ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 แค่เพียงสบตาเท่านั้น...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 แค่เพียงสบตาเท่านั้น...

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2564 23:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 แค่เพียงสบตาเท่านั้น...
แบบอักษร

“นี่... เข้มพาเพื่อนกลับมาเที่ยวบ้านเราด้วยหรอ? ดูหน้าตาหล่อไม่เบาเลยน่ะ เนี่ยยย!!!” 

หลังจากที่ศศินันท์ได้เพ่งสายตาสำรวจโครงหน้าอันแสนคมคายของชายหนุ่มอีกคนที่กำลังยืนอยู่เคียงข้างผู้เป็นน้องชายแล้วเธอก็ต้องผุดรอยยิ้มตรงมุมปากทันที

ซึ่งระหว่างนั้นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาวคนโตของบ้านก็กำลังแน่นิ่งมองชายหนุ่มรุ่นรูปร่างสูงเต็มวัยหยัดยืนตรงหน้าอย่างเต็มสองตาเช่นเดียวกัน

ผิวพรรณขาวแดง ใบหน้าคมคิ้วค่อนข้างจะหนารับกับจมูกที่เชิดโด่งได้รูปและยิ่งดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นี้มันก็ช่างดูมีประกายความแน่วแน่มั่นคงเหลือเกิน

ดังนั้นมันคงต้องนับเป็นครั้งแรกที่ทำให้ศศินาสัมผัสได้ว่าตัวเธอเองเริ่มจะเห็นด้วยกับคนเป็นน้องสาวเรื่องการมองผู้ชาย

“ใช่เลยครับ!!! ไอ้กันต์เรียนนายร้อยรุ่นเดียวกับผมเอง... ถ้าไม่ได้มันคอยช่วยเหลือผมคงจะเรียนไม่ผ่านและรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้หรอก” 

ศรุตท่าทางภูมิอกภูมิใจยกลำแขนแข็งแกร่งขึ้นมากอดคอชนกันต์แน่นแล้วค่อยรีบแนะนำให้พี่สาวทั้งสองคนได้รู้จักเพื่อนสนิทมากที่สุด

“ผมนักเรียนนายร้อย... ชนกันต์ พิสุทธิ์สกุล ครับผม!!!”

จังหวะนั้นมันรวดเร็วเท่าความคิดเมื่อชายหนุ่มเผลอยืนตรงยกมือขึ้นทำความเคารพและรายงานตัวอย่างเป็นทางการต่อหน้าหญิงสาวรุ่นพี่ทั้งสองทันที

“เฮ้ยยยย!!! เอ็งไม่เห็นต้องจริงจังขนาดนี้ก็ได้... ที่นี่มันไม่ใช่โรงเรียนนายร้อยพวกเราน่ะ มีแต่พี่สาวของข้าคนกันเองทั้งนั้นเลย”

คนเป็นเพื่อนจึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะขำขันกับท่าทางของเพื่อนสนิทที่กำลังกระทำรวมทั้งสองศรีพี่น้องก็ต่างอมยิ้มตามเบาๆ

“จริงด้วยว่ะ ข้าก็ลืมตัวไป...”

พอชนกันต์ได้สติกลับคืนมาก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาลงผุดยิ้มด้วยท่าทางเขินๆไม่กล้ามองเงยหน้ามองหญิงสาวรุ่นพี่ทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

โดยสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังกระทำมันยิ่งเผยให้เห็นมุมน่ารักของเขามากขึ้นจนเป็นเหตุให้มีใครบางคนต้องไหวหวั่นอย่างทันไม่รู้สึกตัวเอง

 

“เอ่อๆ ไอ้กันต์คนนี่พี่ขัวญน่ะ พี่สาวคนโตของข้า... ส่วนคนนี้พี่ข้าวคนที่สอง...”

ศรุตจึงเริ่มแนะนำพี่สาวทีละคนทำให้เพื่อนสนิทได้รู้จักเช่นนั้นชนกันต์จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองตามมารยาทควรกระทำจึงบังเอิญได้สบตากับพี่สาวคนโตของเพื่อนรักที่กำลังมองหาเขามาพอดี

ถึงแม้ดวงตางามคู่นั้นของเธอจะดูเฉยชาไร้ความรู้สึกใด หากแต่ชายหนุ่มรุ่นน้องกลับยิ่งเกร็งอย่างบอกไม่ถูกทั้งที่ตัวเขาก็เคยถูกทำโทษต่อหน้านักเรียนมาแทบทั้งกองร้อยยังไม่เคยรู้สึกกดดันมากเท่ากับการต้องมายืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวคนนี้คนที่กำลังทำให้หัวใจเต้นแรงมากจนผิดปกติ

 

“สวัสดีครับ!!! พี่ขัวญ... พี่ข้าว...”

ชนกันต์รีบยกมือหนาขึ้นไหว้หญิงสาวทั้งสองตามมารยาทเพราะรู้ดีว่ายังไงชายหนุ่มก็อายุน้อยกว่าพวกเธอคนละไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ปี

“น้องกันต์ทีหลังไม่ต้องไหว้พี่หรอกน่ะ พี่ยังไม่อยากแก่ไหว้พี่ขัวญคนเดียวก็พอจ้ะ” 

ศศินันท์สีหน้ายิ้มแย้มบอกชายหนุ่มรุ่นน้องอย่างเป็นมิตรผิดกับศศินาที่ใบหน้ายังดูเรียบเฉยไม่ได้มีท่าทียินดียินร้ายอะไรเช่นเดิม

“คือ.. ไอ้กันต์มันขอตามผมมาพักที่บ้านของเราจนกว่าจะได้กลับไปเรียนน่ะครับ”

จากนั้นคนเป็นน้องจึงได้เริ่มอธิบายเหตุผลการมาครั้งนี้ของเพื่อนรัก

“อ้าวว!!! น้องกันต์ไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านตั้งนาน ปานนี้.. คุณพ่อคุณแม่ไม่คิดถึงแย่แล้วหรอจ้ะ?”

ศศินันท์เอ่ยถามอย่างสงสัยเพราะสำหรับนักเรียนนายร้อยส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ชีวิตในกฎระเบียบ พอมีช่วงเวลาหยุดยาวแบบนี้เป็นใครก็ล้วนอยากพักผ่อนอยู่บ้านของตัวเองด้วยความคิดถึงกันทั้งนั้นแหละ

“โถ่พี่ข้าวครับ!!! ไอ้กันต์จะกลับไปที่บ้านได้ยังไงล่ เดี๋ยวมันก็โดนพ่อ พอืมมม...”

ศรุตอ้าปากพูดออกมายังไม่ทันได้จบประโยคก็ต้องโดนชนกันต์เอามือใหญ่มาปกปิดเอาไว้เสียก่อน

จนพี่สาวคนโตที่เห็นท่าทางผิดแปลกเหล่านั้นแล้วก็อดที่จะต้องสงสัยไม่ได้

“สองคนมีอะไรหรือเปล่า? ทำไม... จะต้องทำเหมือนกำลังมีเรื่องปิดบังกันเลย”

ศรุตมองหน้าชนกันต์แล้วก็พอจะเข้าใจเรื่องราวบางอย่างของเพื่อนรักเช่นนั้นชายหนุ่มจึงขยิบตาเล็กน้อยให้ยอมปล่อยมือใหญ่ออกจากปากเสียที

“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่ขัวญ!!! เราสองคนแค่มีนัดกับเพื่อนจะออกไปสังสรรค์กันตามประสาผู้ชายก็อีกไม่นานจะเรียนจบแล้วนี่ครับ”

“เรื่องมันมีแค่นี้จริงๆหรอเข้ม?”

พี่สาวคนรองเห็นท่าทางอึกอักของน้องชายกับเพื่อนรักแล้วเธอก็เริ่มสงสัยอยากจะรู้เรื่องราวขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

เช่นนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามพี่สาวทั้งสอง คนเป็นน้องชายจึงจำต้องหาเหตุมากลบเกลื่อนทันที

“โอ้ยยย!!! คอแห้ง... พี่ขัวญครับผมหิวน้ำจัง”

“โอเคๆ พวกเราไว้ค่อยคุยกันทีหลังก็ได้... อากาศข้างนอกมันร้อนเข้าไปพักผ่อนในบ้านก่อนเถอะป้ะ”

ศศินาตัดบทพูดแล้วก็เดินนำหน้าทุกคนเดินเข้าบ้านก่อนจะตามติดมาด้วยศศินันท์และชายหนุ่มทั้งสองคน

 

 

ภายในบ้าน…  

ห้องนอนศรุตอยู่ชั้นบนตรงกลางระหว่างห้องของพี่สาวทั้งสองเป็นห้องโทนสีเทาเข้มสมชื่อชายหนุ่มและมันยังคลาคลั่งไปด้วยโมเดลรถของเล่นมากมายที่ถูกจัดเก็บสะสมเอาไว้ในตู้กระจกใส

“ไอ้เข้มมันใช่ห้องนอนเอ็งจริงๆ หรือว่าเป็นร้านขายของเล่นเด็กน้อยกันว่ะ?”

ชนกันต์เดินเข้ามามองสำรวจไปจนทั่วทั้งห้องแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวก่อนวางกระเป๋าบนโต๊ะ

ก่อนจะทิ้งกายลงนอนบนเตียงนอนหนานุ่มเพราะความรู้สึกอ่อนล้าจากการที่ต้องเดินทางมาไกล 

“ข้าชอบก็เก็บสะสมเอาไว้... เวลาพี่ขัวญกับพี่ข้าวไปเจอที่ร้านไหนเลยต้องซื้อมาให้ข้าตลอดจนมันเยอะแยะอย่างที่เอ็งเห็นนี่แหละ”

ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องกล่าวพร้อมก้าวเดินมาเปิดหน้าต่างกว้างออกไปแล้วค่อยหย่อนกายนั่งลงเก้าอี้ไม้ตัวเล็กรับลมเย็นชื่นใจที่กำลังพัดผ่านเข้ามากระทบร่าง

 

“พี่สาวคนโตของเอ็งดูท่าทางนิ่งๆยังไงก็ไม่รู้... เค้าคงจะไม่ค่อยพอใจที่ข้ามาพักบ้านแน่ว่ะ”

ชนกันต์ยังจดจำสีหน้าและแววตาเฉยชาของหญิงสาวรุ่นพี่ที่เพิ่งส่งมาให้เขาได้เป็นอย่างดี

“ไอ้กันต์มันไม่ใช่อย่างที่เอ็งคิดหรอก... พี่ขัวญก็เป็นแบบนี้แหละ ตั้งแต่พ่อแม่ของพวกเราเสียไป... เค้าต้องดูแลข้ากับพี่ข้าวด้วยตัวคนเดียวทั้งๆที่จริงตอนนั้นตัวเองก็ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ!!!” 

ชายหนุ่มค่อนข้างจะเข้าใจและยังคงจดจำคำพูดของคนเป็นพี่สาวคนโตที่เคยบอกเอาไว้วันงานเผาศพของบิดากับมารดาได้เป็นอย่างดี

 

(ต่อจากนี้ไป!!! พี่จะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้พวกเธอทั้งสองคนเอง... ไม่ต้องกลัวอะไรน่ะ)

ศศินาช่วงเวลานั้นก็อายุเพิ่งจัสิบแปดปีเต็ม หากแต่หญิงสาวกลับเข้มแข็งมากไม่ยอมร้องไห้มีน้ำตาให้ใครได้เห็นเลยสักหยดเดียว

 

“พี่ขัวญต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหนว่ะ? ถึงจะผ่านมันมาได้จนถึงทุกวันนี้...”

ชนกันต์ได้รับฟังสิ่งที่เพื่อนสนิทเล่าแล้วจึงเริ่มจะเข้าใจทุกอย่างพร้อมทั้งรู้สึกชื่นชมหญิงสาวรุ่นพี่มากยิ่งกว่าเดิม

“อืม!!! ก็เพราะเป็นแบบนี้แหละ ข้าถึงอยากตั้งใจเรียนให้จบนายร้อย.. พี่ขัวญจะได้มีเรื่องให้ภูมิใจบ้าง”

ชายหนุ่มกล่าวด้วยแววตาที่แสนมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวแล้วสักวันเขาก็จะต้องทำเช่นนั้นได้แน่นอน

 

 

อีกด้านหนึ่ง...

ภายในห้องนั่งเล่นหญิงสาวกำลังนั่งดูทีวีอยู่เพียงลำพังหากแต่ฉับพลันชั่ววูบก็ดันนึกถึงดวงหน้าอันหล่อเหลาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทน้องชาย

“พี่ขัวญกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ค่ะ? ทำไม!!! ต้องอมยิ้มแล้วหน้าก็แดงมากด้วยล่ะ”

จังหวะนั้นศศินันท์รีบเดินอ้อมมาเข้านั่งลงที่โซฟาตัวเดียวกันพร้อมทั้งสายตายังจับจ้องใบหน้าคนเป็นพี่สาวด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ

“พี่ไม่ได้ยิ้มเลยน่ะข้าว พี่แค่กำลังนั่งคิดว่าเย็นนี้จะทำอาหารอะไรให้เข้มกินต่างหาก...” 

“งั้น... ข้าวถามจริงๆน่ะ พี่ขัวญไม่อยากรู้หรอค่ะ? เข้มกับเพื่อนกำลังมีความลับอะไรกับเรากันแน่!!!” 

เมื่อไม่ได้คำตอบจากพี่สาวสำหรับเรื่องนั้นก็ไม่เป็นไร หากแต่ศศินันท์ก็ยังมีอีกอย่างที่ยังทนเก็บความสงสัยนี้เอาไว้เพียงคนเดียวไม่ไหวแล้ว

“ข้าวอย่าลืมสิ... น้องเราโตแล้วแถมเข้มยังเป็นผู้ชายอีกต่างหาก เขาก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวกันบ้าง”

“โถ่!!! พี่ขัวญไปถามเข้มให้หน่อยน่ะ ข้าวอยากรู้จริงๆ ได้โปรดน่ะคะ นะน่ะ” 

ศศินันท์พูดพร้อมโน้มใบหน้าซบไหล่ทำน้ำเสียงออดอ้อนใส่คนเป็นพี่สาวเพราะเธอรู้ดีว่า...

ถ้าหากศศินาเอ่ยปากถามยังไง? น้องชายตัวดีจำต้องบอกความจริงแน่นอน

“ข้าวเลิกสนใจเรื่องไร้สาระได้แล้วน่ะ รีบไปช่วยพี่ทำอาหารเย็นดีกว่าป้ะ ปานนี้.. เข้มกับเพื่อนคงใกล้จะหิวกันแล้วล่ะ ไปเร็วๆ”

“ไม่ค่ะพี่ขัวญ ข้าวไม่ยอมลุกไปไหนทั้งนั้น... จนกว่าจะได้รู้เรื่องนี้ก่อน!!!”

“อืมมม... ถ้าข้าวไม่ยอมมาช่วยพี่ทำก็เตรียมตัวอดอาหารเย็นไปคนเดียวเลยน่ะ”  

ศศินากล่าวตัดบทจบแล้วจึงลุกขึ้นก้าวเดินมุ่งหน้าตรงมายังครัวเล็กเพียงลำพังแบบคนไม่ได้สนใจ ถึงแม้ความจริงแล้วลึกๆหญิงสาวก็อยากรู้เรื่องนั้นเช่นเดียวกัน  

“ไม่ได้น่ะค่ะ พี่ขัวญรอข้าวด้วย!!!” 

จนกระทั่งสุดท้ายศศินันท์ก็ทานทนไม่ไหวกว่าจะต้องอดกินข้าวเย็นจริงๆ ร่างบางจึงกระโดดลงจากโซฟาตัวใหญ่แล้วรีบวิ่งตามหลังคนเป็นพี่สาวเข้าไปในครัวทันที

 

 

        

😁😁😁😁😁😁😁😁😁😁😁

 

 

.............................................................

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น