facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ VI ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ VI ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2562 13:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ VI ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ VI ”

 

 

“ทำอะไรอยู่น่ะ” เสียงทุ้มจากเจ้าของห้องซึ่งละสายตาออกมาจากเอกสารในมือดังขึ้นเมื่อเห็นผมยกตัวขึ้นนั่งบริเวณขอบสระหลังผ่านมื้อเช้ามาหลายชั่วโมง

 

“กำลังทำให้หางแห้ง” ผมตอบกลับไปตามจริง เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งได้ค้นพบความจริงอันน่าตกใจว่าหากหางซึ่งเป็นเกล็ดปลาฉ่ำน้ำนี่แห้ง...หางของพวกเราจะกลายเป็นขาเหมือนขาของมนุษย์ได้

 

เกิดมาตั้งหลายสิบปีได้ยินเรื่องที่เงือกขึ้นไปอยู่บนโลกมนุษย์มาก็มากแต่ไม่เคยได้ยินเรื่องหางเปลี่ยนเป็นขามาก่อน จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่คิดไม่ถึง...พวกเราที่เป็นเงือกคงไม่ใครขึ้นไปบนบกแล้วรอให้หางแห้งหรอกเพราะพวกเราถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำซึ่งชินกับความเปียกชื้น

 

ผมยังคิดตอนที่ตัวกำลังแห้งเลยว่ารู้สึกเหมือนกลายเป็นมัมมี่

 

ถึงจะไม่ชอบที่ตัวแห้งๆ นักแต่ผมก็ยังคงยกส่วนหางขึ้นก่อนจะสะบัดไล่หยดน้ำที่เกาะอยู่ให้กระเซ็นออกไปสลับกับใช้มือพัดช่วยให้หางแห้งเร็วขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี เพราะงั้นสภาพผมที่เกร็งส่วนสะโพกยกขึ้นสะบัดน้ำและเอี้ยวตัวเล็กน้อยเพื่อใช้มือพัดนั้นจึงเป็นภาพที่ทำเอาโฟรชมองมาด้วยสายตาเหมือนเจอสิ่งมีชีวิตประหลาด

 

“ทำท่าเหมือนพะยูนเด๊ะ แล้วก็มาบอกว่าไม่เหมือน” โฟรชเอ่ยพลางจับจ้องมายังผม

 

“ไม่เหมือน” พะยูนมาอีกแล้ว

 

“เหมือนสิ พะยูนชอบแอ่นหางขึ้นแล้วเอี้ยวตัวไปมารู้ไหม”

 

“ผมไม่ได้ทำเพราะชอบสักหน่อยแค่อยากให้หางแห้งเร็วๆ เท่านั้นเอง” ผมไม่ได้มีทางเลือกอะไรมากมาย ขืนรอให้หางแห้งเองเหมือนคราวก่อนก็ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง

 

“อยากแห้งเร็วก็เปิดพัดลมช่วย แค่แอร์คงทำให้แห้งไม่เร็วนักหรอก” อีกฝ่ายบอกก่อนจะใช้สายตาชี้นำให้ผมหันไปจนเจอกับสิ่งของที่มีด้านบนเป็นทรงกลมส่วนด้านล่างเป็นแท่งยาวๆ

 

“พัดลม?” ผมทวนชื่อของตรงหน้าซึ่งตั้งอยู่ติดกับโซฟาตัวยาวอีกรอบ

 

“ใช่ ตรงกลางจะมีปุ่มกดเลือกระดับความแรงได้...ทำอะไรอีกฟีแซลล์” โฟรชที่กำลังอธิบายถึงกับขมวดคิ้วระหว่างมองมายังผมซึ่งกลิ้งตัวไปทางโซฟาโดยพยายามชูส่วนหางขึ้นด้านบน

 

“ถ้าไม่เอาหางขึ้นพื้นคุณก็เปียกน่ะสิ” หากเทียบกับท่อนบนแล้วส่วนหางหรือบริเวณสะโพกลงไปนั้นค่อนข้างอุ้มน้ำไว้มากกว่าหลายเท่า

 

“เปียกก็เช็ดได้ กลิ้งไปแบบนั้นตัวสกปกหมด” โฟรชบ่น

 

“ยังไงก็สกปกอยู่ดีมั้ง” การเคลื่อนที่บนบกโดยมีท่อนล่างเป็นหางปลานั้นไม่ได้ง่ายเลย ผมพยายามใช้ส่วนหางออกแรงดันแต่กลับไร้แรงเคลื่อนตอบสนองต่างกับตอนอยู่ในน้ำลิบลับ

 

เมื่อส่วนหางช่วยอะไรไม่ได้ผมจึงเปลี่ยนมาใช้มือสองข้างยันตัวเองขึ้นแล้วใช้แขนก้าวแทนขาค่อยๆ พาตัวเองเคลื่อนด้วยสปีดที่ต่ำจนเต่าอาจชนะได้ไม่ยาก ด้วยความที่ต้องใช้พลังแขนมากผมเลยหมดแรงทั้งๆ ที่ไปได้แค่ครึ่งทาง

 

สิ่งมีชีวิตอันงดงามซึ่งสามารถเคลื่อนที่ยามอยู่ในน้ำได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายพอขึ้นมาบนบกกลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช้าและอืดอาดที่สุดในโลก

 

“พอเลย อยู่เฉยๆ” โฟรชก้มหน้าลงกับโต๊ะโดยมีมือปิดส่วนปากไว้ซึ่งหากให้ผมเดาเขากำลังหัวเราะกับท่าทางของผมในตอนนี้อยู่

 

“ที่ผมทำตลกตรงไหน” ผมถามกลับ ความเหนื่อยล้านี่ทำเอาผมสัมผัสถึงเหงื่อที่เริ่มไหลออกมาบริเวณขมับเป็นครั้งแรก อยู่ในน้ำถึงเหงื่อออกก็คงไหลไปรวมกับน้ำอย่างรวดเร็ว

 

“หึ...ทุกตรง เดี๋ยวฉันอุ้มไป” พูดจบโฟรชก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานก้าวยาวๆ มาถึงผมได้ในเวลาไม่กี่วินาทีทั้งที่ผมใช้เวลานานนับนาทีกว่าจะมาได้ถึงตรงนี้

 

“ฮะ? อุ้มอะไร...เฮ้ย!” ผมถึงกับหลุดเสียงร้องออกมาดังลั่นยามร่างกายถูกช้อนและยกขึ้นด้วยแขนเพียงสองข้างก่อนจะก้าวเดินต่อไปราวกับน้ำหนักผมไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

 

“อยู่นิ่งๆ อย่างดิ้น” โฟรชก้มหน้าลงมาบ่นผมเล็กน้อยขณะเดิน

 

“คุณก็ปล่อยผมสิ” จะให้ผมดีใจที่ถูกผู้ชายด้วยกันมาอุ้มงั้นเหรอ

 

ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะที่จะได้ดีใจแล้วเอียงหัวไปซบอกนั่นน่ะ!

 

“ปล่อยให้ลงไปทำท่าประหลาดอีกรึไง”

 

“ยังไงมันก็ยังดีกว่าถูกอุ้มแหละน่า” จะทำท่ายังไงก็ช่างสำหรับผมขอแค่เคลื่อนที่ได้ก็พอแล้ว

 

“กว่าจะถึงคงได้เวลามื้อเย็นพอดี”

 

“เว่อร์! นี่เพิ่ง 11 โมง ยังไม่ถึงมื้อกลางวันด้วยซ้ำ” ผมรีบสวนกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ต่อให้ช้ายังไงก็ไม่ช้าขนาด 6-7 ชั่วโมงแล้วยังไม่ถึงหรอกน่า

 

“ฉันเหนื่อยที่จะขำกับท่าทางของนายแล้ว” โฟรชบอกเหตุผลอีกข้อ

 

“ก็อย่าขำสิ”

 

ความผิดผมรึไงที่ทำให้อีกฝ่ายขำน่ะ

 

“ห้ามได้ที่ไหน ทำท่าตลกซะขนาดนั้น”

 

“งั้นก็อย่าดูสิ” ถ้ามองแล้วขำก็อย่ามอง

 

ง่ายจะตายไป

 

“ทำไม่ได้”

 

“อะไรทำไม่ได้” ผมขมวดคิ้วแน่นขณะถาม

 

“เผลอทีไรสายตาเป็นต้องมองไปที่นายทุกทีแล้ว จะไม่ให้มอง...ทำไม่ได้หรอก” น้ำเสียงกับดวงตาสีเทาอ่อนที่ก้มลงมาสบนั้นเรียกเลือดในกายให้สูบฉีดจนหัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างกระทันหัน

 

“อึก...ถึงแล้วก็ปล่อยผมสักที” ผมเปลี่ยนเรื่องทันควัน

 

ต้องรีบปรับอารมณ์และจังหวะการเต้นของหัวใจให้กลับสู่สภาวะปกติ

 

“อุ้มเดินรอบห้องอีกสักรอบท่าจะดี”

 

“โฟรเช่!” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงดังลั่น

 

“หึ”

 

“สนุกมากไหมที่ได้แกล้งผมเล่นเนี่ย” แค่ถูกแหย่หรือแกล้งทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ แค่บางทีก็ไม่เข้าใจว่าผมมีอะไรให้น่าแกล้งนักรึไง

 

“ก็สนุกดี”

 

“ปล่อยผมลง” ผมเอ่ยเสียงเรียบพลางประสานดวงตากับโฟรชนิ่ง

 

“ได้” โฟรชพยักหน้าก่อนจะปล่อยร่างผมลงบนโซฟายาวทั้งๆ แบบนั้น

 

“โอ้ย! โฟรช!” เป็นอีกครั้งที่ผมอยากจะกระโดดงับคออีกฝ่ายให้โชกเลือด

 

บอกให้ปล่อยก็ปล่อยจริงๆ ไม่มีการค่อยๆ ปล่อยลงอย่างถนุถนอมหรือค่อยเป็นค่อยไปแต่อย่างใด โชคดีที่ไม่ใช่ความสูงมากมายอะไร นอกจากความเจ็บนิดๆ บริเวณแผ่นหลังผมก็ไม่รู้สึกอีกอะไรแค่ตกใจเลยส่งเสียงร้องออกไปก็เท่านั้น

 

“พัดลมกดเปิดตรงนี้” โฟรชหันไปกดปุมก่อนกระแสลมจะพัดตรงมายังผม

 

“โอ๊ะ...ลมแรงจัง” กระแสลมอาจไม่แรงมากแต่สำหรับเงือกอย่างที่อยู่แต่ในน้ำมาตลอดเลยไม่ชินกับการโดนกระแสลมที่มากระทบผิวโดยตรงในระยะประชิดแบบนี้

 

แรงลมนั้นพัดตรงมายังส่วนหางที่หันไปจ่ออยู่ตรงหน้าพัดลม ผ่านไปไม่กี่นาทีเกล็ดสีฟ้าอมเขียวและครีบหางก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเนื้อ ที่น่าตกใจกว่าก็คือยามที่ส่วนหางแห้งมากขึ้นก็จะเริ่มแยกออกกลายเป็นเรียวขาสองข้างไม่ต่างจากโฟรชหรือมนุษย์ปกติ

 

ต่อให้เคยเห็นแล้วก็ยังตกใจตอนแยกออกอยู่ดี

 

พอหางกลายเป็นขาแล้วผมจึงค่อยๆ ขยับขาสร้างความคุ้นชินโดยเพิ่งจับสัมผัสได้ว่ามีสายตากำลังจับจ้องมาซึ่งผมเงยหน้าขึ้นไปหา อีกฝ่ายที่ไม่เพียงมองมายังส่วนหางที่กลายเป็นขาแต่ยังรามขึ้นมาสูงกว่านั้น เพราะยังใม่ค่อยชินผมจึงไม่ทันรู้ตัวว่าตอนนี้กำลังกางขาสองข้างออกจากกันเล็กน้อย...เผยให้เห็นส่วนนั้นต่อหน้าต่อตาโฟรชที่จ้องมองมาตาไม่กระพริบ

 

“คุณคิดจะมองไปถึงไหนน่ะ!” ผมรีบตะโกนพร้อมหุบขาสองข้างเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ต่อให้ไม่ได้มีอะไรให้อายเพราะต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ชายเหมือนกันแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหน้าแดง

 

“...เดี๋ยวไปเอาเสื้อผ้าให้” ผมถูกสายตาแปลกๆ ของโฟรชจ้องมาอีกไม่นานฝ่ายนั้นก็ละสายตาแล้วเดินไปเปิดตู้ด้านข้างที่มีเสื้อผ้าแขวนเรียงไว้ไม่กี่ชุดเดินกลับมายื่นให้แต่ดวงตาคู่นั้นก็ยังไม่วายมองร่างกายผมอีกรอบ

 

“รีบเอามาสิ” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมยื่นมาดีๆ ผมจึงต้องเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปคว้าชุดนั้นมาเอง

 

พวกเสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งที่เคยชินสำหรับเงือกอย่างพวกผมนัก ยิ่งใส่น้อยชิ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ใต้ทะเล ดังนั้นผมจึงต้องใช้เวลาในการสวมใส่อยู่ค่อนข้างนานโดยเฉพาะส่วนเสื้ออันเต็มไปด้วยกระดุม เสื้อก่อนหน้านี้ที่ผมเลือกใส่ไม่ได้มีกระดุมแค่สวมทับเป็นอันเสร็จ

 

“ติดผิดแถวแล้ว” โฟรชที่ยืนมองอยู่เอ่ยบอก ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายทำเพียงมองมาระหว่างผมกำลังใส่เสื้อผ้าโดยไม่พูดอะไรสักคำ ที่ไม่พูดอาจเพราะผมใส่ถูกแต่ตอนนี้ดูเหมือนผมจะมีปัญหากับกระดุมอยู่มากทีเดียว

 

“ต้องอันนี้?” ผมปลดกระดุมออกใหม่เพื่อหาช่องใส่ที่ถูกต้อง

 

“ไม่ใช่ หันมาทางนี้” ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจผมก็ถูกมือทั้งสองข้างของโฟรชจับเข้ายังไหล่แล้วหันไปเผชิญหน้ากันบนโซฟา กระดุมนับสิบเม็ดถูกติดให้ทีละเม็ดอย่างไม่รีบร้อนกระทั่งเสร็จ

 

“ขอบคุณ” ผมเอ่ยเสียงเบา

 

“อืม”

 

“...มองอะไร” ถึงจะพยายามทำเป็นไม่สนใจสายตาที่จับจ้องมายังใบหน้าตั้งแต่ก่อนหน้านี้แต่พอถูกจ้องนานๆ เข้าความรู้สึกแปลกๆ ก็เริ่มแล่นเข้ามา

 

“นายบอกว่าอายุ...”

 

“50 แล้ว?” ผมตอบสิ่งที่อีกฝ่ายเว้นช่วงไปด้วยใบหน้างงๆ

 

ไม่เข้าใจว่าต้องการจะถามหรือสื่ออะไร

 

“จริงงั้นเหรอ”

 

“ก็จริงน่ะสิ ผมไม่โกหกเรื่องอายุของตัวเองหรอกนะ”

 

“ที่ว่าเงือกเป็นอัมตะจริงรึเปล่า” โฟรชเอ่ยถามขณะประสานดวงตามา

 

“ฮะ?! บ้าเหรอโฟรช ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในโลกที่เป็นอัมตะหรอกนะ”

 

คำว่าอัมตะนั่นคือความไม่แก่ไม่ตาย มีอายุอยู่ไปเรื่อยๆ แม้แต่โรคภัยก็ไม่อาจพรากเอาชีวิตไปได้ นั่นมันเพียงเรื่องเล่าที่ผมไม่คิดว่ามีอยู่จริง ได้ชื่อว่ามีชีวิตก็ล้วนต้องมีวันที่ชีวิตนั้นดับลงซึ่งจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละสิ่งมีชีวิตนั้นๆ

 

“แปลว่าไม่จริง?”

 

“ก็ไม่จริงน่ะสิ เงือกอย่างพวกเราไม่ได้เป็นอัมตะหรอกนะแต่มีช่วงชีวิตที่ยืนยาวกว่ามนุษย์อยู่หลายสิบปี และพวกเรานั้นมีช่วงเวลาวัยเยาว์นานกว่ามนุษย์นักแต่เมื่อแก่ตัวลงจะรวดเร็วมากเพียงแค่ 10 ปีผมก็หงอกเต็มหัวแล้ว” ผมเล่าให้อีกฝ่ายฟัง

 

ช่วงชีวิตของเงือกจะอยู่ประมาณ 100 ขึ้นไปซึ่งร่างกายจะอยู่ในวัยเยาว์ไปจนถึง 80 ปีก่อนจะแก่ลงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่สิบปี เมื่อปีก่อนคุณตาผมที่อายุ 120 ปีก็เพิ่งจะเสียไปด้วยวัยชรา ดังนั้นต่อให้เป็นเงือกก็ใช่ว่าจะมีชีวิตนิรันดร์

 

“...งั้นที่ว่าหากได้กินเลือดเนื้อของเงือกแล้วจะเป็นอัมตะก็โหกน่ะสิ” เสียงพึมพำจากปากโฟรชทำเอาดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมถึงกับเบิกกว้าง

 

“กิน?! มนุษย์คิดจะกินเนื้อเงือก?!” ผมรีบถดตัวไปด้านหลังทันทีที่ได้ยินประโยคอันแสนน่ากลัวนั่น ตั้งแต่ผมเกิดมายังไม่เคยมีความคิดที่อยากกินเนื้อมนุษย์สักครั้ง

 

“มันเป็นตำนานที่เล่ากันมาซึ่งก็รู้แน่แล้วว่าไม่จริง”

 

“แปลว่าคุณจะไม่กินผมใช่ไหม” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ บอกตรงๆ ว่ายังไม่รู้สึกเชื่อใจอีกฝ่ายหลังได้ฟังคำว่ากินนั่น

 

“...นั่นสินะ” ความเงียบกับรอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นน้อยๆ นั่นทำเอาขนทั้งร่างถึงกับลุกชัน สัญชาตญาณภายในกายกำลังร่ำร้องถึงอันตราย

 

“โฟรช!”

 

“ถ้าในความหมายของการฆ่าหรือเอาชีวิตไม่แน่นอนแต่หากเป็นความหมายอื่นก็ไม่แน่” โฟรชตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแกมเจ้าเล่ห์

 

“ความหมายอื่น?” หมายถึงความหมายอะไร

 

คำว่ากินมันมีหลายความหมายรึไง

 

“ช่างเถอะ ว่าแต่จะทำอะไรถึงได้เป่าหางให้แห้งแบบนี้” อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย

 

“อ้อ...จริงด้วย ผมกำลังจะบอกคุณเรื่องนี้อยู่พอดี” เล่นคุยนอกเรื่องไปตั้งเยอะจนเกือบลืมความตั้งใจเดิมแล้วไหมล่ะ

 

“เรื่องอะไร” คิ้วสองข้างของโฟรชขมวดเข้าหากันแน่นคล้ายพยายามคิดหาคำตอบแต่สุดท้ายกลับหาไม่เจอ

 

“ผมอยากขอยืมอะไรหน่อย”

 

“ขอยืม?” คำพูดผมทำเอาอีกฝ่ายขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม

 

“ใช่” ผมพยักหน้ารัวๆ

 

“ลองว่ามาก่อน”

 

“ห้องครัว” ผมเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกไป

 

“...คิดจะทำอาหาร?” เหมือนคำพูดผมจะทำให้โฟรชรู้ถึงสิ่งที่ผมต้องการจะทำแล้ว

 

“ใช่แล้ว...ผมอยากลองทำอาหารดู เดี๋ยวจะถึงมื้อเที่ยงแล้วเพราะงั้นผมจะเป็นคนทำอาหารให้เอง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความพร้อมและความมั่นใจ

 

“ทำให้นี่...อย่าบอกนะว่าให้ฉันน่ะ” โฟรชชี้นิ้วไปยังตัวเองขณะถาม

 

“เข้าใจถูกแล้ว ผมจะทำทั้งของตัวเองและทำให้โฟรชด้วย ถือเป็นการขอบคุณที่คุณทำอาหารอร่อยๆ ให้ผมทุกมื้อไง” ตอนแรกก็คิดอยู่นานว่าอยากทำอะไรเพื่อเป็นการขอบคุณโฟรชสำหรับอาหารอร่อยๆ พอรู้ว่าสามารถเดินบนบกได้เหมือนมนุษย์ปกติก็เลยนึกขึ้นได้ว่าทำอาหารตอบแทนน่าจะเป็นความคิดที่ดี

 

ยังไงผมก็อ่านหนังสือการทำอาหารอยู่บ่อยๆ พวกขั้นตอนหรือวิธีทำก็พอจะจำและนำไปทำได้ถึงตั้งแต่เกิดมาจะไม่เคยทำอาหารสักครั้งก็ตามที

 

“เดี๋ยวฉันทำเอง” โฟรชพูดสวน

 

“ไม่ ผมจะเป็นคนทำ” ผมยืนกรานในคำพูดของตัวเอง

 

“พูดก็ง่าย...เคยทำอาหารรึไง”

 

“ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกทั้งนั้น” ผมสบตากับโฟรชขณะพูด

 

“ไปว่ายน้ำเล่นไป ฉันทำเอง” อีกฝ่ายเองก็ไม่ยอมให้ผมทำง่ายๆ

 

“ทำได้น่า ผมอยากทำนี่...ให้ผมทำไม่ได้เหรอ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนนั้นกำลังสั่นระริกแกมร้องขอส่งไปให้โฟรชโดยหวังว่าเขาจะใจอ่อน

 

“อาหารไม่ได้ทำยากแต่ก็ไม่ง่ายโดยเฉพาะพวกการใช้ไฟหรืออุปกรณ์ต่างๆ นายไม่ถูกกับของร้อนๆ ไม่ใช่รึไง” โฟรชพยายามหาเหตุผล

 

“ถ้าไม่แตะโดยตรงก็ไม่เป็นไรหรอก ขอลองทำอาหารสักครั้งนะ”

 

“เดี๋ยวก็ได้เจ็บตัว”

 

“ผมจะระวังตัวอย่างดีเลย สัญญา” ผมขยับหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายขณะบอก

 

“...ก็ได้แต่ฉันต้องอยู่เฝ้าด้วย” โฟรชยอมถอยให้ผมก้าวหนึ่ง หากสังเกตใบหน้านั้นดีๆ จะเห็นถึงความเหนื่อยล้าที่แสดงออกมา

 

“ผมอยากทำเซอร์ไพรสน์คุณนี่”

 

“ไม่ต้องมาเซอร์ไพรสน์เลย แค่ใช้มีดโดยไม่โดนบาดให้รอดก่อนเถอะ” อีกฝ่ายเริ่มกลับมาบ่นอีกครั้ง

 

“ก็ได้...แต่คุณห้ามมาช่วยนะ แค่บอกหรือเตือนก็พอ” ผมเอ่ยย้ำเสียงแข็ง

 

“จะทำเมนูอะไร”

 

“ข้าวผัดกระเพรากรอบ” นี่คือชื่อเมนูที่ผมคิดจะทำ ตั้งใจไว้ตั้งแต่เปิดดูหนังสือรวมภาพอาหารจากทั่วโลกแล้วว่าอยากลองทำและลองกินดูสักครั้ง

 

“...ถ้าเมนูนี้ก็ให้ทำเองได้อยู่” โฟรชนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะบอกกลับมา

 

“เยี่ยมเลย ความจริงคุณนั่งทำงานไปก็ได้นะผมทำเองได้จริงๆ ห้องครัวก็อยู่ฝั่งตรงข้ามเอง” ผมรู้เพราะจำได้ว่าวันก่อนเคยเดินผ่านอยู่

 

“จะให้ฉันนั่งทำงานขณะห้องครัวอาจจะเกิดไฟลุกไหม้ได้ทุกเมื่อ?”

 

“คุณก็อย่าพูดเป็นรางสิ ผมไม่ทำไหม้หรอกน่า” หรือถ้าไหม้จริงผมจะรีบใช้น้ำดับให้ก่อนไฟจะลุกลามออกไปไกลเพราะงั้นสบายใจหายห่วง

 

“พะยูนจะทำอาหารจะให้สบายใจได้ยังไง” โฟรชบอกขณะส่งสายตาที่สื่อความนัยถึงความไม่แน่ใจนัก

 

“ผมไม่ใช่พะยูน เงือกต่างหาก” ต้องแก้อีกกี่รอบกัน

 

“สรุปจะทำไหมอาหารน่ะ”

 

“ทำสิ” ผมพยักหน้ารัว

 

“งั้นก็รีบไป” พูดจบโฟรชก็ลุกขึ้นจากโซฟา เดินนำออกไปยังห้องครัวโดยมีผมก้าวยาวๆ ตามไป

 

ภายในห้องครัวถูกทาด้วยสีขาวดูสะอาดตา ทั้งอุปกรณ์หรือแม้แต่เครื่องครัวล้วนถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบบ่งบอกถึงนิสัยของเจ้าของครัวได้อย่างดี ผมก้าวเข้าไปสำรวจสลับกับเปิดตู้เย็นดูวัตถุดิบด้านในที่มีครบแทบจะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผักหรือเครื่องปรุงต่างๆ

 

โฟรชยืนกอดอกพิงผนังห้องพลางใช้ดวงตาจับจ้องมาทุกการเคลื่อนไหว ไม่ได้เข้ามาช่วยตามที่ผมต้องการซึ่งนั่นทำให้ผมพอใจมาก

 

เมื่อหยิบวัตถุดิบทุกอย่างออกมาแล้วผมเริ่มจากเทเนื้อหมูลงบนเขียงก่อนจะหยิบมีดที่ใหญ่ที่สุดออกมาทำการสับเนื้อหมูบนเขียงรัวๆ

 

“ฟีแซลล์! สับทำไม!” เสียงตะโกนแรกดังขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นๆ

 

“ก็จะทำกระเพราหมูสับก็ต้องสับสิ” ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนะ

 

“หมูมันสับมาให้อยู่แล้ว สามารถเอาลงกระทะได้เลย” โฟรชอธิบาย

 

“ผมรู้แต่อยากให้สับละเอียดๆ หน่อย”

 

“ทำอย่างอื่นต่อได้แล้ว” เหมือนอีกฝ่ายจะเมินประโยคของผมเมินครู่แล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างฉับพลัน

 

“ก็ได้”

 

จากนั้นการเข้าครัวครั้งแรกก็เริ่มขึ้น ต้นกระเพราถูกเด็ดเฉพาะใบลงแช่ในน้ำพักไว้ตามมาด้วยหยิบกระทะไปตั้งเบาเตาแล้วกดปุ่มเปิดไฟกำหนดอุณหภูมิที่ต้องการ พอกระทะเริ่มร้อนผมใส่น้ำมันลงไปแล้วกลับไปยังเขียงลงมือสับกระเทียมซึ่งตลอดระยะที่ทำมีเสียงของโฟรชดังกำกับมาตลอด...

 

“ระวังมืออย่าสับโดนมือตัวเอง”

 

“ค่อยๆ ถือกระทะมันหนัก”

 

“อย่าเอามือไปแตะกระทะตอนมันร้อนล่ะ”

 

“น้ำมันใส่แค่นิดเดียวพอ พอแล้วฟีแซลล์”

 

“อย่าเอาหน้าเข้าไปใกล้เดี๋ยวน้ำมันกระเด็นใส่”

 

ถ้อยคำมากมายจากปากโฟรชยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ผมพยักหน้าแล้วทำสมาธิแล้วเริ่มใส่กระเทียมลงไปผัดกับน้ำมันจนได้ที่ก่อนจะตามด้วยหมูสับและปรุงรสจากนั้นปิดท้ายด้วยใบกระเพราและข้าวเป็นอันเสร็จสิ้น อีกอย่างที่ต้องทำคือทอดใบกระเพราในน้ำมันร้อนๆ จนกรอบแต่เพราะผมอยากให้มันกรอบมากหน่อยเลยกะเวลานานเกินไป พอยกขึ้นมาใบกระเพราก็เกรียมเกินกว่าที่ต้องการในตอนแรกแล้ว

 

“...ไหม้เลย” ผมพึมพำเสียงเศร้าระหว่างมองใบกระเพราที่อยู่บนกระดาษซับน้ำมัน

 

“ยังไม่ไหม้ แค่เกือบ” โฟรชเดินมาด้านหลังผมก่อนจะเอื้อมมือมาหยิบใบกระเพราไปกิน

 

“แต่มันออกขมแล้ว อย่ากินเลย” ผมรีบเอ่ยห้าม ผมเองก็ชิมไปแล้วเหมือนกันแต่รสชาติออกขมเรียกว่าอีกนิดเดียวก็จะไหม้แล้ว

 

“กินได้อยู่”

 

“ไม่ต้องพยายามก็ได้ กินข้าวอย่างเดียวก็...หวาน” ผมถึงกับหน้าเหยเกเมื่อใช้ช้อนตักชิมข้าวผัดกระเพราบนกระทะ รสชาติหวานโดดตามมาด้วยเผ็ดร้อนทำเอาไม่อยากตักคำต่อไปขึ้นมากิน

 

ทำไมถึงหวานได้ขนาดนี้ล่ะ

 

หรือว่าตอนที่ผมกะจะเติมเกลือแต่ดันหยิบผิดเป็นน้ำตาล?

 

โอ้ย! อยากจะโขกหัวตัวเองแรงๆ สักสองสามทีจริงๆ

 

ขณะผมกำลังโทษตัวเองก็เห็นโฟรชเดินเข้ามาชิมรสชาติในกระทะก่อนคิ้วข้างหนึ่งจะยกขึ้นคล้ายกับตกใจในรสชาติ ทั้งที่คิดว่าคงต้องทิ้งอาหารทำเองครั้งแรกแต่ไม่นานโฟรชก็เดินกลับมาตักข้าวผัดกระเพราบนกระทะไปเกือบหมดก่อนจะโรยด้วยใบกระเพรากรอบที่เกือบไหม้จนไม่เหลือแม้แต่ใบเดียว

 

“ทะ...ทำอะไรน่ะ” ผมมองตามแผ่หลังอีกฝ่ายเดินไปนั่งบนโต๊ะที่วางอยู่หน้าครัว

 

“กินมื้อกลางวันไง” โฟรชตอบเสียงนิ่ง

 

“ไม่เห็นต้องฝืนกินทั้งที่ไม่อร่อยเลย!” ผมก้าวเข้าไปใกล้ก่อนจะจับข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่นไม่ยอมให้ตักอาหารในจานขึ้นมากิน

 

รสชาติแย่ขนาดนี้ผมไม่อยากให้โฟรชกิน

 

อย่าว่าแต่ทำอาหารเซอร์ไพรสน์เลย มันเป็นไม่ได้แม้แต่อาหารขอบคุณด้วยซ้ำ!

 

รู้ว่าตัวเองไม่เคยทำอาหารแต่ก็คิดว่าคงทำได้แน่ๆ

 

ไม่ได้เจียมตัวเองเลย ถ้าฟังคำที่โฟรชพูดสักนิดอาจเริ่มด้วยการช่วยอีกฝ่ายทำและคงได้อาหารกลางวันแสนอร่อยไม่ใช่รสชาติแย่ๆ แบบนี้

 

“ปล่อยฟีแซลล์” โฟรชเหลือบตาขึ้นมามองเป็นเชิงบอกให้ปล่อยมือที่ผมจับไว้แน่น

 

“คุณทำอย่างอื่นกินเถอะ จานนี้ผมรับผิดชอบเอง” ในเมื่อทำแล้วจะให้ทิ้งได้ยังไง แถมคนที่ทำพลาดก็คือผมเพราะงั้นคนที่ควรจะต้องรับผิดชอบก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวผมเอง

 

“นายบอกเองว่าจะทำมื้อกลางวันให้ฉันกิน”

 

“ก็ใช่ แต่ว่ามันไม่อร่อย...ผมไม่อยากให้คุณกิน”

 

“เงือกนี่ชอบโกหกรึเปล่า” อยู่ๆ โฟรชก็เปลี่ยนเรื่อง

 

“ไม่! พวกเราไม่โกหก...ไม่แน่นอน” ถ้าถามเรื่องความซื่อสัตย์ผมกล้าบอกเลยว่าเงือกจัดอยู่ในลำดับต้นๆ

 

“ถ้างั้นก็ปล่อยมือ”

 

“โฟรช”

 

“นายบอกแล้วว่าทำให้ฉัน เพราะงั้นจานนี้เป็นของฉัน ปล่อย” โฟรชพูดย้ำอีกครั้ง

 

“แต่มันไม่อร่อยนะ รสชาติแย่มากเลย ไม่เห็นต้องฝืนกินนี่” ผมพูดไปตามจริงทั้งรสหวานเผ็ดบวกกับรสไหม้นิดๆ ของใบกระเพราทอด หาความกลมกล่อมไม่ได้สักนิด

 

“ใครบอกว่าฉันฝืน” ดวงตาคู่เดิมเบนมาสบระหว่างพูด

 

“...?”

 

“ฉันกินเพราะอยากกิน...ก็แค่นั้น ถ้าไม่กินที่เหลือเดี๋ยวฉันจะกินเอง” โฟรชพูดถึงอาหารที่เหลือบนเตา

 

“กินสิ” ผมรีบไปตักจานของตัวเองมานั่งฝั่งตรงข้ามกับโฟรช

 

พอได้หยุดคิดผมก็คิดออกว่าโฟรชกำลังช่วยผมจัดการกับความผิดพลาดของการทำอาหารครั้งแรกนี้ ทั้งที่เขาจะเลือกไม่กินก็ได้แต่กลับรักษาน้ำใจผมแถมยังตักชามใหญ่อีกต่างหาก

 

“มองอะไร” อาจเพราะผมเอาแต่จ้องอีกฝ่ายจึงได้รู้สึกตัว

 

“...ขอบคุณนะ” ผมส่งยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยคำขอบคุณและความดีใจไปให้

 

“ฉันต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น”

 

“โฟรช...”

 

“ขอบคุณสำหรับอาหาร”

 

“อืม ครั้งหน้าผมจะทำให้ดีกว่านี้แน่นอน!” คำพูดของโฟรชทำเอาผมถึงกับหุบยิ้มไม่ได้ ความรู้สึกที่กำลังพลั่งพลูออกมานี่คงเป็นความสุขยามได้รับการเยียวยา

 

ความผิดพลาดนี้ผมจะเก็บไว้เป็นบทเรียนเพื่อที่ครั้งหน้าจะได้ระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดเดิมซ้ำอีก

 

“จะรอชิมละกัน”

 

“ได้เลย” รสชาติของอาหารอันไร้ซึ่งความอร่อยน่าแปลกที่อยู่ๆ ผมกลับรู้สึกว่ามันอร่อยขึ้นมาหลังจากได้ยินคำพูดนั้นจากปากของโฟรช

 

นับจากครั้งแรกที่ผมทำอาหารครั้งแรกก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ผมยังไม่มีโอกาสได้แก้มือเนื่องจากรสชาติอาหารที่โฟรชทำให้แต่ละมื้ออร่อยจนไม่อยากกินฝีมือแย่ๆ ของตัวเองอีก ต่อให้ผมพยายามทำจนรสชาติดีขึ้นแต่ผมก็มั่นใจว่าตัวเองก็ยังคงชอบอาหารที่โฟรชทำที่สุดอยู่ดี

 

“นี่โฟรช” ผมส่งเสียงเรียกเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้

 

“อะไร” คนถูกเรียกถามกลับ

 

“คุณมีรถรึเปล่า”

 

“มีสิ ทำไม” ดูเหมือนคำถามของผมจะสร้างความสงสัยจนโฟรชถึงกับปล่อยเอกสารปึกใหญ่ลงบนโต๊ะเปลี่ยนมามองผมที่กำลังเท้าแขนอยู่บนขอบสระขณะปล่อยทั้งร่างให้ลอยขึ้นเหนือน้ำ

 

“ผมอยาก...”

 

“คงไม่ได้บอกว่าอยากขับหรอกใช่ไหม” อีกฝ่ายรีบพูดสวนพลางจ้องเขม็งมาทางผม

 

“เปล่าสักหน่อย ผมไม่ได้อยากขับ” ผมส่ายหน้ารัวๆ จนเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มสยายไปรอบตัว

 

รถยนต์เป็นยาพาหนะของมนุษย์ที่ว่ากันว่าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงแถมยังอันตรายสุดๆ เพราะงั้นไม่มีทางที่ผมจะอยากลองขับ อันตรายต่อตัวเองและรถเกินไป

 

“งั้นอยากอะไร” โฟรชถามต่อ

 

“ก็แบบ...ถ้าคุณพอจะมีเวลา...แบบเหลือเยอะมากหลังทำงานเสร็จหรือเกิดรู้สึกประมาณว่าอยากขับรถจังนะอะไรแบบนี้...”

 

“เข้าเรื่องสักที เลิกเกริ่นได้แล้ว” อีกฝ่ายพูดอย่างรู้ทันถึงประโยคยาวๆ ที่ผมใช้เกริ่น

 

“...ได้ งั้นผมจะเข้าเรื่องเลยนะ” ผมยังงงตัวเองเลยว่าจะพูดย้ำเพื่ออะไร

 

“รีบว่ามา”

 

“ผมอยากลองนั่งรถเล่น” ประโยคสั้นๆ อันเต็มไปด้วยความต้องการดังขึ้นพร้อมผมที่ลอบมองปฎิกิริยาของโฟรชว่าจะเป็นไปในททิศทางไหน

 

จริงอยู่ก่อนหน้านี้ตอนถูกพามายังบ้านโฟรชผมก็ได้มีโอกาสได้นั่งรถแล้วแต่เพราะเป็นที่ปิดสนิทมองไม่เห็นภาพวิวด้านนอกจึงไม่รับรู้อะไรนอกจากแรงขับเคลื่อนที่ดูจะรวดเร็วมาก หากมีโอกาสผมอยากจะลองนั่งรถแล้วมองภาพวิวด้านข้างสักครั้ง

 

เคยได้ยินว่าด้วยความเร็วของรถทำให้ภาพวิวที่เห็นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจละสายตาออกไปได้ คงเป็นวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างกับในท้องทะเลเป็นแน่

 

“...แค่นั่งรถเล่น?” โฟรชพูดขึ้นหลังทำหน้าคิดบางอย่าง

 

“ใช่ ผมอยากนั่งรถชมวิวแค่นั้น” หรือมันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้นรึเปล่านะ

 

“หึ...” เสียงหลุดขำเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความงงงวยของผมที่เริ่มส่ายส่ายหางไปมา

 

“มีอะไรให้ขำ?” ไม่เห็นเข้าใจเลยว่าบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่นี่มีอะไรตลก

 

“รู้ไหมว่าฉันรวยและมีอำนาจมากมาย” โฟรชเอ่ยพลางเบนสายตามาสบ

 

“ก็พอรู้” เดาจากมีบ้านติดทะเลแถมยังมีพื้นที่สำหรับเงือกอย่างผมพ่วงกับจำนวนเงินที่ใช้ในการประมูลอย่างน้อยๆ ก็ต้องระดับมหาเศรษฐีซึ่งรวยมาก

 

“เป็นคนอื่นถ้าถามถึงความอยากได้อยากทำคงไม่บอกว่าอยากไปขับรถเล่นเหมือนพะยูนแถวนี้หรอก” อีกฝ่ายพูด

 

“...งั้นต้องบอกว่าอะไร” ผมถามต่อ

 

“ก็อย่าง...อยากได้กระเป๋า อยากได้เครื่องประดับ อยากได้เสื้อผ้า อยากไปต่างประเทศ อะไรแบบนี้” โฟรชยกตัวอย่างให้ฟัง

 

“ไม่เอาหรอก...ไม่เห็นอยากได้เลย แล้วต่างประเทศคืออะไรสถานที่ท่องเที่ยวหรือของกิน?” จะให้ผมเอากระเป๋าหรือเสื้อผ้าไปทำไม่ในเมื่อพออยู่ในน้ำก็เป็นได้แค่ของถ่วงน้ำหนักทำให้เคลื่อนที่ได้ช้าขึ้นก็เท่านั้น

 

“ฮึ...อุ๊บ!” เป็นอีกครั้งที่โฟรชหลุดขำออกมาแถมยังเป็นระลอกใหญ่อีกต่างหาก

 

“ผมไม่ได้เล่นตลกให้คุณดูนะโฟรช” จะขำเกินไปแล้ว

 

“นายนี่นะ...เป็นตัวเองแบบนี้ล่ะดีแล้ว” โฟรชก้าวเข้ามานั่งอยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งเอื้อมมือมาสัมผัสกับพวงแก้มผมอย่างอ่อนโยน ความร้อนที่แผ่เข้ามานั้นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอะไรมากมายเนื่องจากในหัวตอนนี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

 

“...ฮะ?” สรุปที่เรากำลังคุยเรื่องเดียวกันอยู่ใช่ไหมเนี่ย

 

“อยากไปขับรถเล่นสินะ” คนตรงหน้ายืนขึ้นระหว่างถามซ้ำ

 

“อยากมาก”

 

“เอาสิ ไปกัน”

 

“ไปได้? จริงเหรอ” ผมถึงกับตาลุกวาวด้วยความดีใจเมื่อได้ยิน

 

ไม่คิดว่าจะได้ไปวันนี้เลย

 

“อืม เป่าหางให้แห้งก่อนแล้วค่อยไปกัน” โฟรชบอกก่อนจะกลับไปนั่งโต๊ะตามเดิม

 

“แล้วงานล่ะ มีอีกเยอะไม่ใช่เหรอ” ผมถามเพราะเห็นกองเอกสารตรงหน้า ถึงจะถามไปแบบนั้นแต่ผมก็กระโดดเคลื่อนตัวขึ้นจากสระเอื้อมมือไปกดสวิทช์เปิดพัดลมซึ่งถูกย้ายมาตั้งไว้ข้างสระน้ำเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

“ก็เยอะอยู่”

 

“รอวันที่คุณว่างค่อยไปก็ได้นะ ทำงานให้เสร็จก่อนเถอะ” ผมไม่ได้รีบขนาดนั้น

 

“ช่างมัน” ไม่พูดเปล่าผมยังเห็นอีกฝ่ายโยนเอกสารในมือลงบนโต๊ะอีกรอบคล้ายไม่แยแส

 

“...จัดลำดับความสำคัญก่อนดีกว่าไหมโฟรช” ผมว่าการทำงานมันสำคัญนะ

 

“ฉันจัดแล้วถึงได้ผลออกมาเป็นแบบนี้ไง”

 

“...ผมไม่เห็นเข้าใจ” ถ้าจัดลำดับความสำคัญก็น่าจะทำงานต่อสิ

 

“นายกับงานอะไรสำคัญกว่าฉันเลือกแล้วว่าเป็นนาย...ฟีแซลล์” น้ำเสียงที่ใช้พูดมันสื่อความนัยบางอย่างมาซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับผมที่กำลังมึนได้ที่

 

หากแปลให้เข้าใจง่ายๆ คือผมสำคัญกว่างาน...ใช่ไหมนะ

 

ผมเข้าใจถูกไหมล่ะเนี่ย

 

เหตุการณ์หลังจากนั้นมันงงๆ มึนๆ รู้แค่ว่าผมตากพัดลมจนหางแห้งก่อนโฟรชจะเดินนำผมขึ้นปชั้นแรกและเดินออกไปยังด้านข้างตัวบ้านซึ่งมีรถจอดอยู่ประมาณ 4 คัน รถคันที่โฟรชเลือกคือรถคันสีขาวที่เล็กสุดในบรรดาทั้งหมด

 

ไม่นานรถคันสีขาวก็แล่นออกสู่ถนนไปตามเส้นทางที่ยาวสุดสายตา สองข้างทางเต็มไปด้วยรถหลากหลายแบบสัญจรสวนกันไปมาอย่างคับคลั่งในช่วงเย็นของวัน

 

โฟรชเลี้ยวเข้าไปในซอยอันซับซ้อนลึกขึ้นจนกระทั่งโผล่ออกมายังถนนเรียบชายทะเลที่เรียกใบหน้าผมให้แนบลงกับกระจกด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างถึงขีดสุดกับภาพของทะเลในยามเย็นที่ถูกย้อมเป็นส้มแสดงด้วยแสงอาทิตย์อันร้อนแรงราวกับจะแผดเผาทุกสายตาที่จ้องมองไป

 

“สวยจัง” ผมพึมพำโดยไม่สามารถละสายตาออกมาได้

 

มองพระอาทิตย์ตกตอนอยู่ในน้ำก็ให้ความรู้สึกอีกแบบกับตอนอยู่ในรถแบบนี้ การเคลื่อนที่ของรถนั้นเร็วกว่าที่ผมคิดซะอีก ยังไม่ทันได้มองโขดหินข้างล่างรถก็แล่นไปไกลเกินกว่าจะมองเห็นแล้ว

 

“มีจุดที่สวยกว่านี้อีก” คนขับเอ่ยบอก

 

“คุณชอบพระอาทิตย์ไหม” ผมหันไปถาม

 

“เฉยๆ” โฟรชตอบ

 

“งั้นทะเลล่ะ”

 

“ก็เฉยๆ นายคงชอบสินะทะเลน่ะ”

 

“อืม ผมเติบโตมากับทะเลนี่นา ผมชอบสัมผัสยามถูกผืนน้ำโอบล้อมร่างกายไว้ แม้จะไม่ได้อบอุ่นแต่กลับรู้สึกสบายใจและปลอดภัย” ผมอธิบายความรู้สึกนั้นให้ฟัง

 

ไม่นานรถคันสีขาวก็หยุดพร้อมกับโฟรชที่ก้าวออกจากรถโดยมีผมก้าวลงตามไปติดๆ จนถึงจุดที่ยื่นออกไปในทะเลอันไร้ซึ่งแผงกั้น ภาพของทะเลอันกว้างใหญ่เรียกผมให้วิ่งเข้าไปหาทว่ายังไปได้ไม่ไกลกลับถูกมือหนึ่งคว้าแขนไว้แถมยังกำแน่นพานให้รู้สึกเจ็บ

 

“โอ๊ย!”

 

“คิดจะทำอะไร” น้ำเสียงแข็งๆ จากโฟรชบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก

 

“โฟรช? เป็นอะไร” ผมเลิกสนใจความเจ็บบริเวณแขนก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ

 

“คิดจะกระโดดลงไปสินะ”

 

“ฮะ? คุณพูดอะไรน่ะ”

 

“จะบอกว่าที่วิ่งตรงไปหาทะเลนั่นไม่ใช่เพราะอยากจะกระโดดลงไปเพื่อหนีกลับบ้านรึไง!” โฟรชตะโกนเสียงดังใส่ โชคดีที่รอบๆ ไม่มีใครไม่งั้นคงสะดุ้งไปตามๆ กัน

 

“ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก” จริงอยู่ว่าผมสามารถกระโดดลงทะเลแล้วจากไปได้ง่ายๆ ส่วนขาของมนุษย์หากโดนน้ำก็จะกลับคืนสู่สภาพหางตามเดิมจึงหมดห่วงว่าจะหนีไม่ได้แต่ผมไม่ได้ต้องการที่จะหนีสักหน่อย

 

“ไม่ทำ...หมายความว่ายังไง” น้ำเสียยงแข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนลงทันตา ดวงตาสีเทาอ่อนในยามนี้ทอประกายความไม่เข้าใจ

 

“ผมอาจหนีไปได้ง่ายๆ แต่ผมไม่คิดที่จะหนีหรอกนะโฟรช เพราะงั้นปล่อยแขนผมก่อนแล้วมาคุยกันดีๆ เถอะ” แขนผมกำลังถูกบีบแน่นคล้ายจะไม่ยอมปล่อยผมให้มีโอกาสวิ่งลงทะเลแล้วว่ายหนีไป

 

“ฉันจะรู้ได้ไงว่านายไม่คิดจะหนีจริง” โฟรชถามกลับ

 

“คุณไม่เชื่อใจผม?”

 

“...ใช่ หากความเชื่อใจนั่นหมายถึงมีโอกาสที่นายจะจากไป ฉันก็ไม่คิดจะเชื่อ” อีกฝ่ายนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบกลับมา

 

“ผมบอกแล้วว่าไม่หนี” ทำไมเข้าใจยากนักนะ

 

“แค่คำพูดที่ไม่มีเหตุผลมารองรับฉันไม่เชื่อหรอก”

 

“ถ้าเหตุผมละก็มีสิ” ทำไมจะไม่มีล่ะเหตุผล

 

“งั้นก็ลองมองเหตุผลมา”

 

“เพราะตอนนี้ผมอยากอยู่กับคุณ” ผมเอ่ยพร้อมกับใช้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของตัวเองประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนตรงหน้าสื่อความรู้สึกที่มีไปให้โฟรช

 

หากเป็นผมในตอนแรกอาจจะหนีกลับทะเลไปทว่าตัวผมในตอนนี้ไม่ใช่ การได้อยู่กับโฟรชอาจมีที่ไม่พอใจและไม่ชอบแต่ทุกอย่างทำให้ผมได้สัมผัสถึงความสุขและสนุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และนั่นคือเหตุผลที่ผมไม่หนีคือผมอยากอยู่กับเขา

 

“...พูดว่าอะไรนะ” โฟรชถามซ้ำราวกับไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยินนัก

 

“ผมบอกว่าตอนนี้ผมอยากอยู่กับคุณ...อ๊ะ!” ผมถึงกับสะดุ้งยามถูกรวบตัวเข้าไปกอดอย่างไม่ทันตั้งตัว อุณหภูมิที่ทยานสูงขึ้นจากร่างกายที่แนบสนิทส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอย่างฉับพลัน

 

“ฟีแซลล์” เสียงกระซิบอันแผ่วเบาช่างแตกต่างกับอ้อมแขนที่กระชับแน่นคล้ายจะไม่ปล่อยให้ผมได้หนีไปไหน

 

“โฟรช...”

 

“อย่าไปไหน...นายต้องอยู่กับฉัน” แม้น้ำเสียงจะเหมือนคำสั่งแต่หากฟังดีๆ จะรู้สึกได้ถึงอาการสั่นเทิ้มของน้ำเสียงคล้ายจะร้องขอซึ่งผมก็ยินดีที่จะทำตาม

 

“อืม” ผมยกยิ้มเล็กน้อยระหว่างพยักหน้าอยู่ภายในอ้อมกอดนั้น

 

ผมในตอนนี้แทบไม่ต่างกับตอนอยู่น้ำสิ่งที่ต่างมีเพียงสิ่งที่กำลังโอบอุ้มร่างผมตอนนี้ไม่ใช่สายน้ำแต่เป็นอ้อมกอดของโฟรช

 

ไออุ่นที่แผ่มาช่างรู้สึกดี

 

วงแขนที่กระชับแน่นราวกับจะบอกว่าผมเป็นสิ่งล้ำค่า

 

และเสียงที่กระซิบมามันทำให้ผมแทบหลอมละลายไปทั้งๆ แบบนั้น

 

น้ำแข็งละลายด้วยอุณหภูมิและแสงอาทิตย์ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่มันจะแปลกไหมที่เงือกอย่างผมจะละลายเพราะอยู่ในอ้อมกอดของมนุษย์คนนี้

 

ช่างเถอะ...คิดไปก็เท่านั้น

 

หากมนุษย์คนนั้นเป็นโฟรช

 

ผมก็ยินดี

....................................................................

คนแต่งก็ขอละลายไปด้วยอีกคนได้ไหม 555

ตอนนี้นับว่าได้เห็นนิสัยของทั้งคู่มากขึ้นโดยเฉพาะโฟรช หลายคนน่าจะเดากันได้อยู่แล้วว่าโฟรชเป็นคนยังไงแต่ตอนนี้ทำให้รู้มากขึ้นไปอีก ภายใต้ใบหน้านิ่งๆ มีความกลัวหลบซ่อนเอาไว้ กลัวว่าจะต้องเสียฟีแซลล์ไปถึงขนาดเชื่อใจยังไม่ยอมที่จะเชื่อ

รักมากขนาดนี้อย่าหวังว่าฟีแซลล์จะหนีไปไหนรอด

พอมีขาก็เริ่มที่จะขึ้นมาบนบกออกไปข้างนอกมากขึ้น

ตอนหน้าก็มาลุ้นกันว่าฟีแซลล์จะไปไหนอีก

แต่งสนุกล่ะงานนี้ ฮิๆ

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น