กำลังแต่งนิยาย "ถ้าผู้กล้าผันตัวเป็นจอมมาร ฯ" อยู่ ไปติดตามกันได้นะ!

บทที่1 ตอนที่4 "ไม่นึกเลยว่าฉันต้องใช้สิ่งนี้..." . "เป็นอะไรรึเปล่า!?"

ชื่อตอน : บทที่1 ตอนที่4 "ไม่นึกเลยว่าฉันต้องใช้สิ่งนี้..." . "เป็นอะไรรึเปล่า!?"

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 361

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2562 15:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่1 ตอนที่4 "ไม่นึกเลยว่าฉันต้องใช้สิ่งนี้..." . "เป็นอะไรรึเปล่า!?"
แบบอักษร

“...ข้างนอกนั่นมีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่านะ?” 

“คงเป็นสัตว์อสูรที่อันตรายสักอย่างแหละน่า” 

ริกส์มิคาเอลที่เดินเข้ามาหาตนอย่างขอไปที เพราะเสียงเมื่อกี้ทำให้มิคาเอลรู้สึกสงสัยและกระวนกระวายเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของเธอที่ต้องออกไปตรวจสอบ เพราะเธอกำลังทำหน้าที่สอนนักเรียนภายในห้องอยู่นั่นเอง 

ก่อนหน้านี้ ริกส์และมิคาเอลนั้นพากันไปทานอาหารที่โรงอาหาร ด้วยความรวดเร็วทั้งคู่จึงพากันมาที่ห้องพักอาจารย์เพื่อเตรียมสอนในคาบต่อไป ระหว่างนั้นริกส์ก็ได้รับงานจำนวนมหาศาลจากมิคาเอลมา ในตอนนี้เขาจึงกำลังจัดการงานส่วนมากที่มิคาเอลไม่ได้ทำอยู่ แต่เดิมมันคืองานที่ตัวมิคาเอลนั้นไม่ถนัดนั่นเอง 

แต่เท่าที่อ่านเอกสารเหล่านี้มา ส่วนมากจะเป็นการร้องเรียนเสียมากกว่าจะเป็นการชื่นชมในผลงานที่ทำไป ดูเหมือนว่านักเรียนในห้องจะมีพวกที่มีปัญหาอยู่ไม่น้อยเลย และที่หนักที่สุดดูเหมือนจะเป็นจดหมายข่มขู่ที่ไม่รู้ทำไมถึงอยากให้มิคาเอลลาออกจากการเป็นอาจารย์ 

หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ริกส์จะเป็นคนจัดการทุกอย่างให้ อย่างน้อยๆก็มีแค่เขาที่พอจะจัดการกับเรื่องแบบนี้ได้ ถ้าให้มิคาเอลจัดการคงไม่มีทางไหวอย่างแน่นอน 

อย่างน้อยๆตอนนี้ริกส์ก็คิดจะทำงานอย่างเต็มที่ จึงไม่มีเวลาว่างที่จะสนใจสิ่งรอบข้าง อีกอย่าง หากนั่นเป็นสิ่งเลวร้ายแล้วล่ะก็ มาริและคนอื่นๆก็คงจะจัดเอง ดังนั้นตนควรจะอยู่ในห้องนี้ไม่ออกไปไหนคงจะดีเสียกว่า 

“...นั่นสินะ ช่างมันก็แล้วกัน” 

มิคาเอลข่มความสงสัยแล้วเดินกลับไปที่หน้าชั้นเรียน ริกส์ในตอนนี้นั้นนั่งอยู่ที่ว่างด้านหลังห้อง แม้จะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งให้ความสนใจกับเขา แต่ว่าการเรียนนั้นสำคัญ ไม่นานทุกคนก็ให้ความสนใจแก่มิคาเอลมากกว่าแล้ว 

ริกส์นั้นไม่เกี่ยวเรื่องเวทมนตร์ นั่นเพราะเขาไม่มีพลังเวทมนตร์ในร่างกาย ถ้าพูดให้เข้าใจคือเขาไม่มีวงจรเวทมนตร์ในร่างกายเลย เมื่อไม่มีแหล่งกำเนิดและแหล่งกักเก็บเวทมนตร์ ริกส์ก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้นั่นเอง 

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังใช้งานอุปกรณ์เวทมนตร์ได้ แม้ว่าจะต้องใช้มานา แต่เขานั้นมีประสบการณ์และฝึกฝนการควบคุมมานาจากภายนอกมาแล้ว แต่มันไม่เพียงพอที่จะใช้งานเลยแม้แต่น้อย 

มานาที่สามารถดึงมาใช้งานได้นั้นถูกนำมาสร้างวงจรเวทมนตร์ขนาดเล็กที่ซับซ้อนอย่างมาก นั่นก็เพื่อที่จะใช้อาวุธสุดถนัดของเขานั่นเอง 

มานาจำนวนน้อยที่อยู่รอบๆริกส์นั้นจะถูกนำไปใช้ผ่านการสัมผัสพิเศษ ริกส์แค่สัมผัสกับเวทมนตร์จำนวนหลากหลายและทดสอบการควบคุมมานาของตน น้อยคนที่จะทำแบบนี้ได้ แต่ริกส์ก็ผ่านมันมาได้ แม้จะยากลำบากมากก็ตาม 

การสัมผัสกับเวทมนตร์สักครั้งนั้น แม้จะมีวงจรณ์เวทมนตร์อยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจองค์ประกอบของมันได้ขนาดนั้น แต่ริกส์ใช้สัญชาตญาณของเขาในการแยกองค์ประกอบ และทำการวิเคราะห์สิ่งที่ตนสัมผัสได้ 

เขาเข้าถึงองค์ประกอบของมานาอย่างรวดเร็ว มานาคืออนุภาคที่เล็กและไหลเวียนอยู่ทุกที่ แต่ในอากาศนั้นจะมีมานาจำนวนมาก และยังหนาแน่นมากอีกด้วย 

แม้ว่าริกส์จะไม่มีวงจรณ์เวทมนตร์ แต่การสัมผัสกับเวทมนตร์โดยตรงนั้นทำให้เขาเข้าใจอะไรบางอย่าง และผลลัพท์นั้นไม่ได้แย่เสียทีเดียว แม้จะเล็กน้อย แต่เพราะอย่างนั้น เขาที่เข้าใจโครงสร้างที่ซับซ้อนก็สามารถใช้งานอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ซับซ้อนได้ แต่ก็ไม่สามารถใช้งานอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ใช้มานามากเกินกว่าที่เขาจะใช้งานได้เช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเขาจำเป็นต้องใช้อาวุธที่เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์เสมอไป แต่เดิมทักษะของเขาก็มีไว้เพื่อต่อสู้ และจบการต่อสู้อย่างรวดเร็ว 

ไม่ได้แข็งแกร่งเวอร์วังเหมือนคนอื่นๆ การโจมตีธรรมดาๆไม่มีแสงหรือเวทมนตร์ใดๆ เป้าหมายของการต่อสู้ถ้าเป็นการล้มคู่ต่อสู้หรือฆ่า ทักษะของริกส์นั้นเป็นประโยชน์ที่สุด 

ในทางกลับกัน คนอื่นๆที่นำความสามารถที่ริกส์มีไปประยุกต์เข้ากับทักษะของตน ก็จะยกระดับความสามารถของตนขึ้นอีกหนึ่งระดับ และการต่อสู้ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ท้ายที่สุด ที่ริกส์กระทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปก็เพื่อจะให้ตัวเอง มาริและเอลี่อยู่อย่างสงบสุข ล่าสัตว์อสูรและหาเงินที่ไม่จำเป็นต้องหาไปวันๆ ใช้ชีวิตอย่างอิสระจนวันที่ตนหมดอายุขัย 

ริกส์ไม่มีอะไรจะติเตียน จริงอยู่ที่ริกส์เองก็มีความสามารถและความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์แม้จะใช้งานไม่ได้หรือไม่มีมานาก็ตาม แต่เพราะโรงเรียนนี้ไม่ได้สอนตามหลักสูตรทั่วไป การเรียนที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและควบคุมพลังเวทมนตร์แทนที่จะเป็นการท่องจำ ดังนั้นเขาจึงคิดว่า การที่มีนักเรียนเข้าโรงเรียนแห่งนี้นับเป็นเรื่องที่ดี 

อย่างไรก็ตาม คงปล่อยปละละเลยส่วนของการต่อสู้ไม่ได้ หากเรียนไม่เหมือนกันหรือการสอนไม่มีประสิทธิภาพ ริกส์ก็ต้องการที่จะแก้ไข อนึ่ง นี่เป็นคำขอร้องจากมาริ และริกส์ก็คิดว่ามันจำเป็นอีกด้วย 

*ตู้ม!!* 

“...รู้สึกไม่ชอบมาพากลจริงๆ” 

แม้เสียงกระซิบของมิคาเอลจะบางเบาแค่ไหน แต่ริกส์ก็ได้ยินมันอย่างชัดเจนและน่าประหลาดใจ ริกส์เหลือบสายตามองออกไปนอกหน้าต่างนั่นแล้วคิดในใจอย่างใจเย็น 

(...หวังว่าคงจะไม่มีปัญหาอะไรนะ มาริ) 

 

. 

 

มาริที่มาถึงจุดเกิดเหตุก็โดนโจมตีอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทว่าเธอก็สามารถป้องกันตัวด้วยเวทมนตร์ของตนได้อย่างเฉียดฉิว 

“นั่นมัน...คิเมร่างั้นเหรอ!?” 

ตัวการที่สร้างเสียงดังและทำลายขบวนรบของเหล่านักผจญภัยจนมีหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส คือสัตว์ประหลาดที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม 

แต่สิ่งนี้นั้นไม่เหมือนการตัดต่อพันธุกรรมแต่อย่างใด มันคือการตัดต่อร่างกายและปลูกถ่ายอวัยวะที่ไม่ใช่ของตนเข้าไป รูปร่างของมันจึงไม่เหมือนคิเมร่าที่มาริเคยเจอ 

รูปร่างของมันนั้น ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือคอขึ้นไปคือหัวของปีศาจที่มีเขาขนาดใหญ่ แต่เดิมการที่จะตัดต่อพันธุกรรมก็ไม่สามารถทำให้คิเมร่ามีสติปัญญ่าได้ ดังนั้นต่อให้ใช้เซลล์ของอมนุษย์หรือมนุษย์ก็ย่อมไม่เกิดผลใดๆ แต่การที่มันมีหัวแบบนั้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อมาริเลย ใบหน้าของปีศาจนั้นค่อนข้างจะน่าหวาดกลัว โดยเฉพาะใบหน้าที่ไร้สติของพวกมัน 

ส่วนต่อมาคือหน้าอกซ้ายไปจนถึงสีข้างด้านซ้าย เป็นแขนขนาดใหญ่ที่คาดว่าน่าจะเป็นแขนของปีศาจลิงที่อยู่ในหุบเขามืดซึ่งอยู่ในทวีปปีศาจ มันมีขนาดใหญ่กว่าร่างกายมากจนทำให้ร่างกายของมันไม่สมดุลย์ 

ส่วนที่สาม คือตั้งแต่อกซ้ายลามมาจนถึงรักแร้ข้างขวา มันเป็นแขนที่มีกรงเล็บที่น่าหวาดผวา นั่นคือแขนของกิ้งก่าทะเลทรายไม่ผิดแน่ ผิวหน้าของมันเหนียวและยืดหยุ่นเป็นอย่างมาก จนแทบจะเทียบเคียงกับเกล็ดของมันกร ทำให้กิ้งก่าทะเลทรายที่หายากนี้เป็นสัตว์อสูรระดับสูงหนึ่งตัวเลย 

ส่วนสุดท้าย คือส่วนใต้รักแร้ขวาลงไปจนถึงขา มันเป็นส่วนของลำตัวที่มีแขนขวาติดมาด้วยของหมาป่าทมิฬประเภทกลายพันธุ์ ที่ทำให้ยืนสองขาได้เหมือนกับมนุษย์หมาป่าในร่างหมาป่า ที่สามารถรับรู้ได้เพราะมนุษย์หมาป่าตอนกลายร่างนั้น ร่างกายจะเหมือนมนุษย์หนึ่งห้าสิบเปอร์เซ็น ดังนั้นเท่าที่เห็นจึงทำให้มาริสรุปได้ว่ามันไม่ใช่ชิ้นส่วนของมนุษย์หมาป่า แต่เป็นหมาป่ากลายพันธุ์ และเพราะมีขนสีดำจึงเป็นหมาป่าทมิฬ 

แขนซ้ายที่ใหญ่เทอะทะ แขนขวาที่มีมากกว่าหนึ่งนั้น ไม่ใช่เรื่่องง่ายเลยที่จะต่อกรกับมันได้ด้วยตัวคนเดียว และนักผจญภัยเท่าที่มีก็ไม่ใช่คู่มือของมันเสียตั้งแต่แรก จำนวนคนที่มีเพียงสิบกว่าคนนั้นทำให้รับรู้ได้ว่าเมืองนี้มีนักผจญภัยไม่เพียงพอในตอนนี้ 

จำนวนนักผจญภัยในมืองนี้ถ้ารวมนักผจญภัยระดับสูงเกือบครึ่งนั้นก็มีจำนวนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองอื่นๆในแต่ละประเทศ ถ้านับแค่เมืองที่มีขนาดใหญ่ล่ะก็นะ 

ความจริงนักผจญภัยที่มีพรสวรรค์แต่ไม่มีประสบการณ์ก็มีอยู่มาก แต่เพราะคนดูแลกิลด์คือมาริ ทำให้นักผจญภัยเหล่านั้นถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนฝึกสอนนักผจญภัยเสียแล้ว นั่นเพราะว่าเธอให้ความสำคัญกับคนในเมืองนี้มาก คนส่วนมากที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้จึงชื่นชอบเธอ แต่ก็ยังมีบางคนที่คิดจะใช้ประโยชน์จากเธออยู่เช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ยอมให้คนของเธอมาตายกันที่นี่อย่างแน่นอน เธอคำนวนเวทมนตร์ที่จะใช้ภายในหัว แล้วร่ายมันออกมาอย่างรวกเร็ว 

“ ‘กำแพงเวทมนตร์’ ‘พื้นที่แห่งการฟื้นฟู’ ” 

กำแพงเวทมนตร์นั้นไม่ได้มีไว้ป้องกันการโจมตีของคิเมร่าปลอมนั่น แต่เธอสร้างมันเพื่อสร้างระยะห่างจากมันและพวกเขาเท่านั้น กำแพงเวทมนตร์นั้นแข็งแรงมากพอที่จะผลักร่างที่ใหญ่เทอะทะและไม่สมส่วนนั่นออกไปได้ง่ายๆ และเธอใช้จังหวะนี้รักษาคนอื่นๆ 

“รีบเข้าไปในเมืองซะ! อพยพผู้คนบริเวณนี้ให้หมด! ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้ส่งสัญญาณเร่งด่วนทันที!” 

มารินั้นทำตัวสมกับเป็นหัวหน้า มีความคิดและการตัดสินใจที่ดี อีกทั้งยังแม่นยำและรวดเร็วอย่างน่ามหัสจรรย์ 

อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังเป็นแค่แนวหลังที่มีทักษะการต่อสู้และเวทมนตร์ที่สามารถใช้โจมตีได้ในระดับหนึ่ง ไม่มีทางที่แนวหลังอย่างเธอจะต่อสู้กับคิเมร่าปลอมตรงหน้านี้ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่คิเมร่าที่เธอกังวลไว้ก็ตามที 

การที่ไล่ทุกคนให้กลับเข้ามืองและอพยพไปนั้น นั่นหมายความว่าเธอคิดจะต่อสู้กับมันตามลำพัง และถ้าไม่มีกำลังเสริมที่แข็งแกร่งพอ หรือเห็นท่าไม่ดี เธอก็คงต้องล่อหลอกให้มันไปทางอื่น หรือหลบหนีไปทั้งๆอย่างนั้น 

(‘ศาสตราศักดิ์สิทธิ์’ ตอนนี้ยังใช้งานไม่ได้ เพราะเพิ่งใช้ไปเมื่อกี้ทำให้มานาของฉันลดฮวบฮาบจนไม่มากพอที่จะใช้มันอีกครั้ง อีกอย่าง...ไม่มั่นใจด้วยว่าจะเอาชนะมันได้) 

แม้จะเป็นเวทมนตร์ที่มีพลังทำลายที่น่ากลัวอย่าง ‘ศาสตราศักดิ์สิทธิ์’ ก็ตาม แต่เพราะอันตรายจึงทำให้ต้องสูญเสียมานาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่รู้ถึงความคล่องแคล่วและพลังป้องกันของอีกฝ่ายอีกด้วย 

พลังทำลายนี้นั้น หากไม่โดนก็ไม่เป็นผล จึงมีวิธีการหลบหลีกอยู่มาก อย่างเช่นการเคลื่อนที่หลบด้วยความเร็วสูงสุดก่อนที่มันจะโดนร่างกายในระยะที่ใกล้มากพอ แต่วิธีนี้นั้นก็มีแค่ไม่กี่คนที่ทำได้ เพราะมันอันตรายและยากมาก 

อีกวิธีก็คือป้องกันมัน เพราะดูอัลลามีพลังป้องกันที่ค่อนข้างน้อย ผิดของมันไม่ได้ยากต่อการโจมตีหรือสร้างบาดแผลเลย แม้ว่าจะเป็นเสาดินที่แหลมคมของไอส์ก็สามารถสร้างบาดแผลให้มันได้ แน่นอนว่ามันไม่มีทางต้านทานการโจมตีของ ‘ศาสตราศักดิ์สิทธิ์’ ได้อย่างแน่นอน 

“...อย่างน้อยๆก็ต้องถ่วงเวลาให้มากที่สุดล่ะนะ ‘ดาบศักดิ์สิทธิ์’ ” 

เดิมทีเวทมนตร์ประเภทดาบนั้นจะสร้างอาวุธรูปร่างแบบเดียวกับดาบตะวันตกขึ้น ดาบสองคมที่มีความยาวค่อนข้างสั้นนี้จะมีไว้เพื่อโจมตีศัตรู และคุณสมบัติของเวทมนตร์ประเภทสร้างรูปร่างต่างๆนั้น จะส่งผลให้ธาตุแต่ละธาตุนั้นมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ‘หอกเพลิง’ แม้จะมีอนุภาพการทำลายล้างที่น้อยกว่าประเภทคลื่นดาบ แต่ถ้าเพราะเป็นธาตุไฟที่สามารถแผนเผาศัตรูได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะต้องโจมตีให้โดนจุดตาย 

เมื่อเทียบกันแล้ว เวทมนตร์ธาตุลมคงมีอนุภาพการทะลุทะลวงที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าธาตุใดๆ ดังนั้น ณ ที่แห่งนี้ จึงไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นของธาตุเวทมนตร์ที่มีพลังแตกต่างกัน เพราะจุดเด่นของเวทมนตร์นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม กับคนปรกตินั้นสามารถใช้เวทมนตร์ได้หลักๆเพียงแค่ธาตุเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้งานเวทมนตร์ได้มากกว่าสองธาตุแม้จะฝึกจนเข้าใจถึงธาตุเวทมนตร์นั้นๆได้ดี แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ถึงสองธาตุ และที่น้อยที่สุด คือคนที่ใช้เวทมนตร์ได้หลากหลายธาตุเสียจนน่าตกใจ เพราะเพียงแค่ธาตุพื้นฐานทั้งสี่นั้น กว่าจะเจอคนที่สามารถใช้งานมันได้ทั้งสี่ธาตุก็แทบจะต้องตามหาผู้กล้าเสียแทนแล้วด้วยซ้ำ 

ดังนั้น กับมาริที่ใช้งานเวทมนตร์สายสนับสนุนอย่างธาตุรักษาและสายกลางอย่างธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงมีการโจมตีที่จำกัด และจะเน้นไปทางป้องกันตัวเสียมากกว่า 

มารินั้นไม่สามารถต่อสู้กับคิเมร่าตัวต่อตัวได้โดยตรงแตกต่างจากคนอื่นๆ แม้ว่าตนจะแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวแค่ไหน แต่เดิมทีพื้นฐานของความสามารถนั้นก็แตกต่างจากคนอื่นๆอยู่แล้ว ถ้าศัตรูไม่ใช่มนุษย์โอกาสที่เธอจะต่อสู้แล้วชนะกลับมานั้นค่อนข้างจะต่ำเลยทีเดียว 

หลักฐานนั้นมองเห็นได้ง่ายๆที่ ‘ดาบศักดิ์สิทธิ์’ ที่เป็นแสงสีทองเรืองนั่นของเธอ ที่มีอนุภาพการโจมตีที่ไม่ได้สูงมากแม้จะเป็นเวทมนตร์ระดับกลางที่มีความซับซ้อนของวงจรเวทย์ในระดับนึงก็ตาม และการโจมตีนั่นก็ทำได้แค่ทำให้คิเมร่าตรงหน้ารู้สึกคันเท่านั้น 

พลังป้องกันค่อนข้างสูง และพลังโจมตีที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเข้าปะทะกันก็เรียกได้ว่าแทบจะไร้ผล … ไม่สิ มันไร้ผลไปแล้วต่างหาก 

“...พลังป้องกันสูงจริงๆ … เดี๋ยวนะ” 

บริเวณทีมาริโจมตีไปนั้นคือจุดตัดระหว่างลำตัวช่วงล่างกับส่วนแขนข้างซ้าย ซึ่งมันไม่ได้ไร้ผลไปซะทีเดียว 

ลำตัวส่วนล่างนั้นได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยคล้ายแผลไหม้ เห็นได้ชัดว่าจุดอ่อนของหมาป่าทมิฬกลายพันธุ์นั้นไม่ได้หายไป 

จุดอ่อนของหมาป่าทมิฬกลายพันธุ์นั้นคือ จะถูกเผาไหม้ด้วยเวทมนตร์ธาตุศักดิ์สิทธิ์ราวกับตนเป็นอันเดด แต่ก็แลกมาด้วยความสามารถที่หลากหลายราวกับมนุษย์หมาป่า ทั้งพละกำลังที่มากมายและความเร็วที่สูงจนน่าตกใจ 

อย่างไรก็ตาม หากรู้จุดอ่อนก็ไม่ยากที่จะโจมตี นั่นทำให้มาริมีกำลังใจในการต่อสู้มากขึ้น 

“ ‘กำแพงเวทมนตร์’ ” 

มาริร่ายเวทมนตร์บทเดิมซ้ำเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของคิเมร่า แล้ววิเคราะห์จุดอ่อนของศัตรู 

ถึงจะบอกว่าจุดอ่อนของหมาป่าทมิฬกลายพันธุ์จะยังไม่หายไปก็ตาม แต่ว่าผลของ ‘ดาบศักดิ์สิทธิ์’ นั้นแทบจะเรียกได้ว่าน้อยจนเกินไป มันถูกลดลงแทนที่จะถูกลบทิ้ง จุดอ่อนนั้นไม่ได้อันตรายถึงชีวิตแต่ก็ยังอยู่ห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ 

(ถ้าเป็นแบบนั้น...วิธีเดียวที่จะสามารถเอาชนะมันได้ ไม่ทำลายส่วนหัวด้วยเวทมนตร์ที่โดดเด่นของเวทมนตร์ธาตุน้ำ ก็เวทมนตร์ธาตุลมที่มีความสามารถทะลุทะลวงสูง … คงเรียกว่าทางเดียวไม่ได้แล้วสิเนี่ย) 

มาริยิ้มแห้ง การโจมตีของเธอไม่ได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการเลย ไม่มีทางที่เธอจะจัดการมันได้ง่ายๆแน่ 

แม้จะคิดว่าส่วนหัวที่เป็นส่วนของปีศาจนั้นน่าจะไม่สามารถต้านทานธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ปีศาจธรรมดา แต่เป็นปีศาจระดับสูง แม้แต่เวทมนตร์ธาตุแสงยังยากต่อการทำให้มันบาดเจ็บสาหัสเลยด้วยซ้ำ 

*เพล้ง!* 

กำแพงเวทมนตร์ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่มาริจะแสดงสีหน้าตกใจ นั่นอาจจะเพราะมันเชื่องช้ากว่าคิเมร่าที่เธอรู้จักกระมัง 

“ไม่นึกเลยว่าฉันต้องใช้สิ่งนี้...” 

มาริบ่นเบาๆ พลางนำสิ่งหนึ่งในกระเป๋ากางเกงออกมา 

มันคือถุงมือสีดำที่มีอักษรรูนและวงแหวนเวทมนตร์วาดเอาไว้อยู่ เธอสวมมันแล้วยิ้มออกมา ทว่านั่นเป็นการยิ้มเพื่อปลุกใจตนเสียมากกว่า เพราะอุปกรณ์ที่ตนนำออกมาก็ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้จริงๆ 

มาริที่สวมถุงมือแล้ว ก็นำฝ่ามือทั้งสองข้างประกอบเข้าหากัน จากนั้นก็ร่ายเวทมนตร์ออกมา 

“ ‘จงทิ่มทะลวงอริของข้า ‘คมเขียวพสุธา’ ’ ” 

ถุงมือนี้ มันเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่จะมอบความสามารถในการเข้ากันได้กับเวทมนตร์ธาตุที่ต้นไม่สามารถใช้ได้ ให้สามารถใช้งานได้เมื่อร่ายเวทมนตร์ออกมา โดยที่จะแลกเปลี่ยนกับการใช้มานามากกว่าปรกติถึงสองเท่า และส่งผลถึงร่างกายของผู้ใช้งาน 

ถุงมือชนิดนี้ถูกสลักรูนธาตุดินเอาไว้ ดังนั้นมาริจึงใช้ได้แค่ธาตุนั้น และมานาก็ลดลงไปถึงครึ่งจนแทบจะเรียกได้ว่าตอนนี้ เธอมีมานาแทบจะไม่เพียงพอต่อการต่อสู้แล้ว 

ถุงมือนี้ส่งผลถึงร่างกายของเธอโดยตรง อักษรรูนที่อยู่ตรงฝ่ามือ และวงแหวนเวทย์ที่อยู่ที่หลังมือนั้น ตอนนี้กำลังแผดเผามือของเธอจนเธอต้องกัดฟันอย่างหนักเพื่ออดทนต่อมัน 

แต่ผลของเวทมนตร์นั้นกลับออกมาดีกว่าที่คิด หินที่แหลมคมได้แทงทะลุออกมาจากพื้น และเข้าโจมตีศัตรูของมาริอย่างรวดเร็ว 

ส่วนล่างของคิเมร่าปลอมนั้น ถูกตรึงไว้ด้วยหินแหลมจำนวนมาก ถึงจะฆ่ามันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ แม้มันจะหนีออกมาได้แต่ก็ค่อนข้างจะเจ็บสาหัส อาจจะทำให้มันบุกเข้าโจมตีเมืองไม่ได้ไปสักพักใหญ่ๆ หากไม่มีใครมาฟื้นฟูให้มันล่ะก็นะ 

มานาของมาริได้รับการฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยน้ำยาฟื้นฟูที่เธอพกติดตัวเอาไว้ เป็นน้ำยาที่จะช่วยให้วงจรเวทมนตร์ในส่วนของการผลิตมานานั้น สร้างมานาให้เธอได้มากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น ให้เทียบคือการกระตุ้นให้มันทำงานให้ดีขึ้นนั่นเอง 

ในขณะที่มาริโยนขวดที่ว่างเปล่าทิ้งไป หูของเธอก็ได้ยินอะไรบางอย่างมาจากข้างหลัง และเสียงนั้นก็กำลังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ 

ที่เธอยังไม่ขยับตัวไปไหน เพราะเสียงนั้นไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นมิตร และเป็นคนที่คุ้นหน้าค่าตากันดี 

ลูกศิษย์ของเอ็ดเวิร์ด วอน คริมสัน ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘นักปราชญ์สีชาด*’ คนที่มีความสามารถในด้านเวทมนตร์ที่สูง และมีทักษะการต่อสู้ที่ดีจากการฝึกสอนของรุ่นพี่อย่าง เวอร์ซินเกเทอริกส์ ซึ่งนั่นก็คือ แกรนท์นั่นเอง 

*ขอเปลี่ยนจาก นักปราชญ์สีแดงเลือด เป็น นักปราชญ์สีชาด แทนนะ 

“ใช้ ‘เขี้ยววายุ’ ซะแกรนท์” 

“ครับ! ‘จงทะลุทะลวงซะ ‘เขียววายุ’ ’ ” 

หอกขนาดใหญ่ที่คล้ายกับเสาเข็มขนาดยักษ์ซึ่งมองไม่เห็นนั้น ได้ทิ่มทะลวงคิเมร่าปลอมที่อยู่เบื้องหน้าตรงกลางหน้าอกได้อย่างพอดีพอดิบ 

หัวใจของมันถูกทำลายไปอย่างง่ายดาย เลือดสีดำของมันกระจัดกระจาย และร่างนั้นก็หยุดเคลื่อนไหวทันทีหลังจากที่ชักกระตุกไปหนึ่งรอบเต็มๆ 

เพียงแค่การปรากฏตัวของแกรนท์ ก็พลิกสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งหนทางชนะของมาริ ให้กลายเป็นการปิดฉากศัตรูที่เอาชนะได้ยากด้วยเวทมนตร์เพียงบทเดียว 

หากจะให้พูดแล้วล่ะก็ ที่เมืองนี้นั้นมีคนที่มากฝีมือและคนที่อ่อนประสบการณ์กระจายกันอยู่ และเพราะเป็นเป็นเมืองที่มีโรงเรียนที่สามารถสังสอนและฝึกซ้อมความสามารถให้ได้อีกด้วย การที่แกรนท์จะแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ถึงจะดูอายุน้อยแต่ก็ฝึกฝนและออกไปต่อสู้มาตลอดสิบปีเลยทีเดียว 

ไม่ว่าจะพูดยังไง เอ็ดเวิร์ดก็ยกให้แกรนท์เป็นบุคคลที่สามารถเป็นตัวแทนของเขาได้ แม้ว่าจะยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก แต่จะเรียกว่าลูกศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่ผิดเช่นกัน 

“นั่นมันคิเมร่างั้นเหรอ? หมายความว่ายังไงกันแน่ครับคุณวิลมาริส?” 

“อย่างที่นายเห็น ถึงจะไม่เหมือนกับที่ฉันเจอมาก่อนหน้านี้ และซากศพที่ริกส์นำมา แต่นั่นก็คงเป็นคิเมร่าประเภทนึงไม่มีผิดอย่างแน่นอนเลยล่ะ … หมายความว่าถึงสถานวิจัยจะถูกทำลายไป แต่ก็มีผู้เหลือรอดที่นำข้อมูลการวิจัยไปสานต่อน่ะสิ” 

“...ใครกันที่ทำแบบนี้” 

มาริเหลือบสายตาไปมองแกรนท์ที่อยู่ข้างหลัง ถึงจะเป็นอัจฉริยะแต่ก็ยังเรียกได้ว่ายังเด็กอยู่มากสำหรับเธอ ถึงจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตามที แต่แกรนท์นั้นยังมีความคิดและนิสัยที่เป็นเด็กอยู่บ้าง 

“ไม่ต้องกังวลไป ฉันกับริกส์จะไม่ปล่อยให้พวกมันลอยนวล พวกเราจะตามล่าหาตัวพวกมัน แล้วทำลายงานของพวกมันทิ้งซะให้หมด” 

“นั่นสินะครับ รุ่นพี่ริกส์เนี่ยสุดยอดจริงๆ ถึงจะมีนิสัยแบบนั้นก็เถอะ แต่น่าเสียดายจริงๆที่เขาไม่ได้ไปเข้าแข่งขันในสถานที่ต่างๆ หรือว่าไปแสดงตัวตนแต่อย่างใด ราวกับเป็นเงาที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเลยนะครับ” 

“นายเข้าใจผิดไปหนึ่งอย่างนะ” 

มาริยิ้มอย่างเหนื่อยหน่ายออกมาเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นดูมีความสุขกับบุคคลที่เธอกำลังพูดถึงอยู่เป็นอย่างมาก แม้แกรนท์จะไม่ได้รู้สึกรักใคร่อะไรใดๆกับสาวอื่นเพราะว่าเขามีคนที่รักอยู่แล้ว ก็ยังอดรู้สึกใจเต้นไปกับรอยยิ้มของเธอไม่ได้เลยแม้แต่น้อย 

“ริกส์ไม่ใช่เงา แต่เป็นสายลมต่างหาก เขาอยู่ทุกที่ ทุกคนมองเห็นเขา รับรู้ว่ามีตัวตน แต่มิอาจจะสัมผัสและแตะต้องตัวเขาได้ เขาเทียบได้กับสายลมที่ไร้ซึ่งรูปร่างและเสียงนั่นเลยล่ะ” 

“นั่นมัน...นั่นสินะครับ” 

แกรน์หัวเราะแห้งๆ สำหรับเขาแล้ว แม้ว่าเขาจะอยู่กับริกส์ค่อนข้างบ่อยเพราะว่าเป็นลูกศิษย์ของเขาจนกระทั่งพอจะพูดถึงริกส์ได้ราวกับคนใกล้ตัวเขาก็ตาม แต่ว่ามาริที่อยู่กับริกส์มาอย่างเนิ่นนานนั้นไม่ใช่ 

เธอไม่ใช่แค่รู้จักริกส์ แต่เข้าใจริกส์เสียต่างหาก เพราะงั้นระดับของรุ่นน้องที่สนิทอย่างแกรนท์กับมารินั้น มีความแตกต่างกันอย่างมากจนเห็นได้ชัดเจน 

แต่เรื่องของริกส์นั้นไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาพูดในที่แห่งนี้ ณ เวลานี้แต่อย่างใด 

*ตึง* 

“...เป็นเสียงฝีเท้าที่ดังจนเสียมารยาทเลยนะครับ นั่นน่ะ” 

“มวลน้ำหนักที่ก่อนให้เกิดเสียงแบบนั้นเนี่ย… โกเล็มงั้นเหรอ?” 

“เอ๊ะ? โกเล็มงั้นเหรอครับ?” 

“อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่จากเสียงแล้ว ฉันขอเดาไว้อย่างนั้นก็แล้วกัน” 

“...ไปกันเถอะครับ” 

“นั่นสินะ ตรงนี้พวกนั้นก็คงจะรักษาตัวกันเสร็จ ไหนๆก็ต้องจ่ายเงินจำนวนมากอยู่แล้ว เพราะงั้นขอใช้งานให้คุ้มค่าหน่อยเถอะ” 

“โหดร้ายจังนะครับนั่นน่ะ” 

แกรนท์หัวเราะแห้งๆอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทำเขาค่อนข้างหวาดๆกับมาริที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นอย่างมาก แม้จะเห็นเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่และยังสวยงามจนเอื้อมไม่ถึงแบบนี้ แต่เธอคนนี้ช่างมีจิตใจที่โหดร้าย(ในหลายๆความหมาย)เป็นอย่างมาก 

แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่มาริคิดจะทำ แล้วก็กำลังทำอยู่นี้เป็นเรื่องที่สมควร เพราะว่าสิ่งที่พวกเขาเผชิญนั้นคือสัตว์อสูรจำนวนมาก 

เป้าหมายของศัตรูนั้นคือทำลายเมืองแห่งนี้ไปพร้อมๆกับโรงเรียนฝึกสอนการต่อสู้และเวทมนตร์แห่งนี้ แม้จะไม่รู้ว่าใช้สิ่งใดควบคุมความคิดของสัตว์อสูรระดับต่ำจำนวนมากก็ตาม แต่ว่าสิ่งที่มั่นใจได้อย่างแน่นอนเลยก็คือ 

...พวกมันต้องการแก้แค้น ความแค้นที่ไปทำลายสถานวิจัยที่สำคัญของพวกมัน ทำลายผลงานที่จะเปลี่ยนโลกได้ทั้งใบของพวกมัน มันจะเอาคืนพวกเราอย่างสาสม 

ดูอัลลาเองก็ใช่ว่าจะหาตัวเจอง่ายๆ แต่กระนั้นก็ยังเป็นหนึ่งในกำลังรบของมัน กลับกันแล้ว สัตว์อสูรตัวอื่นๆที่มีระดับที่สูงจนพวกเราสู้ไม่ได้นั้นก็ไม่มีให้เห็น มีแค่หยิบมือเท่านั้น 

หรือก็คือ ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ก็ย่อมมีข้อจำกัดในการควบคุมอย่างแน่นอน … นั่นคือข้อสันนิษฐานของมาริคนนี้ 

“...รู้สึกแปลกๆนะครับ ว่างั้นหรือเปล่า?” 

“นั่นสินะ .. รู้สึกเสียงมันหนักแน่นเป็นอย่างมากเลยล่ะ” 

พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ไปไหน แม้จะทำท่าเหมือนกำลังจะไปแต่ก็ยังไม่ได้ไปไหนอยู่ดี 

แต่กระนั้นแรงสั่นสะเทือนนั้นยิ่งชัดเจน มันกำลังเข้ามาใกล้ … แต่กลับยังรู้สึกว่านั่นยังห่างไกล ราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ตนรู้จัก ...นั่นก็เพราะว่า… 

“นั่นมัน...เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?” 

“ตัวใหญ่ขนาดนั้น … เป็นไปได้ด้วยเหรอครับเนี่ย?” 

ในสายตาของทั้งคู่ที่เงยหน้าขึ้นสูงนั้น พบเห็นร่างยักษ์ที่ตอนแรกไม่ได้อยู่ตรงนั้นซึ่งมีขนาดราวๆห้าสิบถึงหกสิบเมตรเห็นจะได้ 

มันเป็นโกเล็ม ไม่ว่าจะดูยังไงก็คือโกเล็ม ไม่ทราบว่ามันถูกสร้างมาจากสิ่งใด แต่มันมีสีขาว และรูปร่างนั้นอ้วนท้วมขนาดใหญ่ราวกับเป็นออร์คในร่างของโกเล็มไม่มีผิด 

มันไม่ได้มีแขนเพียงสองข้าง แม้ว่ารูปร่างจะประหลาด แต่แขนจำนวนกว่าสิบข้างของมันนั้นก็ใช่ว่าจะไม่ดูอันตราย มันขยับได้ราวกับว่ามันเกิดมาเพื่อขัดกับหลักทางวิทยาศาสตร์ไม่มีผิด 

แขนทั้งห้าในแต่ละข้างของมันต้องการจะสำแดงฤทธิ์เดช มันยกก้อนหินขนาดใหญ่ที่ปรกติแล้วมนุษย์ธรรมดาทั่วไปคงไม่สามารถยกได้ แม้จะมีร่างกายที่แข็งแรงในระดับนึงก็ยังไม่สามารถยกได้ง่ายๆอยู่ดี  

ทว่าแขนของมันนั้นยกได้ง่ายๆ และในมือที่มีขนาดใหญ่นั้นก็ยกก้อนหินมาได้มากกว่าสองก้อนในแต่ละข้าง มันง้างแขนออกแล้วขว้างเข้าใส่เมือง  

มารินั้นเข้าใจจุดประสงค์ของโกเล็มร่างยักษ์ตรงหน้านี้ เธอจึงหันกลับไปที่เมืองของเธอแล้วร่ายเวทมนตร์อย่างรวดเร็ว 

“ ‘กำแพงศักดิ์สิทธิ์’ ” 

กำแพงเวทมนตร์ที่เธอสร้างขึ้นนั้น ดูดกลืนมานาในร่างกายไปกว่าครึ่งและมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

แต่ถึงแม้ว่ามานาของเธอจะหมดลง แต่กำแพงเวทมนตร์ธาตุศักดิ์สิทธิ์มันมีขนาดที่ไม่ใหญ่พอ มันไม่สามารถป้องกันการโจมตีของมันได้หมด 

“เวรเอ้ย!” 

“คุณมาริ! เอานี่ไป!” 

แกรนท์ยื่นมือจับไปที่ไหล่ของมาริ ก่อนที่จะส่งมานาที่มีในร่างกายทั้งหมดให้กับเธอไปอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นที่ตัวเองต้องกระอักเลือดจำนวนมากออกมา 

“เดี๋ยวสิแกรนท์!? นายทำแบบนั้นจะตายเอานะ!” 

“หุบปากแล้วไปทำหน้าที่ของตัวเองเหอะน่า! ผมไม่เป็นอะไรหรอก! รีบไปได้แล้ว! เดี๋ยวก็มีคนตายหรอก!” 

แม้จะแค่ไม่กี่วินาที แต่นั่นก็มากเพียงพอที่ก้อนหินที่บินสูงจะเข้าโจมตีจุดที่เต็มไปด้วยพลเรือน มาริไม่มีทางเลือก เธอต้องทิ้งแกรนท์เอาไว้แล้วเข้าไปในตัวเมืองเพื่อช่วยเหล่าพลเรือนที่อาจจะถูกลูกหลง 

“เป็นห่วงกันแบบนี้เหมือนกับโดนดูถูกอยู่เลยนะ” 

แกรนท์หยิบเอากล่องสีเขียวในกระเป๋าของตนออกมา ก่อนที่จะหี่จะหยิบบางสิ่งที่คล้ายกับลูกอมที่มีรูปร่างเป็นทรงกลมขนาดเล็กออกมา 

“เหลือแค่นี้งั้นเหรอ? คงต้องหามาเพิ่มแล้วสิเนี่ย” 

รอยยิ้มแสยะที่ดูไม่สมกับเป็นชายผูอ่อนโยนเผยให้เห็นบนหน้าของเขา แกรนท์กินลูกอมที่ตนหยิบออกมาเข้าไป แล้วกูร้องด้วยเสียงดังกึกก้องพร้อมกับพลังที่พลุ่งพล่านไหลเวียนเต็มร่างกายของเขา 

ผิวของเขานั้นเต็มไปด้วยเกล็ดสีเขียว ดวงตาเปลี่ยนสี ฟันคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญเลยก็คือ … ปีกและหางที่งอกออกมาอย่างรวดเร็ว มีขนาดไม่ใหญ่และเหมาะกับร่างกายของเขาดี 

“ผมอาจจะจบมันไม่ได้ในสามนาทีนี้ แต่ผมจะถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน” 

เขาคือสายเลือดของมนุษย์มังกรที่เหลืออยู่ไม่มากนัก เป็นเชื้อสายที่อ่อนแอที่สุดเพราะมีความสามารถของมนุษย์มังกรแค่เศษเสี้ยวเท่านั้น ดังนั้นแกรนท์จึงต้องใช้สมุนไพรชนิดพิเศษเพื่อที่จะบังคับใช้พลังนี้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ 

แต่พลังที่ได้มานั้นก็มหาศาล ซึ่งก็แลกมาโดยที่หลังจากนี้จะอยู่ในสภาพที่อ่อนแอลงจากเดิมเป็นอย่างมาก เพราะพลังงที่เขาใช้จะไปกัดกินร่างกายของเขาที่เป็นมนุษย์ 

หากใช้มากจนเกินไป เขาก็จะตายได้ง่ายๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นไม้ตายของเขา แต่ถึงกระนั้นเขาก็มั่นใจ ว่าตนเองยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำอะไรโกเลมขนาดใหญ่ตรงหน้าได้ 

แต่เขารู้จักคนที่สามารถจัดการมันได้ และเขาคนนั้นยังอยู่ข้างในนั้น 

“เดี๋ยวเขาก็คงจะเคลื่อนไหว… จนถึงตอนนั้นเราต้องถ่วงเวลาให้ได้” 

แกรนท์ยิ้มแห้งแล้วเข้าจู่โจมศัตรูที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว 

อีกด้านนั้น มาริที่เคลื่อนไหวอยางรวดเร็วก็ได้เข้าทำลายก้อนหินที่เข้ามา แล้วป้องกันเมืองไปได้หลายส่วน ทว่าก็น่าเสียใจที่มีบางส่วนที่เธอไม่สามารถป้องกันให้ได้ 

“แบบนี้ไม่ดีแน่ มานาไม่พอจะใช้แล้วนะเนี่ย” 

มาริยิ้มแห้งๆ เพราะมานาที่ได้มาก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น แถมยังใช้เป็นจำนวนมากในระดับหนึ่งติดต่อกันหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้มานาของเธอนั้นใกล้จะหมดอีกครั้งหนึ่งแล้ว 

ถึงแม้จะมีน้ำยาฟื้นฟูมานาอยู่มาก แต่มันก็เพิ่งจะหมดไปเมื่อกี้เช่นกัน 

ทว่าการโจมตียังคงมีมาอีก ไม่มีทางที่เธอจะหยุดมือตอนนี้อย่างแน่นอน 

*ตู้ม!* 

“เยี่ยม สมกับเป็นศิษย์ของปราชญ์สีชาดจริงๆ” 

แม้จะอยู่ไกล แต่ขนาดของโกเลมนั้นใหญ่มาก ทว่าที่เห็นได้ชัดคือการโจมตีที่รุนแรงจนฝุ่นตลบที่อยู่ไกลๆ 

นั่นเป็นผลมาจากความสามารถของแกรนท์ที่กำลังต่อสู้กับโกเลมนั่นอยู่ ทำให้มาริมีเวลาพัก 

ทว่า...เธอกลับสัมผัสถึงการโจมตีครั้งสุดท้ายของมันไม่ได้เลย เพราะประสาทของเธอนั้นทื่อลงไปมาก อาจเป็นเพราะความเหนื่อยสะสม หรือผลกระทบจากการที่มานานั้นได้หมดลงไปครั้งหนึ่งก็ไม่ทราบ การที่เธอยังประคองสติหลังจากที่สูญเสียมานาไปจนหมดแล้วครั้งหนึ่งได้ก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว 

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ว่าสถานการณ์ของเธอในตอนนี้ก็ไม่ได้สู้ดีอะไรเลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่การโจมตีด้วยการขว้างหินของโกเล็มยักษ์นั่นไม่มีทางที่จะโดนเธอ แต่นั่นมันเป็นกรณีที่ ณ ที่ตรงนั้นมีเพียงแค่เธอคนเดียวเท่านั้น 

“ม...แม่จ๋า” 

(เด็ก!? ทำไมถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ ตอนนี้กันนะ!) 

ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดอะไร เธอใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่ทั้งหมดวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะช่วยเหลือเด็กคนนั้น 

เมื่อมาถึงตัว เธอก็อุ้มร่างของเด็กเอาไว้แล้วพยายามจะหนีไป อาจจะหนีไม่พ้นหินขนาดใหญ่นี่ แต่อย่างน้อยเด็กก็น่าจะปลอดภัยดี 

ในเสี้ยววินาทีนั้น เถาวัลย์จำนวนมากก็ได้โผล่ขึ้นมาจากพื้น แล้วพันธนาการขาของเธอเอาไว้ 

(แย่แล้วสิ!) 

ไม่มีทางหลบได้ ในเสี้ยววินาทีเธอคิดได้เช่นนั้น มีเวลาไม่ถึงสองวินาทีด้วยซ้ำ ทุกอย่างดูช้าไปหมดแต่ก็ใช่ว่าเธอจะทำอะไรได้ ที่เธอทำได้มีแต่ต้องโยนร่างของเด็กคนนี้ออกไปให้ไกลที่สุด แม้จะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังไม่ตาย แค่รอให้คนอื่นมาช่วยเธออีกครั้งก็เป็นพอ 

แม้ตัวเองจะต้องตายแต่เธอก็ไม่คิดที่จะทอดทิ้งคนอื่น เธอไม่สนว่าตัวเองเป็นอย่างไร เพราะอย่างนั้นภายในสถานศึกษา จึงมีคนจำนวนมากที่เคารพรักเธออย่างถึงที่สุด 

หนึ่งในนั้นคือชายคนนี้ มหาปราชญ์สีชาด 

“ ‘กำแพงเวทมนตร์’ ” 

วงเวทย์ขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้น แสงที่เรืองรองนั้นส่องสว่างเจิดจ้า มันถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องร่างของมาริเอาไว้ ก่อนที่เธอจะโยนร่างของเด็กน้อยในอ้อมแขนออกไป 

“เป็นอะไรรึเปล่า!?” 

“เป็นสิยะ! ถ้านายตอบรับงานที่ฉันขอไปตั้งแต่แรกก็ไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้วย่ะ!” 

“ข้าก็มีหน้าที่อื่นต้องทำนะ แต่ก็ไม่คิดเลยว่ามันจะหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้...” 

เอ็ดเวิร์ด วอน คริมสัน จอมเวทย์สุดแกร่งทำท่าเกาหัวอย่างรู้สึกผิด ทว่าเขาไม่ได้ลดการป้องกันลงเลยแม้แต่น้อย 

*เคร้ง* 

ท่ามกลางเสียงที่เริ่มเงียบสงบ มีดเล่มหนึ่งได้มุ่งตรงเข้าโจมตีเอ็ดเวิร์ดอย่างรวดเร็ว ทว่าเขาก็สามารถป้องกันได้ด้วยเวทมนตร์ของเขา เพียงพริบตาเดียว เขาก็โจมตีสวนกลับด้วยเวทมนตร์ที่เขาถนัดที่สุด 

“ ‘ศรเพลิง’ ” 

สาเหตุที่เขาไดรับชื่อว่า ‘มหาปราชญ์สีชาด’ นั่นเป็นเพราะเขาถนัดเวทมนตร์ธาตุไฟเป็นหลัก การโจมตีด้วยเพลิงเผาไหม้ของเขานั้นรุนแรงจนมิอาจมีใครเทียบได้เลยแม้แต่น้อย เว้นแต่ผู้นั้นเป็นราชันย์แห่งภูติ นั่นอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ 

ศรเพลิงเข้าโจมตีศัตรูที่หลบซ่อนอยู่ และมันก็เข้าเป้าอย่างแม่นยำแม้เขาจะยังมองไม่เห็นศัตรูก็ตาม 

หากให้อธิบายนั่นเป็นเพราะทักษะในการตรวจจับพลังเวทมนตร์ของเขานั้นช่างยอดเยี่ยม แต่นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากเป็นอย่างมาก 

“โกเล็มงั้นหรือ? ขนาดใหญ่ขนาดนั้นเนี่ย ไม่เคยเจอมาก่อนเลยนะ” 

“ศัตรูเป็นใครก็พอจะเดาได้แล้วล่ะนะ ถ้ามีโกเล็มขนาดนั้น ยังไงพวกนั้นก็ต้องมีดวอร์ฟเป็นพวกด้วยแน่ๆ” 

(คงต้องหาทางติดต่อกับพวกดวอร์ฟเพื่อสืบหาเรื่องนี้ซะแล้วสิ ว่าตกลงแล้วพวกเขาเป็นคนทำเรื่องนี้ หรือว่ามีกลุ่มคนของพวกเขาเข้าร่วมกันแน่ ไม่ว่าจะอย่างไหนก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีทั้งนั้น) 

มาริกัดเล็บตั้งสมาธิคิดอยู่อย่างนั้น โดยมีเด็กน้อยกำลังกอดเธออยู่ในอ้อมแขน 

“...เธอไปหาที่หลบเถอะ ข้าจะไปจัดการเจ้าโกเล็มนั่นเอง” 

“ว่าไงนะ!? นั่นมันบ้าบิ่นไปนะ!” 

“ลูกศิษย์ข้าก็อยู่ทั้งคน เจ้าไม่เชื่อในความสามารถของข้าอย่างนั้นหรือ?” 

“...อ่า เชื่อใจสิ กลับมาให้ได้ล่ะ” 

“แน่นอน” 

เอ็ดเวิร์ดยิ้มแล้วออกเดิน 

(อีกฝั่งก็เหมือจะโดนบุกแล้วสินะ เพราะว่ามาริมัวอยู่ที่นี่ ทำให้ที่โรงเรียนโดนบุกอย่างรวดเร็ว ...อีกฝ่ายเป็นใครกันแน่?) 

เอ็ดเวิร์ดหรี่ตาลง 

(ฝากด้วยล่ะ ริกส์ ...ไม่ว่าจะพูดยังไง ในตอนนี้ก็มีแค่นายเท่านั้นที่แข็งแกร่งที่สุด...แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้กล้าเสียอีก) 

ความลับของความแข็งแกร่งของริกส์ มีเพียงแค่ชายคนนี้ที่รู้ ความแข็งแกร่งที่แม้แต่ผู้ที่ได้รับพรจากเทพยังมิอาจเทียบเท่า สิ่งที่กำลังรอเขาอยู่ในอนาคตอันใกล้นี้คือสิ่งใดกัน... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว