมไฮโซโดนทำร้ายถึงมีข่าวแพร่สะพัดขนาดนี้...ก็ด้วยอำนาจของเงินไงล่ะ! 

ผมจงใจเล่นใหญ่เพื่อให้พวกชอบประทุษร้ายในที่ลับขลาดกลัวที่สุด เอาให้แค่คิดยังไม่กล้า!! 

ฉะนั้นพอตวันที่หน้าตาตื่นเห็นผมเปิดหมวกให้เห็นหัวโนๆ...ก็ออกจะไปไม่เป็นนิดหน่อย 

เขาเปิดโทรศัพท์เทียบข่าวที่บอกว่าไฮโซหนุ่มบาดเจ็บกับหัวโนๆ ที่เริ่มบวมขึ้นนับจากวันเกิดเหตุสลับไปมา 

“จะมองให้ทะลุหน้าผากเลยมั้ย ฉันแค่หัวโนจริงๆ!” 

ตวันค่อยโล่งใจขึ้นมาบ้าง  

“เรื่องแค่นี้โทรมาถามก็ได้ ไม่เห็นต้องบุกมาเลย” ผมบ่นอุบอิบขณะรับแก้วโกโก้จากพี่โชคซึ่งไปรับมาจากเลขาฯ หน้าห้อง เขาประคองส่งให้ผมอย่างบรรจง ส่วนกาแฟของตวันที่เลขาฯ ชงมาเผื่อนั้น...วางกระแทกโต๊ะดังโครมเป็นเชิงขับไล่ 

ผมยิ้มเจื่อน เพราะเป็นคนของศศินเลยไม่อยากจะปรามมาก แค่ตวันมาหาถึงบริษัทก็เกรงว่าพวกพนักงานจะนินทาสนุกปากแล้วว่าถ่านไฟเก่าจะคุรึเปล่า 

ความดีสามปีของตวันทำให้แม้จะมีข่าวฉาวนอกใจ แต่ก็มีพนักงานหลายคนถือหางเข้าข้าง! 

“ขอโทษนะวา...พอเห็นข่าวผมก็เผลอ...นั่งรถมาที่นี่เลยน่ะ” 

เป็นคำตอบน่าชื่นใจ ถ้าไม่ติดว่าสถานะของเราคือแฟนเก่า 

“งั้นก็กลับไปได้แล้วมั้ง” ผมใส่หมวกเพื่อปิดหัวโนๆ ของตัวเอง ก่อนจะโบกมือไล่ชิ่วๆ  

“วา...จะคบกับศศินจริงๆ น่ะเหรอ เกิดเรื่องแบบนี้ไม่คิดจะเปลี่ยนใจหรอกเหรอ” 

แต่ตวันไม่ยอมไป 

“นี่มันเรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของนาย”  

“ถือซะว่าผมห่วงในฐานะเพื่อน” 

“ขนาดพี่ทียังกล่อมฉันไม่ได้ แล้วนายที่เป็นแค่เพื่อนคิดว่าจะกล่อมฉันได้รึไง” ผมเลิกคิ้วท้าทายเขา ก่อนจะปรายตามองพี่โชคไม่ให้พลั้งมือจับตวันมาต่อยซ้ายต่อยขวาข้อหาใส่ไฟเจ้านายตัวเอง “สำคัญตัวผิดแล้วตวัน ก่อนหน้านี้ที่ฉันไปหานายบ่อยๆ ก็เพราะความสงสารหรอกไม่ใช่พิศวาส” 

“ผมรู้ ตลอดมาที่วาทำดีกับผมก็เพราะสงสาร...” 

“นาย...” 

ผมกะพริบตาปริบๆ แปลกใจว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น แต่เรื่องมันผ่านมานมนานแล้ว ก็ให้ผ่านไปดีกว่า 

“วันนี้ฉันยุ่งมาก” ผมบ่น “ต้องประชุมกับคณะบริหารเรื่องความคืบหน้าของโปรเจ็กต์ ต้องประชุมกับทีมช่างและฝ่ายออกแบบเพื่อคอนเฟิร์มครั้งสุดท้าย แล้วต้องประชุมกับฝ่ายการตลาดเพื่อเตรียมโปรโมตอีก ฉันยุ่งมาก! มากๆ!” พูดจบก็แทบจะดึงทึ้งผมตัวเอง 

ตวันหัวเราะ เขาเอื้อมมือหมายจะช่วยลูบหัวผมเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ 

แต่ก็นั่นแหละ... 

โดนพี่โชคคว้าหมับเข้าให้เต็มแรงจนร้องโอดโอย 

“คุณนาวาครับ ได้เวลาประชุมแล้วครับ” 

ขอบพระคุณเลขาฯ ที่ตามได้จังหวะพอดี 

“งั้นผมขอตัวนะ” 

“อืม” 

ตอนเพิ่งเรียนรู้งานที่บริษัทนี้เมื่อหลายเดือนก่อน เวลาผมนั่งคุยกับตวันในห้องทำงาน คนที่เป็นฝ่ายเดินออกจากห้องเข้าประชุมคือเขา ส่วนคนที่เดินออกไปนั่งเล่นก็คือผม  

แต่ตอนนี้กลับกัน คนที่เดินไปเข้าห้องประชุมก็คือผม ส่วนคนที่แม้แต่จะนั่งเล่นก็ยังทำไม่ได้ ต้องรีบจรลีจากไปก็คือตวัน... 

ผมมองแผ่นหลังนั้นแล้วพลันเข้าใจสัจธรรมขึ้นมาชอบกล 

ก่อนจะสะบัดหน้าหนีเพื่อเผชิญกับเหล่าผู้บริหาร เทียบกับโดนลักพาตัวหรือถูกวัยรุ่นขับรถปาดหน้าหมายรุมตื้บแล้วห้องประชุมยังน่ากลัวกว่าหลายเท่า เอาวะ ตายเป็นตาย! 

  

 

 

 

 

นาวาจะตายแล้ว... 

“ที่รักจ๋า ยิ้มหน่อยซิ”  

เสียงแชะดังขึ้น ผมปรือตามองศศินซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาในห้องทำงาน แล้วถ่ายรูปผมที่กำลังไหลตายกับโต๊ะทำงานอย่างสนุกสนาน 

อย่าแปลกใจว่าทำไมเขาถึงปรากฏตัวทั้งที่ไม่ใช่ตอนเที่ยง แต่เป็นช่วงเย็นย่ำหลังเลิกงาน สาเหตุสำคัญคือแม้ศศินจะยิ้มแย้มปรบมือบอกว่าผมโคตรเท่เลย จัดการปัญหาได้อยู่หมัด เขาก็ยังระแวง และขอรับส่งผมเท่าที่จะทำได้ หรือให้ถูกคือจับผมนั่งรถคันเดียวกับเขาตลอดทั้งวัน 

ตอนเช้าศศินจะให้พี่ชัยขับรถมาจอดรออยู่หน้าคอนโดฯ ของผม 

ตอนเที่ยงศศินจะขึ้นมาตามไปทานข้าวเหมือนปกติ 

ตอนเย็นศศินก็จะมารับถึงที่ แล้วไปส่งผมที่คอนโดฯ ก่อนค่อยเข้างาน 

สรุปคือผมประหยัดน้ำมันได้โข แถมยังต้องเจอหน้าหมอนี่ตลอดทั้งวันเลยด้วย  

เพราะนี่เป็นคำขอโทษแกมขอรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นกลายๆ เลยปฏิเสธไม่ลง 

เฮ้อ...กับคนใกล้ตัวที่มีใจให้เนี่ย ผมแสนจะใจอ่อนสุดๆ เลยล่ะ 

“งั้นฝากที่เหลือด้วยนะ” 

มีคนมารับแล้ว ผมก็หันไปพูดกับเลขาฯ ที่ช่วยจัดเรียงเอกสารหลังการประชุมอยู่ข้างๆ ช่วงนี้ใกล้เวลาเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว พนักงานทุกคนเลยยุ่งหัวหมุน หน้าดำคร่ำเคร่ง ทำให้บรรยากาศในบริษัทพลอยอึดอัดไปด้วย  

ผมบิดขี้เกียจ ก่อนจะเดินตามหลังศศินโดยมีพี่โชคช่วยถือกระเป๋าให้ จากตอนแรกแค่แตะตัวยังไม่กล้า พอผมเริ่มจับมือเขาก่อนให้คุ้นชิน หลังๆ ศศินก็เริ่มมือไว เอะอะเป็นคว้ามือผมจับหมับ แถมยังไม่ยอมปล่อยง่ายๆ เหมือนเด็กน้อยรอคอยของขวัญที่อยากได้มานาน แล้วคิดว่าฝันไป แต่พอสัมผัสแตะต้องว่ามีอยู่จริง ก็อยากจะตระกองกอดในอ้อมแขนอย่างหวงแสนหวง 

มุมเด็กๆ แบบนี้ของศศินก็น่ารักดี 

เย็นวันศุกร์ วันเวลาดีๆ แบบนี้เราสองคนตอบรับไปงานแต่งงานของไฮโซท่านหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าทุกคนจำได้รึเปล่า...เพราะเจ้าสาวก็คือคุณหนูตัวแสบ ผู้ทำเอาผมแทบคลั่งตายกับการเปลี่ยนแบบเครื่องประดับนั่นเอง ครอบครัวของเธอเป็นลูกค้าประจำของดาราลัยจิวเวลรี่ ฉะนั้นเมื่อได้รับเชิญผมก็ไม่รังเกียจที่จะมาชื่นชมผลงาน โดยควงแขนศศินมาด้วย 

เจ้าสาวแสนสวยไม่เหลือมาดเด็กวัยรุ่นเอาแต่ใจ เพราะเธอยิ้มแย้มมีความสุขกับชายคนรักที่เหมาะสมราวคู่ในอุดมคติ ผมใส่ซองและเขียนอวยพรบ่าวสาว หลังถ่ายรูปรวมก็ขออนุญาตถ่ายคู่กับเจ้าสาวโดยเฉพาะ ถึงแม้ขั้นตอนการทำงานจะชวนนรกแตก แต่เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์และเครื่องประดับก็ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ขับให้เจ้าสาวมั่นใจและสวยงามโดดเด่นจนได้รับคำชื่นชมจากแขกเหรื่อ ผมก็อดเก็บภาพเป็นที่ระลึกไม่ได้ 

“ขอบคุณนะคะคุณนาวา งานออกมาถูกใจฉันจริงๆ” 

ผมไม่ใช่คนผูกใจเจ็บ เพราะมันรกสมองเกินจะมานั่งคิดว่าคนนั้นเคยงี่เง่า คนนี้เคยว่าร้าย ไร้สาระน่ะครับ ใครหาเรื่องมาก็เอาคืน แต่ไม่มานั่งคิดต่อว่าแค้นใจจังนะน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้มากกว่า เหมือนกับพาฝันที่ตอนนี้ผมก็ตัดออกจากสมองไปแล้ว  

ฉะนั้นพอเจ้าสาวจับมือผม พูดขอบคุณเป็นครั้งที่สาม ผมก็ยิ้มตอบและพูดเชิญชวนว่าหากอยากได้เครื่องประดับสวยๆ อย่าลืมนึกถึงดาราลัยจิวเวลรี่ 

เพราะเป็นแค่แขกรับเชิญตามมารยาท ไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือคนรู้จักมักคุ้น หลังเดินไปนั่งโต๊ะทักทายคนรู้จักพอเป็นพิธีผมกับศศินก็แยกมานั่งกันสองคนในสวนของโรงแรมซึ่งจัดเป็นแกลลอรี่ภาพถ่ายบ่าวสาวซึ่งมีแขกบางส่วนจับกลุ่มถ่ายรูปกัน 

ปกติผมไม่ใช่คนชอบดื่ม โดยเฉพาะเวลาต้องขับรถกลับคนเดียวจะไม่แตะเลย ถือคติ เมาไม่ขับ เดี๋ยวจะกลับไม่ถึงบ้าน แต่คงเพราะเครียดเรื่องงาน แถมเพิ่งทะเลาะกับหนึ่งในผู้บริหาร พอปลีกตัวได้ก็ดื่มไม่ยั้ง ถ้าพี่นทีหรือตวันมาเห็นคงห้ามเสียงหลง แต่แทนที่ศศินจะห้ามดันดื่มเป็นเพื่อนผมซะงั้น 

“อัดอั้นมากเกินไปก็ไม่ดีเนอะที่รักเนอะ” 

ศศินพูดกลั้วหัวเราะ ขณะเรียกบริกรให้มารินแก้วผมที่เพิ่งยกซดจนเต็ม 

“ไม่คิดจะห้ามกันจริงดิ” ผมมองเขาอึ้งๆ สำหรับนาวาที่ได้รับการทะนุถนอม ปกป้องดูแลอย่างดี มาเจอคนให้ท้ายสุดโต่งขนาดนี้ก็ออกจะรู้สึกแปลกนิดหน่อย แม้จะโล่งใจเอามากๆ ก็ตาม 

เพราะขืนศศินร้องโวยวายบอกว่าดื่มแล้วไม่ดี แต่มาดื่มโชว์ต่อหน้าเหมือนพี่นทีหรือตวัน ผมจะสาดน้ำใส่หน้าเขาให้ดู! 

“ก็ที่รักมีเหตุผลที่จะดื่ม แล้วทำไมถึงดื่มไม่ได้ล่ะ” 

โอย อยากจับเขาไปพูดต่อหน้าพี่นทีสุดๆ! โดนใจใช่เลย นาวาไม่ชอบดื่ม ฉะนั้นถ้าคิดจะมอมตัวเองก็ต้องมีเหตุผลดีๆ ที่ฟังขึ้น เช่นอยากจะเมาให้โลกลืมเพื่อสลัดเรื่องเครียดๆ สักพักก็ยังดี แล้วถ้าโดนห้ามขึ้นมา คิดว่าผมจะหงุดหงิดขนาดไหนล่ะ 

แค่จะดื่มย้อมใจยังทำไม่ได้ จับผมเข้าวัดฟังเทศน์เลยมั้ยถึงจะพอใจ!  

ผมซบหน้ากับไหล่ของศศิน ซาบซึ้งน้ำตาจะไหลจนไซ้เขาไม่หยุด  

“ที่รักจ๋า...สามแก้วก็เมาแล้วเหรอ” 

“ไม่ได้เมา!” 

ผมแย้งเสียงเคือง เหลือบตาค้อนศศิน ก่อนจะก้มหน้าไซ้เหมือนเดิมอย่างดีใจสุดขีด เฮ้อ...ทำไมไม่เจอเขาให้เร็วกว่านี้นะ ถ้าเราเจอกันก่อนคบกับตวัน...ช่วงเวลาสามปีที่ผมนอนตีพุงคงจะสนุกและมีสีสันน่าดู  

ขณะผมงึมงำไม่ได้ศัพท์ ศศินก็นั่งตัวเกร็ง  

ป่านนี้แล้วยังจะมาเกร็งอะไรอีก ผมตีอกเขาประท้วง ก่อนจะจับแขนมาโอบรอบเอวตัวเองเพื่อจะได้ซบสะดวกๆ  

“ที่รักจ๋า” 

เสียงอ่อนระโหยของคนหน้าแดงก่ำ ทำเอาผมหัวเราะร่วน 

“ที่รักจ๋า อย่าดื่มเร็วแบบนั้นสิ ที่รักน่ะแค่ห้าแก้วก็ร่วงแล้วนะ” 

“หยาบคาย!” ผมเถียงไม่ยอมแพ้ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ และเมื่อดื่มถึงแก้วที่ห้า... 

บัดซบ ผมน็อคจริงๆ ด้วย! 

  

 

 

 

ผมลืมตาในห้องนอนที่ไม่ใช่ของตัวเองและไม่ใช่โรงแรมของพี่นที 

ด้วยศีรษะที่ปวดแทบระเบิด สายตาเลยมองไปรอบๆ อย่างจับโฟกัสไม่ได้ กว่าจะเริ่มทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วผมมานอนแผ่พุงอยู่บนเตียงคิงไซส์โคตรนุ่มซึ่งมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ได้ยังไง ประตูห้องก็ถูกเปิด 

คนที่เดินเข้ามาคือศศิน 

วินาทีนั้นผมสะดุ้งพรวด อย่าบอกนะว่าโดนจับกินแล้ว! 

“ใจเย็นๆ ที่รัก ฉันไม่ได้แตะตัวมากไปกว่าโอบเอวและอุ้มมานอนเลยนะ เสื้อผ้ายังไม่กล้าแตะเลย ที่รักจ๋ายังปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอนจ้ะ” ศศินรีบพูดเสียงอ่อนเมื่อโดนผมมองเหมือนเขาเป็นผู้ร้ายชอบฉวยโอกาส เมื่อพิสูจน์แล้วว่าผมยังอยู่ในชุดเดิมพร้อมร่างกายที่ไม่ได้ถูกล่วงละเมิดแต่อย่างใด ไอ้เราก็นอนแผ่กับเตียงร้องโอดโอยต่อ  

“วาปวดหัว...” 

“งั้นดื่มน้ำอุ่นก่อนนะครับ ฉันสั่งให้โชคลงไปซื้อซุปไก่กับยาแก้เมาค้างแล้ว อีกไม่นานคงมา ที่รักจ๋าอดทนก่อนนะ” ศศินเดินมาทิ้งตัวนั่งข้างเตียง ก่อนจะประคองผมแบบเก้ๆ กังๆ เพื่อดื่มน้ำ เห็นท่าทางเขาแล้วก็แทบหลุดหัวเราะ กับคนที่แค่จะจับมือยังต้องใช้เวลาให้ชิน โดนผมซุกไซ้เข้าหน่อยเป็นตัวเกร็ง เผลอคิดได้ยังไงนะว่าเขาจะปล้ำผมไหว 

น่าจะล่มตั้งแต่ปากอ่าว! 

“เมื่อคืนศินนอนที่ไหน” ผมถามเขาขณะเอาหัวตัวเองไปนอนบนตักของอีกฝ่ายที่แข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินเรียบร้อยแล้ว 

“นอนโซฟาข้างนอกครับ...” 

“โธ่ พ่อสุภาพบุรุษ” ผมหัวเราะ “แต่วาชอบนะ ขอบคุณครับที่ไม่ฉวยโอกาสกัน” 

“ที่รักจ๋าก็รู้ว่าฉันไม่กล้าพังความสัมพันธ์ตอนนี้หรอก” ศศินเอ่ยขณะวางมือบนศีรษะของผม เขามองเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อผมกะพริบตาปริบๆ ตอบรับก็ค่อยๆ นวดขมับให้ ตอนแรกลงน้ำหนักไม่ค่อยถูก นวดไปงงไปเหมือนคนไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่อจับจังหวะได้ศศินก็ยิ้มบาง “ดีขึ้นมั้ยครับ” 

เห็นแก่ความพยายามของเขา แม้ขมับจะร้าวหนักกว่าเดิม ผมก็ได้แต่ตอบว่า “ดี แต่เบาแรงอีกนิดจะดีมาก” 

“แบบนี้?” 

“นั่นก็เบาไปแล้ว” 

“งั้นแบบนี้ล่ะที่รักจ๋า” 

“ดีมาก เรียนรู้เร็วนะเนี่ยเด็กชายศศิน” 

เราสองคนหัวเราะพร้อมกัน ชั่วขณะนั้นพลันทุกอย่างหยุดนิ่ง ผมกะพริบตามองศศิน รู้สึกถึงระยะห่างของเราสองคนที่ค่อยๆ หดสั้นลงทีละน้อย ทีละน้อย... 

เสียงเคาะประตูห้องดังแทรกคือลูกน้องผู้แสนภักดีนามว่าพี่โชคนั่นเอง 

ผมกับศศินคล้ายเพิ่งตื่นจากภวังค์ ก่อนจะต่างคนต่างเขินอายแก้มแดงหูแดง ผมกลิ้งไปนอนบนหมอนเหมือนเดิม ส่วนศศินเดินไปเปิดประตู 

อยู่ต่อหน้าลูกน้อง เขาเคร่งขรึมสีหน้าเย็นชา แต่พอปิดประตูแล้วหันมาเห็นผม รอยยิ้มก็ผุดบนหน้า ดวงตาหวานเยิ้มมองอย่างรักใคร่ไม่เคยปิดบัง 

ผมมองตามร่างที่เดินถือถ้วยซุปไก่พลางบ่นว่าร้อนมาก น่าจะยังกินไม่ได้หยิบหนังสือเล่มบางตรงข้างเตียงไปพัดแล้วรู้สึกอยากจะกอดเขาขึ้นมาชอบกล  

“ที่รัก!” 

คิดจบก็ทำเลย จะลีลามากทำไม ศศินที่นั่งหันหลังพัดซุปให้หายร้อนสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ ผมก็ถลาไปกอดหมับเข้าให้ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกุมมือผมที่โอบรอบเอวเขาอย่างแผ่วเบา 

เมาให้โลกลืม พอตื่นมาก็มีคนดูแลเคียงข้าง 

จะมีอะไรสุขใจเท่านี้อีก 

 

--------------- 

ตอนนี้ตาร้อนผ่าวๆ ไปหมดแล้ว อิจฉานาวา!!! เหม็นความรัก!! 

แม้จะยียวนกวนประสาท โรคจิต มีมุมมืดมุมน่ากลัว แต่ศศินสุภาพบุรุษกับนาวามาตลอด ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนก็ไม่เคยล่วงเกินหรือแตะต้องลวนลามนาวาสักครั้งเดียว น่าชื่นชมใช่มั้ยคะ แต่กับคนที่อดกลั้นอดทนมานานเก่งขนาดนี้เนี่ย...บทได้กินจะเป็นยังไงนะ ฮุฮุฮุ โฮะโฮะโฮะ ฮี่ฮี่ฮี่ ฮ่าฮ่าฮ่า  

หวีดกันต่อได้ที่ #นาวาสไตล์ 

ขอบคุณทุกคอมเม้นมากๆ ค่า 

 

ตัวอย่างตอนต่อไป เข้าสู่ช่วงไคลแมกสุดท้ายของเรื่องแล้วค่ะ!  

“ผมคือนาวา ดาราลัย เป็นคนออกแบบเครื่องประดับทั้งสามชิ้นนี้กับมือแน่นอน ถ้าคุณคิดจะสู้ ก็ให้คนออกแบบของคุณมาแสดงตัว มาคุยกันด้วยหลักฐาน อย่ามาป้ายสีกันด้วยลมปากพล่อยๆ!” 

 

เพจ : มาจะกล่าวบทไป 

Twitter : MajaYnaja 

กลับหน้าเรื่อง

 

 

#



สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ -> มาจะกล่าวบทไป

ขอบคุณค่ะ  :mew1:

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น