ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Make It Right 09 √ Still Waiting

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 62.8k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ธ.ค. 2556 23:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Make It Right 09 √ Still Waiting
แบบอักษร

9

Still Waiting

 

 

 

 

 

 

 

 

            และแล้วก็สายจนได้!!

 

            ผมกับไอ้เชี่ยธีร์กำลังวิ่งหน้าตั้งกระหืดกระหอบเข้ามาในซอยโรงเรียน พวกเราใช้สเต็ปเทพข้ามถนนที่คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์แม้ว่าจะเป็นเวลากว่าแปดโมง โรงเรียนเริ่มเข้าแล้วก็ตาม เสียงเริ่มบรรเลงเพลงชาติของวงโยธวาธิตดังกระหึ่มเซ็งแซ่แข่งกับเสียงเครื่องยนต์ไปทั่วสองฝั่งถนน ไอ้เหี้ย!! ซวยแล้ว!!” นำให้ผมรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปอีก

 

            "เร็วดิวะฟิวส์!"

 

            "กูเร็วสุดแล้วเนี่ย!" 

 

            ไอ้ตัวต้นเหตุที่วิ่งนำอยู่ด้านหน้าเคี้ยวซาลาเปาไป ดูดนมกล่องไป สบายใจจริง! แต่ไม่รู้ว่าทำไมแม่งเสือกวิ่งนำผมได้เห็นแล้วหมั่นไส้อยากถีบให้ตกฟุตบาทสักที

 

            “มึงอ่ะวิ่งช้า ไม่งั้นทันไปนานแล้ว” แน่ะ! ป้ายขี้อีกไอ้นี่

 

            "พ่องงงงงงมึงเด่ะ!!" ผมก่นด่าเสียงดังแข่งกับท่อนแรกของเพลงชาติ ถ้าอยากมาให้ทันไม่เสือกตื่นเช้าๆ อย่างที่มึงคุยไว้ล่ะโว๊ย แล้วใครกันที่แวะเซเว่นซื้อของกินเมื่อกี้ แถมบอกว่าทันเข้าแถวชัวร์ๆ! คิดดูสิครับ กว่าพวกเราจะตื่นก็ปาเข้าไปเจ็ดโมงยี่สิบ (ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้เสียดิบดี ไอ้เชี่ยธีร์ดันตื่นมาปิดให้เพราะรำคาญ! เชื่อเขาเลย!) พวกเราเลยรีบอาบน้ำแต่งตัวทั้งที่ยังไม่กินข้าว ไปบ้านไอ้ธีร์ให้มันเปลี่ยนชุด พอเสร็จ ก็ต่อบีทีเอสยิงยาวมาถึงนี่ตอนเกือบแปดโมงแล้ว ซึ่งโรงเรียนผมไม่ได้อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้านะ แมร่งงงงง..

 

            เอาล่ะ ตอนนี้ประตูโรงเรียนอยู่ข้างหน้า สาธุ! ขอให้อาจารย์เวรท้องเสียจู๊ดๆ ไปเข้าห้องน้ำกะทันหันด้วยเถอะคร้าบ........

 

            "ธีรธัช!! ธัญวัฒน์!! มาเข้าแถวตรงนี้!!!"

 

            อึ๋ยยย... ไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่เข้าข้างผมเลยว๊าาา หน้าเคร่งขรึมของชายวัยสี่สิบเด่นหลามาแต่ไกล แกชี้นิ้วให้ผมกับไอ้ธีร์ไปยืนเข้าแถวรวมกับพวกมาสายคนอื่นๆ ซึ่งนั่นเหมือนกับประกาศิตที่พวกเราขัดไม่ได้เลย ธีรธัช เธอรู้จักมาสายกับเขาด้วยเหรอเนี่ย อาจารย์ไล่มองไอ้ธีร์ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตานัก เพราะไอ้ธีร์เท่าที่ผมรู้จัก มันเป็นเด็กดี มีความรับผิดชอบ แล้วก็ไม่เคยขัดระเบียบเคร่งครัดของโรงเรียน ซ้ำยังเรียนเก่งอีก... 

 

            ส่วนเธอไปขึ้นแถวใหม่" อ้าว....ฮะ.. ผมเหรอผมมองอาจารย์เป็ดปักกิ่งด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยเควสชั่นมาร์กเพื่อถามทวนให้แน่ใจ (จริงๆ แกชื่อชูชาติ แต่เรียกงี้กันทั้งโรงเรียนครับ เพราะแกเสียงเหมือนเป็ด + สอนเกษตร ใครคิดฉายาวะ โคตรเหี้ย... แต่ก็เหมาะดี ฮ่าฮ่าฮ่า) เรียกเสียงดังกว่ากลองใหญ่ของวงโยธวาธิตตอบกลับมา "แกนั่นแหละ!!" ..แล้วจะตะโกนทำไมล่ะค้าบ ดูไอ้เด็กม.ต้นหัวเราะผมกันคิกคักใหญ่ "ยังไม่ไปอีก!!"

 

            "ครับ!" ผมสะดุ้งตัวโยน รีบแยกกับไอ้ธีร์ไปขึ้นแถวใหม่อย่างว่องไว

 

            มองไปมองมาเจอหน้ากวนบาทาของไอ้เชี่ยโม่อยู่ในแถวข้างหน้าไกลๆ นั่นด้วย กร๊ากกกกกกก บอกแล้วรายนี้มาสายเป็นปกติ (สังเกตได้จากกล้ามแขนกล้ามขาฟิตๆ จากการถูกลงโทษเป็นประจำของมัน) เจ้าตัวเห็นผมแล้วก็ยักคิ้วหลิ่วตาเป็นการใหญ่ พวกเราจึงขยับปากด่ากันทีเล่นอย่างสนุกสนาน จนเสียงแหลมแหบห้าวของเป็ดปักกิ่งดังขึ้นเรียกความสนใจอีกรอบ

 

            "พัสกรณ์ รู้หน้าที่ก็ไป!"

 

            เพื่อนร่วมชะตากรรมมาอีกหนึ่งแล้ว....... ไอ้เด็กม.4 (มั้ง?) ตัวสูงประมาณผมเดินเข้ามาต่อแถวอย่างชิลล์ๆ เมื่อเพลงชาติจบลงพอดี ทำไมแม่งไม่รีบเหมือนกูเมื่อกี้เลยวะ หรือไอ้พวกนี้ชินกันแล้ว??

 

            ผมตั้งคำถามในใจพลางเพ่งพิจหน้าขาวๆ ของคนข้างๆ ไปพลาง จะว่าไปหน้าคุ้นๆ แฮะ.... เคยเห็นที่ไหนวะ........... พอนึกย้อนไปถึงคริสต์มาสแฟร์ปีที่แล้วถึงได้ร้องอ๋อในใจ... ไอ้หมอนี่เป็นนักร้องนำของวงดนตรีโรงเรียนที่ขึ้นไปร่วมแจมงานกับพี่จุ๋ย จุ๋ยส์อย่างโคตรมันส์นี่เอง ได้ยินว่าวงมัน (ลืมชื่อไปแล้ว) เข้ารอบชิงชนะเลิศ 10 วงสุดท้ายของมิวสิคอะวอร์ดคลื่นวิทยุชื่อดังแห่งหนึ่งด้วย แต่ผมไม่ค่อยได้สนใจหรอก ที่น่าทึ่งมากกว่านั้นคือ...... ไอ้เด็กนี่สรรหาทรงผมสุดผิดระเบียบขนาดนั้นมาไว้บนหัวได้ไง ไหนจะกางเกงสั้นจุ๊ดจู๋ แล้วก็จาคอปรุ่นเล็กกว่าปกติ ใส่ชีทยังต้องพับครึ่งนั่นอีก มึงรอดอำนาจมืดห้องปกครองมาได้ไงวะ!?

 

            “มองไรพี่” เสียงห้าวแตกหนุ่มกับอาการเลิกคิ้วมองนั่นดูกวนตีนใช่ย่อย เฮ้ย นี่พี่ฟิวส์ใช่ป่าว?” หืม รู้จักผมซะงั้น..

 

            “เอ่อ.. อื้อ แล้วน้องรู้จักพี่ได้ไง

 

            “เห็นพี่ในโซเชียลแคมบ่อยๆ ตัวจริงน่ารักกว่าในวิดีโออีกนะเนี่ย พี่รู้ป่าว ผมสั่งไวท์เทนนิ่งของพี่สาวพี่มาใช้ หน้าใสปิ๊งเลยเป็นไง!” อ๋อ... เหอะๆ ไม่ค่อยอยากให้ใครเข้าไปเห็นเลยว่ะ ก็ขอบคุณที่อุดหนุนนะ แต่ไอ้เด็กนี่ดันชมกูซะเหมือนสาวน้อยเลยสัด

 

            “พี่หล่อบ้างเหอะ ไม่อยากน่ารัก” ผมยักคิ้วกวนตีนกลับ

 

            “ก็ทั้งหล่อ ทั้งน่ารักไงครับ แต่น่ารักมากกว่า ดูดิ่... ตัวขาวจั๊วะ ปากแดงด้วย!” เห้ยไอ้สาด!! แล้วมาดึงปากล่างกูเล่นทำไมเนี่ย ผมเลยจัดการโบกหัวมีผมยาวกว่านักเรียนปกตินั่นไปหนึ่งทีถ้วน เล่นเอามันร้องโอดโอยใหญ่ (เด็กผู้ชายโรงเรียนนี้แป๊บเดียวก็สนิทกันครับ ลูกคุณพ่อคนเดียวกัน อิอิ) เวลาสวดมนต์ตอนเช้าเลยเปลี่ยนเป็นสันทนาการคุยเล่นกับเจ้าเด็กนี่โดยปริยาย บาปไหมวะเนี่ย

 

            “แต่ปากพี่ฟิวส์แด๊งแดง น่าจูบว่ะ” เด็กชายข้างๆ ยิ้มแปล้หน้าทะเล้น หมายจะยกมือมาดึงปากผมเล่นอีกที

 

            เพี้ยะ!! นี่แน่ะ เจอฝ่ามืออรหันต์กูสักทีดิ๊จะได้หายซ่า

 

            “โอ๊ย รุนแรง! เล่นด้วยก็ไม่ได้” มันว่าพลางลูบข้อมือแดงๆ ฝีมือผมไปด้วย ฮ่าๆๆ สม.... เพิ่งคุยกันไม่กี่ประโยคก็ลามปามซะแล้วนะมึง แต่มันคงพูดเล่นอะครับ เพราะดูจากตาใสๆ กับหน้าทะเล้นของเจ้าตัวแล้วคงไม่ได้คิดจริงจังอะไร ...........เหมือนอย่างใครบางคน..

 

            ผมหันไปมองไอ้ธีร์ซึ่งยืนอยู่หางแถวข้างหน้านู้นโดยอัตโนมัติ....

 

            เมื่อเช้ารีบตื่น รีบมาโรงเรียน เลยไม่มีใครพูดเรื่องนี้กัน.... จริงอยู่ที่เมื่อคืนมันอาจจงใจแกล้งผมเล่น แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่มันพูดก่อนนอนเลย.. แม่งบอกว่ารู้สึกดี... รู้สึกดีเรื่องเชี่ยไรวะจูบเหรอ ผมเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วไพล่คิดไปถึงตอนตัวเองเคลิ้มในอ้อมกอดอุ่นๆ ของร่างสูงนั้น ผมขัดขืนก็จริง แต่ในความรู้สึกลึกๆ กลับไม่ได้รังเกียจจูบนั้นเลย ทั้งที่เราเป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ๆ (ถ้าเป็นคนอื่นผมคงสวนหมัดกลับเดี๋ยวนั้นไปแล้ว)

 

            รู้สึกดีไหม.....ก็.... ไม่รู้ว่ะ พูดยาก.. เผลอเคลิ้มไปหน่อยนี่เขาเรียกว่ารู้สึกดีหรือเปล่าแฮะจริงๆ ตั้งแต่ผมคบกับจีนมา ก็ยังไม่เคยจูบกันสักครั้ง (มากสุดจุ๊บหน้าผาก) แน่นอนว่าแฟนคนอื่นๆ ที่คบกันตอนม.ต้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย แต่กับไอ้ธีร์.... เราเป็นแค่เพื่อนกันด้วยซ้ำ และไม่มีทางเป็นมากกว่านั้นแน่นอน เอ่อ.... มั้ง.......? เฮ้อ... ผมไม่เข้าใจตัวเองเลย แล้วก็ไม่เข้าใจมันด้วย... อย่างตอนนี้ผมก็ยิ่งไม่เข้าใจมัน เพราะไอ้ธีร์หันมองมาทางนี้เขม็งแล้วทำตาดุใส่เฉย นี่กูไปทำอะไรให้มึงอีกเนี่ยย

 

            ซึ่งสิ่งที่ทำลายสมาธิผมซะสิ้น คือนิ้วมืออุ่นกำลังบีบๆ ดึงๆ ริมฝีปากล่างผมไปมา! น่าจูบว่ะ!!!” ผมปัดมือขาวๆ ออกอีกรอบอย่างรำคาญใจ ไอ้เด็กเวรซันไลต์นี่ เห็นปากกูเป็นตัวต่อเลโก้รึไงฮะ!

 

            ทีนี้ผมเลยลองหาชิ้นส่วนบนใบหน้ามันมาเล่นบ้าง หื้ม... เพิ่งสังเกต เจ้าเด็กนี่หน้าตาดีใช้ได้ แถมจมูกโด่งจนน่าหมั่นไส้ ขอดีดสักหน่อยเหอะ

 

            “ไอ้สัด จมูกมึงก็โด่งดีนะ น่าหักเล่น หึหึหึ” เด็กกวนตีนงี้ ไม่ต้องพูดเพราะแล้วครับ ขอสถุนหน่อยเถอะ หึหึ.. หน้าขาวๆ ตี๋ๆ ตามแบบพิมพ์นิยมเด็กผู้ชายที่สาวๆ ชอบ เบ้ไปมาร้องโอดโอยซะโอเว่อร์ เจ็บบบบบบบ!!! พี่ฟิวส์มือหนักว่ะ เจ็บชิบ โอ๊ยๆๆ จมูกหักแน่เลย” นี่มึงไม่ต้องแอคติ้งขนาดนั้นก็ได้มั้ง ผมส่ายหน้าเอือมๆ ก่อนเพิ่งนึกได้ว่าแถวนี้ไม่ค่อยปลอดภัยนักถ้าจะเล่นอะไรปัญญาอ่อนกัน จึงยกนิ้วขึ้นจรดปากชู่ว์เสียงเบา

 

            “เงียบเลยมึง เดี๋ยวก็โดนเป็ดเล่นหรอก

 

            พอพูดจบ พวกเราจึงเหลือบมองอาจารย์ตัวโตซึ่งกำลังยืนสวดมนต์ไม่สนใจแถวทางนี้อยู่ โชคดีไป..

 

            “ตอนนี้แหละ หนีกันป่ะพี่

 

            “เฮ่ย!!” ผมเลื่อนหน้าออกมาอุทานอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนมองเป็ดปักกิ่งสลับกันไปด้วย จะ... จะดีเหรอวะ?” แต่ความจริงก็ไม่อยากอยู่แถวนี้นักหรอก กลัวกอดคอลุกนั่ง 200 ชิบหาย

 

            “กลัวไรพี่ ป๊อดอ่อ ผมทำออกบ่อย” แน่นอนถูกท้าทายมาอย่างนั้น ลูกผู้ชายหน้าไหนจะไปยอมล่ะครับ

 

            “น้อยๆ หน่อยมึง ใครกลัว” ผมยืดอกด้วยท่าทางมั่นใจเต็มร้อย แต่ก็ต้องตัวหดเหลือสองนิ้วในเวลาต่อมา

 

            “งั้นพี่วิ่งนำไปก่อน เร็ว” ไอ้เวรรรร ไหนมึงบอกทำบ่อย ไม่นำกูล่ะว๊ะะะ

 

            “มึงก็ไปก่อนดิ กู... กู เสียวๆ

 

            “เสียวไรพี่.. เสียวมากป่ะ?” เอ๊ะ แม่งทำหน้าหื่นทำไม มึงคิดลึกเชี้ยไรเนี่ย ใช่เวลามั้ย

 

            “เสียวเป็ดดิไอ้สัด ก็กูไม่เคยทำแบบนี้นี่หว่า” คราวนี้ผมมองรอบตัวเลิ่กลั่ก เหมือนโจรปล้นร้านทองกลัวตำรวจมาจับยังไงยังงั้น

 

            “โธ่ งั้นนับหนึ่งสองสาม วิ่งพร้อมกัน โอเค๊?” เออ แบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย...

 

            “หนึ่ง..

 

            “สอง....

 

            !!!!!!!!!!!!! ยังไม่ทันได้เอ่ยปากนับถึงสาม ก็มีฝ่ามือลมกรดมากระชากแขนผมไปอย่างแรงเสียก่อน ฟิวส์ไปเร็ว!!

 

            ไอ้เชี่ยธีร์หันมาตะโกนเป็นเสียงกระซิบขณะฉุดผมออกจากแถว (คือถ้ามึงช่วยส่งซิกอะไรสักหน่อย จะดีมากกกก) "อ้าว รอผมด้วย!" ไอ้เด็กนั่นเลยวิ่งตามมาอีกคน จนรุ่นน้องรุ่นพี่คนอื่นที่เข้าแถวอยู่มองกันตาเป็นมัน ไม่มีเวลารู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือสนใจเสียงเป็ดตะโกนไล่ตามหลังมาทั้งนั้นครับ ตอนนี้ข้อมือกูจาหลุดเลี้ยวววววววว ไอ้เชี่ยธีร์----! วิ่งก็เร็ว บีบก็แรง มึงช่วยทะนุถนอมกูหน่อยได้มั้ย! 

 

            พวกเราวิ่งอ้อมมาด้านหลังอาคาร 100 ปี ก่อนหยุดหอบตรงสนามหญ้าเล็กๆ หลังห้องธุรการ (ผ่านหน้าต่างที ก็ก้มทีครับ กลัวอาจารย์ในห้องเห็น) ตอนนี้ทุกคนกำลังร้องเพลงโรงเรียนอยู่ ให้ทะเล่อทะล่าวิ่งไปเข้าแถวห้องตัวเองก็ใช่ที่

 

            "พี่ธีร์ สายกับเขาเป็นด้วย!"

 

            "เออ แอ็คซิเดนนิดหน่อยว่ะ" สรุปสองคนนี้เขารู้จักกันซะงั้นครับพี่น้อง ท่าทางสนิทกันซะด้วยสิ แต่ไอ้ธีร์ ตอนพูดว่าแอ็คซิเดนไม่ต้องหันมาเขม่นกูก็ได้นะ มึงอ่ะแหละตัวดี...

 

            "ว่าแต่.. รู้จักกันเหรอวะ?" ธีร์ดันเป็นฝ่ายหันมาถามผมกับเจ้าเด็กนี่ซะงั้น?

 

            "รู้จักกันเมื่อกี้แหละพี่... เนอะพี่ฟิวส์ปากแดง" เอิ่ม แล้วนั่นเป็นฉายาผมไปตั้งแต่เมื่อไหร่ทุเรศจริง

 

            "มึงอะรู้จักกู แต่กูยังไม่รู้ชื่อมึงเลย"

 

            "เออ...... จริงด้วย แฮ่ๆๆ" เจ้าของตาใสแจ๋วเกาหัวแกรก พลางยิ้มซื่อๆ แบบเด็กป.4 มาให้ผม อดคิดไม่ได้ว่าผมเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่า ที่เห็นมันเคยโชว์เท่ร้องเพลงจนสาวแท้สาวเทียมกรี๊ดสลบไปเมื่อคริสต์มาสแฟร์ปีก่อน "ผมรถถัง.. เพื่อนเรียกถัง พี่อยากเรียกไรก็เรียก ตามสบาย"

 

            "เออ กูเรียกมึงไอ้เด็กเกรียนได้ไหมวะ แม่งงงงกวนตีนดีจริงๆ อยากเอาตีนยัดปากเลย ฮ่าๆๆๆ"

 

            แต่ดันถูกไอ้ธีร์ขัดคอก่อนซะงั้น "หึหึหึ ก็กล้านะ หัวมึงเกรียนกว่ามันตั้งเยอะ"

 

            แน่นอนว่าผมกระทืบเท้าคนพูดไม่รื่นหูไปแรงๆ ทีนึงเพื่อความสะใจ จนมันบ่นอุบ "ยังกะหัวมึงผมเยอะกว่ากูนักแหละ สาดดดดดด" พูดถึงเรื่องผมแล้วเจ็บใจ ไปรด. ใครไว้ยาว ก็โดนตัดหมดแหละครับ แต่ช่วงนี้จะได้รองทรงกับเขาสักที เพราะเพิ่งจบปี 2 ไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ไม่ต้องมาถูกไอ้เฟรมกับไอ้โม่ล้อว่าเกรียนอีก (สองรายนั้นแม่งไม่เรียน คิดว่ายังไงต้องดวงดีจับได้ใบดำกะเค้าแน่ๆ เหอๆ... เดี๋ยวกูจะรอดูวันที่พวกมึงนอนร้องไห้ในค่ายทหาร)

 

            "ผมไปรอโฮมรูมเลยดีกว่าว่ะ แถวนี้เสียวอาจารย์ห้องธุรการ" ไอ้รถถังว่างั้น ก่อนโบกมือลาพวกเรา "แล้วเจอกันพี่ธีร์ พี่ฟิวส์ปากแดงด้วย วันหลังขอจุ๊บทีนะ ฮ่าๆๆๆ" แผ่นหลังกว้าง (กว่าผมนิดเดียว) นั้นเดินหิ้วจาคอปรุ่นจิ๋วจากไป โดยไม่ลืมทิ้งประโยคทีเล่นไว้ให้ผมขนลุกเกรียว แต่ที่ชวนขนหัวลุกมากกว่า เหมือนจะเป็นสายตาของไอ้ธีร์ว่ะ

 

            "ชอบเด็กเหรอมึง" แล้วไมต้องปั้นหน้าซะโหดใส่ด้วยล่ะว๊า

 

            "ชอบบบบบบบบบบบ..... บ้านพ่อมึงอ่ะ! คิดไรอกุศล"

 

            "ก็เห็นยืนเล่นกันหน้าระรื่น" มันยังลอยหน้าลอยตาพูดไม่หยุด

 

            "เล่นกันไม่ได้ไง กูยังเล่นกับมึงได้เลย นี่ไงๆ" ผมจัดการตบหัวมันให้หน้าทิ่มที ก่อนหัวเราะร่า ฮา... หน้าไอ้ธีร์เหวอชิบหายครับ

 

            "ไอ้เชี่ยนี่ แต่พวกมึงเล่นปากกันอ่ะ กูอยากเล่นปากมึงได้คนเดียว" หา!!!!? ผมได้ยินไม่ผิดใช่ป่ะ แล้วทำไมต้องให้มึงเล่นปากกูได้คนเดียววะมึงเพี้ยนป่ะเนี่ย เดี๋ยวปั๊ดตัดปากให้กลับไปนอนกอดที่บ้านเลย

 

            "แล้วทำไมต้องมึงคนเดียวอ่ะ?" ผมกระพริบตาปริบ ถามออกไปอย่างใจคิด

 

            ธีร์เขยิบหน้าเข้ามาใกล้ เตรียมขยับปากจะบอกอะไรบางอย่าง "ก็เพราะ............เพราะ.............. ไม่บอก! คิดเอาเองดิ ฮ่ะๆๆๆ" มันฉีกยิ้มขำๆ กวนส้นตีน ทำผมเส้นกระตุก แล้วเอื้อมมือมาลูบหัวผมเล่นเหมือนเป็นหมาน้อยในโอวาท (เอ๊ะ ถึงหัวกูจะกลมคล้ายลูกบอล แต่ไม่ได้มีไว้เล่นนะเฮ้ย) ผมพ่นลมหายใจออกจมูกพรืด ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก ไม่เห็นอยากรู้สักหน่อย...

 

            ไอ้ธีร์ส่งยิ้มบางๆ มาให้ แล้วยกมือขึ้นไล้ริมฝีปากผมผะแผ่ว... สัมผัสนั้นช่างแตกต่างกับตอนถูกไอ้รถถังบีบๆ คลำๆ เมื่อกี้มาก มันอ่อนโยนและแฝงไปด้วยไอร้อนเหมือนนิ้วของธีร์มีประกายไฟติดอยู่ แต่ก็คงเป็นไฟที่ประหลาดพอดู เพราะมันสามารถสะกดผมให้ยืนนิ่งๆ ได้ซะเฉย ผมไม่ได้ปัดมือข้างนั้นออก เราเพียงสบตากันนิ่ง

 

            จนกระทั่ง...

 

            หลบอยู่นี่เองเหรอพวกแก!! อยากโดนนักใช่มั้ย!!!!" แว๊กกกกกกกกกกกก เสียงเป็ด!

 

            ผมกับไอ้ธีร์กลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก แล้วพากันสับขาเผ่นแน่บอีกครั้ง เพิ่งสำเหนียกได้ว่าไอ้การวิ่งหนีเหนื่อยกว่ากอดคอลุกนั่งอีกมั้ง กูคิดถูกคิดผิดวะเนี่ยย!?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “ไอ้เชี่ยฟิวส์กวนตีน!!!” ทันทีที่หัวรองเท้าผมย่างเข้ามาในบริเวณห้อง เสียงไอ้โม่ก็ดังแหวขึ้น พร้อมชี้นิ้วตวัดมาตรงหน้าผมอย่างหาเรื่อง จนไอ้ท๊อปกับไอ้วิทย์ต้องร้องถามด้วยสงสัย ก็แม่งทิ้งกู วิ่งหนีแถวมาสาย” วิ่งหนี??? นี่มึงเห็นครบหรือเปล่าเนี่ย ว่ากูถูกฉุดออกม๊าาา (ถึงก่อนหน้านั้นจะคิดหนีอยู่ก็เหอะ แฮะๆ)

 

            “ไอ้เลว! ทิ้งเพื่อนรักปานจะกลืนกินของมึงได้ลงคอนะ!” แหวะผมแทบล้วงคออ้วกเสียเดี๋ยวนั้น ได้ข่าวว่าเมื่อวานใครบางคนก็ทิ้งให้กูขึ้นไปส่งงานจนติดตึกอยู่คนเดียว ฮึ่ยยย ยังไม่ได้คิดบัญชีนะ อย่างน้อยจะวิ่ง มึงก็น่าจะบอกซ๊ากกกคำ กูโดนเป็ดจัดหนักเลย สาดดดดด ไอ้ลูกโม่ยังไม่เลิกบ่นกระปอดกระแปด

 

            กูถูกไอ้ธีร์ฉุดออกมาบ้างเหอะ จะเจียดเวลาที่ไหนไปบอกมึงฮะ

 

            อ้าว ไอ้ธีร์ก็มาสายเหรอวะ อย่างมันเนี่ยน๊ะ” เมื่อผมเดินมาถึงโต๊ะเตรียมวางกระเป๋า ไอ้เฟรมก็ถามอย่างไม่ค่อยสนใจมากนัก (เพราะเกมไอโฟนในมือมันน่าสนใจกว่า กำลังฟันดาบใส่ตัวชุดเกราะยิกๆ เลยครับ) คลับคล้ายคลับคลาเหมือนได้ยินประโยคแบบนี้เป็นรอบที่สาม.... ทีกูมาสายครั้งแรกในรอบสามเดือนไม่เห็นมีคนพูดแบบนี้บ้างวะ

 

            มาสายกับไอ้เชี่ยฟิวส์นี่แหละ วิ่งหน้าตื่นกันมาเลย กูนึกว่าจะไปตามควายที่ไหน ไอ้โม่เสริม จนสายตาของเพื่อนรอบข้างเริ่มหันมามองผมอย่างต้องการหาคำตอบ

 

            มึงมาโรงเรียนกับมันเหรอวะ

 

            ก็... ก็มาด้วยกัน ผมตอบไปตามความจริง เพราะมันไม่น่าแปลกสักหน่อย เพื่อนมาโรงเรียนด้วยกันไม่เห็นจะผิดอะไร

 

            แต่คำถามของไอ้พวกขี้เสือกไม่หมดแค่นั้นสิครับ เจอกันระหว่างทาง หรือเมื่อคืนค้างด้วยกันวะ? เอ่อะ...... ถึงตรงนี้เริ่มสะอึก

 

            มัน... มาค้างบ้านกู เพื่อนกันนอนด้วยกันไม่เห็นแปลกเลย ทำไมไอ้เวรพวกนี้มองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์งั้นล่ะฟะ!!

 

            “ช่วงนี้มึงกับไอ้ธีร์สนิทกันเนอะ

 

            อึ๋ย... ผมเริ่มเหงื่อตก เมื่อทั้งไอ้โม่ ไอ้วิทย์ ไอ้ท๊อป ไอ้เอส ไอ้ภัทร ต่างเข้ามานั่งรุมล้อมหน้าล้อมหลัง จนแอร์ในห้องที่ว่าเย็นๆ อยู่ เปลี่ยนเป็นฮีทเตอร์ทำความร้อนให้ผมคนเดียวซะดื้อๆ

 

            “เออ นั่นดิ ตั้งแต่.....คืนวันศุกร์..... แม้แต่ไอ้เฟรมก็เลิกเล่นเกมในไอโฟน แล้วเสริมทัพด้วยอีกคน ตอนนี้ผมเหมือนกระต่ายน้อย ในวงฝูงไฮยีน่าหิวโหยแล้วครับ ฮือๆๆๆ..... ใช่ๆๆ ตั้งแต่คืนนั้น ที่มันไปส่งมึง.........” อ๊ากกกก กูไหว้ล่ะ อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บได้มั้ย คืนไหนๆ ก็ไม่อยากนึกถึงอะไรทั้งนั้นโว้ยยยยย

 

            “ก็... ก็แล้วไงอ่ะพวกมึงจะสงสัยไรมากมายว๊ะ กูไม่ได้สนิทไรกับมันสักหน่อย ที่แม่งไปค้างบ้านกูเพราะความผิดพวกมึงอะแหละ! เมื่อวานทิ้งให้กูส่งงานคนเดียว แล้วหนีไปตีดอดกันนะสัด พอจะลงมาตึกปิดหมดเลย ดีนะ ไอ้ธีร์ยังอยู่ในนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นหลอนแย่ กว่าจะออกมาได้แทบตาย จำไว้เลยพวกมึงแต่ละตัว ทำกันได้ๆ... เห่อะ!!!” ผมปั้นหน้าเหวี่ยงพ่นลมหายใจพรูเหมือนกำลังโกรธอย่างหนัก เพราะคิดว่าเปลี่ยนเรื่องไปให้พ้นๆ ตัวก่อนท่าจะดี..... ซึ่งได้ผลกว่าที่คาดครับ ฝูงไฮยีน่ากลายเป็นแมวน้อยแทบลงไปคลอเคลียขาผมทันที ฮ่าๆๆๆ ไอ้เวรพวกนี้เชื่องเหมือนกันว่ะ

 

            เฮ้ย จริงเหรอว๊ะะะ พวกกูขอโทษษษษษษษษษษษษ... ไม่รู้ว่าทำมึงลำบากกก อย่าโกรธเลยน๊าาาาา นะนะนะ โอ๋เอ๋ๆๆ ก๊องแก๊งๆๆๆ” เอาเข้าไป ปัญญาอ่อนเลยครับ แล้วไอ้เชี่ยโม่มาซบไรต้นขากูเล่าจั๊กจี้โว๊ยยย! “อย่าโกรธนะ เดี๋ยวจี้เลย บอกว่าเดี๋ยวจี้ แต่มืองี้อยู่ตรงซอกคอกูแล้ว!

 

            “ฮ่าๆๆๆ ไอ้เหี้ยย พอเลยๆ กร๊ากกๆๆ กูบ้าจี้!! เฮ้ยยยย!”

 

            เมื่อมีคนที่หนึ่ง คนที่สองก็ตามมา ไอ้เฟรมจับผมล็อกแขน ส่วนไอ้วิทย์ล็อกขา ปล่อยให้พวกเพื่อนเชี้ยรุมโทรมจี้ท้องผมยกใหญ่ ฮ่ะๆๆๆ พอแล้วโว้ย ก๊ากๆๆ ขำไม่หยุดแล้ว ฮ่าๆๆ ไอ้เพื่อนเลวววววว เดี๋ยวหลุดออกไปพวกมึงได้เจอตีนแน่ กร๊ากกกกกกกกก

 

            ไม่เล่นนนน ฮ่าๆๆๆ อะ..ไอ้เหี้ยย ฮ่ะๆๆๆ พอพอ..พอแล้ว ขอร้องงงง ไอ้เอสอย่า... ตรงนั้น ไม่เอา.. ฮ่าฮ่า ที่ผมหัวเราะนี่ไม่ได้สนุกเลยนะเฮ้ย มันหัวเราะเองอะ ก๊ากกกก โอ๊ยยย! ใครยื่นมือมาบีบXXXกูวะ! ฮ่าๆๆ (สาบานว่าไม่ได้อยากขำจริงๆ) ไอ้เชี้ย!!!!! เดี๋ยวน้องกูตื่นนนน ฮ่าๆๆ ก๊ากๆๆๆ พอออออ แล๊วววววววววว” ....ดูจากหน้าตาสะใจของเพื่อนแต่ละคน แม่งไม่น่ายอมหยุดง่ายๆ แน่ 

 

            ~You can tell me that there’s nobody else, but I feel it~ You can tell me that you’re home by yourself, but I see it~

 

            ถ้าเสียงโทรศัพท์ผมไม่ดังขึ้นขัดจังหวะความสนุกสนาน (ของพวกมัน) เอาไว้ แต่ละคนจึงยอมปล่อยผมลงจากสังเวียนแต่โดยดี ฟู่ว... รอดตัวไป

 

            แว่วๆ เสียงไอ้โม่บ่นว่ายังไม่พอใจ... หึหึ เดี๊ยะเหอะ ผมเลยจัดการเสื้อผ้าตัวเองให้อยู่ในสภาพเป็นผู้เป็นคน ก่อนถีบกลางเป้าแม่งไปที จนมันจุกอึก เซไปนั่งพับเพียบไทยแลนด์ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนทั้งห้องเลยครับ หึหึหึ เดี๋ยวรอกูคุยโทรศัพท์เสร็จก่อนได้โดนมากกว่านี้...

 

            ผมปลีกตัวออกมาริมหน้าต่างเพื่อหนีความวุ่นวาย ก่อนหยิบโทรศัพท์ที่เสียงริงโทนดังเกือบจบท่อนฮุคแล้วขึ้นมา

 

            รูปภาพหญิงสาวยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนหน้าจอ LCD

 

            จีน...

 

            มือข้างนั้นกำโทรศัพท์นิ่ง...

 

            ความจริงตั้งแต่วันเสาร์ จีนโทรมาหาหลายรอบ หรือเอสเอ็มเอสก็มีมาบ้าง แต่ผมไม่มีกะจิตกะใจอยากรับสายหรือตอบกลับเลย จนเมื่อคืนวันอาทิตย์ไอ้เอสโทรมาบอกว่าเห็นจีนนั่งอยู่ในรถเปิดประทุนคันหรูกับผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง ซึ่งกำลังขับออกมาจากย่านโรงแรม....... ถึงผมไม่อยากกล่าวโทษเธอจากสิ่งที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเหล่านั้นว่าจริงหรือไม่ ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองโกรธ จนพาลไม่อยากได้ยินเสียงสดใสนั้นขึ้นมา แม้จะยังพูดได้เต็มปากว่าผมยังรักเธออยู่มาก..

 

            แต่ทุกครั้งที่ผมรู้สึกว่าความรักที่เคยให้ไปมันสูญเปล่า ผมก็เจ็บปวดมากเช่นกัน...

 

            ขอโทษนะ

 

            ผมกดปิดเครื่องโทรศัพท์ทั้งที่เสียงริงโทนยังคงดังไม่หยุด...

 

            หน้าจอดับวูบลงบ่งบอกให้รู้ว่าสัญญาณถูกตัดไปเรียบร้อย ผมชั่งใจเล็กน้อย ก่อนเก็บมันเข้ากระเป๋ากางเกงดังเดิม

 

            บางทีการที่ผมทำแบบนี้ อาจช่วยให้เธอสำนึกในการกระทำของตัวเองได้บ้าง

 

            แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ยังหวังให้จีนกลับมาเป็นจีนของผมคนเดิม

 

            แม้มันอาจเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ของผู้ชายหน้าโง่คนนึงก็ตาม.....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

----------Make It Right----------

 

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเชียร์ให้ฟิวส์เลิกตั้งความหวังกับจีน

แล้วมาคบธีร์แทน ฮ่าๆๆ

ตอนนี้เปิดตัวตัวละครตัวใหม่ น้องรถถังนั่นเอง น้องเป็นคนคาแรกเตอร์กวนๆ น่ารักๆ แบบนี้ ใครชอบบ้างหรือเปล่าครับ อิอิ ^____^

ขอบคุณคอมเม้นท์ กับคะแนนโหวตด้วยนะครับ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว