facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ VII ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ VII ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2562 11:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ VII ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ VII ”

 

 

ตลอดมายามอยู่ในน้ำสิ่งที่ผมทำได้คือการว่ายน้ำไปมาหรือเกาะหลังพวกเต่าและโลมาแทนการเล่นพวกของเล่น ชีวิตยามอยู่ใต้น้ำจึงไม่มีอะไรแปลกใหม่นักตรงกันข้ามกับตอนนี้ที่ผมสามารถขึ้นมาอยู่บนบกเดินด้วยขาสองข้างแทนการใช้ครีบเพื่อขยับร่างกาย

 

เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

 

ไม่ใช่แค่นั้น...ของบนโลกมนุษย์นั้นมีอะไรที่น่าตกใจอยู่อีกเยอะมาก มากขนาดต้องเติมก.ไก่ล้านตัวยังไม่เพียงพอเลย อย่างรถที่โฟรชพาขับออกไปเที่ยวชมวิวเมื่อคราวก่อนก็เป็นอะไรที่น่าตกใจแล้วสำหรับการทำให้สิ่งไม่มีชีวิตอย่างเหล็กขยับเคลื่อนไหวได้ดั่งใจ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้ผมตกใจได้ยิ่งกว่านั่นคือหน้าจอแบนๆ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของโทรทัศน์ตรงหน้านี่แหละ

 

ทั้งที่เป็นแผ่นบางๆ แต่ทำไมถึงได้ปรากฎภาพเคลื่อนไหวแถมยังคมชัดได้ขนาดนี้นะ!

 

สถานที่ที่ผมอยู่ตอนนี้คือในห้องดูหนังบนชั้นใต้น้ำชั้นแรกติดกับห้องหนังสือ ผมเคยมองจากด้านนอกกระจกเจอห้องนี้มาก่อนซึ่งแน่นอนว่าผมในตอนนั้นไม่รู้ว่าห้องนี้คืออะไร วันก่อนเลยถามโฟรชก่อนจะถูกพามาแนะนำการใช้งานคร่าวๆ ของโทรทัศน์และเครื่องเล่นหนัง

 

สองข้างของผนังเป็นชั้นเรียงแผ่นหนังเรื่องต่างๆ นับร้อยเรื่อง มีทั้งแผ่นเดียวจบและต่อกันหลายภาคอย่างผมในตอนนี้ก็กำลังดูหนังเรื่องหนึ่งซึ่งมีทั้งหมด 5 แผ่น 5 ภาค เนื่อเรื่องนั้นเป็นแนวแฟนตาซีเวทมนต์เหมือนจริงราวกับมนุษย์สามารถใช้เวทมนต์ได้จริงๆ ทำเอาผมนั่งดูไม่ลุกไปไหนมาเกือบ 2 วันแล้ว

 

แทบไม่อยากเชื่อตัวเองว่าจะติดหนังได้แบบนี้

 

ถึงผมจะติดเรื่องนี้มากแต่พอถึงเวลากินข้าวผมก็ไม่มีการนั่งดูต่ออีกนิด พอกดปุ่มหยุดชั่วคราวไว้ผมจึงลงไปกินข้าวแล้วกลับมาดูต่อ ในตอนแรกโฟรชดูไม่ค่อยพอใจพอใจที่ผมเอาแต่สนใจดูหนังนักแต่เหมือนงานที่ผลัดๆ ไว้จะเริ่มมากขึ้นจนไม่มีเวลามาบ่น

 

มาดูหนังที่นี่ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องไปกวนโฟรชตอนกำลังจัดการงาน

 

อีกอย่างข้าวของในห้องนี้ก็นับว่าสะดวกสบายขั้นสุดไม่ว่าจะเป็นโซฟานุ่มๆ ตัวยาวเกือบเต็มห้องกับตู้เย็นขนาดเล็กที่มีพวกเครื่องดื่มใส่ไว้ ติดๆ กันเป็นอุปกรณ์ทำป๊อบคอร์นซึ่งตอนแรกเสียงตอนระเบิดติดกันรัวๆ ทำเอาผมถึงกับรีบไปหลบด้านหลังโฟรชด้วยความกลัวและตกใจก่อนจะมารู้ภายหลังว่าเป็นเสียงปกติตินทำป๊อปคอร์น รสชาเค็มๆ หอมกลิ่นเนยทำเอาผมกินไม่หยุด

 

ยิ่งได้ดูหนังไปกินไปเพลินอย่าบอกใครเชียว!

 

“โอ๊ะ...ไม่นะ อย่าเดินไปทางนั้นสิพระเอก” เสียงพึมพำของผมดังขึ้นขณะจับจ้องไปยังหนังตรงหน้าอันเป็นฉากที่พระเอกกำลังเดินเข้าไปหากลุ่มคนร้ายที่วางกับดักไว้ ผมพยายามส่งเสียงบอกแต่เหมือนพระเอกในหนังจะไม่ได้ยินเดินเข้าไปติดกับดักเต็มๆ

 

ป๊อปคอร์นในถังถูกหยิบกินไม่หยุดด้วยความเมามันส์และตื่นเต้น ฉากการปะทะกันด้วยเวทมนต์ช่างน่าตื่นตาตื่นใจอย่างสร้างไฟให้เป็นรูปมังกรหรือทำกริชนับร้อยอันให้ห่อหุ้มด้วยสายฟ้า เป็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจจนไม่อาจละสายตาออกไปไหนได้

 

ความอลังการและความเหมือนจริงของฉากทำเอาผมถึงกับส่งเสียงซี๊ดปากออกมายามพระเอกถูกเวทย์ลูกไฟขนาดใหญ่หล่นทับตามมาด้วยกลุ่มผู้ร้ายที่ใช้เวทย์รุมพระเอกที่บุกลุยเดี่ยวเข้ามา

 

“สู้เขาพระเอก! เอาชนะให้ได้! ใช้เวทย์ถนัดของคุณเลยสิ!” อาจเพราะอินจัดไปหน่อยผมถึงได้ส่งเสียงดังแถมยังออกท่าทางแบบสุดๆ ถ้าสามารถกระโจนเข้าไปช่วยได้ผมคงทำไปแล้ว

 

เล่นมารุมกันแบบนี้ไม่แฟร์เลย

 

1 ต่อ 30 เอาชนะง่ายที่ไหนเล่า!

 

แต่ยังไงพระเอกต้องเอาชนะได้แน่...ต้องจัดการกลุ่มผู้ร้ายได้หมดแน่นอน

 

“...ไม่...ไม่นะะะ~!” เสียงกรีดร้องของผมดังลั่น โถใส่ป๊อปคอร์นในมือร่วงตกลงไปบนพื้นท่ามกลางความรู้สึกราวกับหัวใจแหลกสลายยามเห็นภาพพระเอกนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในสภาพโชกเลือดโดยมีก้อนหินขนาดยักษ์ทับอยู่บนตัว

 

ฉากพระเอกบาดเจ็บไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่ที่น่าตกใจคือหลังจากฉากนั้นหน้าจอก็กลายเป็นสีดำสนิทก่อนเพลงปิดตามมาด้วยเครดิตช่วงท้ายจะปรากฎขึ้น

 

“จบแล้ว? จบแบบนี้น่ะเหรอ...เอาจริงดิ!” ผมหันซ้ายขวามองหน้าแผ่นของภาคต่อไปทว่าแผ่นนี้เป็นแผ่นล่าสุดที่มีแล้ว

 

ค้าง...ค้างมาก

 

ผมกำลังค้างสุดๆ เลยตอนนี้

 

สรุปว่าพระเอกตายเหรอ หรือไม่ตาย แล้วพวกคนร้ายล่ะหนีไปเหรอ หรืออะไร

 

มีแต่เรื่องที่คาใจทั้งนั้น!

 

“ภาคที่ 6 อยู่ไหน” ผมลุกขึ้นไล่สายตามองตามชั้นที่มีแผ่นเสียบวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ระหว่างนั้นก็เปลี่ยนจากโหมดดูหนังมาเป็นช่องปกติ

 

ระหว่างที่กำลังไล่นิ้วหน้าเรื่องที่ต้องการผมก็ได้ยินเสียงคุ้นของพระเอกที่เพิ่งดูจบไปเมื่อครู่และพอหันไปมองหน้าจอโทรทัศน์ผมก็ทิ้งการหาไปจ้องหน้าจอโทรทัศน์อย่างรวดเร็ว สิ่งที่กำลังฉายอยู่คือตัวอย่างหนังที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อวานและได้รับเสียงตอบรับดีมาก แต่เรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวกับผมที่เกี่ยวคือหนังเรื่องนี้คือภาคที่ 6 ซึ่งผมกำลังตามหาอยู่

 

“อยากดู!” อยากดูมาก

 

ฉายในโรงภาพยนตร์หมายถึงต้องไปดูที่นั่นเหรอ

 

โทรทัศน์ก็เพิ่งรู้จักได้ไม่กี่วันจะให้รู้จักโรงภาพยนตร์ได้ยังไงล่ะจริงไหม

 

ปล่อยไว้แบบนี้มีแต่จะคาใจและพานให้นอนไม่หลับ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจปิดโทรทัศน์ ปิดไฟ ปิดทุกอย่างในห้องแล้วเดินไปหาโฟรชที่น่าจะนั่งทำงานอยู่ในห้อง ทางลงไปยังแต่ละชั้นไม่ได้มีแค่บันได้แต่ยังรวมไปถึงลิฟต์อยู่ตรงกลางทางเดินเรียกว่าบ้านหลังนี้สะดวกสบายสุดๆ

 

“โฟรช” ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายทันที

 

“อะไร ยังไม่ได้เวลามื้อเย็นนะ” โฟรชหันไปมองนาฬิกาก่อนจะบอกผม

 

“ผมก็ยังไม่หิวสักหน่อย” ทำไมชอบคิดว่าที่ผมมาหาเป็นเพราะหิวนักนะ ถึงปกติจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็เถอะ...เมื่อก่อนเรื่องที่จะคุยกับโฟรชไม่ได้มีเยอะผมจึงเจอเขาแค่ช่วงกินข้าวเท่านั้นแต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้วผมสามารถคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับอีกฝ่ายได้

 

“งั้นมีอะไร”

 

“คือผมน่ะ...เอ่อ...ขอบตาคุณคล้ำมากเลยได้พักบ้างรึเปล่าเนี่ย” ผมชะงักเปลี่ยนเรื่องพลางเดินเข้าไปใกล้โฟรชมาขึ้น ขอบตาที่เริ่มคล้ำอย่างชัดเจนนนั่นแสดงถึงอาการอ่อนล้าของร่างกาย

 

“ก็นอนตอนกลางคืนแล้ว ช่างเรื่องขอบตาเถอะ เมื่อกี๊ว่าอะไรนะ” โฟรชดึงหัวข้อให้วกกลับมาเรื่องเดิม

 

“เปล่า...ไม่มีอะไร” ผมเลือกที่จะส่งยิ้มพลางส่ายหน้าเบาๆ ไปให้ ตอนนี้โฟรชกำลังยุ่งกับการทำงานจนแทบไม่มีเวลานอนดังนั้นผมไม่ควรจะเอาแต่ใจมากเกินไป

 

รอให้งานเสร็จก่อนค่อยขอก็ยังไม่สาย

 

หนังก็มีให้เลือกดูอีกตั้งหลายเรื่องไม่จำเป็นว่าต้องวันนี้หรือเดี๋ยวนี้ก็ได้

 

“ฟีแซลล์”

 

“ผมไม่กวนแล้ว ขอตัวไปดูหนังต่อนะ” ผมไม่สนใจเสียงเรียกนั้นหันหลังกลับเตรียมเดินออกจากห้องถ้าไม่ติดเสียงตะโกนที่ดังกว่าเมื่อครู่หลายเท่าที่ไล่หลังมาละก็นะ...

 

“ฟีแซลล์!”

 

“อะไรเหรอ” เสียงดังขนาดนั้นผมตกใจนะเออ

 

“ฉันต้องเป็นฝ่ายพูดมากกว่านะ”

 

“...” ผมนิ่งลงเพราะกำลังทำความเข้าใจกับประโยคนั้นอยู่

 

“มีอะไร” โฟรชเอ่ยถาม

 

“เปล่า...”

 

“อย่าโกหกฉันฟีแซลล์” ดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชเริ่มหรี่ลงทีละนิดคล้ายจะสื่อมาว่าให้พูดความจริง

 

“มันก็แค่ความเอาแต่ใจของผม เพราะงั้นคุณไม่ต้องสนใจหรอก” ผมเลือกที่จะไม่โกหก

 

“ลองบอกว่าก่อน” อีกฝ่ายพูดต่อ

 

“ไม่เป็นไร คุณทำงานต่อเถอะ” ผมส่ายหน้าอีกรอบ

 

“อย่าให้ฉันต้องถามเป็นรอบที่ 3 นะฟีแซลล์”

 

“คุณปล่อยผ่านไปก็ได้นี่ ผมบอกแล้วว่ามันไม่มีอะไรสำคัญ” ทำไมต้องทำให้เหมือนเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญด้วยนะ

 

“ฉันจะฟังแล้วตัดสินเองว่าสำคัญรึเปล่า” โฟรชยังคงไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป สายตาที่จับจ้องมาทำให้ผมต้องถอนหายใจยาวก่อนจะจำใจบอกความจริงไป

 

“ผมแค่อยากไปดูหนัง มันมีเรื่องหนึ่งที่เป็นภาคต่อจากที่ผมเพิ่งดูจบไป แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวันนี้...ถ้าวันไหนคุณว่างผมก็อยากให้พาไปดูหน่อย”

 

“...เรื่องที่เป็นเวทมนต์ภาค6?” นิ่งไปสักพักโฟรชก็ถามขึ้น

 

“ใช่ๆ” ผมพยักหน้ารัวๆ

 

“กว่างานฉันจะเสร็จคงอีกหลายวัน จะทนไหว?”

 

“ไหวสิ ผมรอได้”

 

“ไม่อยากรีบดูรึไง ตอนจบภาค 5 มันค้างมากนะ” โฟรชถามต่ออีก

 

“ก็...อยากดู แต่คุณงานเยอะ” ไม่อยากเอาแต่ใจแค่ทุกวันเขาต้องมาทำอาหารให้ผม 3-4 มื้อก็นับว่าเสียเวลาทำงานไปตั้งเท่าไหร่แล้ว

 

“อยากไปวันนี้เลยไหม”

 

“...ได้เหรอ” ผมถามด้วยน้ำเสียงมีความหวัง

 

“ได้...แต่มีข้อแม้” อีกฝ่ายยกยิ้มมุมปากขณะพูด

 

“ข้อแม้อะไร”

 

“ถ้าอยากไป ก็มาอ้อนฉันสิฟีแซลล์” ประโยคข้อแม้ที่ดังออกมาจากโฟรชเรียกคิ้วสองข้างของผมให้ขมวดเข้าหากันแน่น

 

“อ้อน?” ผมน่ะนะ

 

“ใช่”

 

“...ผมไม่แน่ใจว่าจะทำเป็นรึเปล่า” ไม่ง่ายเลยสำหรับการอ้อน เท่าที่จำได้ผมแทบไม่เคยได้มีโอกาสให้อ้อนใครมาก่อน

 

“ก็ลองดูสิ” โฟรชบอกพลางเลื่อนเก้าอี้ออกมาแล้วตบมือลงบนตักเป็นเชิงบอกให้ผมไปตรงนั้น

 

“แล้วถ้าไม่ถูกใจล่ะ” ผมถามต่ออีก

 

“ฉันไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ”

 

“ไม่คิดเหรอ”

 

“มาสิฟีแซลล์” เสียงเรียกนั่นทำให้ผมค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าโดยในหัวกำลังคิดว่าควรจะอ้อนยังไงดี

 

โฟรชตบมือลงบนตักนั่นหมายถึงให้ผมนั่งตรงนั้น?

 

ไม่สิ...คงไม่ใช่นั่งหรอก

 

เหมือนในหัวผมจะคิดอะไรบางอย่างได้ พอเข้าไปถึงโฟรชผมนั่งลงกับพื้นแล้วเงยคางไว้บนตักขณะเอียงหน้าซบฝ่ามือที่วางไว้ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเงยขึ้นไปประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนสื่อความรู้สึกอยากไปผ่านทางสายตาซึ่งดูเหมือนการอ้อนที่คิดออกนี้จะได้ผลอยู่ไม่น้อย

 

โฟรชมีอาการชะงักกับการกระทำของผมคล้ายไม่คิดว่าผมจะทำแบบนี้แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่งฝ่ามือที่ผมเอียงซบก็เปลี่ยนมาลูบพวงแก้มผมเล่นมอบไออุ่นที่แม้จะร้อนแต่ก็พานให้รู้สึกดีผมจึงตอบรับฝ่ามือนั้นด้วยการหลับตาลงปล่อยให้อีกฝ่ายลูบได้ตามใจ

 

“หึ...ก็บอกแล้ว” เสียงพึมพำแผ่วเบานั่นเรียกผมให้ปรือตาขึ้นไปมอง

 

“บอกอะไร”

 

“ใครบอกว่าอ้อนไม่เป็นล่ะ” โฟรชพูดต่อ

 

“ถูกใจไหม” ผมถามบ้าง

 

“ยิ่งกว่าถูกใจอีก” รอยยิ้มบางๆ ที่ส่งมาให้เรียกรอยยิ้มผมให้ปรากฎขึ้นเช่นกัน

 

“อืม” ถ้าถูกใจก็ดีแล้วล่ะ

 

“งั้นก็ไปดูหนังกัน”

 

“ตอนนี้?”

 

“ใช่...แต่ก่อนไปใส่นี่ด้วย” โฟรชพูดพลางหยิบบางอย่างในลิ้นชักออกมา สร้อยคอสีเทาเข้มมีลักษณะเป็นแผ่นประมาณ 1 นิ้ว ตรงกลางมีจี้รูปปลาตัวเล็กห้อยอยู่

 

“สร้อยคอ...ให้ผมเหรอ”

 

“อย่าถอดล่ะ มันเป็นเหมือนที่เปลี่ยนเสียง เวลาพูดคนอื่นจะได้ไม่ได้ยินเสียงนาย” ระหว่างอธิบายโฟรชก็ใส่สร้อยสีเทานั้นให้ผม

 

“เปลี่ยนเสียง...โอ๊ะ เสียงใหญ่ขึ้นล่ะ” ผมถึงกับตกใจกับเสียงของตัวเองที่เปล่งออกมาหลังสวมสร้อยคอ

 

“ก็แบบนี้แหละ”

 

“ความจริงให้ผมดัดเสียงเวลาพูดก็ได้นะ” ถึงจะไม่ง่ายที่จะทำแต่ใช่ว่าจะไม่ได้

 

“เดี๋ยวก็เผลอหลุดเสียงจริงออกมาจนได้”

 

“ทำไมคุณดูมั่นใจขนาดนั้น” น้ำเสียงของโฟรชเหมือนคนที่คาดการณ์ถึงอนาคตไว้ล่วงหน้าแล้ว

 

“ก็นิสัยนายมันเป็นแบบนั้น เห็นอะไรน่าสนใจหน่อยก็ลืมแล้วว่าต้องดัดเสียง”

 

“...ก็จริง” ผมไม่ปฏิเสธเพราะจริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด

 

“เรียบร้อยแล้วก็ไปกัน” พูดจบโฟรชก็ลุกขึ้นเดินนำผมออกไปด้านนอก

 

จากนั้นรถคันสีขาวก็แล่นออกสู่ถนนโดยมีโฟรชเป็นคนขับพาออกไปยังโรงหนัง คำว่าโรงภาพยนตร์สำหรับผมให้ความรู้สึกเหมือนห้องมืดๆ เอาไว้ฉายหนังซึ่งไม่น่าจะมีขนาดใหญ่มากทว่าสถานที่ที่โฟรชพานั้นนอกจากจะใหญ่ยักษ์แล้วยังสว่างจ้าและเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินกันเต็มไปหมด ขนาดที่จอดยังแทบไม่มีผมก็น่าจะเดาถึงปริมาณคนได้แล้วล่ะนะ

 

“โฟรช...จะไปไหน” ผมดึงชายเสื้ออีกฝ่ายไว้มั่นเมื่อคนตรงหน้ากำลังจะก้าวตรงไปยังสิ่งที่เหมือนบันไดแต่สามารถขยับเลื่อนเองได้

 

ผมเห็นว่ามีมนุษย์หลายคนที่เพียงแค่ก้าวขาครั้งเดียวก็สามารถขึ้นไปถึงชั้นบนได้โดยไม่ต้องขยับตัวอีก

 

ของแปลกๆนั่นไม่น่าไว้ใจพอๆ กับลิฟต์ที่ผมไม่กล้าขึ้นนั่นแหละ

 

“ไปโรงหนังไง จะดูหนังไม่ใช่?” โฟรชหันมาถาม

 

“จะไปทางนั้นเหรอ” ไม่มีทางอื่นที่ดีกว่าแล้วรึไง

 

“มีให้เลือกแค่บันไดเลื่อนหรือลิฟต์” อีกฝ่ายมี 2 ทางให้เลือกซึ่งไม่ว่าจะทางไหนก็เลือกยากเหลือเกิน

 

“...มีบันไดธรรมดาไหม” ผมลองถาม

 

“ไม่มี” คนถูกถามตอบเสียงนิ่งก่อนจะคว้าข้อมือผมเดินไปยังบันไดเลื่อนทั้งๆ แบบนั้น

 

“เดี๋ยวก่อน...ผมยัง อ๊ะ!...” ผมถึงกับหลับตาปี๋ยามถูกดึงให้ขึ้นมายืนบนบันไดก่อนจะสัมผัสได้ถึงการขยับเลื่อนขึ้นไปด้านบน

 

“ไม่น่ากลัวหรอก ลืมตาดูสิ” โฟรชเรียกให้ผมที่หลับตาสนิทค่อยๆ ลืมตามขึ้น

 

ภาพในมุมสูงสำหรับโลกใต้น้ำไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจนักแต่กับบนบกการจะได้เห็นวิวในมุมสูงจากด้านบนลงสู่ด้านล่างนับว่าน่าแปลกใจเพราะมนุษย์ลอยไม่ได้ถึงอย่างนั้นพอมาอยู่บนบันไดเลื่อนทำให้เห็นภาพด้านล่างเป็นมุมกว้าง

 

ความรู้สึกไม่สู้ดีนักในตอนแรกกลายเป็นความตื่นตาตื่นใจอย่างรวดเร็ว

 

“ว้าว...” ผมหลุดเสียงออกมาพลางหันหลังกลับไปมองภาพเบื้องล่าง

 

“จะถึงแล้วระวังเท้าด้วย” โฟรชสะกิดเรียก

 

“เท้าอะไร...”

 

“ก้าวเท้า” คำพูดของโฟรชนั้นผมทำตามทันทีโดยไม่อิดออด เพียงไม่กี่วินาทีผมก็ขึ้นมาอยู่ชั้น 2 แล้ว

 

“ไม่น่ากลัวเหมือนลิฟต์แฮะ” ถ้าเป็นลิฟต์นอกจากจะหวิวแล้วยังรู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ด้านในด้วย

 

“ก็บอกแล้วว่าไม่น่ากลัว โรงภาพยนตร์ต้องขึ้นไปอีก” โฟรชบอกขณะก้าวนำไปด้านหน้า

 

“ไม่ใช่ที่นี่เหรอโรงภาพยนตร์”

 

“ที่นี่คือห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ถือเป็นส่วนหนึ่ง” อีกฝ่ายอธิบายระหว่างพาผมขึ้นบันไดเลื่อนมาเรื่อยๆ จนถึงชั้น 4 ก็เจอเข้ากับเคาท์เตอร์ยาวกับเก้าอี้นั่งอยู่ด้านหน้า

 

โปรสเตอร์หนังหลายสิบเรื่องถูกแขวนไว้พร้อมกับหน้าจอที่แสดงตัวอย่างหนังแต่ละเรื่อง ถัดจากเคาน์เตอร์ไปเล็กน้อยที่ขายป๊อปคอร์นด้วย ที่น่าตกใจคือตอนนี้มีคนกำลังต่อแถมหน้าเคาน์เตอร์กันเยอะสุดๆ

 

“โอ๊ะ...เรื่องนั้นไงโฟรช” ผมดึงเสื้ออีกฝ่ายแรงๆ พร้อมกับชี้ไปยังตัวอย่างหนังเรื่องที่ผมอยากดูกำลังฉาย

 

“ต้องรีบจอง...คนน่าจะเยอะอยู่” โฟรชบอกแล้วเดินไปต่อแถวที่ดูจะสั้นที่สุด

 

“เราจะจองทันไหม” ผมเอ่ยถามเสียงหง๋อย พอติดว่าอุตส่าห์มาแต่จะไม่ได้ดูมันก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา

 

“ไม่ทันก็จะทำให้ทันเอง”

 

“...ยังไง”

 

“เอาน่า ได้ดูอยู่แล้ว” โฟรชวางมือลงบนเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มที่ถูกมัดรวบไว้เบาๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร

 

“อืม...นี่โฟรช” ผมเรียกอีกรอบ

 

“อะไร”

 

“ผมมีอะไรแปลกรึเปล่า” ในเมื่อมองตัวเองไม่ได้ก็ต้องถามคนที่มาด้วยอย่างโฟรชนี่แหละ

 

“แปลกที่ว่าคือยังไง” โฟรชขมวดนิ้วคล้ายไม่เข้าใจคำถาม

 

“ก็...ตั้งแต่เข้ามามีแต่มนุษย์มองมา ผมเลยคิดว่าต้องมีอะไรแปลกแน่” เพราะถ้าไม่แปลกพวกเขาคงไม่หันมามองผมกันแล้วหันไปซุบซิบต่อหรอก

 

จะว่าเสื้อผ้าแปลกก็ไม่น่าใช่เพราะเป็นชุดปกติอย่างเสื้อคอวีและกางเกงขาสามส่วน อย่างอื่นผมก็ว่าไม่มีอะไรผิดปกตินะ

 

“...” ความเงียบจากโฟรชมาพร้อมกับสายตาที่จับจ้องมายังผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเบนสายตาไปมองรอบๆ ซึ่งแม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังสัมผัสได้ว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่

 

“โฟรช...อ๊ะ! ทำอะไร?” ผมที่ถูกอีกฝ่ายโอบเอวจนร่างกายเซเข้าไปยังแผ่นอกนั้นเงยหน้าขึ้นไปถามงงๆ

 

ทำไมอยู่ๆ ถึงมาโอบผมล่ะ

 

“แสดงความเป็นเจ้าของ” ไม่พูดเปล่าโฟรชยังก้มลงมาเอาใบหน้าแนบกับแก้มผม

 

“ฮะ?” การกระทำของโฟรชทำเอาผมตามไม่ทันแต่หลังจากนั้นสายตาที่สัมผัสได้ก็ลดลงมากพอดู

 

หลังจากต่อแถวอยู่ค่อนข้างนานในที่สุดพวกเราก็ได้ตั๋วหนังมาไว้ในมือด้วยฝีมือของโฟรช ผมซึ่งเดินไปด้วยได้แต่ฟังการถามตอบอยู่เงียบๆ ปล่อยให้โฟรชเป็นคนจัดการทั้งหมดเพราะผมยังไงก็ได้ขอแค่ได้ดูก็พอแล้ว

 

“ป๊อปคอร์น...มีหลายรสด้วย?” ระหว่างเดินผ่านสายตาผมเหลือบไปเห็นป้ายที่ติดอยู่หน้ากระจกที่ด้านในเต็มไปด้วยป๊อปคอร์นรสต่างๆ ตั้งแต่ชีส ปาปริก้า คาราเมลและเค็ม

 

ที่บ้านโฟรชจะมีรสเค็มๆ หน่อยผมก็เลยนึกว่ามีอยู่รสเดียวซะอีก

 

“อยากลองไหม” โฟรชถามก่อนจะเดินนำเข้าซื้อโดยไม่รอคำตอบ พอพนักงานถามว่าจะรับไหนอีกฝ่ายก็หันมามองเป็นเชิงบอกให้ผมตอบ

 

“ได้รสเดียวเหรอครับ” ผมถามพนักงาน

 

“สามารถเลือกได้ 2 รสครับ” พนักงานตอบกลับมา

 

“...แต่ผมอยากได้ 3 รส ได้ไหมครับ” ผมเอ่ยพลางทำสายตาเศร้าๆ รสเค็มกินที่บ้านโฟรชแล้วเลยเหลืออยู่ 3 รสที่ยังไม่เคยกินมาก่อน

 

“เอ่อ...3 รสไหนครับ” เหมือนท่าทางของผมจะทำให้พนักงานเริ่มใจอ่อน

 

“ชีส ปาปริก้ากับคาราเมลครับ”

 

“ได้ครับ” อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะตักป๊อปคอร์น 3 รสใส่ถังมายื่นให้ผม

 

“ขอบคุณนะครับ” ผมส่งยิ้มกว้างไปให้ขณะรับถังป๊อปคอร์นมา

 

“คะ...ครับ” ใบหน้าแดงๆ ของพนักงานทำให้ผมเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ยังไม่ทันไม่ทำอะไรต่อฝ่ามือของโฟรชเข้ามาโอบพร้อมกับปิดปากผมไว้แน่น

 

“ไปกันได้แล้ว” โฟรชมองผมเพียงชั่วครู่ก็หันไปส่งสายตาแข็งๆ ให้พนักงานที่ถึงกับหน้าซีด

 

ผมถูกโฟรชลากไปตามทางทั้งๆ ที่ปากยังถูกปิดไว้สนิท ตอนแรกผมไม่ขัดขืนเพราะคิดว่าอีกไม่นานโฟรชคงปล่อยแต่ผ่านไปหลายนาทีมือนั้นก็ยังคงไม่ละออกผมจึงเริ่มออกแรงดิ้นพร้อมส่งเสียงอู้อี้ในลำคอส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมต้องการให้เขาปล่อย

 

ไม่รู้ว่าเพราะแรงขัดขืนหรือสายตาหลายสิบคู่ที่เริ่มจับจ้องมาที่ทำให้โฟรชยอมปล่อยมือที่ปิดปากผมไว้ออกจนได้

 

“แฮ่ก...ทำอะไรของคุณเนี่ย” ต่อให้ผมไม่ใช่มนุษย์โดยตรงแต่ก็ใช่ว่าจะหายใจทางผิวหนังนะ

 

เล่นปิดปากซะแน่นจนเกือบหายใจไม่ออกแล้วไหมล่ะ

 

“เลิกหว่านเสน่ห์ไปทั่วสักทีฟีแซลล์” ประโยคที่เอ่ยตามมานั้นดูเหมือนจะไม่ใช่คำตอบของคำถามเมื่อครู่แต่อย่างใด

 

“ผมเปล่าทำ” ใครหว่านเสน่ห์กัน

 

ผมยังไม่ได้ทำสักนิด

 

“ทำอยู่เห็นๆ ทั้งส่งเสียง ทั้งส่งสายตา ทั้งส่งยิ้ม คิดจะทำให้มนุษย์อีกกี่คนหลงกันล่ะ” โฟรชพูดต่อ ดวงตาสีเทาอ่อนที่มองมาแฝงไปด้วยประกายของความไม่พอใจ

 

“ผมแค่มองเฉยๆ ไม่ได้ส่งสายตา น้ำเสียงเองก็พูดปกติ ส่วนยิ้มก็แค่ยิ้มขอบคุณธรรมดา” ผมรีบแก้ต่างให้ตัวเองทันควัน

 

“ฉันไม่เห็นเป็นแบบนั้น แค่รูปร่างหน้าตาของนายก็เด่นเกินพอแล้วฟีแซลล์ เลิกดึงดูดดสายตารอบข้างเข้ามาได้แล้ว”

 

“คุณเห็นว่าผมกำลังหว่านเสน่ห์?” ผมถามกลับ

 

“ใช่”

 

“ที่มนุษย์คนอื่นหันมามองเพราะถูกเสน่ห์ผมดึงดูด?” ผมถามต่ออีก

 

“ใช่” โฟรชพยักหน้าตอบ

 

“ถ้างั้น...เสน่ห์ที่ผมหว่าน ได้ผลกับคุณไหม” ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปประชิดพร้อมส่งยิ้มบางๆ ขณะดวงตาเงยขึ้นประสานไม่ยอมให้อีกฝ่ายหลบเลี่ยงหรือเบนสายตาหนี

 

หากเขาบอกว่าการกระทำของผมคือการหว่านเสน่ห์หมายความว่าตัวเขาเองก็ต้องได้รับผลเหมือนกัน...ผมเข้าใจแบบนั้นถูกรึเปล่า

 

“...ได้เวลาเข้าโรงแล้ว” นอกจากไม่ตอบคำถามแล้วยังเปลี่ยนเรื่องอีกต่างหาก

 

“ไม่ตอบคำถามผมล่ะ”

 

“จะดูไหมหนังน่ะ”

 

“โฟรช” นี่จงใจเปลี่ยนเรื่องกันโต้งๆ เลยนะ

 

“ไปได้แล้ว” คนพูดเดินนำไปยื่นตั๋วหนังให้พนักงานตรงทางเข้าดูโดยมีผมวิ่งตามหลังไปติดๆ แม้จะไม่ได้คำตอบแต่ก็ช่างเถอะเพราะผมพอจะเดาได้ลางๆ จากใบหูที่แดงขึ้นของโฟรชแล้ว

 

เมื่อเข้ามาด้านในก็เจอเข้ากับป้ายตัวเลขขนาดใหญ่บอกถึงหมายเลขของโรงซึ่งมีมากมายทั้งด้านหน้าหรือทางซ้ายขวาตามเส้นทางที่ทอดยาวไป โฟรชเดินขึ้นบันไดไปยังโรงซึ่งอยู่ด้านบนก่อนจะเดินนำเข้าไปในโรงซึ่งอยู่ในบรรยากาศของความมืด หน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์ชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตปรากฎอยู่ด้านหน้าสุดกำลังฉายตัวอย่างหนังเรื่องอื่นๆ อยู่

 

ที่นั่งภายในโรงมีตั้งแต่บนสุดไล่ระดับไปจนถึงด้านหน้า ดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ค้างคาใจเพราะเกือบทุกที่นั่งเต็มไปด้วยผู้คน ด้วยความที่กลัวไม่มีที่ผมเลยรีบก้าวไปด้านหน้าตามฝูงชนทว่ากลับถูกมือของโฟรชคว้าแขนไว้

 

“ไม่รีบเดินเดี๋ยวไม่มีที่หรอก” ผมหันไปบอกโฟรช

 

“คนที่มีตั๋วทุกคนมีที่นั่งที่จองไว้แล้วทั้งนั้น จะไปนั่งที่คนอื่นไม่ได้” โฟรชอธิบาย

 

“แล้วที่นั่งของเราอยู่ตรงไหนล่ะ”

 

“ตรงนี้” ผมถูกโฟรชดึงเข้าไปนั่งตรงที่นั่งด้านบนสุดที่เบาะนั่งเป็นเหมือนโซฟาคู่ใหญ่ต่างจากแถวถัดไปที่นั่งติดๆ กันหลายสิบคน

 

“ทำไมนั่งซะไกลล่ะ ใกล้ๆ ไม่มีเหรอ” ผมเอ่ยถามขณะกำลังนึกอิจฉาคนที่ได้นั่งด้านหน้าๆ

 

สงสัยเพราะมาช้าเลยเหลือแต่ที่นั่งท้ายๆ ละมั้ง

 

“ตรงนี้เป็นจุดที่เหมาะกับการดูหนังที่สุดแล้ว” อีกฝ่ายบอกพลางดึงผมให้นั่งลง ถังป๊อปคอร์นที่ถือด้วยมือข้างเดียวบัดนี้ถูกวางลงบนตัก

 

“เหมาะสุด? ทั้งที่ไกลกว่าน่ะเหรอ” สำหรับผมคิดว่านั่งดูใกล้ๆ น่าจะเป็นจุดที่เหมาะและแพงกว่า...นี่ผมคิดผิดเหรอเนี่ย

 

“ใช่ ถ้านั่งใกล้ไปอย่างแถบด้านล่างต้องเงยหน้าดูแถมที่นั่งยังติดๆ กันแออัดจะตาย ตรงนี้อยู่ในระยะที่สามารถมองหน้าจอโดยไม่มีอะไรบังแถมยังเห็นภาพได้ทั้งหมด โซฟาเองก็เป็นส่วนตัวนั่งสบายกว่า” โฟรชอธิบายเหตุผล

 

“ก็ใช่” พอลองคิดตามก็เป็นอย่างที่โฟรชพูด ดูเหมือนว่าตรงที่ผมและโฟรชนั่งจะสบายกว่าแถวอื่น

 

“หนังใกล้มาแล้ว ที่ซื้อมากินให้หมดด้วย”

 

“คุณไม่กินหรอ” ผมหันไปมองใบหน้าด้านข้างของโฟรช

 

“ไม่ล่ะ กินไปเถอะ” โฟรชบอกโดยสายตาจ้องไปยังจอตรงหน้า

 

“มันเยอะผมกินไม่หมดหรอก”

 

“เอากลับไปกินต่อบ้าน”

 

“งั้นผมป้อน...ช่วยกินหน่อยนะ” ผมหยิบป๊อปคอร์นไปจ่อปากโฟรชเหมือนเป็นการบังคับกลายๆ อาจเพราะอยู่ในความมืดผมจึงไม่สามารถมองเห็นความนัยที่สื่อผ่านดวงตาที่เบนมาสบได้แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ของผมยื่นป๊อปคอร์นนิ่งค้างไว้สุดท้ายโฟรชก็ยอมรับป๊อปคอร์นเข้าปาก

 

ตลอดการดูหนังสายตาผมแทบไม่ละออกจากหน้าจอ การดูในโรงไม่ใช่แค่ภาพคมชัดสมจริงแต่รวมไปถึงเสียงที่ดังก้องไปทั่วโรงสร้างความตื่นเต้นได้ไม่ขาด ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ลืมหยิบป๊อปคอร์นในถังเข้าปากสลับกับป้อนโฟรชที่อ้าปากยอมให้ผมป้อนโดยดี

 

เสร็จสิ้นจากการดูหนังป๊อปคอร์นถังใหญ่และน้ำอีกหนึ่งแก้วก็หมดลง ความสนุกของหนังซึ่งเป็นภาคที่ 6 หรือภาคสุดท้ายของเรื่องปมทุกอย่างที่ผมสงสัยถูกคลายออกจนหมดเรียงว่าพอดูจบก็ถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาเนื่องจากความตื่นเต้นลุ้นละทึกไปกับเนื้อเรื่อง

 

“สนุกมากเลยเนอะ” ผมขอความเห็นโฟรชที่พาผมลงบันไดเลื่อนลงมาอีกชั้น

 

“ถือว่าคุ้มค่าบัตร”

 

“อืม...ผมอยากเดินดูห้างต่ออีกนิดได้ไหม” นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนห้างสรรพสินค้าที่มีร้านค้าเยอะแยะเลยอยากเดินดูก่อนกลับอีกสักหน่อย

 

“ไม่หิว?” โฟรชหันมาพูดอย่างรู้ทัน เวลาช่วงเย็นๆ แบบนี้ใกล้ได้เวลามื้อเย็นแล้ว

 

“ก็หิวแต่ทนได้” ความตื่นตาตื่นใจในการเห็นสิ่งใหม่ๆ อาจเอาชนะความหิวได้...อย่างน้อยก็คงสักระยะหนึ่ง

 

“กินข้าวก่อนค่อยไปเดินเล่น” โฟรชสรุปให้

 

“กลับไปกินที่บ้านก่อน?”

 

“กินที่นี่เลย อยากกินอาหารแนวไหน” อีกฝ่ายถามพลางเดินนำผมไปตามร้านอาหารต่างๆ ที่ขนาบทั้งซ้ายขวายาวไปจนสุดสายตา

 

ร้านอาหารที่ไม่น่าใช่แค่สิบหรือยี่สิบร้านทำเอาผมถึงกับเลือกไม่ถูกว่าจะเข้าร้านไหนดีเพราะแต่ละร้านล้วนมีอาหารหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์อย่างร้านที่เพิ่งผ่านไปนั้นขึ้นชื่อเรื่องไก่ทอด ร้านถัดมาเป็นพิซซ่า ถัดมาอีกนิดเป็นร้านขนมเรียงรายสลับทั้งคาวหวาน

 

“ผมอยากกินน้ำๆ...ที่มีเส้นใส่อยู่ในน้ำเรียกว่าอะไรนะ” เรื่องชื่อผมจำไม่ค่อยแม่นแต่จำได้ว่าเพิ่งเคยเปิดอ่านไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง

 

“ก๋วยเตี๋ยว อุด้ง ราเม็ง” โฟรชให้ช้อยเลือกมาสามอย่าง

 

“...ราเม็ง ใช่แล้วราเม็ง” อาหารที่ผมเห็นในหนังสือเมื่อวันก่อนคือราเม็ง

 

จำได้แล้ว

 

“ถ้าราเม็งมีร้านขึ้นชื่ออยู่”

 

“โฟรชเดินนำเลย”

 

“ฉันก็เดินนำอยู่ตลอดนี่” คนเดินนำหยุดเดินก่อนหันมามองหน้าผมยิ้มๆ

 

“...ก็ผมไม่รู้ทาง” จะให้เดินนำเดี๋ยวก็พาหลงพอดี

 

“ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

 

“ครั้งหน้าผมจะเดินนำเอง” ผมบอกอีกฝ่ายกลับ

 

“จำทางได้?” โฟรชย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่ไว้ใจนัก

 

“ได้สิ ผมจำทางแม่นนะ” เงือกอย่างพวกเรามีเซ้นเรื่องทิศทางดีเยี่ยมเพราะบรรยากาศใต้ท้องทะเลเป็นอะไรที่ทำให้พลัดหลงได้ง่ายๆ มีหลายครั้งที่ออกมาไกลจนเกือบจะจำทางกลับอาณาจักรไม่ได้

 

“ครั้งหน้าจะลองให้นำละกัน” โฟรชเริ่มออกเดินต่อระหว่างพูดคุย

 

“มั่นใจได้เลย” หากเป็นทางที่เคยผ่านสักครั้งผมมั่นใจว่าสามารถจำได้อาจไม่ทั้งหมดในทีเดียวแต่ไม่หลงแน่

 

โฟรชพาเดินไปอีกสักพักใหญ่ก็มาถึงร้านอาหารขนาดไม่ใหญ่นัก ตัวร้านเป็นสีเทากับเหลืองนวลๆ ด้านในมีโต๊ะนั่งอยู่ไม่มากทว่าเกือบทุกโต๊ะล้วนถูกจับจองไว้แล้ว ผมเดินตามหลังโฟรชเข้าไปนั่งตรงมุมด้านในซึ่งยังว่างอยู่ ไม่นานพนักงานก็นำเมนูมาให้

 

ภาพของอาหารภายในเมนูนั้นทำเอาผมถึงกับคิดหนักเพราะไม่ว่าจะเป็นราเม็งชามไหนผมก็อยากกินทั้งนั้น หน้าของราเม็งว่าเลือกยากแล้วน้ำซุปนั้นเลือกอยากยิ่งกว่า....มีทั้งซุปใส ซุปข้น ซุปต้มยำ ซุปดำและอื่นๆ อีกมากมาย

 

“ทำหน้าคิดหนักนะฟีแซลล์” โฟรชเอ่ยยามเห็นผมทำหน้าตึงเครียดระหว่างพลิกเมนูหลายหน้ากลับไปกลับมา

 

“น่ากินทุกอย่างเลย โฟรชเลือกได้แล้ว?” ผมเงยหน้าถาม

 

“ใช่”

 

“อันไหน”

 

“อันที่เป็นเซ็ต” โฟรชชี้ไปยังหนึ่งในเมนูที่ถูกจัดเป็นเซ็ตมีทั้งราเม็งต้มยำ เนื้อหมูหั่นเพิ่ม เต้าหู้ สลัดและน้ำชาเขียว

 

“เซ็ตก็น่าสน” ตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างแล้ว

 

“รับอะไรดีคะ” เสียงพนักงานเดินเข้ามารับเมนูดังขึ้นพร้อมกับโฟรชที่ชี้สั่งอย่างรวดเร็วตอนนี้เลยเหลือเพียงผมที่ยังตัดสินใจอะไรไม่ได้

 

ยากยิ่งกว่าจำเส้นทางใต้ทะเลซะอีก

 

“ขออันนี้ครับ” ในเมื่อตัดสินใจยากนั้นผมจึงสุ่มเปิดหน้าแล้วชี้ลงตรงหน้าแทนการใช้หัวคิด ราเม็งที่ผมเลือกคือราเม็งเทมปุระรวมน้ำข้น

 

หลังพนักงานรับออร์เดอร์เสร็จก็ทวนก่อนจะเดินจากไป สายตาของเธอมองผมกับโฟรชด้วยมุมปากที่เหมือนจะกลั้นยิ้มไว้ ผมสังเกตเห็นนะว่าพอกลับไปรวมกับเพื่อนสาวอีกคนแล้วเสียงร้องเบาๆ ก็ดังแว่วเข้ามา แม้จะไม่รู้ว่ากรี๊ดอะไรกันแต่ผมว่าบางอย่างไม่รู้มันจะดีกับตัวเองมากกว่า

 

สัญชาตญาณผมบอกว่าเรื่องนี้อย่ารู้เลย

 

“ผมขอชิมหน่อยได้รึเปล่า” ราเม็งเซ็ตของโฟรชมาเสิร์ฟก่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องต้มยำดึงดูดจมูกผมให้ดมฟุดฟิด

 

“เอาสิ” ทันทีที่ได้รับอนุญาตผมใช้ช้อนของตัวเองตักน้ำซุปต้มยำขึ้นมาซด รสชาติเผ็ดร้อนแต่ไม่ถึงกับมากนั้นอร่อยเกินกว่าที่คิดไว้ตอนแรก

 

“อร่อยจัง” ผมไม่ค่อยถูกกับของเผ็ดแต่ก็ชอบกินเพราะให้ความรู้สึกร้อนๆ ดี

 

“กินอีกก็ได้” โฟรชพูด

 

“เดี๋ยวคุณไม่อิ่ม”

 

“ไม่อิ่มก็สั่งใหม่”

 

“สั่งอีกได้?”

 

“อืม สั่งได้จนกว่าจะอิ่มนั่นแหละ” อีกฝ่ายบอกสลับกับก้มลงคีบเส้นราเม็งเข้าปาก

 

“ผมรอของตัวเองก่อน ถ้าไม่อิ่มขอเพิ่มนะ” พูดยังไม่จบประโยคราเม็งที่ผมสั่งก็ถูกยยกมาเสิร์ฟ รสชาติของน้ำข้นสีขาวขุ่นหวานกลมกล่อมราวกับมีกลิ่นหอมอบอวลอยู่ในปาก เทมปุระรวมที่ทอดจนกรอบเองก็อร่อยและเข้ากันได้ดีกับน้ำซุปมาก

 

ผมแทบไม่พูดคุยอะไรกับโฟรชเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจัดการราเม็งในชามจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปสักหยด สปีดที่ผมกินทำเอาโฟรชถึงกับเลิกคิ้วตกใจเพราะอีกฝ่ายยังกินไปได้ไม่ถึงครึ่งชามด้วยซ้ำ

 

“สั่งเพิ่มไหม” โฟรชเปิดบทสนทนา

 

“แน่นอน” ผมพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะสั่งอีกชาม

 

“กินเยอะระวังจุกนะ” น้ำเสียงห่วงๆ จากโฟรชที่สัมผัสได้เรียกรอยยิ้มของผมให้ปรากฎขึ้น

 

“อืม สองชามก็พอแล้ว”

 

“กินเสร็จจะพาไปเดินเล่น”

 

“จะรอเลย” เดินเล่นในห้างใหญ่ขนาดนี้ต้องสนุกมากแน่

 

เสร็จจากมื้อเย็นพวกเราก็เปลี่ยนสถานที่จากร้านอาหารมาเป็นเดินในตัวห้าง ร้านค้าในกระจกนับร้อยๆ ร้านขนาบทั้งสองฝากฝั่งของทางเดินจนเลือกไม่ถูกว่าจะเข้าไปดูร้านไหนดี ร้านที่โฟรชแวะเข้าคือร้านเสื้อผ้าซึ่งตอนแรกผมคิดว่าคงซื้อเสื้อผ้าตัวเองแต่ก็มารู้หลังจากจ่ายเงินแล้วว่าเสื้อผ้าสองถุงใหญ่นั่นเป็นของผมทั้งหมด

 

“เสื้อฉันมันใหญ่ไปสำหรับนาย” นั่นเป็นเหตุผลที่อีกฝ่ายตอบหลังผมถามหาเหตุผล

 

ก็จริงด้วยขนาดตัวผมมีโครงร่างเล็กและเพรียวกว่าโฟรชอยู่พอสมควรแต่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ ผมก็ใช่ว่าจะใส่ไม่ได้แค่มันหลวมๆ หน่อยแค่นั้นเอง

 

การเดินทัวร์ห้างเป็นไปอย่างสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจ ตลอดทางโฟรชซื้อทั้งน้ำ ทั้งขนมที่ผมเผลอมองนานไปนิดให้ไม่หยุดทำเอาตอนนี้ท้องผมเริ่มอืดแล้ว เดินเล่นอยู่หลายชั่วโมงโฟรชก็บอกว่าได้เวลากลับแล้วซึ่งผมก็พยักหน้าไม่อิดออด แค่ได้เดินขนาดนี้ผมก็นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดหาครั้งยิ่งใหญ่

 

ถ้ากลับไปอาณาจักรผมจะเล่าเรื่องห้างสรรพสินค้าให้ทุกคนฟัง

 

เชื่อเถอะว่าทุกคนต้องอยากมาแน่

 

“โฟรช” ผมส่งเสียงเรียกระหว่างรถคันสีขาวจอดนิ่งเนื่องจากติดไฟแดง

 

“อะไร” โฟรชเอ่ยถามพลางละสายตาจากตรงหน้ามาหาผมแทน

 

“วันนี้ขอบคุณนะ ทั้งที่คุณมีงานเยอะแต่ก็ยังพาผมมาดูหนังแถมยังพาเดินเที่ยวอีก” ผมก็น่าจะเกรงใจโฟรชบ้างแต่นี่ดันเอาแต่เดินไปนู้นมานี่ไม่หยุด

 

“ไว้จะพามาอีก”

 

“จริงนะ”

 

“อืม”

 

“ขอบคุณโฟรช”

 

“ฉันจะพามาอีก...เพราะงั้นเลิกไปขลุกดูหนังอยู่แต่ในห้องนั้นแล้วมาให้ฉันเห็นหน้าเหมือนเดิมด้วย เข้าใจนะ” ประโยคต่อมาที่โฟรชเอ่ยไม่ง่ายเลยในการทำความเข้าใจ

 

“...หมายถึงให้ผมอยู่ในห้องทำงานคุณ?”

 

“นายต้องอยู่ในสถานที่ที่ฉันสามารถเห็นได้ อย่าหายไปจากสายตาฉัน...ฟีแซลล์” คำพูดนั้นมาพร้อมกับดวงตาสีเทาอ่อนที่ประสานมาอย่างจริงจังจนผมไม่อาจจะเอ่ยตอบโต้อะไรออกไปได้

.....................................................................

จบไปอีกหนึ่งตอนนน

สำหรับตอนนี้ฉากที่เราชอบมากคือการขอป๊อปคอร์นเพิ่ม 555

รู้สึกว่าตลกมาก ทุกครั้งเวลาเราไปดูหนังจะได้แค่2รสเหมือนกันเลยอยากลองแต่ฉากที่ขอเพิ่มสักหน่อย ถ้าเป็นโฟรชก็คงให้อารมณ์แนวบังคับแต่พอมาเป็นฟีแซลล์ให้อารมณ์อ้อนๆ โปรยเสน่ห์โดยไม่รู้ตัว

น่ารักกก

เรารู้สึกว่าเรื่องนี้หลายคนชอบกัน อ่านดูจากคอมเม้นท์ที่อยากให้อัพอาทิตย์ละสองตอน

ขอแจ้งไว้เลยนะคะว่าคงไม่สามารถอัพอาทิตย์ละสองตอนตลอดได้แต่จะมีบางอาทิตย์ที่อัพเพิ่มอีกตอนซึ่งจะเป็นอาทิตย์ไหนนั้นมารอลุ้นกันน้าาาา

ขอบคุณทุกๆ คนที่รักเรื่องนี้ รักโฟรชและฟีแซลล์ รวมถึงรักเราด้วย แฮร่!

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์และกำลังใจนะคะ บางครั้งแค่เห็นยอดวิวเราก็ดีใจมากแล้ววว

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น