ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 06 - (ครึ่งแรก)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 11:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 06 - (ครึ่งแรก)
แบบอักษร

 ไฟท์เตอร์ติวเตอร์ 

  

 

  

- Chapter 06 - 

  

22.02 

  

อื้อ 

  

เสียงครางเบาๆ จากใครสักคนปลุกไฟท์เตอร์ให้ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ เขากระพริบตาอยู่สองถึงสามทีเพื่อปรับโฟกัสให้ตัวเองชินกับความมืดภายในห้อง ลาดไหล่ที่ควรจะรู้สึกสบายกลับหนักอึ้ง พอไฟท์เตอร์หันกลับไปมองถึงพบสาเหตุที่ทำให้เขาปวดไหล่ 

  

ศีรษะของใครอีกคนที่ติดอยู่ในห้องเอกสารด้วยกันวางซบอยู่ที่บ่าเขาข้างหนึ่ง กลุ่มผมยุ่งเหยิงที่พอหันไปมองมันก็กวนทั้งแก้มและเกือบจะเข้าปากเขาด้วยซ้ำ ท้ายสุดไฟท์เตอร์เลยตัดสินใจเอื้อมมือไปลูบผมยุ่งๆ ของคนข้างกายให้ให้เข้าทีเข้าทาง 

  

“อืม” เสียงครางในลำคอดังขึ้นอีกรอบ คนตัวบางกว่าขยับเอียงศีรษะตามจังหวะมือของเขาอย่างรู้สึกสบาย ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าติวเตอร์แม่งโคตรเหมือนแมว 

  

แมวที่ขู่ฟ่อๆ เวลาที่รู้สึกไม่พอใจกับแมวที่กำลังอ้อนใครสักคนเวลาอยากเอาแต่ใจ 

  

ไฟท์เตอร์ลูบหัวติวเตอร์อยู่พักนึงจนรู้สึกว่ามันออกจะแปลกไปสักหน่อย สุดท้ายเขาเลยลดมือลง แต่แทนที่คนตัวบางกว่าจะนอนนิ่งๆ เจ้าตัวกลับเปลี่ยนท่าทางด้วยการขยับตัวเข้ามาเบียดเขามากขึ้นกว่าเก่า มือสองข้างที่กอดตัวเองอยู่ถูกลูบขึ้นลงไปมา 

  

ไฟท์เตอร์มองภาพนั้นอยู่สักพักก็สบถออกมาเบาๆ อย่างไม่เป็นภาษา เขาคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจหยิบเอาเสื้อช็อปที่วางอยู่บนตักตัวเองขึ้นห่มให้ติวเตอร์แล้วเงยหน้ามองไปทางอื่น 

  

ความเงียบที่อยู่กับคนไม่ชอบหน้ามันควรจะอึดอัดกว่านี้ไหมวะ 

  

แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักนิด 

  

 

  

23.12 

  

ติวเตอร์กับไฟท์เตอร์ติดอยู่ในนี้มาเกือบหกชั่วโมงแล้ว ไม่มีใครเดินเข้ามาเห็น รปภ. เองก็ดูจะไม่ได้สังเกตว่าไฟในห้องสมุดมันเปิดอยู่ บางทีเราทั้งคู่อาจจะต้องรอแบบนี้จนถึงเช้า 

  

“ปวดตัวอ่ะ” เสียงพึมพำเบาๆ ดังขึ้น คนที่นอนหลับซบบ่าเขากำลังจะตื่นในอีกไม่ช้า เจ้าตัวขยับศีรษะไปมาก่อนจะค่อยๆ ลืมตามองเขาด้วยสติที่น่าจะยังไม่ครบร้อย 

  

ไฟท์เตอร์มั่นใจว่าคนอายุน้อยกว่ายังไม่ตื่นเต็มที่เพราะสิ่งที่ติวเตอร์ทำคือการวางคางตัวเองลงบนบ่าเขาโดยที่ระยะห่างระหว่างเราทั้งคู่เหลือเพียงแค่ไม่กี่เซ็นต์ แต่พอได้สบตากันสีหน้าง่วงๆ ก็เหมือนจะเริ่มได้สติ 

  

“สบายป่ะ พิงไหล่คนอื่น” 

  

“เปล่าสักหน่อย” คนตอบคำถามพูดขึ้นพร้อมกับยกมือขยี้ตาตัวเองไปด้วย “พี่นั่นแหละที่พิง” 

  

ก็ติวเตอร์จำได้ว่าก่อนที่เขาจะหลับไปคนที่พิงไหล่คือพี่ไฟท์ต่างหาก 

  

“แน่ใจ” 

  

“อื้ม” ติวเตอร์พยักหน้าหงึกหงักทั้งๆ ที่คางตัวเองก็ยังวางอยู่บนบ่าไฟท์เตอร์ จนคนถามต้องใช้สายตาบอกติวเตอร์ให้รู้ตัวอีกรอบ 

  

“ให้โอกาสดูให้แน่ใจอีกที... ว่าใครพิง” พูดจบไฟท์เตอร์ก็เลิกคิ้วถามอีกครั้ง ติวเตอร์ก้มมองตัวเองที่เหมือนจะเริ่มตื่นเต็มตา 

  

“เอ่อ... คือผม” 

  

“มีใครอยู่ข้างในไหมครับ” เสียงใครสักคนดังขึ้นจากด้านนอกดึงความสนใจคนทั้งคู่ให้หันไปมองทันที 

  

“!!” 

  

“มีใครติดอยู่ในห้องเอกสารหรือเปล่า” ติวเตอร์และไฟท์เตอร์มองหน้ากันอีกรอบก่อนจะเคาะประตูบอกใครก็ตามให้ช่วยเปิดประตู 

  

“พี่ครับ!! ช่วยด้วย พวกเราติดอยู่ในนี้ ช่วยพวกเราด้วยครับ!!!” 

  

“ช่วยด้วยครับ!!!!” 

  

ปัง ปัง ปัง 

  

ติวเตอร์ไม่มีวันลืมว่าชีวิตนึงเคยติดอยู่ในห้องเก็บเอกสารเพียงเพราะดันลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างนอก 

  

ส่วนไฟท์เตอร์ก็คงไม่มีวันลืมว่าต่อไปจะไม่เล่นโทรศัพท์จนแบตหมดเกลี้ยงอีกแล้ว 

  

แกร๊ก 

  

ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องมายังหน้าเขาทั้งคู่ ติวเตอร์ยกมือขึ้นบังแสงนั้นได้ไม่นาน ดวงตาก็เริ่มปรับภาพให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ 

  

เสียงถอนหายใจยาวดังออกมายังไม่เท่ากับสีหน้าโล่งอกที่คนเป็นน้องแสดงออกมาสักนิด ไฟท์เตอร์สังเกตเห็นว่าติวเตอร์ก้มหน้าหงุดเหมือนพยายามระงับความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ 

  

รู้แหละว่าพยายามเข้มแข็ง แต่บางทีถ้ากลัวก็แค่บอกว่ากลัวก็ได้ป่ะวะ ไม่เห็นต้องแสดงออกให้คนทั้งโลกเห็นเลยว่าตัวเองไหว 

  

“ขอบคุณนะครับพี่” ติวเตอร์เงยหน้าขึ้นมาแล้วส่งยิ้มกว้างพร้อมกับคำพูดขอบคุณไปให้พี่รปภ.ที่มาเปิดประตูให้ 

  

ไม่เป็นไร ดีนะที่พี่เดินผ่านมาเห็นไฟในห้องสมุดมันเปิดทิ้งไว้พอดี ไม่งั้นน้องสองคนคงได้อยู่กันจนถึงเช้า” 

  

“ครับ อ้อ แล้วก็อันนี้กุญแจห้องสมุด ฝากพี่คืนอาจารย์ด้วยได้ไหม ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ชื่ออะไร ตอนช่วยถือของมาก็ลืมถาม” 

  

“อ๋อได้ๆ คิดว่าน่าจะหาได้ไม่ยากเพราะอาจารย์ที่มีกุญแจห้องสมุดมีไม่กี่คนหรอก ส่วนพวกน้องก็รีบกลับกันได้แล้วนะ ดึกมากแล้ว” 

  

เราทั้งคู่พยักหน้าให้พี่รปภ.อย่างเข้าใจก่อนจะพากันเดินลงมาจากตึก เราหันไปบอกขอบคุณพี่รปภ.อีกรอบแล้วถึงค่อยเดินออกมา ไฟท์เตอร์จอดรถไว้ที่อาคารเรียนรวม เขากะว่าจะไปเอารถแล้วส่งน้องรหัสก่อนถึงค่อยกลับคอนโด แต่ดูเหมือนน้องรหัสจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเขาเท่าไหร่นัก ก็เจ้าตัวทำท่าเหมือนจะเดินไปอีกทางแบบนั้น 

  

“แล้วนั่น... มึงจะไปไหน” 

  

“กลับหอ” 

  

“กลับกับกู เดี๋ยวไปส่ง” 

  

“ไม่เป็นไรพี่ไฟท์ เดี๋ยวผมเดินกลับเองได้” 

  

“...” 

  

“ผมเกรงใจ” 

  

“เกรงใจอะไรอีก มันดึกแล้วเตอร์ บอกว่าจะไปส่งก็ไปส่ง ตามมา” คนอายุมากกว่าบอกด้วยน้ำเสียงกึ่งขู่นิดๆ 

  

“แต่ว่า...” 

  

“หรือจะให้กูบอกหวา... ว่ามึงปฏิเสธน้ำใจกูอีกแล้ว” 

  

“...” 

  

“เอาไง” 

  

“เออๆ ก็นำไปดิ” จริงๆ หว่าหวาก็ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับเขาขนาดนั้น เขาก็แค่เกรงใจเพื่อนสมัยเด็กและไม่ชอบเวลาที่หว่าหวาบ่นใส่มากกว่า 

  

แต่หลักๆ ที่ยอมทำตามก็เพราะไม่อยากจะมีเรื่องกับพี่รหัสตัวเองเนี่ยแหละ เบื่อจะฟังพี่มันบ่นแล้วเหมือนกัน 

  

 

  

วันเสาร์อาจจะเป็นวันที่ใครหลายๆ คนนอนตื่นสาย บางคนเลือกที่หมกตัวอยู่ในผ้าห่มและอยู่ในนั้นจนรู้สึกหิวแล้วถึงค่อยลุกออกมาหาอะไรกิน บางคนก็ออกไปเที่ยวกับครอบครัว นั่งเล่นอยู่ร้านกาแฟ หรือแม้แต่อ่านหนังสือเล่มโปรดในมุมที่ตัวเองชื่นชอบ แต่แน่ละมันก็มีใครอีกหลายๆ คนที่ต้องตื่นขึ้นมาทำงานหนักในวันนั้น ตื่นขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับชีวิตที่อาจจะไม่ดีเหมือนอย่างคนอื่น 

  

ติวเตอร์เองก็ไม่ต่าง เขามาทำงานร้านพี่เก๋ตั้งแต่ก่อนเก้าโมง มาช่วยพี่พนักงานเตรียมของ และเริ่มรับลูกค้ารายแรกตอนสิบโมง ทำแบบนี้มาทั้งวันจนตอนนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบจะสามทุ่มแล้ว 

  

“ร้านนี้น่ารักมากเลยอ่ะ เค้กก็อร่อย แถมไม่ต้องเดินเข้าไปในซอยด้วย” เสียงจากสองสาวที่เดินผ่านหน้าติวเตอร์ไปทำให้เขาอดมองเข้าไปในร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อไม่กี่เดือนก่อนไม่ได้ บรรยากาศร้านเป็นสไตล์ในแบบที่คนสมัยใหม่ชอบ และลูกค้าที่นี่ก็มีจำนวนเยอะมากกว่าร้านพี่เก๋ด้วยซ้ำอาจเพราะร้านนี้อยู่หน้าปากซอยต่างจากร้านพี่เก๋ที่ต้องเดินเข้าไปในซอยอีกเกือบ100 เมตร ทั้งๆ ที่ดึกขนาดนี้แต่คนก็ยังแน่นร้านอยู่ 

  

ติวเตอร์ถอนหายใจออกมาแล้วโยนขยะในมือทิ้งลงถัง เขาปัดมือตัวเองอยู่สองสามทีถึงค่อยเดินกลับไปที่ร้าน 

  

“พี่เก๋จะบอกน้องตอนไหน” 

  

“คิดว่าเร็วๆ นี้แหละ แต่ฉันเพิ่งลดจำนวนวันในการมาทำงานของเตอร์เมื่อไม่กี่วันก่อนเองนะแก” 

  

“แต่ถ้าพี่เก๋ไม่บอก หุ้นส่วนพี่คง...” 

  

“เออไง นอกจากโดนด่าแล้วอาจจะต้อง...” 

  

แกร๊ก 

  

ติวเตอร์เปิดประตูเข้ามาในจังหวะที่เจ้าของร้านกับพนักงานอีกคนกำลังคุยกันอยู่ 

  

“คงไม่ได้เข้ามาขัดจังหวะอะไรใช่ไหมครับ” 

  

“เปล่าจ๊ะเปล่า พี่ ว่าแต่เตอร์ทิ้งขยะเสร็จแล้วใช่ไหม” 

  

“ครับ” 

  

“งั้นเตอร์กลับเลยเถอะ ดึกแล้ว เดี๋ยวที่เหลือพี่กับไอ้บุ้งจัดการต่อเอง” ติวเตอร์บอกเท่านั้นก็เดินกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าแล้วออกมาลาพี่ๆ ในร้านอีกรอบ 

  

“เดี๋ยวเตอร์” พี่เก๋ตะโกนเรียกตอนที่ติวเตอร์กำลังจะออกจากร้าน 

  

“ครับ?” 

  

“...” 

  

“...” 

  

ความเงียบและสายตาที่พี่เก๋ส่งมาทำให้ติวเตอร์ขมวดคิ้ว 

  

“เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่จะบอกให้เรากลับดีๆ” 

  

“อ๋อ... ครับ” ติวเตอร์รับคำอีกครั้งถึงค่อยเดินออกมาจากร้าน 

  

มันเป็นช่วงเวลานั้นแหละ ช่วงเวลาที่เดินเรื่อยเปื่อยท่ามกลางความมืด อาจมีเพียงแสงไฟจากสองข้างทางคอยส่องลงมาแต่ทั้งหมดก็ไม่ดำมืดเท่ากับความรู้สึกเขาตอนนี้ด้วยซ้ำ 

  

ใช่... ติวเตอร์ได้ยิน 

  

ได้ยินทุกอย่างแม้กระทั่งตอนที่พี่เก๋คุยโทรศัพท์กับหุ้นส่วนในร้าน 

  

“เก๋รู้แล้วค่ะพี่ เข้าใจๆ เดี๋ยวเก๋บอกน้องเองว่าเราจะไม่รับพาร์ทไทม์... ค่ะ... เดี๋ยวเก๋จะบอกน้องเอง น้องน่าจะเข้าใจแหละว่าตอนนี้สถานการณ์ร้านเรามันแย่จริงๆ” 

  

หรือแม้แต่ตอนที่พี่เก๋คุยกับพนักงานในร้านอีกคน 

  

อือ... ไหวแหละ 

  

ติวเตอร์หยุดเดิน เขาก้มหน้าแล้วหลับตาลงช้าๆ ริมฝีปากเที่เม้มแน่นบ่งบอกความรู้สึกในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เขาก็พยายามแล้ว พยายามที่จะเข้มแข็ง พยายามที่จะสู้ 

  

แต่ดูเหมือนสิ่งที่พยายามมันจะแย่ลงเรื่อยๆ ทุกอย่างมันประเดประดังเข้ามาราวกับคนบนฟ้าเกลียดชังเขามากเสียจนอยากจะเหยียบใจเขาให้จมดินยังไงยังงั้น 

  

แต่ช่างเถอะ ติวเตอร์ลืมตาขึ้น กระบอกตาร้อนผ่าวจนเจ้าตัวต้องกลืนน้ำลายก้อนโตลงคอเพื่อให้ความรู้สึกบางอย่างมันไหลลงไปด้วย เขาไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากเสียน้ำตาให้กับอะไรต่างๆ ง่ายดายเกินไป 

  

เพราะงั้นสิ่งที่ติวเตอร์ทำได้ตอนนี้คงเป็นเพียงแค่การยกมือขึ้นปาดปลายน้ำที่กำลังปริ่มจะไหลแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5 0 % 

 

ความคิดเห็น