facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ VIII ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ VIII ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.ค. 2562 12:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ VIII ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ VIII ”

 

 

กระแสน้ำถูกพัดพาด้วยแรงลมจนเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กใหญ่ตามกำลังของสายลมที่พัดพาเหนือผิวน้ำ ยามกระแสลมไม่รุนแรงมากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมผ่อนคลายอย่างถึงขีดสุด ผมลอยตัวอยู่บนผิวน้ำเงยหน้าขึ้นมองหมู่ก้อนเมฆกำลังเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าขณะร่างกายผมกำลังหยุดนิ่งอยู่กับที่ปล่อยให้คลื่นขนาดย่อมพาร่างผมขยับเคลื่อนไหวน้อยๆ

 

ขณะกำลังนอนหงายชมวิวเสียงของรถที่แล่นมาก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตูในอีกไม่กี่นาทีต่อมาทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าคนที่ว่านั่นเป็นใคร นอกจากโฟรชแล้วมีเพียง 2 คนเท่านั้นที่เข้าออกบ้านหลังนี้อยู่บ่อยๆ ถึงจะไม่ได้คุยกันมากนักแต่ก็นับว่าไว้ใจได้

 

“ท่านฟีแซลล์ อรุณสวัสดิ์ครับ” เสียงเรียกแรกดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงในชุดสูทสีพื้นก้มศีรษะมาให้ผมเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้คือคนสนิทของโฟรชชื่อว่าเควส

 

“...สวัสดีครับ” ผมพลิกตัวพลางทักทายอีกฝ่ายกลับไป

 

“วันนี้ท่านโฟรเช่มีกำหนดการณ์ต้องไปเข้าร่วมประชุมที่บริษัทในช่วงสายซึ่งจะกลับมาในช่วงบ่ายนะครับ” กำหนดการณ์ของโฟรชถูกบอกให้ผมฟัง

 

ทุกครั้งที่เจอกันผมมักจะได้ฟังกำหนดการณ์ตลอดทั้งวันของโฟรชเสมอ ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่ผมควรจะรู้หรือเพราะพวกเราไม่รู้จะคุยอะไรกันแน่

 

“ครับ...ตอนนี้โฟรชอยู่ห้องสมุด” ผมบอกเควสถึงที่อยู่ของโฟรช ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีผมเพิ่งว่ายน้ำผ่านห้องสมุดและเห็นโฟรชกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่

 

“ขอบคุณครับ งั้นผมขอตัว” เควสผงกหัวก่อนจะเดินจากไป

 

“ท่านฟีแซลล์” เสียงเรียกอีกเสียงดังขึ้นตามมาติดๆ ชายร่างสูงออกแนวกำยำก้าวเข้ามาหาผมจนถึงริมขอบระเบียงไม้

 

“ครับ? สวัสดีครับ” ผมทักทายโวร์คนสนิทอีกคนของโฟรช ผมคุ้นหน้าคุ้นตากับทั้งคู่แต่ค่อนข้างยากในการหาเรื่องคุยหรือสนทนาเพราะผมยังคงกังวลเรื่องเสียงของเงือกที่ดึงดูดให้คนฟังเข้ามาหลงใหล ถึงพักหลังจะได้สร้อยคอที่ช่วยเปลี่ยนเสียงแต่ใช่ว่าผมจะใส่มันตลอด

 

อย่างตอนอยู่ในน้ำนี่ผมไม่ใส่หรอก

 

“สวัสดีครับ ท่านฟีแซลล์อยู่ใต้ทะเลคงจะเห็นสัตว์น้ำเยอะสินะครับ” โวร์ชวนผมคุย

 

“ใช่ครับ ยิ่งลงไปลึกจะยิ่งได้เห็นสัตว์ทะเลแปลกๆ อีกมากเลย”

 

“แปลว่าชอบสัตว์น้ำ...ผมเข้าใจถูกรึเปล่า”

 

“ครับ” ผมพยักหน้า ถ้าถามว่าชอบสัตว์น้ำไหมคำตอบก็คือชอบ

 

“ถ้างั้น...อยากไปพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลไหมครับ” โวร์ถามต่อ

 

“พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล?” ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย

 

“เป็นสถานที่สำหรับชมสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ มีทั้งโซนที่สามารถจับได้และอุโมงปลาหรือแม้แต่ตู้ปลาใหญ่ที่มีโชว์ให้อาหารปลา” คำอธิบายที่ได้ยินเรียกความสนใจจากผมได้เต็มๆ

 

“น่าไปจัง”

 

“ท่านฟีแซลล์รู้ไหมว่าเจ้าของพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้คือท่านโฟรเช่” โวร์ทำมือป้องคล้ายกำลังจะบอกความลับให้ผมได้ยิน

 

“โฟรชเป็นเจ้าของ?” ไม่เห็นเคยรู้เลย

 

จะว่าไปผมก็ไม่รู้เรื่องอะไรของโฟรชเลยนี่นานอกจากชอบทำอาหารให้ผมกิน

 

ทำงานอะไร มีธุรกิจที่ไหน ชอบอะไรบ้าง

 

ผมไม่รู้เลยสักอย่าง

 

“ใช่ครับ และวันนี้ท่านโฟรเช่จะไปประชุมที่นั่น หากท่านฟีแซลล์สนใจลองขอท่านโฟรเช่ให้พาไปนะครับ” โวร์ขยับหน้าเข้ามากระซิบอีกนิด

 

“ทำไมถึงมาบอกเรื่องนี้กับผมล่ะครับ” ผมถามต่อ ก็อยากไปอยู่แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมโวร์ต้องเอาเรื่องนี้มาบอกผมด้วย

 

“เพราะหากท่านไปจะช่วยชีวิตคนได้อีกหลายสิบชีวิตเลยครับ”

 

“ช่วยชีวิต?” ยิ่งพูดยิ่งไม่เข้าใจ

 

แค่ไปด้วยมันเกี่ยวพันถึงชีวิตคนเลยเหรอ

 

“ตอนที่ท่านโฟรเช่ไปประชุมมักจะทำหน้ายักษ์ มองด้วยให้ตาแข็งๆ และพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ทำเอาผู้เข้าร่วมประชุมราวกับอยู่ในลานประหาร”

 

“...ผมไม่คิดว่าจะช่วยได้หรอกนะครับ” ผมนึกภาพใบหน้าโฟรชออกเลย ตอนทำเอกสารก็มีหลายครั้งที่เห็นทำหน้าแบบนั้น ทุกคนที่เห็นเป็นต้องขวัญผวาไปตามๆ กัน

 

“ช่วยได้สิครับ สาเหตุที่เป็นแบบนั้นคงเพราะไม่อยากเข้าร่วมประชุมแต่อยากกลับมาอยู่กับท่านเร็วๆ เลยส่งแรงกดดันให้ที่ประชุมจนไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร ถ้าท่านไปด้วยถึงจะไม่เข้าห้องประชุมแต่อยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวท่านโฟรเช่ผ่อนคลายขึ้นได้แล้ว” โวร์อธิบายเหตุผล

 

“...ผมจะลองไปคุยกับโฟรชดูละกัน” พอฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเขินแปลกๆ ที่ตัวเองมีผลต่ออารมณ์ของโฟรชขนาดนี้

 

“เช่นนั้นต้องขอรบกวนด้วย”

 

ผมมองตามแผ่นหลังของโวร์ไปจนลับสายตาก่อนจะตัดสินใจดำลงไปใต้น้ำโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ห้องหนังสือซึ่งมีร่างของโฟรชนั่งเปิดหนังสือวางไว้บนตักโดยมีเควสยืนพูดอะไรอยู่ไม่ไกล รางน้ำซึ่งเป็นทางเข้าออกของเงือกพาผมเข้ามาภายในห้องพร้อมกับเสียงเปิดประตูตามมาด้วยร่างของโวร์ที่เดินเข้ามารวมกับเควส

 

คิ้วของโฟรชที่ขวางจนเกือบจะตั้งฉากกับสีหน้าไม่สู้แผ่บรรยากาศหงุดหงิดออกมาปกคลุมไปทั่วห้อง อารมณ์ของโฟรชตอนเช้ายังดีอยู่เลยไม่รู้ทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็นแบบนี้

 

“แค่เรื่องเล็กน้อยไม่ต้องจัดประชุมเรียกฉันเข้าทุกครั้งก็ได้มั้ง แค่ปัญหาง่ายๆ ก็ใช้หัวคิดกันหน่อย น้ำไม่สะอาดก็หาตัวกรองแล้วปรับปรุงระบบไหลเวียนน้ำใหม่สิ ครั้งก่อนก็บอกไปแล้วไง” โฟรชพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งหงุดหงิด

 

“เรื่องนั้นได้ดำเนินการตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วครับ แต่มีปัญหาอีกหลายๆ อย่างที่ต้องให้ท่านรับรู้ก่อนดำเนินการจึงได้มีการจัดประชุมขึ้น” เควสพยายามใช้คำพูดสุภาพเพื่อลดอารมณ์ของผู้เป็นนาย

 

“ครั้งก่อนก็เพิ่งไปประชุมมา”

 

“จากครั้งนั้นผ่านมา 2 เดือนแล้วนะครับ จำเป็นต้องไปประชุมติดตามผลที่ได้ดำเนินการแก้ไขรวมไปถึงพูดคุยถึงปัญหาอื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร” ผมค่อนข้างชื่นชมเควสที่ยังคงน้ำเสียงให้นิ่งได้แม้โฟรชจะทำน้ำเสียงไม่พอใจเต็มที

 

“พวกนายก็ไปเข้าแทน”

 

“เรื่องนั้นไม่ได้จริงๆ ครับ ครั้งนี้ท่านต้องไปด้วยตัวเอง...อีกอย่างมีการประชุมเรื่องการซื้อขายสัตว์ทะเลตัวใหม่ด้วย” เควสพูดต่อ

 

“ได้...รีบประชุมให้เสร็จซะ มีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง” โฟรชปิดหนังสือก่อนจะลุกขึ้น บรรยากาศแบบนั้นอย่าว่าแต่คนเข้าประชุมเลยที่จะแย่ แค่คนเดินผ่านก็มีต้องขนลุกบ้างแหละ

 

“โฟรช” ผมส่งเสียงเรียกอีกฝ่าย ดูเหมือนว่าเพราะกำลังจดจ่ออยู่กับการคุยกับเควสโฟรชเลยไม่รู้ตัวว่าผมได้เข้ามาอยู่ในห้องแล้วเช่นกัน

 

“...ฟีแซลล์” ยามดวงตาสีเทาอ่อนหันมาเห็นผมส่งยิ้มไปให้น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ดูจะอ่อนลงกว่าเมื่อครู่

 

สงสัยที่โวร์บอกจะเป็นจริง

 

ตัวตนของผมเหมือนจะส่งผลต่ออารมณ์ของโฟรชได้

 

“คุณจะไปประชุมเหรอ” ผมถามต่อ

 

“อืม...จะไม่อยู่พักนึง แล้วจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” โฟรชพูดพลางหรี่ตาลงคล้ายกำลังนึกถึงภาพผู้เข้าร่วมประชุม

 

“ผมไปด้วยได้ไหม” ไม่รู้ว่าจะเกริ่นยังไงก็ขอมันตรงๆ นี่แหละ

 

“ไปด้วย?” อีกฝ่ายดูจะตกใจที่ได้ยิน

 

“อืม เห็นว่าที่ที่คุณไปเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลใช่รึเปล่า ผมจะรอคุณประชุมเสร็จแล้วพาผมเดินดูหน่อยนะ”

 

“ใครบอก” คำถามนี้ไม่ได้ถามผมแต่เป็นคนสนิทสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง ความนิ่งของทั้งคู่อยู่ได้ไม่นานโวร์ก็เริ่มแสดงพิรุจด้วยการหลบสายตา

 

“...ผมเองครับท่านโฟรเช่” โวร์ยอมรับแต่โดยดี

 

“คงมีเหตุผลเพียงพอนะ”

 

“ช่วงนี้ท่านฟีแซลล์อยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหนเลย ในเมื่อวันนี้ท่านโฟรเช่มีประชุมผมเลยคิดว่าไหนๆ ก็ออกไปด้วยกันเลยน่าจะดี” คำตอบนั้นถูกใจโฟรชไหมผมไม่รู้...เท่าที่รู้คือโฟรชเดาได้ว่าโวร์ยังบอกเหตุผลไม่หมดถึงได้ทำหน้าแบบนั้น

 

“ไม่ต้องสนที่โวร์พูด ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องฝืนไป” โฟรชหันมาคุยกับผมต่อ

 

“ผมอยากไป” ไม่ได้ฝืนสักนิด

 

อยากไปตั้งแต่ได้ยินโวล์พูดแล้ว

 

“ต้องรอนานหน่อยนะ” อีกฝ่ายพูดต่อ

 

“ไม่เป็นไร ผมรอได้”

 

“งั้นก็ตามใจ”

 

“อืม ผมจะรีบไปเตรียมตัวเลย”

 

“อย่าลืมสร้อยคอเปลี่ยนเสียงล่ะ” โฟรชย้ำ

 

“ได้ๆ ผมไม่ลืมหรอก ขอเวลาให้หางแห้งอีกพักนึงนะ” พูดจบผมว่ายมุดออกไปด้านนอกใช้ปลายครีบหางเคลื่อนไหวขึ้นไปยังรางน้ำห้องด้านบนซึ่งเป็นห้องนอนของโฟรช

 

ผมเลือกจะทำให้หางแห้งในห้องนี้ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือหลังจากหางแห้งผมสามารถเดินเข้าไปใส่เสื้อผ้าในห้องแต่งตัวได้เลย จนถึงตอนนี้ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้ามีราวชุดเฉพาะของผมอยู่ด้านริมสุดของผนัง ยิ่งนานวันเข้าผมยิ่งรู้สึกว่าเสื้อผ้านั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เผลอแป๊บเดียวก็เต็มราวแล้ว

 

เมื่อผมจัดการทุกอย่างเสร็จก็ออกไปรวมตัวกับทุกคนบริเวณลานหน้าบ้านซึ่งได้โวร์เป็นคนขับรถมาจอดตรงหน้าให้พวกเราขึ้นไปก่อนรถคันสีดำจะแล่นออกสู่ท้องถนนตรงไปยังจุดหมายซึ่งจะไกลไหมผมไม่สามารถตอบได้เนื่องจากไม่เคยไปมาก่อน

 

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมนั่งรถอยู่ด้านหลังกับโฟรช

 

ปกติโฟรชจะเป็นคนขับและพาผมออกไปเที่ยวชมวิวไม่ก็ไปเดินห้างสรรพสินค้าบ้างสลับกันไป ภายในรถมีคนนั่งอยู่ 4 คนแต่บรรยากาศกลับเงียบยิ่งกว่าตอนผมนั่งกับโฟรชสองคนซะอีก

 

ถึงการมีผมมาด้วยจะไม่ได้ทำให้โฟรชตีหน้ายักษ์เหมือนก่อนหน้านี้แต่ก็สัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดที่ยังคงแผ่ออกมา และคงเป็นเพราะเหตุนั้นทั้งเควสหรือโวร์เลยเลือกที่จะปิดปากเงียบไม่เอ่ยคำพูดใดๆ

 

พวกเขาอาจชินกับความเงียบงันของโฟรชแต่ผมนั้น...ทั้งไม่ชินและไม่ชอบ

 

คงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อทำลายความเงียบนี้

 

“นี่โฟรช” ผมเอ่ยเรียกคนข้างๆ

 

“...” ดวงตาสีเทาอ่อนนั้นเบนมาสบคล้ายจะถามว่ามีอะไรแต่ไม่ยอมส่งเสียงออกมา

 

“ทำไมถึงดูหงุดหงิดขนาดนั้นล่ะ” ทันทีที่พูดจบประโยคสายตาสองคู่จากด้านหน้าก็จ้องมาด้วยความตกตะลึงผ่านกระจกมองหลัง

 

พวกเขาคงแปลกใจที่เห็นผมพูดออกมาตรงๆ แบบนี้

 

“...ฉันไม่ชอบเข้าร่วมการประชุมเท่าไหร่ การประชุมนี้มีพวกนายหน้าซื้อขายด้วย ยิ่งกับพวกที่เข้ามาประจบเพราะหวังอะไรสักอย่างฉันยิ่งไม่ชอบ...อีกอย่างออกไปตอนนี้ก็ไม่ได้ทำมื้อกลางวันให้นายกินน่ะสิ” โฟรชพึมพำประโยคสุดท้ายเสียงเบาหวิวจนผมได้ยินไม่เป็นคำ

 

“หมายถึงผมเหรอ” ผมตัดประโยคหลังและทำความเข้าใจประโยคที่เหลือก่อนจะสรุปออกมาได้ว่าโฟรชน่าจะกำลังพูดถึงผมอยู่

 

“อะไรหมายถึงนาย” คนด้านข้างถามกลับ

 

“ก็ที่บอกว่ายิ่งกับคนที่เข้ามาเพื่อหวังอะไรสักอย่างนั่นหมายถึงผมเหรอ” ผมขยายความอีกนิด

 

“ทำไมถึงคิดว่าเป็นตัวเองได้กัน”

 

“ไม่ใช่?”

 

“ก็ไม่ใช่น่ะสิ”

 

“...แบบว่า ทุกครั้งที่ผมอยากทำอะไรก็จะเข้าไปขอคุณตลอดเลยอย่างไปดูหนังคราวก่อนหรือตอนไปนั่งรถเล่นอีก ผมไม่รู้ว่าคุณไม่ชอบ...ขอโทษนะ” ผมเอ่ยขอโทษพลางประสานดวงตากับอีกฝ่าย

 

จะว่าไปผมก็น่าจะคิดได้เร็วกว่านี้ เล่นเอาแต่ใจซะขนาดนั้น

 

เห็นอยู่ว่าโฟรชยุ่งก็ยังจะให้พาออกไปอีกซึ่งโฟรชเองก็ใจดีพาผมออกไปตลอด

 

“ฉันไม่ได้หมายถึงนาย” เสียงทุ้มพูดต่อทันควัน

 

“แต่ดูยังไงก็หมายถึงผม”

 

“ก็บอกอยู่นี่ไงว่าไม่ได้พูดถึงนาย กับนายน่ะถือเป็นข้อยกเว้น” โฟรชบอกเสียงนิ่งพยายามทำเป็นไม่แสดงอารมณ์อะไรทั้งที่ดวงตาสีเทาอ่อนนั้นกำลังเริ่มสั่นไหว

 

“ข้อยกเว้น? ทำไมล่ะ”

 

“...พิเศษ”

 

“ฮืม?”

 

“เพราะนายพิเศษ เลิกถามแล้วนั่งเฉยๆ ไป” โฟรชใช้มือดันหัวผมให้ขยับไปนั่งดีๆ

 

“ทำไมต้องเขินด้วย”

 

“ฟีแซลล์!” เสียงตะโกนดันลั่นรถพานให้ผมรวมไปถึงเควสและโวร์ด้านหน้าถึงกับสะดุ้งไปเป็นแถบ

 

“เสียงดังน่าโฟรช” แค่พูดความจริงทำไมต้องเสียงดังด้วยเนี่ย

 

“นั่งเงียบๆ”

 

“...สำหรับผมคุณก็พิเศษเหมือนกัน” ผมพึมพำขณะเบนสายตาไปนอกกระจก

 

“เมื่อกี๊พูดอะไรนะ”

 

“...” ผมให้ความเงียบเป็นคำตอบ

 

“ฟีแซลล์” พอไม่ได้คำตอบที่ตรงกันโฟรชก็เริ่มขึ้นเสียงอีกรอบ

 

“คุณบอกเองนี่ว่าให้ผมนั่งเงียบๆ” ก็นั่งเงียบแล้วไง

 

“ฉันต้องการฟังประโยคที่นายพูดอีกครั้ง”

 

“ประโยคไหน”” ผมถามกลับ

 

“ประโยคก่อนที่จะเงียบ” โฟรชพูดทันควัน สายตาที่มองมาแฝงไปด้วยความตั้งมั่นไม่ยอมให้ผมเลี่ยงคำตอบได้อีก

 

“...ผมบอกว่าสำหรับผมคุณก็พิเศษเหมือนกัน” ความจริงผมไม่ได้อยากจะบอกสิ่งที่หลุดปากออกไปแบบนั้นหรอกนะแต่พอได้ยินคำว่าพิเศษจากปากโฟรชมันทำให้ผมรู้สึกดีใจขึ้นมาที่ไม่ได้มีแค่ผมที่รู้สึกแบบนั้น

 

สำหรับผมโฟรชเริ่มพิเศษมากขึ้นทีละนิด แม้จะไม่ได้รวดเร็วแต่กลับตราตรึงอยู่ภายใน

 

“ก็แค่นี้...ทำไมพูดยากนัก” น้ำเสียงที่อ่อนลงกับรอยยยิ้มมุมปากที่แสดงความพอใจกับคำตอบที่ได้รับนั้นทำให้บรรยากาศในรถอ่อนลง

 

“บังคับกันพูดนี่”

 

“เปล่าบังคับ”

 

“เอาเถอะ...ไม่บังคับก็ได้ บอกเรื่องบริษัทคุณหน่อยได้รึเปล่า” ผมเปลี่ยนคำถามหาเรื่องคุยใหม่ที่ตัวผมเองก็สงสัยและอยากรู้อยู่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

 

“ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากรู้” โฟรชถามกลับ

 

“อืม...สงสัยมาตั้งนานแล้ว ความจริงคือผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคุณเลยสักอย่าง ไหนๆ มีโอกาสเลยอยากถาม...ไม่ได้เหรอ” ผมเอียงคอนิดๆ ขณะถาม

 

“...ไม่ใช่ว่าไม่ได้”

 

“แปลว่าได้?” นี่ผมต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีถึงจะเข้าใจใช่ไหม

 

“ประมาณนั้น”

 

“เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณทำงานเกี่ยวกับอะไร เจ้าของพิพิธภัณฑ์?”

 

“พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลนั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของธุรกิจทั้งหมดที่ฉันมี” โฟรชบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ขณะสายตานั้นมองทะลุกระจกด้านหน้าออกไป

 

“ส่วนหนึ่ง?” คำตอบที่ได้รับมาเรียกคิ้วทั้งสองข้างของผมให้ขมวดเข้าหากันแน่น

 

“ท่านโฟรเช่เป็นเจ้าของธุรกิจค้าน้ำที่ใหญ่และทรงอำนาจที่สุดในละแวกนี้ครับ” พอเห็นว่าโฟรชนิ่งไปคนที่ตอบมาแทนคือเควสที่นั่งอยู่เบาะหน้า

 

“ค้าน้ำหมายถึงพวกน้ำดื่มเหรอ” ผมถามต่อ

 

“น้ำดื่มเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธุกิจที่มีครับ ธุกิจหลักของท่านโฟรเช่คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดด้วยความเร็วที่คนอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้ ในปัจจุบันมีการออกกฎหมายข้ามขุดเจาะน้ำบาดาลเพราะทำให้กิดการทรุดตัวของแผ่นดินดังนั้นน้ำจึงไม่เพียงพอต่อการบริโภคซึ่งหลายประเทศต้องการซื้อน้ำในปริมาณมากทว่าบริษัทที่สามารถผลิตน้ำได้จำนวนมากตอนนนี้คือบริษัทของท่านโฟรเช่ครับ” เควสเล่าขยายความต่อ

 

“นอกจากนี้ยังมีการขยายธุรกิจออกไปไม่ว่าจะเป็นการผลิตน้ำดื่มหรือแม้แต่การสร้างพิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์ที่อุดดมไปด้วยพืชสัตว์ทะเลนานาพันธุ์ เรียกว่าธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมีท่านโฟรเช่เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดก็ไม่ผิด” โวร์ที่เงียบอยู่นานพูดเสริม

 

“คุณใช้เวลาไม่กี่ปีในการทั้งหมดนั่น?” ยิ่งได้ฟังยิ่งไม่อยากเชื่อ

 

อายุของโฟรชคือ 30 ต่อให้เริ่มทำธุรกิจเร็วแค่ไหนแต่จะทำให้เติบโตและขยายในเวลาไม่กี่สิบปีไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่เพียงต้องมีหัวในการทำธุรกิจแต่รวมไปถึงต้องมีเงินทุนจำนวนมหาศาลด้วย

 

“ธุรกิจการขายน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภคฉันได้รับสืบทอดมาจากตาและพ่อ ส่วนธุรกิจอื่นก็ขยายหลังจากฉันขึ้นเป็นประธานเต็มตัว” โฟรชบอกต่อ

 

“แปลว่าคุณต้องชอบน้ำมากสินะ”

 

“...?” ใบหน้างงๆ ของโฟรชหันมาพร้อมกับดวงตาที่สื่อความนัยถึงความไม่เข้าใจ

 

“ก็คุณเริ่มด้วยธุกิจที่เป็นน้ำ หากคุณไม่ชอบก็คงไม่ขยายธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับน้ำหรอกจริงไหม” ผมพูดตามที่คิดได้ ความชอบก็เป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ...หากเราไม่ชอบการจะทำก็เป็นเรื่องยาก

 

“...ฉันไม่ได้ชอบน้ำ” เงียบไปสักพักอีกฝ่ายก็พูดต่อ

 

“ผมว่าไม่ใช่มั้ง” ดูยังไงก็คงมีชอบบ้างแหละ

 

“ฉันชอบสิ่งที่อยู่ในน้ำต่างหาก” ประโยคต่อมาดังขึ้นพร้อมกับดวงตาสีเทาอ่อนที่หันมาประสานคล้ายจะสื่อความนัยบางอย่าง

 

“...อ้อ...ชอบปลาใช่ไหม เห็นกินบ่อยๆ นี่” ผมเอ่ยตอบเสียงใสขณะที่คนขับรถอย่างโวร์ถึงกับเหยียบเบรกจนรถกระตุก โชคดีที่ไม่มีคันหลังขับตามมาไม่งั้นคงได้มีตกใจเป็นแถบๆ

 

“ท่านโฟรเช่” โวร์และเควสส่งสายตาแกมสงสารมาให้เจ้านายของตัวเองที่ยกมือขึ้นก่ายหน้าผากอย่างเหนื่อยใจ

 

“ฟีแซลล์” เสียงเรียกหน่ายๆ ดังขึ้นจากโฟรช

 

“ฮืม?”

 

“...ช่างเถอะ จะถึงแล้ว เตรียมตัวลง”

 

“ยังไม่ลงซะหน่อย” ผมขยับเข้าไปใช้มือดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายแรงๆ

 

“ช่างคิดนะให้ฉันชอบปลา” โฟรชพูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กๆ

 

“แล้วไม่ใช่?” ช่วงนี้เห็นทำอาหารจากปลาบ่อยๆ นึกว่าชอบซะอีก

 

“...” ความเงียบเป็นเหมือนคำตอบที่ถึงไม่พูดก็เดาได้

 

“งั้นคุณชอบอะไรในน้ำล่ะ” ผมถามออกไปตามตรง ในเมื่อที่เดาไม่ใช่ก็คงต้องถามจากปากเจ้าตัวแล้วล่ะ

 

“ฟีแซลล์”

 

“ฮืม? อะไร” ผมกระพริบตาปริบๆ เมื่อได้ยินเสียงโฟรชเรียก

 

“ลงจากรถได้แล้ว” คนพูดเปิดประตูลงเป็นคนแรกผมจึงได้แต่ขยับตามออกไป

 

โดมขนาดใหญ่ยักษ์สูงประมาณตึก 4-5 ชั้นถูกทาด้วยสีฟ้าและมีรูปสัตว์ทะเลต่างๆ ประดับไว้ตามเส้นทางอิฐสีส้มอ่อนดูเข้ากับต้นไม้พุ่มเล็กที่ขึ้นเรียงรายอยู่ริมของสระน้ำซึ่งภายในสระมีปลาคราฟว่ายอยู่หลายสิบตัว

 

ตลอดการเดินตามหลังโฟรชผมหันซ้ายขวามองวิวสองข้างทางอันแปลกตาจนกระทั่งถึงลิฟต์ที่อยู่ด้านในลึกเข้าไปในตัวตึก ป้ายด้าหน้าลิฟต์เขียนไว้ว่าเฉพาะผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น ผมลังเลอยู่ว่าสามารถตามขึ้นไปได้ไหมแต่ยังไม่ทันเอ่ยถามอะไรก็ถูกโฟรชดึงตัวเข้าไปในลิฟต์ซะแล้ว

 

ตัวเลขด้านในลิฟต์มีทั้งหมด 5 ชั้นซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ผมเกิดความสนใจเพราะลิฟต์เป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบ ทั้งแคบและอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ค่อยออก

 

“เดี๋ยวก็ถึงแล้ว ทนหน่อย” โฟรชเห็นท่าทางไม่สู้ดีของผมจึงเอื้อมมือมาแตะไหล่เบาๆ เป็นเชิงให้ผ่อนคลายลง

 

“อืม” ผมพยักหน้าเบาๆ แม้จะรู้สึกไม่ค่อยดีนัก

 

ไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดยังชั้นบนสุด ผมแทบจะกระโดดออกมาลิฟต์ทันทีที่ถึงจุดหมาย ท่าทางของผมทำให้โวร์และเควสถึงกับหันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ ส่วนโฟรชเดินมาแตะไหล่ผมเล็กน้อยแล้วเดินนำไปด้านในจนถึงห้องที่อยู่ด้านในสุดของทางเดิน

 

“รอฉันอยู่ในห้องนี้ ประชุมเสร็จเดี๋ยวจะมารับ” โฟรชบอกพลางเปิดประตูให้ผมเดินเข้าไป

 

“...ห้องนี้...ห้องคุณ?” ผมถามก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน

 

“ใช่ รู้ได้ยังไง” โฟรชเลิกคิ้วขึ้นข้างนึงขณะถาม

 

“ได้กลิ่นของโฟรช...เต็มห้องไปหมดเลย” ผมสูดกลิ่นภายในห้องเข้าไป แม้จะไม่ได้ใกล้ชิดแบบสนิทกันมากนักแต่ใช่ว่าจะไม่รู้...กลิ่นของโฟรชผมจำได้

 

เป็นกลิ่นไอเย็นๆ และสงบแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

 

“เป็นเงือกหรือหมากันแน่ฟีแซลล์” ไม่รู้ว่าคำพูดกับน้ำเสียงนั้นคือกำลังบ่นหรือกำลังดีใจกันแน่ แต่รอยยิ้มมุมปากที่แสดงออกมาพานให้ความรู้สึกแปลกๆ แล่นเข้ามา

 

“เงือกสิ โฮ่ง!” ผมลองเห่าเลียนแบบหมาก่อนจะหลุดขำออกมา

 

“ฮึ...เดี๋ยวไปซื้อปลอกคอมาให้ละกัน”

 

“มีอยู่แล้วนะ นี่ไง” ผมชี้มายังสร้อยคอสีเทาบนคอ

 

ดูเหมือนกับปลอกคออยู่นะ

 

“เดี๋ยวไปเพิ่มชื่อก่อน” โฟรชพูดต่อ

 

“ชื่อผม?” ต้องทำขนาดนั้นเลย

 

“เปล่า ชื่อฉัน” โฟรชบอกเสียงนิ่ง

 

“ทำไมเป็นชื่อคุณล่ะ” ที่ถูกมันน่าจะเป็นชื่อผมนะ

 

“คนอื่นจะได้รู้ว่ามีเจ้าของแล้ว” ช่างเป็นคำพูดที่พานให้หัวใจสั่นไหวโดยไม่ทันได้ตั้งตัวจริงๆ

 

“...เอ่อ...”

 

“ท่านโฟรเช่ ได้เวลาแล้วครับ” เสียงของเควสเหมือนเป็นระฆังช่วยชีวิตเพราะผมไม่รู้จะต่อบทสนทนาไปในทิศทางไหนดี

 

“อืม” โฟรชหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตูแล้วเดินจากไป

 

ภายในห้องของโฟรชไม่ได้มีข้าวของหรือเฟอร์นิเจอร์อะไรมากมายนอกจากชุดโซฟา โต๊ะทำงานและชั้นหนังสืออยู่ขนาบทั้งสองฝั่งของผนัง พอลองหยิบหนังสือออกมาเล่มนึงแล้วเปิดดูเนื้อหาข้างในนั้น...ตำนานเกี่ยวกับสัตว์ในตำนานชนิดต่างๆ ถูกเขียนอยู่ภายในเล่ม

 

ผมเปิดผ่านก่อนจะชะงักเมื่อมีหน้าหนึ่งที่มีที่คั่นหนังสือคั่นไว้ซึ่งสัตว์ในตำนานตัวนั้นคือเงือก

 

“...ว่ากันว่าผู้ใดที่มองเห็นเงือกจะถูกต้องคำสาป...ฮะ?!” ผมถึงกับหลุดเสียงร้องออกมายามอ่านข้อความหนึ่งในเรื่องตำนานเงือก

 

คำสาป?

 

พวกเราเนี่ยนะ

 

ทำไมถึงคิดไปได้นะมนุษย์ เงือกอย่างพวกเราไม่มีคำสาปอะไรหรอก แทนที่จะบอกว่าเป็นคำสาปควรจะบอกว่าโชคดีมากกว่านะเพราะปกติเงือกไม่ปรากฎตัวให้มนุษย์เห็นง่ายๆ หรอก

 

นั่งอ่านหนังสือเล่นไปอีกสักพักใหญ่ประตูห้องทำงานก็เปิดออกพร้อมกับร่างของโฟรชที่เดินเข้ามา โฟรชมองมายังหนังสือเรื่องตำนานเงือกที่ถูกเปิดกางไว้ด้วยความสงสัย

 

“ผมไม่มีคำสาปหรอกนะ” ผมเปิดบทสนทนา หลายสิบนาทีที่ได้อ่านตำนานคำสาปของเงือกทำเอาผมรู้สึกแย่นิดๆ ที่ภาพลักษณ์ของเงือกนั้นดูไม่ดีในสายตาของมนุษย์นัก

 

“ฉันรู้น่า” โฟรชตอบ

 

“ในหนังสือเขียนไว้ว่าคำสาปจากเงือกอาจทำให้ผู้พบเห็นตายภายใน 3 ปี...คุณเจอผมมานานแค่ไหนแล้ว?” ไม่ได้เชื่อนะแค่อยากให้แน่ใจเท่านั้นเอง

 

“นานกว่านั้นเยอะ เลิกอ่านเรื่องตำนานไร้สาระแล้วไปพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว...หรือจะไม่ไป”

 

“ไปสิ” แม้จะยังคราแคงใจในระยะเวลาที่อีกฝ่ายพูดแต่ผมก็เดินไปเก็บหนังสือแล้วตาโฟรชลงไปด้านล่าง

 

ความตื่นเต้นที่จะได้เที่ยวในพิพิธภัณฑ์ครั้งแรกลดฮวบเมื่อนึกขึ้นได้ว่าต้องลงลิฟต์ไปชั้นล่าง เรียกว่าใช้พลังงานไปเกือบหมดตัวกว่าจะเดินเข้ามาในโซนแรกได้ โซนแรกเป็นโซนสัตว์น้ำที่สามารถหย่อนมือลงไปจับหรือสัมผัสสัตว์ที่อยู่ภายในบ่อกระจกขนาดยักษ์ที่สร้างให้มีส่วนเว้าส่วนโค้งเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง

 

สัตว์ที่อยู่ในบ่อนอกจากพวกปลาดาว ปลิง หอยแล้วยังมีพวกปลาการ์ตูนหลายสายพันธุ์ว่ายเต็มบ่อ ด้านบนและด้านล่างมีป้ายเขียนว่ากรุณอย่าทำให้ปลาตกใจรวมไปถึงวิธีที่จะแตะต้องสัตว์น้ำได้อย่างถูกต้องอย่างพวกปลาไม่ควรรจะสัมผัสโดยตรงเพราะความร้อนจากมือมนุษย์จะส่งผลต่อปลาโดยตรงได้

 

“ผมลองจับนะ” ผมหันไปพูดกับโฟรชที่หยุดเดินเมื่อเห็นผมเกาะขอบบ่อ

 

“เอาสิ” ทันทีที่โฟรชพยักหน้าผมจุ่มมือลงไปในน้ำทะเลตรงหน้า

 

สัตว์ชนิดแรกที่ผมใช้มือสัมผัสคือปลาดาวที่เกาะอยู่บนทรายสีนวล จากนั้นก็เปลี่ยนไปแตะปลิงทะเลซึ่งปลิงตัวที่ผมแตะไม่ได้ขยับตัวหนีทว่าหันกลับมาพยายามเกาะฝ่ามือผมไว้ เรื่องน่าตกใจยังไม่หมดเพียงแค่นั้นเหล่าปลาการ์ตูนที่ว่ายอยู่ทั่วทั้งบ่อต่างพาว่ายมารวมกันล้อมรอบมือผมที่จุ่มลงไป

 

ปากเล็กๆ ของปลาการ์ตูนตอดมือผมจนรู้สึกจักจี้ เสียงของปลาเหล่านั้นผมได้ยินอย่างชัดเจน พวกเขากำลังตื่นเต้นที่ได้เจอผม อุณหภูมิของเงือกเย็นกว่ามนุษย์ปกติจึงเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสัตว์น้ำ อีกทั้งเงือกอย่างพวกเรานั้นเป็นที่รักของสัตว์น้ำซึ่งพวกสัตว์จะรู้ได้โดยสัญชาตญาณถึงตัวตนของเงือก

 

“ว้าว...” เสียงร้องด้วยความสนใจของบรรดาเด็กและผู้เข้าชมหันมามองผมเป็นตาเดียว คงไม่มีมนุษย์คนไหนที่จุ่มมือลงไปแล้วจะทำให้ปลามารวมกันได้

 

“ทำอะไร” โฟรชกระซิบถาม

 

“ผมเปล่าทำ” ไม่ได้ทำสักนิด

 

พวกสัตว์เข้ามาผมเอง...ขนาดหอยยังอ้าฝาออกยามถูกผมสัมผัสเปลือกเลย

 

“เดี๋ยวคนอื่นก็ได้สงสัยพอดี”

 

“งั้นไปต่อกันเถอะ” ผมยกมือขึ้นก่อนเหล่าสัตว์น้ำจะกระจายกันออกไปตามเดิม

 

“พวกสัตว์รู้เหรอว่านายเป็นใคร” โฟรชถามขณะเดินดูปลาในตู้ต่างๆ

 

“อืม พวกเขาสัมผัสได้” ระหว่างตอบผมก็ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้กระจกมองดูปลาตัวเล็กสีม่วงขาวตรงหน้า

 

“สัมผัสได้จากอะไร”

 

“อุณหภูมิกับ...อืม...ไม่รู้เหมือนกัน” ก็อยากจะอธิบายอยู่หรอกนะแต่ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะรู้ไปซะทุกเรื่องถึงจะเป็นเรื่องของตัวเองบางอย่างก็หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้

 

“ไม่รู้คือยังไง” อีกฝ่ายถามกลับ

 

“มันคงเป็นสัญชาตญาณละมั้ง”

 

พวกเราเดินดูสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ไปตามเส้นทางที่กำหนดให้ผ่านทั้งโซนแมงกระพรุนไปจนถึงเต่าและสัตว์นักล่าอย่างฉลามที่ว่ายวนอยู่ในตู้กระจกท่ามกลางความมืดมิดราวกับอยู่ก้นทะเล กะจากขนาดถ้าตกลงไปคงไม่เหลือแม้แต่ซาก

 

“ตู้เปล่า?” ผมเอ่ยพลางมองไปยังทุกๆ ด้านภายในกระจกแต่ไม่เจอสัตว์อะไรเลย

 

“ตู้นี้เป็นปลาไหลทะเล คงอยู่ในซอกหิน” โฟรชเงยหน้ามองป้ายด้านบนก่อนจะบอก

 

“ฮืม...ผมอยากเห็นจัง”

 

“จุ่มมือลงไปไม่ได้คิดจะทำยังไงล่ะ” คนด้านข้างหันมามองเชิงสงสัย

 

“ไม่จำเป็นต้องจุ่มมือนี่ แค่ส่งเสียงเรียกก็พอ” พูดจบผมก็สาทิตด้วยการส่งเสียงซึ่งเป็นคลื่นที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ทว่าพวกสัตว์หรือปลาจะได้ยิน กระจกที่ขว้างอยู่ไม่ได้จะกันเสียงได้ทั้งหมด

 

ขอแค่เสียงเล็ดรอดเข้าไปนิดเดียวก็เพียงพอแล้ว

 

ไม่กี่วินาทีต่อมาหลังผมส่งเสียงปลาไหลสีดำออกเหลืองซึ่งอยู่ด้านในโขดหินก็เริ่มโผล่หัวออกมาและไม่ใช่แค่ 1 แต่ถึง 5 ตัว ปลาไหลเป็นสัตว์ที่เห็นได้บ่อยในทะเลทว่าผมไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้เพราะมีไม่น้อยเลยที่อันตรายหรือมีพิษร้าย

 

“เห็นไหมผมเรียกออกมาได้” ผมหันไปส่งยิ้มให้โฟรช

 

“ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย พวกมันออกมาเอง” อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่เชื่อว่าเป็นเพราะผมเรียกพวกปลาไหลถึงออกมาจากโขดหิน

 

“เสียงที่ผมเรียกคุณไม่ได้ยินหรอก”

 

“งั้นก็ไม่มีหลักฐาน”

 

“ผมเป็นคนเรียกจริงๆ นะ” ผมไม่ได้โกหกสักหน่อย

 

“หึ...รู้แล้วน่า ไปโซนตู้ปลาใหญ่ได้แล้วอีกไม่นานจะถึงเวลาโชว์ให้อาหารปลา” โฟรชดึงแก้มผมแล้วเดินนำไปโซนต่อไป

 

“มีโชว์ให้อาหารปลาด้วย?” ผมถามด้วยความสนใจ

 

“ใช่ วันนี้มีโชว์พิเศษเป็นเมอร์เมด” อีกฝ่ายตอบ

 

“เงือกเหรอ ที่นี่ก็มีเงือกด้วยเหรอ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมลุกวาวด้วยความตื่นเต้น

 

“ไม่ใช่ของจริงแต่เป็นมนุษย์ที่ใส่หางเป็นเงือก” โฟรชเดินอธิบายมาจนถึงตู้ปลาใหญ่อันเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วไปจนถึงขนาดใหญ่บิ๊กอย่างปลากะมง ปลาหมอทะเลหรือแม้แต่ปลากระเบนและปลาฉลามเสือดาว สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในตู้คือฉลามวาฬที่ใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่า

 

ตรงกลางของตู้ปลาเป็นซากเรือขนาดกลางหักครึ่งซึ่งส่วนหัวและท้ายถูกแยกออกไปไว้คนละฝั่งแถมยังมีโขดหินที่มีรูกว้างพอให้ปลาตัวใหญ่ลอดผ่านได้เรียงติดๆ กันหลายอัน เรียกว่าเป็นเหมือนสวนสนุกใต้น้ำเลย

 

แค่เห็นก็อยากจะลงไปดำเล่นสักครั้ง

 

“น่าสนุกจัง” ผมมองดูเหล่าฝูงปลาที่ว่ายรอดรูตรงโขดหินเลี้ยวไปมาคล้ายกำลังวิ่งไล่จับใต้น้ำด้วยความอิจฉาเล็กๆ

 

“อยากได้แบบนั้น?” โฟรชมองไปยังโขดหินที่มีช่องว่างเป็นเชิงถาม

 

“ก็ไม่เชิงอยากได้ แค่คิดว่าถ้าลงไปเล่นสักครั้งก็คงดี”

 

“ไว้จะซื้อให้”

 

“จะซื้อ...โขดหินแบบนั้นน่ะนะ?” แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

 

แค่ผมบอกว่าน่าสนุกอีกฝ่ายก็จะยอมลงทุนซื้อให้ซะแล้ว

 

“ใช่” อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ

 

“...ตามใจผมมากไปมั้ง”

 

“ไม่นี่ ฉันตามใจตรงไหน” นอกจากจะถามกลับแล้วยังใช้น้ำเสียงเหมือนไม่เข้าใจอีกต่างหาก

 

“ทุกตรงแหละ” การกระทำที่ผ่านของโฟรชมันยิ่งกว่าตามใจอีก

 

ไม่ว่าผมอยากกินอะไรเขาก็จะทำให้

 

ไม่ว่าผมอยากไปไหนเขาก็จะพาไป

 

ไม่ว่าผมอยากได้อะไรเขาก็จะซื้อให้

 

ตามใจทุกอย่างชนิดที่พ่อแม่ยังชิดซ้าย

 

“ฉันไม่เห็นเป็นแบบนั้น” โฟรชบอกโดยกำลังทำหน้านึก

 

“คุณไม่เห็นหรอก ผมนี่แหละเห็นเต็มสองตาเลย”

 

“แล้วไม่ดีรึไงถ้าถูกตามใจ” อีกฝ่ายถามกลับ

 

“ก็ไม่ใช่ไม่ดี...แต่มันเหมือนผมเอาจากคุณอยู่ฝ่ายเดียว” ผมตอบไปตามที่คิด

 

“ฉันให้เพราะอยากให้ และเต็มใจที่จะให้...มันก็แค่นั้น” ดวงตาสีเทาอ่อนนไม่ได้หันมาสบแต่มองไปยังตู้กระจกเบื้องหน้า

 

“โฟรช...”

 

“เลยเวลาแสดงแล้ว ทำไมยังไม่เริ่ม” นาฬิกาเลือนเงินถูกยกขึ้นมาดูด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด

 

“...กำลังใส่หางปลามั้ง” ผมหยายามช่วยหาเหตุผล

 

“ฉันจะขึ้นไปดูหน่อย” โฟรชเดินแหวกผู้คนไปยังประตูที่เขียนว่าห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้า

 

“ผมไปด้วยได้ไหม” ต้องถามก่อนเพราะดูยังไงผมคงไม่เกี่ยวข้องกับที่นี่แน่ๆ

 

“คิดว่ามากับใครล่ะฟีแซลล์” คำพูดนั้นเหมือนเป็นคำตอบให้ผมวิ่งตามขึ้นไปจนถึงด้านบนของตู้กระจกซึ่งสูงกว่า 5 ชั้น เรียกว่าเดินเหนื่อยเลยทีเดียวกว่าขึ้นมาเหนือบ่อ

 

บรรยากาศด้านบนยามเปิดประตูเข้ามาคือทุกคนกำลังแผ่ความกระสับกระส่ายและร้อนรนออกมา สังเกตได้จากมีหลายๆ คนที่กำลังเดินวนไปวนมาโดยมีอีกหลายคนกำลังยกโทรศัพท์ขึ้น

 

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มจากปากของโฟรชทำเอาทุกคนถึงกับสะดุ้ง ยิ่งหันหน้ามาเจอกับเจ้าของพิพิธภัณฑ์ตัวเป็นๆ สีหน้าของพวกเราก็ซีดเผือดเหมือนคนใกล้สลบทั้งที่ยืนนิ่งอยู่ ต่างฝ่ายต่างสะกิดกันให้ตอบคำถามแต่ไม่มีใครกล้าที่จะตอบทำให้โดนสายตาคมๆ ของโฟรชไปอีกรอบถึงจะมีหน่วยกล้าตาย

 

“ตอนนี้คนที่จะลงแสดงประสบอุบัติเหตุกำลังเข้าเฝือกอยู่ที่โรงพยาบาลครับ พวกเรากำลังติดต่อคนที่สามารถลงไปว่ายในชุดหางเงือกได้แต่ทุกคนอยู่ไกลเกินกว่าจะมาทันในเวลาไม่กี่นาที” ชายด้านหน้าอธิบายด้วยเสียงสั่นเครือ

 

“คนแสดงไม่ได้มีคนเดียวนี่” โฟรชพูดต่อ

 

“ก็ใช่ครับ พอดีทั้ง 3 คนติดรถคันเดียวกันมาเลยเจออุบัติเหตุด้วยกันครับ” เป็นคำตอบที่พานให้คิ้วของโฟรชแทบจะตั้งฉาก 90 องค์ศาอยู่รอมร่อ

 

“คิดจะแก้สถานการณ์นี้ยังไง คนรอดูมีเป็นร้อย”

 

“...พวกเรากำลังคิด...”

 

“ก็ให้ใครสักคนในที่นี้ลงไปสิ” ข้อเสนอจากโฟรชเรียกสายตาหลายคู่ให้หันไปสบกันอย่างเลิกลัก

 

“ผู้ชมอยากดูเงือกสวยๆ ไม่ก็หน้าตาดี พวกเราลงไปมีแต่จะทำให้คนดูหมดสนุก” เหมือนจะเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นเหรอ...เงือกไม่ใช่ทุกคนสักหน่อยที่จะหน้าตาดีแต่จากที่มองมาเหมือนเงือกอย่างพวกเราจะหน้าตาดีกว่ามนุษย์อยู่ไม่น้อย

 

“แล้วจะทำยังไง ให้เวลาคิดแค่ 10 วิ” ประโยคนั้นกดดันเหล่าพนักงานจนเหงื่อแตกกันเป็นแถว

 

“ให้ผมลงไปดีไหม” ผมก้าวไปยืนด้านข้างโฟรชพร้อมเสนอตัวชี้มายังตัวเอง

 

“...นาย?”

 

“อืม เรื่องว่ายน้ำหรือหางเงือกคงไม่ต้องพูดถึงผมสบายมาก อีกอย่างผมอยากลองลงไปเล่นใต้น้ำด้วย” ผมให้เหตุผล

 

“คิดจะโชว์ตัวให้คนอื่นเห็นรึไง” โฟรชถามเสียงแข็ง แววตาคู่นั้นกำลังค้านสิ่งที่ผมคิดจะทำอย่างสุดตัว

 

“ไม่เป็นไรนี่ ไม่มีใครรู้หรอก” จะมีใครสักกี่คนคิดล่ะว่าเงือกที่แสดงเป็นเงือกจริงๆ น่ะ

 

“นายไม่เป็นแต่ฉันหวง” อารมณ์ไม่พอใจที่แผ่ออกมาผมรับรู้ได้

 

“หวงผม?”

 

“ไม่หวงนายจะให้หวงพะยูนแถวนี้รึไง”

 

“แถวนี้มีพะยูนที่ไหน ไม่ต้องมากระทบผมเลยนะ” คิดว่าผมไม่รู้รึไงว่าจงใจพูดกระทบผมชัดๆ

 

“ฉันไม่ให้นายลงไปแน่” อีกฝ่ายเน้นเสียงชัดถ้อยชัดคำ

 

“...งั้นถ้าผมใส่นี่ลงไปด้วยล่ะ” ผมเสนอพลางชี้มายังสร้อยคอที่สวมอยู่

 

“อะไร” เหมือนโฟรชจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อ

 

“ก็ถ้าใส่ ทุกคนก็จะรู้ไงว่าผมมีเจ้าของแล้ว”

 

“...ยังไงก็จะลงไปให้ได้?” โฟรชดูจะอึ้งกับคำพูดผมอยู่ไม่น้อยแต่ก็ยังไม่วายใจอ่อน

 

“ใช่ ถ้าไม่ให้ผมจะกระโดดลงไป” ถึงน้ำเสียงผมจะเฉยๆ แต่ถ้าเป็นโฟรชต้องรู้แน่ว่าผมเอาจริง หากไม่ยอมอนุญาติผมก็มีทางเลือกไม่มากนอกจากกระโดดลงไปเอง

 

ผมไม่ได้อยากให้มนุษย์เห็นตัวหรอกนะแต่ผมเชื่อว่าวิธีนี้เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดี และผมก็อยากช่วยโฟรชด้วยเหมือนกัน

 

“กล้าขู่เหรอพะยูน”

 

“โฟรเช่!” พะยูนอีกแล้ว

 

“ให้แค่ 5 นาที แล้วขึ้นเลย...เข้าใจนะ” โฟรชเน้นย้ำ

 

“ได้ ไม่ต้องห่วง ผมจะทำให้ทุกคนรู้เองว่าใครเป็นเจ้าของผม” มันอาจดูแปลกที่มาพูดเรื่องอะไรแบบนี้แต่มันก็เป็นความจริง จำนวนเงินที่โฟรชเสียไปเพื่อประมูลผมมาไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นจนกว่าหนี้จะหมดโฟรชก็ถือเป็นเจ้าของผม

 

“คิดจะทำอะไร” อีกฝ่ายมองมายังผมเพื่อหาคำตอบ

 

“รอดูเอาเองเถอะ คุณแค่ลงไปดูผมข้างล่างแล้วพยายามแทรกเข้ามาอยู่ติดกระจกให้ได้ก็พอ” พูดจบผมไม่รอช้าพาตัวเองลงสู่ใต้น้ำ

 

เสื้อผ้าที่สวมใส่ถูกโยนไว้ข้างๆ ก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลง มุมนี้ด้านล่างมองไม่เห็นจึงหมดห่วงเรื่องคนมองเห็นส่วนพนักงานด้านบนถูกสั่งให้แยกย้ายไปจัดการส่วนอื่นโดยไม่บอกเหตุผลใดๆ ทำให้คนที่เห็นส่วนขาสองข้างที่กำลังเชื่อมติดกันและมีเกล็ดสีฟ้าอมเขียวปรากฎขึ้นจึงมีเพียงโฟรชคนเดียว

 

ยางที่มัดรวบเส้นผมถูกดึงจนหลุดในจังหวะที่ดำลงไปใต้น้ำทำให้เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มสยายไปกับผิวน้ำ ผู้ชมมากมายเริ่มส่งเสียงชี้นิ้วมายังตัวผมซึ่งว่ายลงไปด้านล่างแล้วม้วนตัวบิดกายเป็นการโชว์แสดง เหล่าสัตว์น้ำที่สัมผัสได้ถึงตัวตนของผมต่างพากันว่ายเข้ามาทำความรู้จักกันอย่างคับคลั่ง

 

กลุ่มของปลากะมงสีดำเงาว่ายวนอยู่รอบตัวสื่อสารบางอย่างที่มีเพียงสัตว์น้ำด้วยกันที่เข้าใจ แน่นอนว่าตัวผมมีเชื้อสายสัตว์น้ำอยู่ครึ่งนึงจึงสามารถเข้าใจการสื่อสารนั้นได้ ผมดันตัวว่ายขึ้นไปด้านบนก่อนจะวนไปรอบกระจกโดยมีฝูงปลากระมงว่ายตามหลังมาเป็นขบวน...ปลากะมงบอกให้ผมเป็นคนนำฝูงซึ่งผมก็น้อมรับพาทั้งฝูงว่ายซอกแซกเข้าไปในช่องว่างของโขดหินก่อนจะพลิกกายลอดใต้เสาของเรือที่เอนมา

 

ฉลามวาฬตัวใหญ่ว่ายมาขนาบร่างผมส่งเสียงทักทายอย่างเป็นมิตร แน่นอนว่าผมหันไปส่งยิ้มตอบก่อนจะเคลื่อนที่ไปว่ายอยู่บนหลังของฉลามวาฬหลังจากของอนุญาติแล้ว

 

คิดไว้ว่าน่าสนุกแต่มาลองว่ายจริงสนุกกว่าที่คิดไว้อีก

 

อาจเพราะมีเพื่อนๆ จากท้องทะเลมาเล่นด้วยเลยสนุกกว่าเล่นคนเดียวหลายเท่า

 

นอกจาว่ายเล่นแล้วผมยังนำถังอาหารที่ได้มาก่อนหน้านี้ป้อนให้เหล่าสัตว์ทะเลน้อยใหญ่ซึ่งส่งเสียงบอกว่าหิวกันไม่หยุด ขนาดให้หมดไปสองถังก็เหมือนจะยังไม่เพียงพอ

 

ว่ายเล่นได้สักพักผมก็ไม่ลืมสิ่งที่ได้พูดไว้ก่อนจะลงมา ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมหันมองไปรอบๆ เพื่อหาคนคนนึงที่บัดนี้สามารถแทรกตัวเข้ามาอยู่ติดกระจกบริเวณมุมเสาของกระจกได้ตามที่ผมต้องการ พอเห็นผมว่ายเข้าไปใกล้อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีอะไรแต่ทันทีที่ผมกวักมือเรียกให้โฟรชขยับตัวเข้ามาอีกคิ้วสีดำนั่นก็เลิกขึ้น

 

ผมไม่ได้ยินเสียงข้างนอกแต่สังเกตได้ว่าสายตาทุกคู่จ้องมองไปยังโฟรชที่ถูกเงือกอย่างผมเรียก

 

โฟรชยืนนิ่งสักพักก่อนจะยอมขยับเข้ามาใกล้ตามที่ผมเรียกซึ่งผมยังคงกวักมือเรียกจนหน้าผากของโฟรชเกือบจะติดกับกระจกใส ผมรู้ว่าเขาสงสัยว่าผมคิดจะทำอะไร แน่นอนว่าผมไม่ปล่อยให้ความสงสัยอยู่นานว่ายเข้าไปหาโฟรชพร้อมแนบหน้าผากลงบนกระจกในระนาบเดียวกัน

 

หากไม่มีกระจกขว้างกั้นริมฝีปากของเราคงสัมผัสกันไปแล้ว

 

นี่แหละคือสิ่งที่ผมคิดจะทำ

 

น่าแปลก...ทั้งที่กระจกก็ออกจะหนาแต่ไม่รู้ทำไมผมถึงสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่จากกระจกอีกฝั่งราวกับทะลุผ่านเข้ามากันนะ

.......................................................

เป็นอีกตอนที่หวานมากกก

เราชอบฉากที่ฟีแซล์ให้หน้าผากแนบกระจกที่สุดเลย

หลายคนที่คาใจกับธุรกิจของโฟรชวันนี้ได้รู้กันแล้วนะคะ เขาเป็นพ่อค้าน้ำค่ะ ทำธุรกิจเกี่ยวกันน้ำ เรียกว่าที่บ้านโฟรชมีระบบเกี่ยวกับน้ำมากมายก็มาจากธุรกิจนี่เอง

ตอนนี้เป็นอีกตอนที่เราชอบมากกก

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังที่มีให้นะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น