email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#เดย์เจ้าเอย 1

ชื่อตอน : #เดย์เจ้าเอย 1

คำค้น : #เดย์เจ้าเอย เดย์เจ้าเอย แนวมมหาลัย nana nanaกะหอยทาก น่ารัก หวาน อบอุ่น ผ่อนคลาย ฟิน จิกหมอน feelgood ฟีลกู๊ด

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2562 21:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#เดย์เจ้าเอย 1
แบบอักษร

 

#เดย์เจ้าเอย 1 

 

 

                ฉันยืนงงในดงคณะบริหารตั้งแต่เช้าจนค่ำ สัปดาห์นี้มีกิจกรรมรับน้องทั้งสัปดาห์และฉันเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้หนึ่งวัน วันนี้ก็นั่งแท็กซี่มาพอจะกลับก็ไม่รู้ว่าควรจะเดินออกไปเรียกแท็กซี่จากจุดไหน เพื่อนใหม่ฉันก็ลากสังขารกลับไปแล้ว ขอบคุณคุณลุงที่ให้ฉันเรียนภาษาไทยทั้งอ่านเขียนแล้วพูดไม่งั้นฉันไม่อยากจะนึกสภาพตัวเองวันนี้เลยเป็นคนไทยแต่พูดไทยไม่ได้ เขียนไม่ออก อ่านไม่ได้ ฟังดูมันคงจะตลกมากนะ เมื่อวานตอนเย็นคุณป้าวิวบอกว่าให้โทรไปหาพี่เดย์วันนี้เดี๋ยวพี่เดย์จะพาไปส่งที่คอนโดเบอร์ที่ได้มาฉันก็ทำหาย มัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้เจอพี่เดย์ในรอบสิบกว่าปีแต่เพราะความซุ่มซ่ามของตัวเองเลยทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้

                พูดถึงพี่เดย์ เขาน่ะเป็นทั้งเพื่อนแล้วก็พี่ชายคนแรกของฉันเลยนะแม้จะต้องย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศในตอนนั้นแต่ฉันก็ยังจดจำพี่เดย์ไว้ในใจตลอดพอโตขึ้นรู้จักโซเชียลก็สืบเสาะหาโซเชียลพี่เดย์แล้วติดตามไว้ทุกช่องทางยกเว้นไลน์ที่ฉันไม่ได้เพราะไม่มีเบอร์เขา

                “อ้าวปีหนึ่ง ทำไมยังไม่กลับครับ” เสียงรุ่นพี่ที่วันนี้ยืนตะโกนอะไรไม่รู้อยู่ข้างหน้าเดินเข้ามาทักฉันแต่เพราะน้ำเสียงของเขาเลยทำให้ฉันสะดุ้งตกใจจนเพื่อนเขาหัวเราะกันเบาๆ

                “เอ่อ...” จะบอกได้ยังไงล่ะว่าทำเบอร์คนที่จะมารับหาย เอ๊ะ หรือว่าฉันควรจะถามพี่ๆเขาว่าถ้าจะเรียกแท็กซี่ฉันควรจะไปเรียกจากตรงไหน

                “หนูจะเรียกแท็กซี่ได้จากตรงไหนคะ?” ถามไปก็ต้องบีบมือตัวเองแน่น รู้สึกกดดันกับสายตาพี่ๆที่มองมาเหลือเกิน

                “ฮะ? แท็กซี่เหรอ ล้อเล่นปะเนี่ย” พี่คนหนึ่งถามขึ้นหลังจากที่พวกเขามองหน้ากันเลิกลักไปหมดทุกคน แต่ยังไม่ทันจะได้ถามหรือตอบอะไรพี่เขาฉันก็ละความสนใจจากรุ่นพี่มามองที่โทรศัพท์เพราะมันมีสายเรียกเข้าจากเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้

                “ขออนุญาตนะคะ สวัสดีค่ะ” ต้นประโยคฉันบอกพี่ๆส่วนท้ายประโยคฉันเอ่ยทักปลายสาย

                (เจ้าเอย?)

                “คะ?” อะไรของปลายสายกัน

                (เจ้าเอยใช่ไหม)

                “ใช่ค่ะ คุณคือใคร...”

                (อยู่ตรงไหน) เขาไม่รอฟังคำถามฉันเลย ไหนจะถามกลับมานั่นอีก

                (ถามว่าอยู่ตรงไหน เร็วๆคนมองแล้วเนี่ย) ปลายสายที่เริ่มจะหงุดหงิดทำให้ฉันบอกจุดที่ตัวเองอยู่ไปทันทีจู่ๆสายก็ตัดไป

                “อะไรของเขากัน” ฉันก้มหน้าบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจ

                “อ้าวพี่หวัดดีครับ มาทำอะไรแถวนี้น่ะ”

                “มารับเด็ก แล้วนี่รับน้องเสร็จแล้วเหรอ” เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้ๆพร้อมกับเงาที่คร่อมหัวฉัน แต่พวกเขาช่วยไปคุยกันที่อื่นได้ไหมล่ะ ฉันนั่งอยู่ไม่เห็นหรือไง

                “ว้าว เด็กพี่เหรอผมชักจะอยากเจอแล้วสิ”

                “เจ้าเอย”

                “คะ?” ฉันขานรับเงยหน้ามองหาต้นเสียงทันที ร่างสูงที่จ้องฉันอยู่ทำเอาหัวใจฉันเต้นตึกตักอย่างห้ามไม่อยู่สิบกว่าปีที่ไม่ได้เจอเขา สิบกว่าปีที่ทำได้แค่แอบมองจากรูปในโซเชียลตอนนี้ ตอนนี้ฉันได้เจอเขาแล้วสินะ พี่เดย์

                “เฮ้ย! จริงเหรอพี่”

                “อือ แล้วนี่ทำอะไรกันทำไมยืนล้อมน้องแบบนี้” ฉันไม่สนใจแล้วว่าพวกเขาคุยอะไรกันแต่ในสายตาฉันมีเพียงพี่เดย์เท่านั้น คนที่ฉันคิดถึงและอยากเจอมาตลอดสิบกว่าปี

                “ก็น้องถามว่า ว่าอะไรนะมึง”

                “จะเรียกแท็กซี่ต้องไปเรียกที่ไหน”

                “นั่นแหละพี่ ตกใจเลยอ่ะน้องไปอยู่ไหนมาวะทำไมแบบเรียกแท็กซี่ไม่เป็น ยิ่งตอนนี้มันมีแอพด้วยนะพวกผมนี่งงเลยล่ะ”

                “เพิ่งมาจากต่างประเทศถึงเมื่อวานเลยยังสับสนไม่เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ถ้ายังไงอยู่นี่ก็ฝากดูด้วยนะมีอะไรเกี่ยวกับน้องก็โทรมาไม่ก็ไลน์มาก็ได้”

                “ได้ครับพี่ แหมมีแฟนแล้วแบบนี้นี่เองถึงไม่ยอมสานสัมพันธ์กับพี่องุ่นดาวคณะผมอ่ะ”

                “พูดเยอะเกินไปแล้ว ถ้าไม่มีอะไรกลับแล้วนะ”

                “ครับพี่ สวัสดีครับ”

                “อือ ไปๆรีบกลับ”

                “กลับได้แล้ว” สิ่งที่เขาบอกกับฉันมีแค่นั้น ฉันลุกขึ้นยืนหยิบเป้หยิบสมุดมาถือไว้ก่อนจะตกใจอีกครั้งเมื่อพี่เดย์ยื่นมือมาดึงกระเป๋าและสมุดไปถือไว้ให้และเดินนำออกจากคณะ ฉันได้เดินเร็วๆตามเขาไปไม่อยากโอ้เอ้กลัวจะต้องหาทางกลับที่พักเองน่ะสิ

                “ทำไมไม่โทรหา” พี่เดย์ที่ยืนอยู่ข้างรถเปิดประตูรถรอฉันและเอ่ยถามเสียงเข้มผสมกับความหงุดหงิด

                “ทำเบอร์หาย” พอตอบไปตรงๆก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาเฮือกใหญ่

                “ขึ้นรถ” พี่เดย์บอกเสียงห้วน ฉันจะร้องไห้แล้วนะทำไมเขาถึงได้เย็นชาใส่ฉันแบบนี้ด้วยล่ะ ฉันนั่งตัวลีบอยู่ในรถไม่กล้าส่งเสียงรบกวนเจ้าของรถเลยสักนิด ใบหน้านิ่งๆของเขาทำให้ฉันเริ่มกลัว กลัวว่าเขาจะไม่ชอบใจที่ต้องมารับฉันแบบนี้บางทีเขาอาจจะลืมฉันไปแล้วก็ได้เพียงแต่อาจจะเป็นคุณป้าที่ขอร้องให้เขามารับฉัน อ่า ไปไหนก็มีแต่ทำให้คนอื่นลำบากสินะยัยเจ้าเอย

                “พักอยู่ไหน”

                “คอนโด...”

                “ไกลจัง” อ่า นั่นสิ ไกลขนาดนั้นเขายังต้องลำบากไปส่งอีก จากที่ดีใจและตื่นเต้นจะได้เจอพี่เดย์ตอนนี้หัวใจฉันมันห่อเหี่ยวไม่มีชิ้นดี ฉันจะหวังอะไรจากคนที่ไม่เจอกันมาสิบกว่าปีนะ

                “ทานข้าวหรือยัง”

                “ทานแล้วค่ะ” ฉันโกหกความจริงฉันยังไม่ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า แต่ที่บอกว่าทานแล้วเพราะกลัวเขาจะลำบากแวะร้านสะดวกซื้อให้แค่นั้นแหละ ถึงคอนโดแล้วฉันค่อยเดินไปร้านสะดวกซื้อเองก็ได้

                “พรุ่งนี้เรียนกี่โมง” เขายังถามต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

                “เก้าโมงครึ่งค่ะ”

                แล้วเขาก็เงียบ พอเขาเงียบฉันก็เงียบตามกระทั่งเขาขับรถมาถึงคอนโดที่ฉันพักพี่เดย์เลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ช่องจอดรถก่อนจะเปิดประตูรถลงไปด้วยท่าทีสบายๆ แต่ฉันนี่สิไม่เข้าใจเขามากๆ

                “เอ่อ ขอบคุณที่มาส่งนะคะแล้วก็ขอโทษที่รบกวนด้วย” ฉันหอบหิ้วกระเป๋าและของตัวเองมาถือไว้ก่อนจะถอยหลังห่างจากคนที่มาส่งเมื่อเขากำลังใช้สายตาที่ดูน่ากลัวนั่นจ้องมองฉัน

                “ขึ้นห้องเอาของไปเก็บจะพาไปทานข้าว” เขาบอกแค่นั้นก่อนจะใช้สายตาจ้องฉันจนฉันต้องเดินเข้าไปในตัวคอนโดโดยมีเขาเดินตามหลังมาด้วย เมื่อลิฟต์เปิดออกตรงชั้นที่ฉันพักก็ไม่รีรอที่จะก้าวออกมา คนตัวสูงกว่าก็ยังก้าวตามหลังมาเงียบๆเมื่อถึงหน้าห้องพักฉันก็เกิดอาการลังเลไม่รู้จะบอกให้เขากลับไปยังไงนี่มันจะสองทุ่มด้วยแล้วกลัวว่าเขาจะต้องขับรถไกล

                “เปิดประตู”

                “คือ...”

                “อะไร?”

                “เปล่าค่ะ” ได้แต่เปิดประตูห้องพักแล้วปล่อยให้แขกที่ไม่ค่อยเต็มใจเชิญเดินเข้าห้องอย่างกับห้องตัวเอง ห้องฉันไม่ได้หรูหราหรอกเปิดมาก็เจอกับเคาน์เตอร์ห้องครัวเล็กๆมีโต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่งเดินลึกเข้าไปก็จะเจอกับโซฟาและทีวีประตูระเบียงห้อง อีกประตูเป็นประตูห้องนอนที่ตอนนี้ของก็ยังไม่ได้จัดของยังอยู่ในกล่องและกระเป๋าเดินทางอยู่เลย

                “เอาของไว้จะพาออกไปทานข้าว” พี่เดย์เอ่ยบอกอีกครั้งเมื่อเขาเดินสำรวจห้องพักจนพอใจ ฉันเอากระเป๋าไปวางบนเตียงรวมถึงสิ่งของอื่นๆที่ถืออยู่ในมือ

                พี่เดย์พาเดินไปที่หน้าคอนโดที่มีร้านอาหารเรียงรายอยู่เต็มไปหมดเขาเลือกร้านอาหารตามสั่งที่คนไม่ค่อยเยอะให้จากนั้นก็สั่งอาหารฉันที่ยังไม่รู้จะทานอะไรได้แต่นั่งนิ่งที่สำคัญฉันโกหกเขาไปด้วยไงก่อนหน้านี้ว่าทานข้าวแล้ว

                “เอาโทรศัพท์มานี่” พี่เดย์แบมือมาตรงหน้าฉัน คำสั่งห้วนๆนั้นทำเอาฉันทำหน้าไม่ถูกไม่เข้าใจทำไมต้องดุด้วย

                “เอาโทรศัพท์มาครับ” ฉันวางโทรศัพท์ตัวเองลงบนมือเขาก่อนจะเสมองออกไปหน้าร้าน แม้ในใจจริงๆอยากจะจ้องพี่เดย์ขนาดไหนแต่ท่าทางเฉยชาของเขาทำให้ฉันเลือกที่จะไม่มองฉันกลัว กลัวว่าเขาไม่ได้คิดเหมือนกัน

                “มีเพื่อนแล้วกี่คน” จู่ๆเขาก็ถามขึ้น

                “สองคนค่ะ” อาหารถูกยกมาวางบนโต๊ะมีเพียงกับข้าวสามอย่างและตามด้วยข้าวสวยสองจาน

                “ผู้หญิงหรือผู้ชาย” คราวนี้อดที่จะมองเขาไม่ได้จริงๆ เขาขยับปากถามทั้งที่มือและสายตากำลังจดจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ฉัน

                “ทั้งสอง”

                “อือ ทานข้าวเถอะ เมมเบอร์เพื่อนให้หมดแล้วนะเผื่อโทรมาแล้วไม่ได้รับก็ลองสุ่มโทรเบอร์พวกนี้ดูบอกพวกมันไว้แล้ว” เบอร์เพื่อนเขาอย่างนั้นเหรอ?

                “ไม่รู้ว่าทานเผ็ดได้ไหมเลยสั่งรสไม่จัดให้นะ” ฉันทานเผ็ดได้นะ ส้มตำที่นู่นฉันยังทานได้เลยไม่อยากจะอวด

                “มีอะไรก็โทรมาเข้าใจไหม โทรศัพท์ก็ต้องใส่รหัสพี่ทำให้แล้วรหัสวันเกิดกับเดือนเกิดเรา”

                “ค่ะ” หลังจากทานข้าวเสร็จพี่เดย์ก็เดินไปส่งถึงหน้าห้องและแน่นอนว่าเขาย้ำเรื่องการเปิดปิดประตูใครแปลกหน้ามาห้ามเปิดถ้าไม่ใช่เขาก็ห้ามเปิดล็อคประตูระเบียงดีๆแล้วก็อะไรไม่รู้อีกเยอะแยะ พอเขากลับไปฉันก็เริ่มจัดของอีกครั้งกว่าทุกอย่างจะลงตัวก็เกือบเที่ยงคืน ด้วยความที่ของไม่ได้เยอะอะไรมากทำให้ใช้เวลาในการจัดไม่นานเสื้อก็ไม่ได้เยอะเมื่อเคลียทุกอย่างเสร็จฉันก็ทำความสะอาดห้องอีกนิดหน่อยก่อนจะอาบน้ำเตรียมนอน แต่ความรู้สึกมันแปลกนะมันอยู่คนเดียวที่ความรู้สึกบอกว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว ความกลัวเริ่มเกาะกุมความรู้สึกฉันเปิดไฟในห้องไว้ก่อนจะหยิบสิ่งที่เยียวยาความเหงาในใจฉันขึ้นมาดูอย่างเช่นทุกคืน

                “จะยังจำได้ไหมนะหรือลืมไปแล้ว” ฉันพึมพำถามตัวเองมือก็ลูบกรอบรูปที่ทำจากไม้ไอศกรีมแบบที่เด็กๆทำเป็นกรอบรูปที่ฉันไม่กล้าเอารูปใส่และเป็นสิ่งที่ฉันต้องมองเห็นทั้งก่อนนอนและหลังตื่น ของขวัญวันเกิดจากเขาเมื่อฉันอายุห้าขวบ

                “พี่จะจำได้ไหมนะ” พี่จะรออย่างที่หนูรอไหมพี่เดย์

 

=================================== 

กรี้ดดดดดดดดด ไม่รู้จะกรี้ดอะไรก่อนดี กรี๊ด เดย์ น้องเจ้าเอย แม่วิว หรือกรี๊ดสิ่งที่มองน้องจากความมืด  

ความคิดเห็น