facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ IX ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ IX ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ IX ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ IX ”

 

 

 

ท้องฟ้าในวันนี้จัดว่าโปร่งโล่งไม่มีกลุ่มเมฆลอยไปลอยมาอย่างหนาแน่นเหมือนวันก่อนที่มีฝนตกลงมาปรอยๆ ขนาดเป็นช่วงกลางวันและท้องฟ้าโปร่งแต่อากาศก็ไม่ได้ร้อนอบอ้าวหรืออาจเพราะกำลังเข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้วก็เป็นได้

 

ผมอ้าปากรับเอาออกซิเจนเข้าปอดก่อนจะมุดตัวลงไปใต้ผิวน้ำใช้ปลายหางขยับขึ้นลงโดยที่แขนทั้งสองข้างปล่อยสบายอยู่ข้างลำตัวขณะเคลื่อนที่ลงไปด้านล่าง ความจริงผมไม่จำเป็นต้องเอาอากาศเข้าปอดก็ได้เพราะยังไงเงือกอย่างผมก็สามารถหายใจในน้ำได้

 

เคยได้ยินมาจากโฟรชว่ามนุษย์ปกติหากว่ายน้ำนานๆ มือจะเริ่มเหี่ยวหรือย่นต่างจากผมที่ต่อให้ว่ายติดกันนานนับวันก็ไม่เคยจะเป็นแบบนั้น

 

เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อจะอยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลานาน ในทางกลับกันหากให้เงือกขึ้นไปใช้สองขาเดินเหมือนมนุษย์ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันคล้ายพวกเรามีหางในการสะบัดเพื่อเคลื่อนไหวใต้น้ำไม่ได้มีไว้เพื่อก้าวเดิน

 

ผมว่ายน้ำเล่นอยู่สักพักใหญ่ก็หันหน้าไปมองกระจกด้านข้างก่อนจะสังเกตเห็นร่างของโฟรชยืนมองมาจากห้องหนังสือ ดวงตาสีเทาอ่อนที่จับจ้องมายังผมนิ่งๆ ราวกับกำลังดูและจดจำทุกการเคลื่อนไหวของผมไว้อย่างแม่นยำ

 

พอฝ่ายนั้นเห็นว่าผมกำลังมองตัวเองอยู่ก็กวักมือเป็นเชิงเรียกให้เข้าไปหาใกล้ๆ ผมก็ค่อยๆ พาร่างตัวเองเข้าไปใกล้กระจกมากขึ้นแล้วหยุดทว่ามือนั้นยังคงกวักต่อคล้ายจะบอกให้ผมเข้าไปใกล้กว่านี้อีก แม้จะสงสัยแต่หางผมยังขยับพาตัวเองเข้าไปเกือบชิดกระจก

 

โฟรชแสดงสีหน้าพอใจยามเห็นผมว่ามาอยู่ตรงหน้าแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากหรือทำท่าทางอะไรอีกฝ่ายก็แนบหน้าผากติดกับกระจกพร้อมดวงตาที่สื่อความต้องการโดยไม่ต้องส่งเสียงใดๆ ซึ่งความต้องการนั้นผมรับรู้และทำตามโดยการแนบหน้าผากลงยังอีกฟากของกระจกในระนาบเดียวกับที่โฟรชทำ

 

ภาพตอนผมว่ายอยู่ในตู้ปลาใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ปรากฎเข้ามาในหัวก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาเพราะทุกอย่างกลับกันหมดเลยทั้งโฟรชที่กลายเป็นฝ่ายกวักมือเรียกรวมไปถึงการแนบหน้าผากลงมา

 

พวกเราไม่ได้สัมผัสกันโดยตรงแต่การกระทำแบบนี้กลับทำให้ผมรู้สึกเขินขึ้นมา

 

ตอนเป็นฝ่ายทำยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่แต่ผมถูกอีกฝ่ายทำบ้างหัวใจมันก็เริ่มเต้นถี่รัวขึ้น

 

ความรู้สึกแปลกๆ กำลังแผ่ขยายไปภายในหัวใจซึ่งผมไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนั้นคืออะไรแต่หากถามว่าอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้นผมสามารถบอกได้เต็มคำเลยว่าคือผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าผมนี้

 

ดวงตาสองคู่สอดประสานผ่านกระจกนิ่งๆ โดยไม่มีใครที่ยอมละสายตาออก ผมที่เริ่มอยากจะกระพริบตานั้นไม่อยากเป็นฝ่ายละสายตาออกก่อนจึงถอยหลังออกมานิดนึงให้อีกฝ่ายสามารถมองเห็นใบหน้าได้ตรงๆ ก่อนจะเริ่มย่นจมูก แลบลิ้นใส่โฟรชที่ทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นคล้ายไม่เข้าใจว่าผมต้องการจะสื่ออะไร

 

ในเมื่อวิธีแรกไม่ได้ผลขั้นตอนต่อไปก็ตามมาติดๆ ผมทำปากเบะพร้อมใช้นิ้วม้วนเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มอันแสนยาวเหยียดของตัวเองแล้วสะบัดให้สยายไปด้านหลัง ผลที่ได้คือคิ้วที่เลิกกลับมาสู่สภาวะปกติก่อนจะขมวดเข้าหากันแน่น

 

หลายวิธีผ่านพ้นไปนอกจากสายตาโฟรชที่ยังประสานยังอยู่เหมือนก็คงมีแค่ความฉงนปนสงสัยที่มากขึ้น ผมนี่อยากจะกระพริบตาเต็มแก่แต่ก็ต้องอดทนอดกั้นไว้ จากนี้คือท่าสุดท้ายที่ผมนึกออกถ้ายังไม่ได้ผลก็คงต้องยอมแพ้แล้ว

 

ผมยกมือขึ้นปิดปากท่ามกลางความงงงวยของคนที่อยู่อีกฟากของกระจก และเมื่อผมเปิดปากพร้อมกับส่งจูบรัวๆ ผ่านทางสายน้ำจนเกิดเป็นการพ่นฟองรอยยิ้มมุมปากก็เผยออกมาตามมาด้วยโฟรชที่หลุดหัวเราะพลางส่ายหน้าเอือมๆ ขณะมองมา

 

ตัวผมชูมือขึ้นเหนือหัวด้วยความดีใจกับชัยชนะอันแสนเด็กนี่

 

โฟรชหยุดขำได้ไม่นานก็ชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน หากเป็นครั้งแรกที่เห็นผมคงนึกว่ามีอะไรติดเพดานอยู่แต่เพราะเคยเห็นมาหลายครั้งแล้วจึงเข้าใจข้อความที่บอกว่าให้ขึ้นไปเจอกันข้างบนนั่น พอผมพยักหน้าตอบอีกฝ่ายจึงหันหลังเดินออกจากห้องไป แม้จะไม่รู้แต่ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงขึ้นไปรอด้านบน

 

เรื่องความเร็วเปรียบเทียบกับผมและโฟรชผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองเหนือกว่า อย่างน้อยๆ ในน้ำก็ไม่มีบันไดหรือลิฟต์ที่ต้องใช้เวลากว่าจะขึ้นไปถึงต่างจากในน้ำที่เพียงผมม้วนตัวพลิกกลับขึ้นไปด้านบนด้วยแรงของหางที่เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ทำให้ผมสามารถขึ้นมาสู่ผิวน้ำได้ในเวลาไม่กี่วินาที

 

ผมเกยคางวางไว้บนขอบระเบียงทางเดินไม้ที่ยื่นออกมาในทะเลมองดูร่างของโฟรชที่ก้าวเข้ามาใกล้ อีกฝ่ายมองผมที่เกยคางนิ่งๆ สักพักก็เปลี่ยนมานั่งห้อยขาลงในทะเล ช่วงนี้เป็นช่วงที่น้ำกำลังขึ้นสูงสุดทำให้ระดับอยู่ใกล้กับระเบียงด้านบนมาก

 

“ผมเป็นฝ่ายชนะที่ทำให้คุณขำได้” มันเป็นการเปิดบทสนทนาที่แปลกผมยอมรับแต่มันอยากพูดนี่

 

“ดูดีใจกับชัยชนะในเรื่องแปลกๆ นะ” โฟรชเอ่ย

 

“แปลกตรงไหน” ผมขมวดคิ้วถาม

 

“ไม่มีอะไรเล่นรึไงถึงได้เอาการที่ฉันขำมาเป็นเกม” อีกฝ่ายถามต่อ

 

“เปล่าสักหน่อย ก็วันๆ เอาแต่ทำหน้านิ่งไม่ก็ทำหน้าเครียดกับพวกเอกสาร ขืนปล่อยไว้กล้ามเนื้อคงตึงจนยิ้มไม่ออกแน่ ผมเลยช่วยให้คุณได้ขยับหน้าหน่อยไง” ใช่ว่าผมจะไม่มีอะไรทำที่ไหน...ถึงจะมีส่วนอยู่บ้างก็เถอะ

 

วันๆ โฟรชเอาแต่นั่งทำงาน ถ้าไม่เห็นว่าเขาขยับตัวบ้างผมคงคิดว่าเป็นหุ่นยนต์เดินได้แน่ มีมนุษย์ที่ไหนทำหน้านิ่งไม่ก็หน้าตึงได้ตลอดวันแบบนั้น

 

เหน็บกินหน้ากันพอดี

 

เพราะงั้นผมเลยช่วยให้เขาผ่อนคลายขึ้น

 

“...แลว่างนะ” แม้คำพูดจะไม่ให้แต่น้ำเสียงเหมือนผมกำลังถูกขอบคุณอยู่

 

“ก็ว่างอยู่ ไม่มีอะไรทำด้วย ว่าแต่วันนี้คุณไม่ทำงาน?” เพราะคุยเรื่องอื่นจนลืมคำถามที่ควรถามที่สุดเลยเห็นไหม

 

“จะให้ทำทุกวันรึไง”

 

“ผมแค่ถามเฉยๆ” ทำไมต้องกวนกลับด้วยเล่า

 

“ฉันก็ตอบเฉยๆ”

 

“กวน” ผมขอมอบคำนี้ให้เลย

 

แค่คำพูดยังไม่สะใจพอผมจึงกวักน้ำใส่ขาอีกฝ่ายแรงๆ โฟรชใส่กางเกงขาสามส่วนทำให้ไม่ต้องถกกางเกงขึ้นก่อนจะเอาขาลงน้ำ ชุดลำลองของโฟรชมีหลายแบบส่วนมากจะเห็นเป็นกางเกงขายาวกับพวกเสื้อเชิ้ตไม่ก็เสื้อคอปก

 

“บอกตัวเอง?” โฟรชส่งยิ้มมุมปากมาให้ขณะถาม

 

“บอกคุณสิ!” ผมจะบอกตัวเองเพื่ออะไร

 

“หึ...”

 

“อย่ามาหึนะ”

 

“...นี่ฟีแซลล์” น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปนั่นราวกับกำลังเริ่มหัวข้อใหม่ที่จริงจังกว่าเดิม

 

“ฮืม?” ผมเอียงหน้ามองโฟรชรอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อ

 

“แคบไปรึเปล่า...สถานที่ที่ให้นายอยู่น่ะ” โฟรชถามพลางทอดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่ที่ผมอยู่ในตอนนี้ถึงจะเป็นทะเลแต่กลับมีกระจกกั้นไม่ให้ผมสามารถว่ายออกไปไกลมากกว่านั้น

 

“ให้ผมตอบตรงๆ ก็ใช่ ผมมีทะเลเป็นเหมือนบ้าน การถูกจำกัดอยู่ในห้องเล็กๆ นี่ถือว่าแคบมาก” ผมตอบไปตามจริง ดูจากมุมมองของมนุษย์อาจดูกว้างทว่าหากมองในมุมของเงือกพื้นที่ไม่กี่ร้อยเมตรนี่ยังไม่ถือเป็นการออกกำลังกายด้วยซ้ำ

 

ว่ายไม่กี่นาทีก็ชนขอบกระจกแล้ว

 

“...ไว้จะขยายให้กว้างกว่านี้” พอได้ยินคำตอบโฟรชก็เงียบคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่สักพักใหญ่

 

“สร้างประตูให้ผมก็พอ”

 

“ไม่” อีกฝ่ายตอบทันควัน

 

“กลัวผม...จะหนีเหรอ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเงยไปสบกับดวงตาสีเทาอ่อนตรงๆ

 

“...ใช่” แม้จะใช้เวลานานแต่โฟรชก็พยักหน้ายอมรับว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นคือความจริง

 

“ผมจะไม่หนี ถ้าผมบอกแบบนี้คุณจะยอมเชื่อรึเปล่า” ผมลองถามหยั่งเชิงดู

 

การที่เขาสร้างที่กั้นปิดทางเข้าออกไม่ยอมให้ผมออกไปสู่ท้องทะเลก็ไม่ต่างจากการกักขัง...เอาตรงๆ คงไม่มีใครชอบแต่การมีโฟรชอยู่ด้วยมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด อีกอย่างตอนนี้ผมค่อนข้างสนิทและไว้ใจโฟรชมากต่อให้ปล่อยผมไปเชื่อเถอะว่ายังไงผมต้องแวะมาเที่ยวเล่นบ่อยๆ แน่

 

“ถ้าคำว่าเชื่อหมายถึงการมีโอกาสที่จะสูญเสียนายไปฉันก็ไม่คิดจะเชื่อ” ดวงตาคู่เดิมที่ประสานมามันทอประกายหม่นหมองเล็กๆ อยู่ในที

 

“...ทำไมถึงยึดติดกับผมขนาดนี้” ผมไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบไหมแต่มันเป็นสิ่งที่ผมอยากรู้ ประโยคเมื่อครู่ผมแปลความหมายออกมาได้ว่าเขาไม่มีทางที่จะยอมปล่อยผมไป

 

“ขึ้นมาข้างบนก่อน” เป็นไปตามที่คิดในตอนแรกโฟรชเปลี่ยนเรื่องพูด

 

มันคงยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้คำตอบนั้นละมั้ง

 

“ทำไมต้องขึ้นด้วย” ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่อยากพูดถึงผมก็ไม่คิดจะถามซ้ำ

 

ผมเชื่อว่าสักวันผมจะได้รู้เอง

 

“เดี๋ยวจะมีคนมา”

 

“ใคร...แล้วมาทำไมผมต้องขึ้นไปด้วย” ปกติไม่เห็นจะเคยมีให้ผมขึ้นไปพบใคร

 

“คนพวกนั้นจะมาทางน้ำ” โฟรชให้คำตอบที่ชวนงง

 

“ฮะ?” มาทางน้ำคืออะไร

 

“ขึ้นมาก่อน เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง” น้ำเสียงเร่งๆ นั่นคงเป็นเพราะโทรศัพท์ที่กำลังสั่นไม่หยุดในมือละมั้ง

 

“ต้องบอกจริงๆ นะ” ผมถามย้ำ

 

“อืม”

 

“...ก็ได้” สุดท้ายผมก็ยอมขึ้นไปบนบกพาดส่วนหางที่มีเกล็ดสีฟ้าอมเขียวตั้งแต่สะโพกจรดปลาหายไปตามแนวพื้นไม้เพื่อผึ่งรอให้แห้งซึ่งต่อให้รีบยังไงก็ต้องใช้เวลาต่ำๆ หลายสิบนาที

 

ระหว่างรอหางแห้งผมคิดจะให้อีกฝ่ายอธิบายมาแต่พอหันไปรอบๆ กลับไม่พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตแม้แต่คนเดียว คิ้วสองข้างของผมเริ่มขมวดเข้าหากันแน่นโดยในหัวกำลังคิดว่านี่ผมกำลังโดนหลอกหรือแกล้งอะไรอีกรึเปล่า

 

“เอานี่คลุมไว้” ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อผ้าขนหนูผืนใหญ่ก็ถูกคลุมลงมาตั้งสะโพกจนถึงปลายหาง

 

“อ่า...คนที่ว่าจะมาแล้ว?” ผมถามต่อ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาทำไมผมจะไม่รู้ว่าโฟรชไม่อยากให้คนรู้เรื่องที่ผมเป็นเงือกนัก ถึงเรื่องเงือกมีจริงน่าจะกระจายออกไปตั้งแต่งานประมูลแต่ถ้าไม่ได้เห็นกับตาคงไม่มีใครที่เชื่อเรื่องเหนือจินตนาการแบบนี้หรอก

 

“ใช่...นั่นไง มาถึงแล้ว” โฟรชบอกพลางมองไปทางทะเลซึ่งผมเองก็หันมองตามไป

 

“เรือ?” ผมถึงกับหรี่ตามมองยามเห็นเรือปรากฎเข้ามาในสายตา ก็ว่าอยู่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วที่แท้ก็มาจากเรือนี่เอง

 

“ดูนิ่งๆ อย่าเพิ่งกระโดดลงไปล่ะ” โฟรชบอกก่อนจะกดปุ่มบางอย่างในมือ จากนั้นเสียงบางอย่างก็ดังขึ้นพร้อมกับกำแพงกระจกที่ขนาบข้างอยู่ระหว่างโขดหินจะถูกเปิดออกให้เรือสามารถเคลื่อนเข้ามาได้

 

“เปิดได้ด้วย?” ไม่ให้ตกใจคงไม่ได้ ผมเพิ่งรู้ครั้งแรกว่ากระจกนั่นสามารถเปิดปิดได้

 

นึกว่าทำไว้แบบปิดตายซะอีก

 

“อย่าคิดหนีฟีแซลล์” สายตาคมๆ หันมามองเมื่อได้ยินคำพูดผม

 

“ผมไม่หนีหรอกน่า ถ้าจะหนีผมทำไปตั้งแต่หางสามารถกลายเป็นขาได้แล้ว ไม่ต้องรอให้คุณเปิดประตูกระจกนี่หรอก” ผมพูดกลับด้วยน้ำเสียงเคืองๆ ที่ไม่ได้รับความไว้ใจ

 

ไม่อยากจะพูดหรอกนะว่าผมสามารถหนีได้ไม่ยาก พอมีขาผมสามารถไปยังโขดหินด้านข้างแล้วกระโดดลงน้ำหนีไปด้านนอกได้อย่างง่ายดายแต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ

 

“ต้องสร้างกำแพงเพิ่ม” โฟรชพึมพำเสียงเบาหลังได้ยินสิ่งที่ผมพูด

 

“โฟรช” ยังจะสร้างเพิ่มอีกเหรอ

 

“ฉันต้องกันไว้ก่อน”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่หนี โอ๊ะ...นั่นมัน” ผมถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่เรือนั้นยกขึ้น บนเรือมีเครื่องสำหรับยกสิ่งของขนาดใหญ่ที่บัดนี้กำลังยกโขดหินสีเทาเข้มซึ่งมีช่องว่างทะลุผ่านถึงสองช่องวางลงตรงกลางก้นทะเล และไม่ใช่แค่อันเดียวแต่ถึง 5 อัน

 

ดูจากการวางคงวางให้อยู่ติดๆ กัน

 

แค่เห็นหางก็ส่ายไปมาไม่หยุดแล้ว

 

อยากว่ายรอดผ่านแต่ละช่องของโขดหินพวกนั้น

 

“ดูจะชอบนะ” โฟรชพูดระหว่างแอบลอบสังเกตสีหน้าผม

 

“ชอบสิ แต่ทำไมถึง...หรือว่า...” อยู่ๆ ในหัวผมก็นึกภาพย้อนไปในวันที่ไปพิพิธภัณฑ์กับโฟรชขึ้นมาแล้วได้

 

“ก็บอกแล้วนี่ว่าจะซื้อให้” อีกฝ่ายส่งยิ้มบางๆ มาให้ขณะสายตากำลังมองการยกโขดหินที่มาถึงอันที่ 6 เรียกว่ามากกว่าในตู้ปลาใหญ่ด้วยซ้ำไป

 

“...ผมนึกว่าล้อเล่นซะอีก” ไม่คิดว่าจะซื้อให้จริงเพราะมันไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ง่ายนะก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีช่องว่างมาพอให้เงือกสามารถลอดผ่านได้ ขนาดอยู่ใต้ทะเลมานานยังเคยเจออยู่ไม่กี่ที่

 

“ฉันไม่เคยล้อเล่นโดยเฉพาะกับเรื่องของนาย”

 

“นั่นสิ” ผมน่าจะนึกได้ว่าตลอดมาโฟรชไม่เคยล้อเล่นกับสิ่งที่เอ่ยออกมา

 

“อยากลงไปเล่นเต็มทีแล้วล่ะสิ” โฟรชหันมามองเพียงครู่เดียวก็เดาความคิดผมได้

 

“ใช่ อยากเล่นแล้ว อีกนานไหม”

 

“เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

 

“อืม ขอบคุณนะโฟรช” ผมเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง ว่ายวนอยู่แต่วิวและบรรยากาศเดิมๆ มันน่าเบื่อแต่พอมีหินมาเพิ่มผมสามารถเล่นสนุกได้อีกนานเลย

 

พอเรือเคลื่อนที่ออกไปและกำแพงกระจกนั่นถูกปิดเรียบร้อยโฟรชจึงอนุญาตให้ผมลงไปในน้ำได้ ทันทีที่ร่างกายสัมผัสผิวน้ำส่วนล่างที่เริ่มจะกลายเป็นขาเปลี่ยนกลับมาเป็นหางของเงือกมุดว่ายลงไปยังก้นทะเลที่สีของน้ำขุ่นเล็กน้อยแต่อีกไม่นานคงกลับมาใสเหมือนปกติ

 

ความขุ่นของน้ำนั้นอาจเป็นปัญหาสำหรับเงือกอย่างผมทว่าไม่ใช่ตอนที่กำลังตื่นเต้นยามได้ของเล่นใหม่ ผมว่ายลอดผ่านช่องของหิน 5 ก้อนติดด้วยความเร็วสูง ช่องว่างของหินแต่ละก้อนไม่เหมือนกันแถมไม่ได้มีเพียงช่องเดียวทำให้เมื่อผ่านช่องแรกต้องใช้สายมองและเลือกช่องต่อไปที่อยากจะผ่านเรียกว่าสนุกจนลืมเวลาไปเลย

 

กว่าจะรู้ตัวว่าเล่นมานานมากก็ตอนที่ท้องส่งเสียงร้องประท้วงหาของกินผมจึงได้ว่ายไปหาโฟรชที่ตีหน้ายักษ์รออยู่ คำพูดของโฟรชก็ไม่ต่างจากกฎเหล็กที่ต้องทำตามเพราะหากไม่ทำ...

 

“ถ้าเล่นเพลินจนเลยเวลากินข้าวอีกฉันจะสั่งให้คนมายกหินพวกนั้นออกให้หมด!”

 

นั่นแหละเหตุผลที่คำพูดของโฟรชเป็นประกาสิตที่ห้ามขัดขืนโดยเด็ดขาด

 

เวลาได้ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วเผลอไม่นานก็เข้าฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ ผมเพิ่งได้เห็นว่าบนโลกมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าฤดูจะๆ กับตาก็ครั้งนี้ ซึ่งแต่ละฤดูจะบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่แตกต่างกันไปอย่างฤดูหนาวอากาศจะเย็นหรือกระทั่งเป็นน้ำแข็ง ฤดูร้อนจะอบอ้าวและร้อนแสบผิว ส่วนฤดูฝนที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือมีฝนตก ฟ้าคะนองรวมไปถึงพายุ

 

อาณาจักรเงือกหรือที่ผมอยู่นั้นไม่มีฤดูใดๆ เพราะแสงอาทิตย์กับความเย็นไม่สามารถลงไปถึงก้นของมหาสมุทรได้ ฤดูฝนเองก็ไม่ต่างกันต่อให้เหนือผิวน้ำเกิดพายุพวกเราที่อยู่ด้านใต้คงไม่รู้สึกสะกิดใจด้วยซ้ำไป พอได้มาเจอกับตัวถึงได้รู้ว่าฤดูฝนนั้นผมเกลียดที่สุด

 

เปรี้ยง~!

 

เสียงของฟ้าร้องดังขึ้นจากด้านบนผิวน้ำทำเอาผมที่กำลังหลับบนเตียงใต้น้ำถึงกับสะดุ้งตัวโยน ด้วยระดับความลึกของน้ำกับประสาทสัมผัสของเงือกทำให้สามารถได้ยินเสียงที่ดังจากด้านบนได้อย่างชัดเจน ผมใช้มือทั้งสองข้างอุดหูไว้แน่นขณะมุดตัวเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่ม

 

หวังว่าจะช่วยลดเสียงได้สักนิดนะ

 

เปรี้ยง~!!

 

คำขอร้องเหมือนจะไม่เป็นผลแต่อย่างใด เสียงฟ้าผ่าที่ไล่มาติดพานให้ร่างกายเริ่มสั่นด้วยความกลัว ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยมีอะไรที่ทำให้กลัวได้ อย่างพวกสัตว์อันตรายผมเชื่อว่าไม่ควรเข้าใกล้แต่ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด

 

ใครจะคิดล่ะว่าตอนนี้ผมกลับมีสิ่งที่กลัวแล้วนั่นคือเสียงฟ้าร้อง

 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงฟ้าร้อง เหมือนโฟรชจะบอกว่าตอนนี้มีพายุกำลังเข้าเลยทำให้เกิดฝนตกหนักซึ่งเขาก็บอกว่าให้ขึ้นมานอนห้องก่อนก็ได้ ในตอนนั้นผมยังไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องเลยคิดว่าแค่ฝนไม่เป็นไรเลยปฎิเสธโฟรชไป

 

จะมาให้กลับคำเพราะเสียงฟ้าร้องมันก็ดูไม่ดีผมเลยพยายามอดทน

 

แต่นี่มัน 4 วันติดแล้วนะ

 

จะตกหนักอะไรกันนักหนาเนี่ย!

 

อีกสาเหตุที่ผมไม่เข้าไปนอนในบ้านเพราะคิดว่าขนาดอยู่ในน้ำยังได้ยินเสียงชัดขนาดนี้ ถ้าเป็นบนบกที่เป็นสื่อนำเสียงได้ดีผมจะไม่หูแตกเลยรึไงกัน

 

แต่อย่างน้อยก็มีโฟรชอยู่ด้วย น่าจะช่วยให้ความกลัวลดน้อยลงไปได้บ้าง

 

ภายในหัวผมกำลังตีกันวุ่นไปหมด ผ้าห่มผืนบางถูกพันไว้รอบหัวเพื่อลดการได้ยินให้มากที่สุด ถึงด้านบนจะเป็นพายุรุนแรงแต่ระดับความสูงตรงก้นทะเลนี่ทำให้นอกจากเสียงแล้วไม่ได้รู้สึกถึงกระแสน้ำรุนแรงหรือน้ำวน แต่หากขึ้นไปมากกว่านี้คงสัมผัสถึงกระแสน้ำเชี่ยวได้แน่

 

กลับมาเรื่องเดิมก่อนเถอะตัวผม

 

ขืนเป็นแบบนี้คงนอนไม่ได้แน่

 

เลือกเอาสิว่าจะพยายามข่มตานอนอยู่ตรงนี้หรือไปหาโฟรชเผื่อหาทางช่วยได้

 

เปรี้ยง~!!!

 

“โฟรช!” ผมตะโกนเรียกชื่อโฟรชดังลั่นทันทีที่เสียงฟ้าผ่าดังมาอีกระรอกนึง คำตะโกนเรียกนั่นคงเป็นเหมือนคำตอบและการตัดสินใจว่าผมเลือกที่จะว่ายไปหาโฟรช

 

ผมพยายามาพาร่างกายสั่นๆ ของตัวเองว่ายขึ้นมาแต่ด้วยกระแสน้ำที่ค่อนข้างรุนแรงบวกกับตัวผมที่สติไม่ค่อยอยู่กับตัวทำให้ผมถูกกระแสน้ำพัดออกไปด้านนอก ผ้าห่มที่ติดตัวมาเพื่อกันเสียงถูกโยนทิ้งก่อนผมจะตั้งสติแล้วใช้พละกำลังที่มีทั้งหมดพาตัวเองไปจนถึงห้องของโฟรช

 

“แฮ่ก...” ผมโผล่หน้าขึ้นมาหายใจท่ามกลางความเหนื่อยล้าและความมืดมิดยามค่ำคืนอันไม่เงียบสงัดพราะยังได้ยินทั้งเสียงฝนและเสียงฟ้าร้องดังมาอย่างต่อเนื่อง

 

สิ่งแรกที่ผมทำคือหันไปมองโฟรชซึ่งนอนหันหน้าไปทางกระจก ดูจากเสียงลมหายใจคงหลับสนิทไปแล้ว...ไม่อยากเชื่อว่าจะหลับได้ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องขนาดนี้

 

ผมที่หลับอยู่ยังสะดุ้งเพราะเสียงดังๆ นั่นเลย

 

ผมยกตัวเองขึ้นมานั่งบนขอบสระ สะบัดหางเล็กน้อยให้น้ำกระเซนออกแล้วจึงปล่อยหางตากลมแอร์ที่ลงมาโดนพอดี ภายในห้องให้ความรู้สึกเย็นกว่าอยู่ในน้ำแล้วก็ได้ยินเสียงชัดกว่าจริงๆ แต่ไม่รู้ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองใจเย็นลงไม่ว้าวุ่นกับเสียงมากเท่าตอนอยู่ในน้ำ

 

อาจเพราะมีแค่เสียงฝนไม่ได้มีเสียงฟ้าร้องละมั้ง

 

ถ้าเป็นแบบนี้รอให้หางแห้งแล้วไปนอนบนโซฟาน่าจะดี ถึงโฟรชจะบอกให้มานอนข้างบนได้แต่ไม่รู้ว่าห้องไหน ยังไงผมก็ไม่คิดจะขยับไปไหนไกลในสภาพไม่เอื้ออำนวยอย่างเสื้อผ้าก็ไม่มีใส่แบบนี้หรอกนะ แถมยังมีเสียงฟ้าผ่าดังมาเป็นระยะอีก

 

จะว่าไปเหมือนโฟรชจะเคยบอกว่าซื้อตู้มาตั้งไว้ข้างๆ เผื่อผมอยากขึ้นมาเดินเล่นในบ้านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหยิบจากห้องแต่งตัว

 

พอคิดผมหันไปมองรอบตัวก่อนจะเห็นตู้ใบสีเทาตั้งอยู่ไปไกล คืนนี้ค่อนข้างจะมืดสนิทมากแต่ดวงตาของผม ไม่สิ ต้องบอกว่าดวงตาของเงือกอย่างพวกเรานั้นสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดีเหมือนพวกปลาน้ำลึกหลายๆ ชนิด

 

ผ้าขนหนูสีขาวถูกหยิบออกมาคลุมไหล่พร้อมกับเช็ดน้ำที่เกาะอยู่ตามร่างกายให้แห้งสนิท ผมคิดว่าเพราะตัวเปียกแล้วขึ้นมาในห้องแอร์เลยยิ่งทำให้หนาวดังนั้นหากตัวแห้งความหนาวคงลดลงไป

 

เมื่อตัวเริ่มแห้งผมเปลี่ยนมาซับน้ำบริเวณหางอันเต็มไปด้วยเกล็ดซึ่งต้องค่อยๆ เช็ดไม่งั้นอาจทำให้เกล็ดหลุดได้ ถ้าถามว่าเกล็ดหยุดแล้วเจ็บไหม...คำตอบคือไม่เจ็บถ้าเป็นเกล็ดชั้นนอก เกล็ดของเงือกจะมีชั้นนอกและชั้นในซึ่งเกล็ดชั้นในจะเป็นเกล็ดที่เป็นสีสันเฉพาะของแต่ละคนอย่างผมเป็นสีฟ้าอมเขียวมีขนาดประมาณเล็บของนิ้วโป้ง ส่วนเกล็ดชั้นนอกจะเป็นสีใสเหมือนอย่างพวกปลาที่ปกป้องเกล็ดชั้นในอีกทีซึ่งเกล็ดนี้จะมีลักษณะใส บางและเล็กกว่าหลายเท่า

 

ผ่านไปสักพักใหญ่หางของผมก็เปลี่ยนมาเป็นขาอย่างสมบูรณ์ เสื้อผ้าในตู้ถูกหยิบมาใส่โดยผมเลือกเป็นเสื้อกับกางเกงขายาวด้วยเหตุผลง่ายๆ คือหนาว ดูอย่างโฟรชสิยังนอนเอาผ้าห่มคลุมจนจะถึงหัวอยู่แล้วคงจะหนาวไม่แพ้กัน

 

แล้วทำไมไม่ลดอุณหภูมิเล่า!

 

ผมแอบบ่นในใจขณะพาตัวเองไปยังโซฟาที่อยู่ถัดไปอีกไม่กี่ก้าวจากที่ผมอยู่ทว่าในจังหวะที่กำลังจะถึงโซฟาเสียงฟ้าร้องก็ส่งเสียงดังลั่นชนิดที่เทียบกับก่อนหน้านี้ไม่ติดส่งผลให้ผมทรุดตัวลงบนพื้นใช้มือสองข้างอุดหูตัวเองไว้แน่น

 

เปรี้ยง~!!!

 

“โฟรช...อุ๊บ!” ครั้งนี้เสียงฟ้าผ่าแผดเสียงดังก้องไปทั่วจนผมถึงกับหลุดปากเรียกชื่อโฟรชออกไป ทันทีที่รู้ตัวผมรับเม้มปากตัวเองไว้แน่นไม่ให้หลุดเสียงออกไปมากกว่านี้

 

โฟรชกำลังนอนหลับอยู่จะไปปลุกไม่ได้นะ

 

แค่เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าพยายามอดทนหน่อยสิตัวผม

 

ผมบ่นตัวเองในหัวพร้อมทำใจให้เย็นลง ตอนนี้สัมผัสได้เลยว่าหัวใจกำลังถี่รัวด้วยความตกใจและตื่นกลัวอย่างถึงขีดสุด ภวนาว่าเสียงเมื่อครู่จะเป็นเสียงที่ดังที่สุดแล้ว

 

“...ฟีแซลล์?” เสียงทุ้มที่เอ่ยเรียกนั้นติดงัวเงียอยู่เล็กน้อย สงสัยเพราะเสียงผมเลยปลุกอีกฝ่ายให้ตื่นขึ้นละมั้ง

 

ในมุมที่ผมขดตัวอยู่ตอนนี้คือด้านหน้าของโซฟายาวซึ่งจากเตียงโฟรชคงมองไม่เห็นว่าผมอยู่ตรงนี้ หากเงียบไว้อีกฝ่ายอาจคิดว่าหูแว่วและนอนต่อก็ได้ ถึงตอนนั้นผมค่อยขยับตัวขึ้นไปบนโซฟาอีกที

 

ไม่อยากสร้างเรื่องให้โฟรชต้องมาพานนอนไม่หลับไปด้วย

 

แค่ความกลัว...ผมจะจัดการมันให้ได้ด้วยตัวเอง

 

เปรี้ยง~!!!

 

เฮือก!

 

“อึก...” ผมถึงกับสะดุ้งตัวโยนเม้มปากตัวเองแน่นจนสัมผัสได้ถึงรสเลือดฝาดๆ ในปาก

 

“ฟีแซลล์...ทำไมไปขดอยู่ตรงนั้น?” เสียงฝีเท้าของโฟรชก้าวเข้าใกล้ผมเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมองแต่ก็รับรู้ผ่านน้ำเสียงที่สื่อความแปลกใจออกมา ไม่นานอีกฝ่ายก็นั่งลงข้างๆ แล้วพยุงผมให้ลุกขึ้นไปนั่งดีๆ

 

“...โฟรช” ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายท่ามกลางความมืด

 

“กลัวฟ้าร้อง?” โฟรชาถามต่อ

 

“...อืม” ผมยังลังเลไม่รู้ว่าจะตอบไปตามตรงดีไหมแต่ก็ไม่อยากโกหก

 

“ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ทนมา...4วัน?!” โฟรชเหมือนจะย้อนนับวันที่เริ่มมีพายุเข้า

 

“ก็ผมคิดว่าจะทนได้”

 

“แล้วทนได้ไหมล่ะ”

 

“...ก็ได้อยู่”

 

“ฉันไม่เห็นแบบนั้น ขึ้นมานั่งบนโซฟาก่อน” พูดจบขาค่อยๆ ดึงแขนผมให้ขยับขึ้นไปนั่งตาม

 

“ผมไม่เป็นไรแล้ว คุณไปนอนต่อเถอะ” ถ้าไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าผมไม่เป็นไรหรอก อย่างตอนนี้ก็ได้ยินแค่เสียงฝนที่ตกหนักเท่านั้น

 

“ไล่ฉัน?” อีกฝ่ายถามกลับ

 

“เปล่าไล่ ผมแค่...อยากให้คุณพักผ่อนให้เพียงพอ” ตลอดทั้งวันโฟรชทำงานแบบไม่ค่อยจะได้พัก ส่วนใหญ่จะได้พักจริงๆ ก็ตอนนอนนี่แหละ

 

“ถ้าฉันนอนแล้วนายจะทำยังไง”

 

“...ก็ไม่ทำไร คงนอนอยู่ตรงนี้” ยังไงผมก็ไม่คิดจะขยับไปไหนจนกว่าจะเช้าอยู่แล้ว

 

“ถ้าไม่ทำอะไรก็ไปนอนด้วยกัน”

 

“ฮะ? อะไร...เฮ้ย!” ผมถึงกับอุทานออกมายามร่างกายถูกยกขึ้นเหนือโซฟา โฟรชอุ้มผมพาออกเดินโดยไม่ถามความสมัครใจสักนิด

 

“อย่าดิ้น เดี๋ยวตก” นอกจากจะไม่ถามความสมัครใจแล้วยังมีบังคับอีก

 

ใครจะอยู่เฉยในสภาพนี้ได้ล่ะ

 

“อุ้มผมทำไม...อึก!” ยังไม่ทันได้เอ่ยจบประโยคเสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้นอีกรอบ ทั้งร่างเกร็งขึ้นอย่างกระทันหันผมซุกหน้าลงเข้าหาโฟรชอย่างไม่กลัวอาย

 

“อุ้มไปจะเร็วกว่า ไม่เป็นไรฟีแซลล์...ไม่ต้องกลัว” น้ำเสียงของโฟรชดูอ่อนโยนกว่าปกติแถมใบหน้าที่ก้มลงมาประชิดจนหน้าผากของเราแนบสนิทกันมอบความอบอุ่นให้แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

 

“...อืม” การขัดขืนในตอนแรกหายวับไปทันตา มีเพียงความจำยอมให้อีกฝ่ายอุ้มไปจนถึงเตียงแล้ววางลงทั้งๆ แบบนั้น

 

ฟูกของเตียงนุ่มมากตัวผมถึงกับยุบลงไปตามน้ำหนัก รู้สึกชอบเตียงนี้มาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้มาเล่นอีก พอปล่อยผมลงโฟรชก็ขึ้นมาบนเตียงด้วยอีกคน จุดที่ผมอยู่คือริมด้านข้างชิดกับกระจกใสโดยมีโฟรชปิดทางลงอยู่

 

เปรี้ยง~!!!

 

ทำใจสบายได้ไม่นานเสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นตามมาด้วยฝ่ามือที่จับแขนผมพร้อมออกแรงดึงจนร่างผมเซเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่อ้ารอไว้ โฟรชกระชับอ้อมแขนแน่นโอบรัดตัวผมราวกับจะบอกว่าไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไร

 

“โฟรช...”

 

“มันก็แค่เสียง ทำอะไรนายไม่ได้หรอก” โฟรชกระซิบบอก มือข้างนึงคลายออกก่อนจะเปลี่ยนมาลูบแผ่นหลังผมเบาๆ

 

“อืม...ผมรู้” แต่ก็ยังกลัว

 

ความกลัวเราห้ามมันไม่ได้ แต่ต้องพยายามไม่ให้ถูกความกลัวนั้นครอบงำ

 

“ถ้ามีอะไรต้องบอกฉันอย่าปิดเงียบเข้าใจไหมฟีแซลล์” โฟรชรอให้ลมหายใจผมกลับมาเป็นปกติก่อนจะพูด

 

“...ก็ผมคิดว่าไม่ต้องบอกก็ได้” อยู่ๆ จะให้มาบอกว่าผมกลัวมันรู้สึกแปลกๆ

 

“ห้ามคิดแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ต้องบอกฉันทุกอย่าง”

 

“คุณเป็นห่วงผมเหรอ” ผมถามพลางเอียงหัวซบไหล่อีกฝ่ายปล่อยตัวตามสบายยามถูกกอดไว้ทั้งร่าง

 

พออยู่แบบนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองจะไม่เป็นไร

 

“ห่วงสิ ห่วงมากด้วย” น้ำเสียงนั้นทำให้ผมยิ้มออกทั้งที่เพิ่งได้ยินเสียงฟ้าผ่า

 

“ขอบคุณนะ”

 

“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ มันก็แค่ความเห็นแก่ตัวของฉัน” อีกฝ่ายพูดต่อ

 

“ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นความเห็นแก่ตัวตรงไหน” การเป็นห่วงใครสักคนผมไม่เรียกเรียกความรู้สึกนั้นว่าเป็นความเห็นแก่ตัวหรอกนะ

 

“ที่นายเห็นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละฟีแซลล์”

 

“ส่วนหนึ่ง?” หมายถึงยังไง

 

“อย่าเพิ่งรู้เลย ตอนนี้รู้แค่ว่าฉันไม่ใช่คนดีที่จะทำอะไรโดยมีคิดหวังสิ่งตอบแทน” โฟรชกระซิบพลางเลื่อนดวงตาสีเทาอ่อนมาสบ ด้วยเงาที่ทาบทับกับความมืดของห้องทำให้ไม่สามารถเห็นสีของดวงตานั้นได้ชัดเจนแต่หากเป็นประกายที่ประสานมาผมสัมผัสถึงมันได้

 

“...คุณบอกว่าตัวเองเห็นแก่ตัว?” ผมถามกลับบ้าง

 

“ใช่”

 

“ผมไม่คิดแบบนั้น ถึงผมจะไม่ได้รู้จักคุณทุกอย่างแต่ผมสัมผัสได้ถึงตัวตนที่อยู่ภายในนั้น ตัวตนจริงๆ ที่แสนอ่อนโอนและไม่ได้เข้มแข็งเหมือนที่แสดงออกมาให้เห็น” หลายครั้งที่ผมเห็นสายตาของโฟรชสื่อความนัยร้องขอในบางสิ่งตรงกันข้ามกับน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความจริงจัง

 

“ฟีแซลล์...”

 

“เห็นแบบนี้ผมเก่งเรื่องอ่านคนนะ และผมชอบที่คุณเป็นแบบนี้” ผมบอกพลางเอื้อมมือไปโอบคออีกฝ่ายซุกไปหน้าลงยังไหล่ ขยับร่างกายให้นั่งสบายขึ้นอยู่บนตักของโฟรช

 

เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ทำให้ผมกลัวจนไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว บัดนี้ความกลัวนั้นก็ยังคงอยู่แต่สาเหตุที่ผมไม่อยากขยับตัวไม่ใช่เพราะความกลัวแต่ผมยังไม่อยากออกจากอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นตอนนี้

........................................................

ตกใจกันไหมคะะะ

ตอนแรกที่แต่งจบกะว่าไว้รอวันอาทิตย์ค่อยอัพแต่คิดอีกทีอยากให้ทุกคนได้อ่านกันเพราะงั้นเลยมาอัพเลยดีกว่า

ตอนนี้ก็ยังคงความน่ารักและอบอุ่น

เรื่องที่ฟีแซลล์กลัวฟ้าร้องเราคิดไว้สักพักแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้แต่งซักที ครั้งนี้ได้แต่งแล้วรู้สึกพอใจมาก

แม่คะ ทั้งคู่ได้นอนกอดกันแล้ววว 555

เป็นตอนนี้ที่เราสนุกไปกับแต่งมาก

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ

ดีใจที่ทุกคนชอบเรื่องนี้กัน อ่านคอมเม้นท์ทีไรมีความสุขมากๆ เลยค่ะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น