ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Dirty Suekrob :: Episode.14 [200%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2558 22:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Dirty Suekrob :: Episode.14 [200%]
แบบอักษร

 

เครดิตภาพ tumblr , weheartit , pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate

 

 

  SONG : fall for you - secondhand serenade

 

 

EPISODE 14

{Could it be that we have been this way before}

เป็นไปได้รึเปล่าว่าเราเคยเป็นแบบนี้มาก่อน

_____________



   

 

เพราะฉันจะเอาศึกรบมาเป็นผัวตัวจริงแทนไอ้ดรีมให้ได้น่ะสิ

[…] ปลายสายเงียบไปฉันจึงพูดต่อ

“แกคอยดูไว้เลยนะ ต่อไปฉันจะไม่ทำแค่ให้คนมาดักฉุดมันแน่ อย่างมันต้องไม่เหลือใครเลยแม้กระทั่งศึกรบ ค่อยดูฉันจะ...”

แกร๊ก...

แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังจะพูดแผนต่อไปให้เพื่อนในสายฟัง เสียงเปิดประตูจากห้องน้ำด้านในสุดก็ดังขึ้น เสียงของฉันหายไปเมื่อได้สบตากับคนที่ออกมาจากห้องน้ำนั่น

นังลูกพีช... มันได้ยินหรือเปล่า...

ไม่หรอก หึ

[มายา ทำไมเงียบอ่ะ มีอะไรหรือเปล่าเสียงจากปลายสายดังขึ้นอีก

“เปล่า แค่นี้ก่อนนะ พอดีเจออดีตเพื่อนรักน่ะ ไว้คุยกัน” ฉันพูดพร้อมทั้งกดวางสาย

ดวงตาทั้งสองข้างมองลูกพีชที่กำลังเดินมาทางนี้ เธอหยุดอยู่ข้างๆ ฉัน เราสบตากันผ่านกระจกในวินาทีที่ยัยนี่กำลังล้างมือ

แต่แล้วสายตาฉันกลับสะดุดลงที่รอยจูบสีเข้มสองสามรอยตรงต้นคอ ที่จริงมันถูกผมยาวๆ บังอยู่ แต่ฉันดันเห็น ไม่อยากจะนึกให้หงุดหงิดว่าใครทำไว้!

ฉันจะไม่เสียเวลาคุยกับลูกพีชหรอก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้สิ ไม่อยากให้แผนแตกตอนนี้ ดังนั้นฉันจึงทำท่าจะเดินออกไปในทันที แต่...

หมับ!

ลูกพีชคว้ามือฉันไว้

“อย่ามาจับตัวกันง่ายๆ สิ มายาเจ็บนะลูกพีช” ฉันหันไปสะบัดมือออกในทันที แต่เธอกลับไม่ยอมปล่อยง่ายๆ ซ้ำยังมองหน้าฉันด้วยสายตาที่ตัดพ้อนิดๆ ด้วย

“ทำไปทำไม” ดูสายตานั่นสิ ดูคำพูดนั่นสิ น่าสงสารตายเลยนะแหม

“ฉันทำอะไรเหรอ วันนี้เราเพิ่งเจอกันเองนะ... มีแต่แกนั่นแหละที่ทำฉัน” ฉันช้อนตามองเธอ

“ได้ยินนะ... ที่เธอคุย” เธอพูดออกมาตรงๆ

“แอบฟังเหรอ มารยาทไม่มีเลยนะ” ฉันหัวเราะ ทำหน้าใสๆ เหมือนที่ทำบ่อยๆ ก่อนจะบิดมือออก “แต่แล้วยังไงล่ะ ได้ยินแล้วมันทำไมเหรอ แล้วก็นะ... ฉันแค่คุยโทรศัพท์เอง แกจะรู้ได้ยังไงว่าฉันพูดถึงแกคนเดียว”

“ฉันไม่ได้โง่” ลูกพีชยอมปล่อยมือฉันง่ายๆ เธอบอกไม่ได้โง่... แต่ถ้าฉลาดจริงคงไม่ปล่อยให้ฉันหลอกมาจนถึงทุกวันนี้หรอก หลังจากนั้นเธอก็ทำสีหน้าเฉยชาทันที “ฉันไปทำไรให้”

“ฉลาดนักก็คิดเอาเองสิ” ฉันกรอกตาพร้อมทั้งกอดอก ตอนแรกว่าจะแกล้งเฉไฉ แต่รู้ไหม... ยัยนี่น่ะมันเป็นพวกแคร์เพื่อนมาก เพราะในชีวิตฉันคงไม่เคยมีเพื่อนล่ะมั้ง “แล้วถ้าสมมุติฉันเป็นคนทำแล้วแกจะทำอะไรได้”

“...” ลูกพีชยังทำหน้าเฉยชา เห็นแล้วตบะจะแตก

“โง่แต่อวดฉลาดอย่างแกเนี่ย ขนาดฉันด่าไปหลายรอบยังแคร์ฉันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ คิดอยู่ตลอดไม่ใช่รึไงว่าฉันเป็นเพื่อนรักน่ะ”

“...” เย็นชานักใช่ไหม... หึ ก็ดี

“ตัดฉันได้เหรอ น้ำหน้าอย่างแกขาดฉันไปก็ไม่มีเพื่อนหรอก ศึกรบน่ะ....” และแล้วเสียงของฉันก็กลืนหายไป

เมื่อจู่ๆ ลูกพีชก็เอื้อมมือมาจับที่คอฉัน เธอไล้นิ้วไปตามเส้นเลือดก่อนจะกดปลายนิ้วชี้กับนิ้วโป้งลงกับผิวระหว่างชีพจรของฉันจนชาไปทั้งลำคอ ริมฝีปากก็เกร็งแข็งไปเลย

วิธีนี่มัน...

ฉันครางและนึกถึงช่วงหนึ่งที่เคยตื้ออยากให้ศึกรบแย่งฉันมาจากดรีมสักที พอเริ่มพูดซ้ำเขาก็ทำเหมือนไม่อยากฟังจนเราทะเลาะกัน และครั้งหนึ่ง... ศึกรบเคยทำแบบนี้กับฉัน มันให้ความรู้สึกชา เจ็บจี๊ดที่เส้นเลือด  

ฉันคิดว่าเขาอาจจะไปเรียนวิธีนี้มาจากที่ไหนสักที่แน่ๆ มันไม่ใช่การบีบ แต่เป็นการกดให้เสียงไม่ออกมาจากลำคอมากกว่า เหมือนจะสั่งให้ฉันหยุด

ฉันยังจำคำพูดตอนที่ศึกรบบอกได้อยู่เลย...

อย่าหลงตัวเอง เธอไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

ศึกรบเคยพูดใส่หน้าฉันพร้อมทั้งจรดนิ้วลงกับลำคอเหมือนที่ลูกพีชทำ ทว่า... ไม่กี่วินาทีฉันก็ได้ยินเสียงของลูกพีช

“อย่าหลงตัวเอง เธอไม่ได้สำคัญขนาดนั้น”

เพราะเธอพูดด้วยสีหน้าแบบเดียวกับเขา วิธีเดียวกัน น้ำเสียงแบบเดียวกัน อารมณ์เดียวกัน

วูบหนึ่ง... ฉันเห็นศึกรบซ้อนทับกับเธอ

เป็นไปไม่ได้หรอก แค่บังเอิญเท่านั้นแหละ!

พลั่ก!

“แกจะฆ่าฉันหรือไง!!

ฉันกลั้นใจยกมือขึ้นผลักลูกพีชออก ความกลัวเล็กๆ ผลุบเข้ามาในหัว นั่นทำให้ฉันหันหลังวิ่งออกไปจากห้องน้ำทันที

ตุบ!!

แต่ยังไม่ทันพ้นจากประตูห้องน้ำได้ถึงสามก้าว รู้ไหมฉันชนใคร...

“ศึกรบ...”

ใบหน้าฉันชนกับแผ่นอกที่ร้อนจัดของศึกรบ ดูเหมือนเขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องน้ำหญิง แต่นั่นไม่สำคัญหรอกเพราะฉันเหลือบไปเห็นลูกพีชเดินตามมาซะก่อน

“...” ศึกรบก้มมองฉันด้วยสีหน้าเหมือนคนเมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลูกพีช ในขณะที่ลูกพีชหยุดปลายเท้าไว้ด้วย

เอาสิ เป็นไงเป็นกัน ฉันไม่ยอมหรอก... ฉันรู้นะว่าเวลาศึกรบเมามากหรือไม่สบายมาก เขาจะเชื่อคนง่ายแล้วก็ใจดีสุดๆ

ดังนั้นฉันจึงกอดแขนศึกรบไว้ให้แนบกับร่องอกของตัวเองพร้อมทั้งพูดบีบเสียงให้น่าสงสารที่สุด

“ศึกรบคะ ลูกพีชแกล้งมายา ไม่รู้เป็นบ้าอะไร จู่ๆ ก็เข้ามาบีบคอมายาเฉยเลย ศึกรบดูให้หน่อยสิว่าเป็นรอยมั้ย”

 

LOOKPEACH TALK

“ทำไมไปนาน รอนานไม่ชอบ... โกรธ”

ศึกรบพูดเมื่อเราประจันหน้ากัน โอเค... ฉันรู้แล้วว่าเขาพูดกับฉัน นี่ถ้าไม่เดินชนมายาเข้าก่อน หมอนี่คงเข้ามาถึงข้างในเลยว่างั้นเถอะ

“ศึกรบ มองหน้ามายาเดี๋ยวนี้นะ!!” แต่มายาที่กอดศึกรบก็รั้งแขนเขาไว้แน่น เธอจิกตามองฉัน

ฉันเห็นเขาจ้องตาฉันก่อนจะเหลือบตามองตู้ที่มีลูกอมใส่อยู่

ก็ไอ้ตู้ของเล่นประมาณที่หยอดเหรียญสิบแล้วหมุนให้ขนมกลิ้งออกมาไง มันตั้งอยู่ใกล้ตัวฉันพอดี แต่ไม่นานเขาก็หันมาจ้องหน้าฉันอีก

“ฉันไม่อยากมอง ทำไมต้องมอง” ศึกรบเม้มปาก สีหน้าเขาเริ่มดุขึ้น จนฉันเบือนหน้าหนีพร้อมทั้งหยิบเหรียญสิบออกมาหยอดลงในตู้จนลูกอมรสสตรอเบอร์รี่กลิ้งออกมาอยู่ในมือฉัน

“ดูสิคะ มายาคอช้ำแล้วแน่ๆ ไม่ไหวกับผู้หญิงแบบนี้แล้วนะ” มายาว่าก่อนจะกอดศึกรบแน่นจนหมอนี่ทำหน้าเหมือนคนเจ็บแผล “นี่ถ้าไม่เจอศึกรบก่อน มายาคงโดนตบตายแน่ๆ”

ก็... แขนที่มายากอดมันมีแผลช้ำอยู่มั้ง

“มัวแต่ให้รอเพราะบีบคอคนอื่นอยู่... ฉันมันไม่สำคัญนี่” ใบหูฉันได้ยินเสียงศึกรบประชด

“ถ้าฉันบีบคอมายาจริงแล้วใครจะคลั่งตาย” ฉันแกะเปลือกลูกอมพร้อมทั้งจ้องมายาโดยไม่สนใจสีหน้าศึกรบอีก

กำลังคิดว่าจะทำไงดี ฉันต้องมีเรื่องกับอดีตเพื่อนเพราะผู้ชายที่ทั้งป่วยและเมาไม่รู้จักเลิกจริงๆ เหรอ

ก็ใช่... ฉันได้ยินที่มายาคุยโทรศัพท์ ทั้งเรื่องน้ำแดงที่ใส่ยาตั้งแต่วันแรก เรื่องดักฉุด เรื่องใส่ร้าย เรื่องที่คบเพราะหลอกเอาเงิน แต่ฟังนะ...

เรื่องที่วางยาทำให้อาเจียน ศึกรบยอมรับเองว่าทำ ถึงเขาจะเคยพูดคำว่า คนที่ไว้ใจ สุดท้ายร้ายที่สุด’ ใส่หน้าฉันก็เถอะ แล้วถ้าไม่ได้ทำตั้งแต่แรก... แล้วจะมาไซโคบอกฉันว่าตัวเองเป็นคนทำเพื่ออะไร

ส่วนเรื่องดักฉุดน่ะ มายาร่วมมือกับยีสต์ที่เป็นเพื่อนศึกรบหรือไง ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

แล้วฉันต้องรู้สึกอะไรดีล่ะ ฉันเสียความรู้สึก เหมือนไว้ใจคนผิด ที่จริงมันควรจะเจ็บมากกว่านี้ แต่ที่ผ่านมาศึกรบเล่นงานฉันมาเยอะแล้ว... ฉันถึงได้ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่

“เห็นมั้ย ลูกพีชยอมรับแล้ว คนแบบนี้ศึกรบอย่าสนใจเลยนะ” มายาออดอ้อนศึกรบที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นให้เธอกอดแขนเล่น

ขัดหูขัดตาชะมัด แค่ไม่สบายเขาต้องยอมง่ายขนาดนี้เลยหรือไง เป็นใครก็ได้สินะ

แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า...  จู่ๆ ศึกรบก็ทำหน้ารังเกียจฉันในแบบที่ชอบทำ วูบหนึ่งฉันคิดว่าเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม นี่คงเป็นแผนอะไรสักอย่างที่ใช้ปั่นหัวฉัน

เพราะเขาเม้มปากซีดๆ ไว้พร้อมเหยียดตามองฉัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจสุดๆ ว่า...

"ทำไมต้องสนใจมายามากกว่า"

"..."

"เอาตาเธอมาจ้องฉันด้วยเลย... ห้ามสองมาตรฐาน อื้อ..."

เพราะจู่ๆ หมอนี่ก็พูดเรื่องบ้าๆ ออกมา ฉันถึงเดินเข้าไปใกล้พร้อมทั้งยัดลูกอมใส่ปากเขา

“อร่อยมั้ย” ฉันถามศึกรบโดยยังจ้องหน้ามายาอยู่

ตอนนี้คนเริ่มมองมาทางเราสองคนแล้วด้วย ฉันไม่ค่อยอยากมีเรื่องทะเลาะกลางห้างหรอก มันน่าอาย เหมือนพวกเด็กมีปัญหายังไงไม่รู้ ยิ่งเป็นเรื่องผู้ชายด้วยส่วนหนึ่งยิ่งแล้วใหญ่

เพราะงั้นฉันถึงเหลือบตาขึ้นมองศึกรบอีกรอบ คุ้มมั้ยที่ฉันต้องเหวี่ยงใส่มายาเพราะเขา

“อร่อย แต่ทำไมถึงเห็นคนอื่นดีกว่า” ศึกรบซ่อนลูกอมไว้ตรงกระพุ้งแก้มจนนูนขึ้นมา เขาจ้องฉันด้วยสายตาไม่พอใจ ก่อนจะหลุบตามองมายาพร้อมทั้งเรียกเธอ “มายา”

“คะ” มายาตอบศึกรบด้วยสีหน้าที่เหมือนจะข้องใจในคำพูด ซ้ำยังรั้งไม่ให้เขาเดินไปทางอื่นอีก

“ทำไมลูกพีชไม่สนใจฉันเท่าเธอ” แล้วเขาก็หันไปถามเธอทั้งที่ยังยอมให้เธอกอดแขนอยู่ “เธอมันมีดีอะไร เล่นของใส่แฟนฉันใช่มั้ย”

“ลูกพีชแค่แฟน แต่มายาได้เป็นเมียแล้วนะ ยัยนั่นอยากตบมายาดูจากสีหน้าก็รู้” ตอนแรกมายาทำเหมือนตอบไม่ถูกแต่ก็ยังกัดฟันพูด เหมือนเธอเองก็รู้เหมือนกันว่าเวลาศึกรบไม่สบายจะเป็นแบบนี้

แต่ให้ตาย คำพูดมายาทำฉันหน้าชาชะมัด

“เธอเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร” ศึกรบขมวดคิ้วมองมายา ก่อนจะมองหน้าอกของเธอที่เสียดสีอยู่กับต้นแขนของตนเอง เห็นแล้วหงุดหงิดพิลึก

“ไปที่ห้องมายาสิ เดี๋ยวมายาจะบอก...” มายาหันมาจิกตาใส่ฉัน ก่อนจะใช้หน้าอกถูแขนศึกรบที่ขมวดคิ้วหน้าแดงก่ำเบาๆ

“ทำไมต้องถูฟองน้ำกับแขนฉันด้วย” พูดไปเขาก็ขมวดคิ้วไป แถมยังเหลือบมองหน้าอกฉันสลับกับมายาอีก “ไม่ชอบให้กลิ่นติด”

อะไรของหมอนี่นะ ไม่ชอบก็ดันออกสิ น่าโมโหชะมัด อยากให้ฉันดิ้นหรือไง

พลั่ก!

“ขอโทษครับๆ” แต่ในจังหวะนั้นมีวิ่งเดินมาชนศึกรบพอดี แก้วน้ำโคล่าในมือเขาหกใส่เสื้อของศึกรบจนเปียกชุ่ม และคนที่เดินชนก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที

“นี่มันไม่ใช่ฟองน้ำนะ แล้วก็ศึกรบตัวเลอะแล้วนี่นา ไปห้องมายานะคะ เดี๋ยวมายาจะอาบน้ำให้ใหม่ คราวนี้ศึกรบต้องชอบแน่ๆ”

ว่าจบมายาก็ตั้งท่าจะดึงศึกรบไปต่อหน้าต่อตาฉัน แต่ศึกรบกลับยืนตัวแข็งและเริ่มทำสีหน้างี่เง่าใส่ฉันกับมายา

โอเค... ไม่ว่าเขาจะตั้งใจยอมโดนเอาฟองน้ำถูแขนหรือไม่ก็ตาม แต่คงต้องยอมรับว่าฉันไม่ชอบจริงๆ ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าฉันเริ่มหวงเขา นี่มันบ้าชัดๆ

ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจได้ ถึงได้เดินเอียงไปหามายา ตอนที่จะผ่านเธอไปฉันก็พูดขึ้น

“ลองวัดกันมั้ย” ตอนที่จะผ่านเธอไปฉันก็พูดขึ้น “ฉันไม่ต้องลงทุนอ่อยเขาหนักๆ เหมือนเธอหรอก”

“ไปกันเถอะศึกรบลูกพีชไม่ชอบแย่งของๆ เพื่อนหรอกมายารู้ ถึงเธอจะเคยหลงผิดคิดทำก็เถอะ แต่มายารู้ว่าศึกรบก็แค่อยากฟันเล่นๆ ใช่มั้ยถึงได้เป็นแบบนี้น่ะ” มายาพูดเสียงแข็ง ในขณะที่ฉันเดินออกมาสองก้าวแล้วหันไปมองศึกรบที่เริ่มกัดลูกอมในปากด้วยสีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่าน

ถ้าเขามีเขี้ยวและสบายดี ป่านนี้คงเข้ามากัดฉันจนเหวอะไปแล้ว คงจะทำอะไรแย่ๆ สักอย่าง... ไม่ใช่แค่ยืนบื้อเรียกร้องความสนใจแบบนี้แน่

เพราะเหตุนั้นฉันถึงได้ยื่นมือไปหาศึกรบ อยากจบการสนทนางี่เง่านี่จะแย่แล้ว

“ศึกรบ”

“...”

“นายอยากจะกลับไปอาบน้ำใหม่กับใคร มายาหรือฉัน”

 

“...” เขาไม่ตอบ ทำเสียงฟึดฟัดอะไรไม่รู้ แต่ก็ยื่นมือมาคว้าหมับเข้ากับฝ่ามือฉันในทันที แทบจะทันทีที่ฉันพูดจบเลยด้วย

“ศึกรบ ทำไมต้องยื่นมือไปให้ยัยนั่นด้วย ไม่เอานะ” มายาว่าและทำสีหน้าเหมือนจะฆ่าฉันให้ได้

ส่วนฉันก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้สนใจมายาด้วย พอเห็นว่าฝ่ามือร้อนจัดของศึกรบกำมือฉันไว้จนแน่น... ฉันก็เลยออกแรงดึง แต่มันติดอยู่ที่ว่าเขาไม่ยอมขยับนี่สิ

ตอนแรกฉันก็คิดนะว่าเธอคงรั้งศึกรบไว้ แต่ไม่ใช่... เป็นเขาต่างหากที่รั้งตัวเองไว้ให้อยู่กับที่

“ง้อก่อน แล้วจะกลับไปด้วย”

เขาตอบฉัน ในขณะที่ฉันถอนหายใจพร้อมทั้งเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่ามายาทำตาลุกวาวอยู่ข้างกายศึกรบ

“ฉันผิดตรงไหน” ฉันขมวดคิ้ว

“ก็บอกอยู่ว่าโกรธ จะถามเยอะทำไม” ศึกรบมองตาขวางใส่

“มันใช่เรื่องมั้ย” ฉันยิ่งขมวดคิ้วหนัก

“ใช่! เขาเชิดหน้าขึ้น แถมยังกระแทกเสียงใส่ทั้งที่ยังแหบได้ที่อีก

“เถียงอะไรไม่เข้าเรื่อง” ฉันเริ่มจะโมโหแล้วจริงๆ

“เป็นทั้งแฟนทั้งเมีย ทำไมโกรธไม่ได้” ดูเขาตอบเอาแล้วกัน รั้นไม่เข้าเรื่อง

“นี่มันอะไรกันน่ะ ปล่อยศึกรบนะยัยบ้า” แต่มายาก็ตั้งท่าจะเข้ามาจิกมือฉันที่โดนศึกรบจับไว้ทั้งที่อีกมือยังกอดแขนเขาแน่น และในวินาทีที่มายากำลังจะแตะมือลงบนข้อมือฉัน...

ผลัก!

“ศึกรบแฟนฉัน เธอสิปล่อย / ลูกพีชของฉัน เธอห้ามจับ”

เราสองคนพูดใส่มายาพร้อมกันในวินาทีที่ฉันใช้มือผลักไหล่เธอออก แต่ประเด็นมันมีอยู่ว่าศึกรบดันใช้มือข้างที่ไม่ได้จับมือฉันผลักหัวมายานี่สิ

คือฉันแค่รำคาญมายา หงุดหงิดศึกรบ... ก็เลยพูดไปแบบนั้น เราควรจะไปจากตรงนี้ได้แล้ว

“ฉันแฟนเธอก็ต้องง้อสิ ง้อเลย ตรงนี้ด้วย” แต่ดูสิ หมอนี่ไม่ได้แตกต่างจากเดิมแล้วนะตอนนี้ เขาทำสีหน้าเหมือนช่วงแรงๆ แต่แค่หน้าแดงแล้วก็ดูป่วยแค่นั้นเอง

“ทีฉันโกรธไม่เห็นนายเคยง้อ ทำฉันเจ็บไม่เห็นสนใจ แล้วจะมาเรียกร้องทำไม”

ซึ่งบางทีฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมายืนเถียงกับหมอนี่ต่อหน้ามายาด้วย คนเริ่มมองเราสองคนเยอะแล้วด้วย จนเมื่อคำถามล่าสุดของฉันดังขึ้น ศึกรบก็กระแทกเท้าเดินโซเซมาหาฉัน

“...” ไม่พูดอะไรเลย แถมยังยกเท้าขึ้นเหยียบเท้าฉันแล้วขยี้อีก

“มันเจ็บมั้ยศึกรบ” ฉันก้มมองและเริ่มร้อนตรงฝ่ามือที่โดนจับไว้ ก็ฉันยื่นมือไปให้เขาเองนี่ เขาเลยคว้าไว้แล้วบีบแน่นแบบนี้

“ศึก...” เสียงมายาดังขึ้นอีก

ผลัก!

แต่ยังไม่ทันจบประโยคศึกรบก็ใช้มืออีกข้างผลักหัวเธอออกไปอีกโดยยังไม่ละสายตาไปจากฉัน คราวนี้มันแรงกว่าเดิมจนยัยนั่นเซไปชนคนอื่นล้มคะมำ... จนกระโปรงเปิดเลย

“...” ส่วนฉันก็เบนสายตาลงมองอันเดอร์แวร์แบบจีสตริงของมายาที่โผล่ออกมา

“มองแต่คนอื่นอยู่ได้อ่ะ” นั่นไง แล้วศึกรบก็เริ่มทำท่าเหมือนจะกระทืบเท้าฉันอีก

“นายผลักแบบนั้นได้ยังไง” โอเค... ฉันไม่ได้สงสารมายาเท่าไหร่ แต่แค่อายแทนที่อันเดอร์แวร์โผล่กลางห้างแบบนี้ คนอื่นเห็นกันหมดว่าศึกรบเป็นคนทำ 

"สนทำไม เกิดเป็นเธอไม่ต้องกลัว มีผัวเป็นอาวุธ" แล้วดูเขาแคร์ที่ไหน แถมยังพรีเซ้นท์ตัวเองอีก

"ฉันไม่ได้กลัว เลิกยัดเยียดความเป็นผัวให้ฉันด้วย" การเถียงกับหมอนี่เป็นเรื่องที่เหนื่อย เหนื่อยกว่าตอนเขาร้ายๆ อีก

“บะ บ้าที่สุด” มายารีบลุกขึ้นพร้อมทั้งวิ่งหนีไป ในขณะที่ฉันมองตามเธอไป

“ไม่มองฉันใช่มั้ย อย่าให้ต้องงี่เง่า อย่าให้ต้องเลวใส่...” ศึกรบเริ่มขู่ฉันแล้วแน่ๆ ให้ตาย... นี่เขาเมาจริงหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าเริ่มสร่างแล้ว

“นายก็เลวอยู่ทุกวัน” ฉันช้อนตาขึ้นมองเขาสลับกับก้มมองเท้าตัวเองที่โดนขยี้อยู่ คือไม่ได้แรงมากหรอก “แล้วนายก็งี่เง่าอยู่ตอนนี้”

“...”

“ฉันไม่ได้ว่างขนาดนั้นศึกรบ ไปได้แล้ว” ครั้นจะขยับเท้าหนี หมอนี่ก็เหยียบไว้แรงขึ้นกว่าเดิมจนฉันพูดต่อ “แล้วเรื่องอาบน้ำ ฉันไม่ทำหรอก นายจะโกรธจะงอนก็เรื่องของนาย”

“ก็ไม่ต้องไปไหน ถ้าไม่ง้อ... ก็จะงี่เง่ามันอยู่ตรงนี้!” คำพูดนั่นทำฉันถอนหายใจพร้อมทั้งหลุบตามองมือของเราที่จับกัน ไม่สิ เขากำลังบีบมือฉันต่างหาก บีบแรงมากแบบไม่คิดจะปล่อยเลยด้วย

เอาเข้าไป เอาแต่ใจแบบนี้มัน...

“ก็ได้” ฉันใช้มืออีกมือแกะนิ้วเขาออก ก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปในร่องนิ้วของเขา... ทำให้เหมือนเราสอดประสานนิ้วเข้าหากันไว้ “ทีนี้จะไปได้รึยัง”

นี่ฉันทำบ้าอะไรอยู่กันแน่... ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้สักหน่อย

ในขณะที่ศึกรบก้มมองที่มือของเราสองคนที่สอดประสานกัน สักพักเขาก็ยกเท้าออกจากเท้าฉัน ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ

“งุ้ย '^'...” เขาทำเสียงแปลกๆ ออกมาก่อนจะมองมือของเราค้างไว้

“อย่ามาทำตัวบ้าๆ นะศึกรบ” ท่าทางการมองของเขาทำให้ฉันหน้าร้อนขึ้นมา จนต้องหันหลังให้และออกแรงดึง... แล้วเขาก็เดินตามมาง่ายๆ

หลังจากนั้นฉันก็ซื้อของตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือศึกรบเอาแต่หยิบขนมโยนลงรถเข็นไม่หยุดจนฉันไม่รู้จะห้ามยังไง เขาคิดว่าตอนนี้ฉันรวยมากมั้ง คนที่หนีมาอยู่ตัวคนเดียวมันไม่ได้รวยเสมอไปหรอก

จนถึงตอนที่ออกมาจากห้าง... เพราะหมอนี่หยิบขนมมาเยอะมาก เขาเป็นคนจ่ายเองหมดโดยการโยนบัตรเครดิตใส่หน้าพนักงาน แล้วก็เป็นคนเอาไปถือเองทั้งหมดด้วย

“เอามาให้ฉันถือเอง” ฉันจะแย่งถุงจากมือเขา คือเพิ่งนึกได้ว่าศึกรบคงต้องไปล้างแผลก่อน แล้วโรงพยาบาลก็อยู่แถวนี้พอดี แค่นั่งรถไปไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงแล้ว

“อย่ามายุ่ง” ดูเหมือนศึกรบจะงี่เง่าอะไรสักอย่างอีกแล้ว ก่อนหน้านี้เราเถียงกันนิดหน่อย ไร้สาระสุดๆ

“อืม ตามใจ” เพราะงั้นฉันถึงจับแขนเขาไว้แทน ก็เขาทำท่าจะล้มตลอดเลยต้องจับไง “อย่าให้ฉันจับได้นะว่านายฟอร์มจะล้ม”

“ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้น” ดูแต่ละคำที่เขาตอบเอาแล้วกัน ตอบว่าไม่ได้โง่นี่มันคืออะไร

และในวินาทีนั้นเอง...

“นั่นไง... ผู้หญิงคนนั้นไงที่เป็นแฟนคนใหม่ของไอ้ฟันเหล็กเด็กแว้นซ์ที่ชื่อศึกรบอ่ะ เห็นป่าว... มาเที่ยวด้วยกันด้วยเว้ย”

“ไหนๆ เฮ้ย... นั่นมันพี่ลูกพีชที่เคยเรียนอยู่ม.เซนต์เอมพ์เมื่อปีที่แล้วนี่หว่า”

“มหาลัยอะไรวะ ชื่อไม่คุ้นเลย”

“มหาลัยอินเตอร์ที่ฮ่องกงไง พี่กูเรียนอยู่ที่นั่นเว้ย เห็นเคยเล่าให้ฟังว่าพี่คนนี้แหละที่เคยนอนกับผู้อำนวยการของมหาลัยเพราะอยากได้เกรด ทุกวิชาตอนปี 1

“จริงดิ ใช่คนนี้เหรอ”

“ใช่ดิ สวยๆ แบบนี้ไม่ลืมหรอก เห็นว่ามีรูปหลุดด้วย เดี๋ยวจะเอาไปให้ดู ดูป่ะ”

ผัวะ!

แต่แล้วยังไม่ทันที่ฉันจะเมินสิ่งที่ได้ยินถึงสามวินาที ถุงน้ำผลไม้กระป๋องก็ถูกเขวี้ยงไปยังนักเลงกลุ่มนั้นทันที

ในขณะที่ฉันหน้าชาไปเรียบร้อยแล้ว... รูปหลุดงั้นเหรอ...

“สัส พลาด” จากนั้นเสียงบ่นของไอ้ผู้ชายที่เดินอยู่ทางด้านหลังก็ดังขึ้น "ทำไมไม่โดนหัว"

“ใครวะ” หนึ่งในพวกนั้นตะโกนขึ้น ดูเหมือนพวกนี้จะเด็กกว่าพวกเราแน่ๆ

ฉันดึงตัวศึกรบให้เข้ามาหลบหลังเสาก่อนที่นักเลงพวกนั้นจะหันมาเห็น คือที่จริงมันก็ไม่มิดหรอก แต่คงทำให้พวกนั้นดูไม่ทัน

“ปาของใส่เค้าทำไม” ถ้าเป็นปกติฉันคงไม่ถามหรอก หมอนี่มันตัวหาเรื่องอยู่แล้วนี่

“พวกมันโกหก ไม่รู้แล้วเสือกพูด... อื้อ” ฉันเอื้อมมือไปปิดปากศึกรบ รู้อยู่หรอกว่าเขาคงได้ยินที่พวกนั้นพูด

“ฉันอาจจะทำแบบนั้นก็ได้ ข่าวคาวมันก็มีมูลมาจากความจริงอยู่แล้ว สนทำไม” ไอ้เรื่องนอนกับผู้อำนวยการตอนฉันอยู่ปีหนึ่งนั่นน่ะ... อ้อใช่ เพราะฉันได้เกรด ทุกวิชาด้วยมั้ง คือฉันความจำเสื่อม และคิดว่าคงไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น แต่มันก็เป็นไปเอง

แต่ศึกรบกลับส่ายหน้าจนฉันผละมือออก

“เธอเรียนเก่งอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” ถึงเสียงเขาจะเหนื่อยมาก แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

และมันเป็นอีกครั้งที่ศึกรบพูดเหมือนรู้จักฉันดี... เขารู้ได้ไงคงไม่ต้องถามแล้ว ก็ใช่... ฉันรู้ตามสัญชาตญาณว่าเรียนเก่ง ไม่จำเป็นต้องนอนกับใครเพื่อแลกเกรด แต่ว่า...

เผลอครู่เดียวเขาก็จะออกไปหาคนพวกนั้นให้ได้ จนฉันต้องดึงไว้อีกรอบ

“ไปหาหมอได้แล้ว จะได้กลับไปกินข้าว”

“...”

“ถ้านายหยุด ฉันจะป้อน” ฉันพูดเพราะไม่รู้จะหาอะไรมารั้งเขาไว้ดี

ไม่รู้ฉันคิดไปเองหรือเปล่า... แต่ดูเหมือนเขาจะหายเมาแล้ว มันรู้สึกได้จากท่าทางบางทีไง ที่เขาเป๋ๆ มันเป็นเพราะพิษไข้อย่างเดียวแล้วตอนนี้

“ไม่เชื่อ โกหก ไม่เชื่อ โกหก” แต่ครั้งนี้ศึกรบกลับไม่ฟัง อ้อ... ฉันเพิ่งผิดคำพูดเพราะบอกว่าจะไม่อาบน้ำให้เขาเอง

“ว่าไงนะ ใครไม่เชื่อ” แต่มาคิดดูอีกที... ฉันคงคิดไปเองมากกว่า ดูที่เขาพูดสิ

“ลูกพีชคือคนที่โกหก” เขาใช้สายตาเหนื่อยๆ กวาดมองฉันทั้งตัวตอนพูดประโยคแรก ก่อนจะก้มมองตัวเองพร้อมทั้งพูดต่อ “ศึกรบคือคนที่ไม่เชื่อ”

“ไปเถอะ แท็กซี่จะมาแล้ว” ฉันเหลือบตามองรถที่กำลังจะผ่านมาพอดี

“...” แต่หมอนี่ก็ยังยืนเฉยอยู่ได้ จากสภาพฉันคิดว่าเขาคงจะเป็นลมเร็วๆ นี้แหละ

“ศึกรบ มานี่ได้แล้ว” ฉันเหนื่อยจริงๆ กับการที่ต้องรั้งเขาไว้ไม่ให้ก่อเรื่อง ทำไมวันนี้เวลามันถึงผ่านไปช้าแบบนี้ก็ไม่รู้ “ไม่ได้โกหก”

“...” เขาไม่ตอบ แต่ใช้สายตาล้าๆ หลุบมองฉันแทน แต่สักพักเขาก็สะบัดหน้าหันไปมองนักเลงพวกนั้น สายตานั่น... ถึงจะดูป่วย แต่เขาไม่ได้ปิดบังเลยว่าจะไปหาเรื่องพวกนั้นให้ได้

หมับ!

“...” เพราะไม่อยากให้มันวุ่นวาย ฉันถึงใช้มือตะปบแก้มของเขาแล้วรั้งให้หันกลับมามอง

“ตบทำไม ฉันเจ็บ” เขาก้มหน้าลงมามองฉัน ก่อนจะทำหน้าตาเหมือนคนที่ดื้อแพ่งสุดๆ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังฝืนจะเหลือบตาไปมองพวกนั้นอยู่ดี

“ศึกรบ”

“...”

“ทำตัวให้มันดีๆ สิ” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วก็ทำแค่มองและพยายามจะใช้สองมือรั้งใบหน้าเขาให้มองอยู่ที่ฉันพอ

ทำไมเนี่ย... ไม่ชินเลยจริงๆ

“ถ้าไม่ให้อาหาร ก็จะไม่ทำตัวดี” แต่เขามองฉันแค่วูบเดียวแล้วเบี่ยงหน้าไปทางเดิม จริงอยู่ว่าตัวเขาไม่ได้ขยับ แต่สีหน้าของเขามันเชิญชวนนักเลงพวกนั้นจริงๆ

เคยเห็นไหม... ผู้ชายเวลาจ้องหน้ากันมักมีรังสีแปลกๆ โผล่ออกมาตลอด

“ฉันจะให้ โอเคมั้ย” ฉันพูดก่อนจะดึงแขนเสื้อเขาให้เดินตามมาเพราะสังเกตว่านักเลงพวกนั้นกำลังเดินมาทางนี้ แต่ศึกรบขืนแรงไว้จนชักหงุดหงิด “ถ้านายว้อนท์จะมีเรื่องให้ได้ ฉันจะทิ้ง...”

“อยากได้แบบนั้น” ศึกรบพูดตัดหน้าฉัน เขาบุ้ยหน้าไปทางจุดหนึ่งที่มีผู้หญิงกับผู้ชายกำลังหอมแก้มกัน

“มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ” ฉันอยากจะหัวเราะชะมัด... แคร์ศึกรบมากไปไหม หวงเขาไม่พอ ยังบ้าเป็นห่วงเขาอีก

ถ้าไม่ติดอยู่ตรงที่ว่าพวกนักเลงที่นินทาฉันเดินมาทางนี้ รถแท็กซี่ก็ใกล้จะจอดอยู่ตรงหน้าพวกเรา ส่วนศึกรบก็โยนถุงข้าวของที่ซื้อมาทิ้งแล้วคว้าแท่งเหล็กที่ถูกวางไว้แถวๆ นี้มาถือไว้ล่ะก็นะ

ทำตัวมึนไม่พอ นี่เขายังว้อนท์จะไฟต์กับนักเลงเป็นกลุ่มอีกหรือไง แล้วคำพูดที่เอาแต่ใจนั่นก็ด้วย

“ต้องเอาปากมาแนบ”

“...”

“แก้มซ้าย แก้มขวา หน้าผาก คาง จมูก ปาก... จูบให้หมดภายในครึ่งนาทีแล้วจะไม่มีเรื่อง!

 

 

พูดจบศึกรบก็ตั้งท่าจะเดินไปทางนั้น ส่วนพวกนักเลงก็ซุบซิบและมองหน้ากันเหมือนจะวัดจำนวนคน

“ศึกรบ...” ฉันขมวดคิ้วทั้งที่ยังรั้งตัวเขาไว้ แต่มันเหมือนกับว่าหมอนี่หลอกฉันมาตั้งแต่แรกว่าไม่มีแรง เพราะอะไรรู้ไหม...

“นับถอยหลัง... ยี่สิบเก้าวิ ยี่สิบแปดวิ” ทุกครั้งที่นับ เขาจะเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว และมันทำให้ฉันที่รั้งตัวเขาไว้เดินตามไปด้วย

หมอนี่กดดันฉันด้วยวิธีเดิมเลย... คือที่จริงไม่จำเป็นจะต้องเป็นห่วงคนแบบนี้ก็ได้ แต่...

ฉันหันไปอีกด้านหนึ่งที่รถแท็กซี่จอดอยู่พอดี คนขับหันมามองฉันเหมือนอยากจะถามทางสายตาว่าจะไปไหม ส่วนฉันก็พยักหน้าให้

ให้ตาย... ทิ้งศึกรบไว้ที่นี่ดีไหม

แต่ก็ให้ตายอีกนั่นแหละ ฉันรู้ว่าศึกรบกำลังจะมีเรื่องเพราะฉัน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มันมีฉันเป็นต้นเหตุ

“ฉันไม่ชอบแบบนี้ เข้าใจมั้ย” ฉันพยายามจะพูด ซึ่งมันยากมาก ก็น่าจะรู้ว่าหมอนี่กับฉันเนี่ย ที่ผ่านมาเราไม่ใช่แบบนี้ ไม่มีช่วงเวลาดีๆ เลย ฉันเอามาตรฐานอะไรมาห่วงเขากันเนี่ย

“ยี่สิบสองวิ ยี่สิบเอ็ดวิ ยี่สิบวิ” แต่ศึกรบกลับจ้องพวกนั้น เขาไม่ได้หยุดปลายเท้าแถมยังชี้ปลายท่อนเหล็กไปยังกลุ่มนักเลงที่ตอนนี้ตั้งท่าจะตรงดิ่งมาทางนี้ด้วย ไม่นานเสียงแหบๆ ของศึกรบก็ดังขึ้นอีก “มองทำไม เรียงตัวมาสิจะรอพ่อใครปูพรมแดงให้”

ปากนี่มัน...

ทันทีที่ศึกรบพูดจบ คนแถวนี้ก็มองมาเป็นตาเดียว ที่สำคัญคือข้างถนนนี่มีคนยืนอยู่เยอะมากด้วย

โอเค ก็แค่จูบเอง ไม่ใช่ไม่เคยสักหน่อย

ฉันคิดในใจจนใบหน้าร้อนผ่าว สองมือกระชากคอเสื้อศึกรบให้โน้มลงมาก่อนจะกดริมฝีปากลงบนแก้มข้างซ้ายของเขาแล้วผละออกทันที

แก้มหมอนี่ร้อนชะมัด... เหมือนความร้อนจากตัวเขาถูกถ่ายเทมายังริมฝีปากฉันด้วยแล้วตอนนี้

“อย่ามาทำแบบนี้เพราะฉัน เข้าใจมั้ย” ฉันพูดและเริ่มรู้สึกหน้าบางเมื่อตกเป็นเป้าสายตา

“ยังไม่ครบก็ยังไม่เข้าใจ... ไม่เข้าใจ!” เขายอมลดตาลงมองฉันในที่สุด ก่อนจะลดมือข้างที่ถือแท่งเหล็กลงพร้อมทั้งเอียงแก้มอีกข้างมาให้ฉันด้วย

“ทำไมถึงพูดยากพูดเย็นนักศึกรบ” ฉันกลั้นใจ พยายามไม่สนใจคนอื่นพร้อมทั้งจูบลงบนแก้มข้างขวาที่มันร้อนพอๆ กัน ก่อนจะรีบผละออกอย่างรวดเร็วเหมือนเดิม

“ตรงนี้ด้วย เร็ว...” คราวนี้เขาชี้ที่หน้าผากตัวเองทั้งที่ยังโน้มตัวลงมาฉัน

“...” ฉันเม้มปาก ไม่รู้จะจัดการกับคนๆ นี้ยังไงเลยยอมจูบที่หน้าผากเขาด้วย พยายามไม่โฟกัสไปรอบๆ ตัว รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าเห่อร้อนไปหมด

เหมือนจะเป็นลมเลย ฉันเป็นขนาดนี้ได้ยังไง หมอนี่อยากได้อะไร อยากให้ทำอะไรทำไมต้องยอมทำด้วย โง่เกินไปไหม

เคล้ง!

ไม่ถึงสองวินาทีฉันก็ผละออก มือก็แย่งท่อนเหล็กมาจากเขาพร้อมโยนทิ้งด้วย

“ทำไมไม่ตั้งใจหอม ทำลวกๆ ได้ไง” แต่ดูเขาสิ ให้ตายเถอะ ฉันโยนทิ้งยังรั้นจะก้มลงเก็บขึ้นมาอีก

“อย่ามาเยอะ” ฉันเริ่มขยำคอเสื้อเขาพร้อมออกแรงลากให้เดินกลับมาที่เดิม “ใครกันแน่ที่ไม่ได้ตั้งใจจะหยุด”

“...”

“ฉัน? นาย? หรือหมาที่ไหน?”

แต่รู้ไหมเขาตอบอะไรเมื่อถูกลากกลับมายืนที่เดิม...

“ลูกพีชไม่ตั้งใจหอม” ศึกรบหน้าบึ้งแต่ข้างแก้มของเขา... จากที่เดิมที่แดงระเรื่อเพราะพิษไข้ ตอนนี้แดงจัดกว่าเดิมอีก “ศึกรบจะไปนัวกับพวกมันให้เลือดท่วม จะไป...”

อีกอย่าง เกลียดตอนหมอนี่พูดจาแบบนี้พอๆ กับตอนที่เขาพูดประชดฉันเมื่อก่อนเลย

พรึบ!

เท่านั้นแหละ ฉันถึงข่มความอายไว้พร้อมกับก้มลงเก็บถุงข้าวของที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ ก่อนจะยัดมันใส่มือเขาและเขย่งเท้าขึ้นไป...

เสียงของศึกรบหายไปตอนที่ริมฝีปากฉันอยู่ใกล้ชิดกับริมฝีปากเขา แต่สุดท้ายฉันก็เคลื่อนขึ้นไปจรดลงกับปลายจมูกเขาแทน

ตรงกึ่งกลางของริมฝีปากฉันสัมผัสกับช่วงล่างของสันจมูกศึกรบ และมันก็ทำให้ใจเต้นจนน่าอายสุดๆ นี่มัน...

“ก็นายบอกภายในครึ่งนาที จะให้ตั้งใจเพื่ออะไร” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดี ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมต้องตอบคำถามเขาตลอด เมินไปสิ เมื่อก่อนฉันก็เมินได้นี่

“แล้วตอนไหนถึงได้นานๆ” เขายอมถือถุงไว้และทำเสียงไม่พอใจเหมือนเดิม ไอ้ที่หน้าแดงนี่เป็นเพราะพิษไข้ฉันรู้ น้ำหน้าอย่างนี้ไม่เคยเขินอะไรกับใครเขาจริงๆ หรอก

“ที่บ้านมั้ง” ฉันตอบโดยไม่ทันคิด

ตอนนี้เริ่มนึกขึ้นได้ว่าทำไมพวกนักเลงไม่ตามมาสักที ทว่ายังไม่ทันหันกลับไปจุดเดิม...

“ได้ กลับกันก็ได้ ไม่ต้องไปทำแผลกลับห้องเลย!” ศึกรบกลับก้มลงเอาหัวมาไสไหล่ฉันให้เดินไปทางรถแท็กซี่ ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าเขายอมจบง่ายๆ ถึงได้ขึ้นมาบนรถ...

และแล้วฉันก็ได้รู้หลังจากที่รถออกตัวว่าที่นักเลงพวกนั้นไม่เข้ามาหาเพราะมีตำรวจสองนายเดินเข้าไปคุยด้วยพอดี

“จะไปไหนครับ” โชเฟอร์หันมาถามเราสองคน ในขณะที่ฉันปรายตามองศึกรบที่ยังพยายามเอาหัวถูไปถูมากับไหล่ฉันไม่หยุด

รู้สึกเหมือนโดนปั่นหัว รู้สึกเหมือนคนโง่ รู้สึกเหมือนโดนหลอกให้หอมแก้มหมอนี่ต่อหน้าคนอื่นยังไงไม่รู้

โอเคว่าฉันอาจจะคิดมากไป แต่ประสบการณ์มันเคยมี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย

“คอนโด...” เสียงแหบๆ ของศึกรบดังขึ้นตอนที่เขาไสหัวลงมานอนตักฉันหน้าตาเฉย คือเราสองคนนั่งอยู่เบาะหลังไง

“ไปโรงพยาบาลค่ะ” ฉันหลุบตาลงมอง เห็นสภาพเขาแล้วพูดออกไปในที่สุด หน้าตาท่าทางของเขามันแย่สุดๆ ดูซีดเซียวไปหมดแล้วตอนนี้ และสุดท้าย...

ฉันคิดว่าหมอนี่คงไม่รู้ว่าพวกนักเลงจะไม่ตามมา หรืออาจจะรู้ แต่มันก็...

ไม่รู้สิ ช่างเหอะ ฉันไม่อยากนึกถึงตอนที่เป็นฝ่ายจูบหมอนี่บ่อยๆ หรอก

เรื่องน่าอายแบบนั้นจะไม่ทำอีกแล้ว

 

สองชั่วโมงผ่านไป

“เดินเร็วๆ สิ... แล้วพรุ่งนี้ก็กลับบ้านไปเลยด้วย”

ฉันดันหลังศึกรบในขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในห้อง ตอนนี้เราอยู่ชั้นเจ็ดของคอนโดเรียบร้อยแล้ว

“ง่วงนอน ปวดแผล อยากโดนนวด จูบก็ยังได้ไม่ครบ”

ส่วนหมอนี่ก็เดินแอ่นแด๊ะแอ่นแด๋อยู่ข้างหน้านี่แหละ เขาดูหง๋อไปนิดหน่อยหลังจากทำแผลเสร็จ และมันทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของหมอขึ้นมา

ทีหลังต้องเตือนแฟนด้วยนะคะว่าห้ามดื่มแอลกอฮอล์ตอนเป็นแผลและไม่สบาย มันจะทำให้แผลเย็บติดช้า จากเดิมที่ต้องตัดไหมวันพรุ่งนี้ก็คงไม่ได้เพราะแผลแตกแล้วไม่ยอมมาให้หมอดู แล้วแผลก็หายช้าด้วย

นี่ยังเป็นไข้หวัดใหญ่อีก มีแผลช้ำเพิ่มจากเดิมด้วยนะคะ

ยังไงพรุ่งนี้ต้องมาหาหมอตามใบนัด วันนี้ให้กลับไปพักที่บ้านนะคะ ทานยาให้ครบ หมอฉีดยาแก้ปวดให้เพราะแผลอักเสบ ถ้ายาออกฤทธิ์จะง่วงซึม ถ้าง่วงก็หลับได้เลยอย่าฝืนไว้นะคะ

นั่นแหละที่หมอบอกฉัน ไม่รู้หมอนี่คุยกับหมอว่ายังไง แต่ช่างเถอะ

“เข้าไปก่อน ฉันลืมซื้อของ” ถึงหน้าห้องฉันก็บอกศึกรบ ประเด็นคือเขาไม่ยอมกลับบ้านไปสักที ตอนนี้ก็หน้างอเพราะโดนหมอดุอยู่

“ไปด้วย”

“ไม่ต้องไป”

“จะตามติด” แต่ศึกรบหยุดปลายเท้าไว้ เขามองฉันพร้อมทั้งใช้มือชี้ที่ไหล่ตัวเอง “อยู่ห่างแล้วไม่แฟร์ ทำไมปล่อยให้หมอทิ่มฉัน”

“อะไรนะ...” ฉันปวดหัวมาก ปวดหัวที่สุด

“ก็หมอเอาเข็มทิ่มฉัน แทงมิดด้ามเลย เจ็บ” ศึกรบพูดด้วยน้ำเสียงซึมๆ

“เพราะนายมันสมควรโดนไง” ฉันเปิดประตูห้องโดยไม่สนใจเขา ก่อนจะผลักเขาเข้าไปในห้อง “รอในนี้”

“...” เขาเงียบพร้อมทั้งเป่าลมออกจากปากอย่างไม่พอใจ และเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้คะยั้นคะยอจะออกมาหาฉันที่ยืนอยู่อีกฟากของประตูแล้ว...

“ฉันไม่หนีนายตอนนี้หรอก” ฉันถึงพูดออกไปพร้อมทั้งปิดประตูห้องในทันที ก่อนจะหันกลับไปพูดกับใครอีกคน “ออกมาได้แล้ว ฉันรู้ว่านายอยู่ตรงนั้น”

ก็ใครสักคนที่ตามมาไง ฉันแอบเห็นตั้งแต่ตอนอยู่หน้าคอนโดแล้ว

“เอ่อ... ว่าไงลูกพีช” ยีสต์โผล่ออกมาจากช่องว่างระหว่างบันได เขาเดินเข้ามาหาฉัน และในทันทีปลายเท้าคู่นั้นหยุดอยู่ในระยะใกล้เขาก็พูดต่อพร้อมทั้งจ้องมองต้นคอฉัน “เธอคืนดีกับไอ้รบแล้วล่ะสิ”

เพียะ!!!

“...” ฉันตบหน้าเขาทันทีโดยไม่ได้พูดอะไร

“อยู่ดีๆ เธอตบฉันทำไม” ยีสต์หน้าหันไปเลย แต่ไม่นานก็หันกลับเผชิญหน้ากันอีกครั้งด้วย

“คิดเอาเองสิว่าทำไม” ฉันจะไม่ถามหรอกว่าทำไมเขาถึงได้มาที่นี่

“เรื่องอะไร ไอ้รบพูดอะไรใส่ร้ายฉันให้เธอฟังรึไง” ยีสต์เม้มปากพร้อมทั้งจ้องต้นคอฉันอยู่อย่างนั้น “ฉันรู้ว่าไม่ใช่เรื่องเก่าๆ หรอก ถ้าเรื่องฉุด... ก็ขอโทษไปแล้วไง”

“ก็ใช่ แต่ฉันนึกว่านายทำเอง” ฉันถอยออกห่างจากเขาพร้อมทั้งยกมือขึ้นปิดต้นคอไว้ ไม่รู้หรอกว่ามันมีอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้มายาก็มองต้นคอฉันเหมือนกัน “ไม่เห็นบอกว่ามีคนสั่งให้ทำ”

“...” เขานิ่งไป ทำสีหน้าเหมือนไม่คิดว่าฉันจะรู้ ไม่นานก็พูดต่อ “ไอ้รบใส่ร้ายฉันใช่มั้ย มันบอกว่าไง พูดมาเลยลูกพีช...”

เพียะ!!

“ทำไมนายถึงให้ร้ายเพื่อนตัวเองอยู่ได้” แล้วบางที... ฉันก็โกรธที่ยีสต์พูดว่าศึกรบใส่ร้ายเขา นี่มันบ้าชะมัด “นายรวมหัวกับมายาใช่มั้ย”

เพราะฉันได้ยินที่มายาพูด เธอบอกว่าให้คนมาดักฉุดฉัน... ถ้าไม่ใช่ยีสต์แล้วจะใคร

“เวรเอ๊ยมายาเป็นใครวะ ฉันไม่ได้รวมหัวกับคนที่เธอว่าแต่เป็นกับไอ้ศึกรบแฟนเธอต่างหาก!!” ยีสต์ขึ้นเสียงใส่ฉัน “เป็นมันต่างหากเว้ยที่จ้างฉันไปฉุดเธอคืนนั้น ฉันไม่ได้อยากจะทำโอเคมั้ย รู้แค่ว่ามันมีคนอีกกลุ่มจะฉุดเธอแต่พวกฉันแค่ฉุดตัดหน้าก่อน”

“...” อะไร... นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย

“ไอ้รบต่างหากที่อยากให้เธอเสียใจไม่ใช่ฉัน มันวางแผนให้เธอโดนฉุดแต่ดันสะเหร่อมาช่วยเธอเอง มันไม่ได้รักเธอเว้ย มันก็แค่เล่นตลกกับเธอ!

 

SUEKROB TALK

ถามจริง หน้าผมเหมือนคนโง่ตรงไหน

หงุดหงิด งุ่นง่าน อยากกัดหมอน ไม่ชอบ รำคาญ ง่วง

หงุดหงิดทุกอย่างตั้งแต่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่กับลูกพีช โมโหเพื่อนที่ตามใจผม... ส่งผมมาให้เธอง่ายๆ โมโหลูกพีชที่ดูแลผมอยู่ได้ บางทีก็รำคาญอยากกัดหมอนให้ขาดสะบั้นเพราะโมโหตัวเองที่ไม่ได้อยากมาแต่ก็ไม่ได้อยากกลับไป

“เลิกโง่ได้แล้วลูกพีช” เสียงไอ้ยีสต์ดังขึ้นจากนอกประตู

ตอนนี้ก็... ยืนเอาหลังพิงประตูอยู่ ได้ยินทุกอย่าง แต่สมองไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ เพราะแบบนี้ไงถึงไม่อยากโดนเอาเข็มทิ่ม

ยาทำผมเบลอ หายปวดแค่นิดเดียวไม่รู้จะฉีดทำไม ไม่เข้าใจ

ป่วยแล้วต้องการคนเอาใจ ผมรู้ว่าลูกพีชทำได้ ผมรู้ว่าอยากเจอเธอแต่ไม่ได้ตั้งใจจะมาหา

ก็เธอมาแอบจูบผมเอง เธอเริ่มก่อน เธอผิด ต้องรับผิดชอบ

 

บอกความลับให้ข้อหนึ่งก็ได้... ผมกำลังโกรธลูกพีชอยู่ โกรธมากด้วย ร่างกายต้องการ ปั่นหัวเธอ’ แต่นั่นหมายถึงผมต้องทำคนเดียว ใครหน้าไหนห้ามเกลียดเธอ ใครหน้าไหนห้ามชอบเธอ หน้าที่ผม... ผมทำเองได้ เรื่องเธอความจำเสื่อมไม่มีผลอะไร

อ่านปากผม... 'ไอ ด้อนท์ แคร์'

แต่พอเริ่มยุ่งด้วย ความรู้สึกเดิมๆ ก็กลับมา ผมรู้สึกเหมือนเป็นฝ่ายโดนปั่นหัวเองจนแทบลืมไปจนหมดว่าก่อนหน้านี้ตั้งใจจะทำอะไร

 

“เคยบอกแล้วไง ถ้ามันรักเธอจริง มันไม่ปล่อยให้ผู้ชายคนอื่นอยู่ใกล้เธอหรอก”

“ฉันว่า... นายกลับไปก่อนดีกว่า”

เสียงคุยของลูกพีชกับไอ้ยีสต์ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าผมให้ผู้ชายคนอื่นอยู่ใกล้ลูกพีชแล้วมันทำไม จะเป็นจะตายกันให้ได้เลย

ไอ้เพชรคือพี่ชายเธอ มันเป็นส่วนที่เธอควรมี ส่วนไอ้ยีสต์... ก็เธอบอกเองว่ามันเป็นเพื่อน

ผมกัดริมฝีปากอย่างขัดใจและเดินไปหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมากดส่งไลน์หาไอ้ยีสต์

 

รบ:: ตีท้ายครัวผม ระวังจะล้มจนไม่มีวันลุก

 

ส่งๆ ไปงั้น เป็นเพื่อนกันเวลาจริงจังต้องสุภาพหน่อย แล้วก็โยนมือถือไปตรงโซฟาเพราะตาเริ่มลาย บอกไว้เลยว่าจะไม่ยอมนอน...

ถ้ามันยุ่งยากนัก เพื่อนก็ไม่ต้องมี พี่ก็ไม่ต้องได้ อยู่มันอย่างนี้แหละดี

มันทำให้โมโหตลอดเวลาเพราะผมเริ่มกลับไปหวงเธออีกรอบ มีคนชอบเยอะจัดจนชักอยากจะจับตราสังข์ขังไว้ในตู้ให้มันจบๆ กันไป

“จำได้มั้ยลูกพีช ที่ฉันบอกเธอว่าจะพาไปดูอะไรดีๆ หลังเลิกเรียน” แต่แล้วเสียงของไอ้ยีสต์ก็ดังขึ้นอีก สงสัยยังไม่ได้อ่านไลน์ ไม่เป็นไรไม่รีบ ช่วงนี้ใจดีก็ได้

“ฉันไม่อยากไป” นี่เสียงลูกพีช และผมรู้ว่าไอ้ยีสต์จะพูดอะไรต่อ

เท่านั้นแหละ ผมเลยกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ออกมาเปิดเทรดปากราดลงพื้น พร้อมทั้งใช้อีกมือยกเก้าอี้ขึ้นก่อนจะ...

โครม!!

ผมเขวี้ยงมันลงพื้น ถีบโต๊ะให้เสียงดังโครมคราม สร้างสงครามในห้องครัว แต่อาการมึนทำให้ผมเซไปชนประตูจนเจ็บแผลที่หลัง ผมรู้ว่าอีกไม่กี่วินาทีลูกพีชจะต้องวิ่งเข้ามาหาผมในห้อง จะได้เลิกคุยกับไอ้ยีสต์สักที

พอใจจะไม่ออกไป แต่จะไซโคให้ลูกพีชเข้ามาหา อยากหักหน้าให้ไอ้ยีสต์รู้ว่ามันไม่ได้สำคัญมีไรมั้ย

แต่แล้วตอนที่กำลังถีบโต๊ะในห้องครัว... สายตาผมดันเหลือบขึ้นไปเห็นโหลอะไรสักอย่างที่มันซ่อนอยู่บนชั้นวางของด้านบนซะก่อน

ขนม...

ผมตั้งท่าจะเอื้อมไปหยิบด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ทำท่าจะเขวี้ยงกระป๋องเบียร์ทิ้งพร้อมทั้งนับหนึ่งถึงสามในใจไปด้วย

หนึ่ง สอง สาม

 “อย่าโยน” ลูกพีชที่ไม่รู้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เอื้อมมือมาคว้าแขนผมไว้ ก่อนจะแย่งกระป๋องเบียร์ไปแล้วโยนทิ้งถังขยะแทน “ทำห้องครัวรกทำไม อะไรนักหนา”

"เธอไปนาน เหงาก็เลยอยากพังโต๊ะเล่น" ผมตอบโดยไม่หันไปมอง รู้อยู่หรอกว่าโดนจ้องอยู่

"ไม่ใช่เดินชนโต๊ะชนเก้าอี้หรอกเหรอ" ไม่รู้ทำไมลูกพีชถึงพูดแบบนี้ สภาพผมมันเหมือนคนซุ่มซ่ามนักหรือไง

"..." จะไม่ตอบ หยิ่ง

"ทีหลังอะไรที่ไม่ได้ทำ นายไม่ต้องบอกว่าทำก็ได้" อีกแล้วเห็นไหม... ช่วงนี้เธอชอบพูดเข้าข้างผม ทำให้ผมรู้สึกว่าเธอกำลังเรียกเครดิต คิดจะโกงด้วยการทำเหมือนรู้ว่าผมโกหกอะไรไว้บ้าง ชักเกลียด

ก็จะเกลียดทั้งที่อยากอยู่ใกล้นี่แหละ

“ก็...” แต่พอผมหันไปมอง เห็นเธอทำหน้าดุแล้วกลับอยากขบ อยากกัด... ไม่ไหวแล้ว

“ทำไมชอบเมาตอนป่วย ไม่เข้าใจ” ลูกพีชขมวดคิ้วมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า มือของเธอเลื่อนมาจับต้นแขนผมเบาๆ ด้วย

ถ้าการฝากคนอื่นไว้มันยาก ผมก็แค่เอากลับคืนมา ถ้าอยู่ห่างๆ แล้วเรื่องมาก ผมก็จะเอาตัวเองมาซุกไว้กับเธอแบบนี้แหละ หายเมื่อไหร่จะไซโคให้สะใจ ผมยังชอบเห็นเธอเจ็บเหมือนเดิม แต่ตอนนี้...

ฟุบ!

“อืม... มึนหัว ไม่ไหวแล้ว” ผมถึงได้เซไปซบต้นคอของลูกพีชที่มีรอยจูบของผมอยู่เต็มไปหมด

“แล้วใครใช้ให้นายดื่มเบียร์” ลูกพีชห้ามแต่ดันยกมือขึ้นกอดผมไว้ ก็นั่นน่ะสิ... การที่ผมมีกลิ่นต้องหมายความว่าดื่มทุกครั้งหรือไง ช่วงนี้กอดผมเป็นว่าเล่น คิดว่ายอมแล้วจะกอดแค่ไหนก็ได้มั้ง

อืม... ผู้หญิงอะไร ยิ่งโตยิ่งอึ๋ม ตัวก็หอม แถมโง่ด้วยอีกข้อ

“ก็เมียหนีไปคุยกับชู้ ผัวเลยตรอมใจ ซดเบียร์จนเมาตายเรียบร้อยแล้ว อ๋อย...”

ผมพูดพร้อมเอาแก้มเข้าไปกลั้วกับซอกคอเธอ แล้วก็ได้แต่คิดในใจ

แล้วอย่างนี้ลูกพีชจะไปไหนรอด...

 

 

TO BE CONTINUED

 


“ศึกรบ... ทำตัวดีๆ สิ


 

 

 

.:: WARNING ::.

 อัพครึ่งแรกค่ะ ตาลเมนชั่นในเด็กดีนะเออ

ถ้ามีคอมเม้นติชมไปที่เด็กดีไม่ก็ในเพจนะคะ

ลิ้งค์ตอนนี้เด็กดี

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1178378&chapter=15



ตอนนี้เปิดพรีออเดอร์มังกร+สายฟ้า รอบที่ 5 อยู่นะคะ
เป็นรอบสุดท้ายแล้ว สนใจคลิกดูข้อมูลที่เพจเนอะ

https://www.facebook.com/LtaLuktarn

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว