ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 05 -

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 11:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 05 -
แบบอักษร

 ไฟท์เตอร์ติวเตอร์ 

  

 

  

- Chapter 05 - 

  

 “มึงไม่เชื่อกูเหรอ” 

  

“ห๊ะ” 

  

“มึงไม่เชื่อกูเหรอเตอร์” 

  

“เชื่อเรื่องอะไรอ่ะซน” 

  

“ที่กูบอกมึงไงว่าเราสองคนกำลังหลุดเข้าไปในนิยาย” 

  

“เดี๋ยววววว” 

  

“มึงเชื่อกูดิเตอร์ มึงกับกูกำลังหลุดเข้าไปในนิยายวายที่ไอ้ซอลเขียนอยู่” 

  

“ซน” ติวเตอร์พยายามเรียกชื่อเพื่อนสมัยเรียนเพื่อเตือนสติอีกครั้ง 

  

“กูพูดจริงๆ มึงเชื่อกูดิ” คราวนี้นอกจากซนจะพูดด้วยเสียงอันดังแล้ว คนตัวเล็กกว่าก็เอื้อมมือมาจับที่บ่าเข้าไว้พร้อมกับเขย่าไปมาแรงๆ “เชื่อกูดิเตอร์ เชื่อกู” 

  

“ซนเดี๋ยวก่อนไหม ใจเย็น” 

  

“เตอร์เชื่อกู... ไอ้เตอร์ ไอ้เชี่ยเตอร์!!!!!” 

  

“!!?” ติวเตอร์สะดุ้งสุดตัวตอนที่ได้ยินเสียงเรียกจากใครสักคน เขาลืมตาขึ้นมองภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้วหยีตาดูว่าใครคือคนที่กำลังมองหน้าตัวเองอยู่ 

  

“ทำไมมึงถึงหลับระหว่างเรียนได้วะ” น้ำเสียงคุ้นหูบ่งบอกว่าคนที่ปลุกติวเตอร์เมื่อกี้คือเดย์ 

  

“อื้อ” 

  

“ปกติไม่เห็นเคยเป็นแบบนี้นี่หว่า” 

  

“พอดีเมื่อคืนเรานอนดึกไปหน่อย” ติวเตอร์ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วตัวเองอย่างเหนื่อยล้า เมื่อคืนเขานอนดึกเพราะมัวแต่คำนวณค่าใช้จ่ายว่ามันเพียงพอกับค่าหอและค่ากินของเขาไหม แต่ต่อให้ประหยัดมากแค่ไหน สุดท้ายอาจจะต้องเอาเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิดมาใช้ไปก่อนอยู่ดี “สายฟ้าไปแล้วเหรอ” 

  

พอสติกลับมาเต็มขั้น ติวเตอร์ก็หันไปมองรอบๆ ห้องเรียนที่ควรจะมีคนอยู่เต็มห้องกลับไม่มีใครเหลืออยู่สักคน แม้แต่สายฟ้าที่เป็นเพื่อนของเขาก็ตาม 

  

“เออดิ พี่โซดาโทรมาตาม เห็นบอกว่าต้องไปสอนกีต้าร์ให้คนที่จะมาร้องเพลงคู่กับมันในโปรเจ็คของชมรมฟุตบอลอ่ะแหละ” 

  

“สรุปว่าซนไม่รับงานนี้จริงๆ สินะ” 

  

“ก็คงงั้นอ่ะ เห็นไอ้สายฟ้าบอกว่าเป็นคนอื่น” ติวเตอร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขารู้นิสัยเพื่อนตัวเองดีว่าไม่มีทางรับงานนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีอะไรไปท้าทายมันนั่นแหละ “ว่าแต่มึงไหวไหมเนี่ยเตอร์ หน้าตาดูเพลียมากเลยว่ะ” 

  

“ไหว” 

  

“แน่ใจ” 

  

“เอออ” 

  

“โอเคๆ ไหวก็ดีแล้ว เพราะถ้าไม่ไหวกูเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน เดี๋ยวกูต้องไปซ้อมบาสต่อ นี่ก็สายแล้วเนี่ยเดี๋ยวโดนปีสี่เล่นงานอีก” 

  

“งั้นเดย์ก็ไปก็รีบเถอะ เดี๋ยวเราเก็บของเสร็จแล้วก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” 

  

“งั้นกูไปก่อนนะเว้ย ไว้เจอกันวันจันทร์” คนฟังพยักหน้า มองเพื่อนตัวเองที่ออกจากห้องเรียนไปจนลับสายตาแล้วถึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ เขาไม่คิดว่าชาตินี้ตัวเองจะโมเมนต์เผลอหลับในห้องได้ ยังดีที่อาจารย์วิชานี้ไม่ได้เคร่งมาก อาจเพราะ sec ใหญ่ด้วยแหละเลยไม่ค่อยมีใครมาใส่ใจเขาเท่าไหร่นัก 

  

หลังจากที่ติวเตอร์เก็บชีทเรียนเข้ากระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวก็เดินเรื่อยเปื่อยลงมาจากอาคารเรียนรวม วันนี้ไม่ต้องรีบร้อนไปทำงานที่ร้านพี่เก๋ และก็ไม่ต้องรีบไปติวหนังสือให้ใคร มันเป็นช่วงเวลาที่ออกจะน่าเบื่อ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้พักและหยุดคิดเหมือนกัน 

  

ภาพนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในตอนเย็นมีอยู่ไม่ได้เยอะมาก แต่เสียงพูดคุยก็ดังมากพอให้เขาเหลียวมอง ไม่ว่าจะเป็นเชียร์รีดเดอร์ นักกีฬา หรือแม้แต่พวกชมรมค่ายอาสาที่หัวเราะอย่างมีความสุข ติวเตอร์ไม่เคยมีมุมนี้ เขาไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมที่ไหน ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ แต่มันทำไม่ได้ต่างหาก 

  

“ว๊ายยย” เสียงร้องที่ดังขึ้นดึงสติติวเตอร์ให้หันกลับไปมอง ภาพที่เห็นทำเอาเขาตกใจและรีบวิ่งเข้าไปช่วยทันที 

  

“อาจารย์เป็นยังไงบ้างครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” 

  

“ไม่เป็นไรจ๊ะไม่เป็นไร แต่เอกสารพวกนี้...” 

  

“เดี๋ยวผมช่วยเก็บ” ติวเตอร์พูดจบก็ก้มลงไปเก็บเอกสารที่วางกระจัดกระจายและปลิวว่อนอยู่ตามพื้น 

  

“เอาเก็บใส่กล่องนี้นะลูก” 

  

“ครับ” กล่องที่วางคว่ำหน้าทั้งสองใบถูกเอามาวางไว้ตรงหน้าเขา 

  

“เออนี่เธอ คนที่กำลังจะเดินไปทางนั้นน่ะ... ใช่เธอนั่นแหละ... ว่างไหมมาช่วยอาจารย์เก็บเอกสารลงกล่องหน่อยสิ” เสียงอาจารย์เองตะโกนเรียกใครอีกคนที่เดินผ่านไปเมื่อกี้ให้เข้ามาช่วยเก็บเอกสาร 

  

ตอนแรกติวเตอร์เองก็ไม่รู้หรอกว่าคนใส่ช็อปที่อาจารย์เรียกเมื่อกี้เป็นใคร มารู้ก็ตอนที่เก็บเอกสารเสร็จแล้วเงยหน้ามองพี่มัน ถึงรู้ว่าคนที่เข้ามาช่วยคือพี่ไฟท์ 

  

“ขอบคุณพวกเธอสองคนมากๆ เลยนะ มาจ๊ะเดี๋ยวอาจารย์ยกกลับไปเก็บเอง” 

  

“ไม่เป็นไรครับอาจารย์ เดี๋ยวผมสองคนช่วยถือไปให้ดีกว่า” คนใส่เสื้อช็อปพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ จนติวเตอร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเหลือบสายตาไปมองด้วยความรู้สึกแปลกใจนิดๆ เขาไม่คิดว่าคนอย่างพี่ไฟท์จะมีมุมนี้ด้วย 

  

มุมที่ดูเหมือนเป็นคนมีน้ำใจกับคนอื่น 

  

ที่คิดแบบนี้เพราะคนอย่างพี่ไฟท์ดูไม่น่าจะมีน้ำใจกับใครน่ะสิ 

  

“ดีเลย งั้นพวกเธอเดินตามอาจารย์มาละกันนะ” เราทั้งคู่พยักหน้าพร้อมกันก่อนจะเดินตามอาจารย์ไป ระหว่างทางติวเตอร์ไม่คิดที่จะพูดคุยกับคนที่เดินด้วยกันหรอก แต่เป็นพี่มันนั่นแหละที่จู่ๆ ก็ชะโงกหน้ามาพูดกระซิบกระซาบกับเขา 

  

“กูเห็นนะ” 

  

“เห็นอะไร” 

  

“ที่มึงทำหน้ากวนตีนใส่กูเมื่อกี้” 

  

“อคติ” 

  

“นี่ไอ้เตอร์” 

  

Rrrrrrrrrrrrr 

  

เสียงโทรศัพท์ของอาจารย์ดังขึ้นทำให้ทั้งเขาและพี่ไฟท์ที่เดินตามอาจารย์อยู่ต้องพลอยหยุดเดินตามไปด้วย 

  

“ประชุมด่วนเหรอคะ... ได้ค่ะ... ได้ค่ะ เดี๋ยวรัตน์จะรีบไปเลย... ทราบค่ะ...” อาจารย์คุยโทรศัพท์อีกไม่กี่ประโยคก็กดวาง ก่อนจะมามองเราสองคนด้วยสีหน้าเกรงใจ “พอดีอาจารย์มีประชุมกับท่านรองต่อ ถ้าจะรบกวนเธอทั้งคู่เอาเอกสารพวกนี้ไปเก็บที่ตึกได้ไหมจ๊ะ” 

  

“ได้ครับอาจารย์ แล้วจะให้เอาไปเก็บที่ตึกไหนอ่ะครับ” 

  

“อยู่ในห้องสมุด คณะสังคม ตึกเอ เดินเข้าไปด้านในสุดจะมีห้องเก็บเอกสารอยู่ แต่ระวังหน่อยนะลูกช่วงนี้ห้องสมุดปิดปรับปรุงอาจจะมีพวกสิ่งก่อสร้างนิดหน่อย ตอนนี้คนงานก็น่าจะกลับกันหมดแล้ว” อาจารย์พูดพลางควานหากุญแจในกระเป๋ายื่นส่งมาให้ 

  

“ครับ” ติวเตอร์เป็นคนเอื้อมมือไปรับกุญแจนั้น 

  

“อ้อ แล้วก็ประตูห้องเก็บเอกสารถ้าเปิดเข้าไปแล้วต้องหาอะไรมากั้นไว้ด้วยนะ ประตูมันเสียเปิดจากด้านในไม่ได้” 

  

“ได้ครับ” 

  

“ขอบใจมากนะลูก” 

  

“ไม่เป็นไรครับอาจารย์” 

  

 

  

18.05 

  

โคตรเงียบ 

  

มันทั้งเงียบและดูวังเวง ติวเตอร์ไม่คิดว่าตึกฝั่งห้องสมุดของคณะสังคมจะดูอึมครึมขนาดนี้ อาจเพราะมันอยู่ในช่วงปรับปรุง นักศึกษาส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยจะเดินผ่านไปผ่านมาเท่าไหร่นัก 

  

“พี่ถือสองกล่องไหวใช่ไหม” ติวเตอร์หยุดยืนอยู่หน้าห้องสมุดแล้วถามคนข้างกาย 

  

“คิดว่าไงอ่ะ” คนกวนตีนก็ยังเป็นคนกวนตีนอยู่วันยันค่ำ 

  

“ก็น่าจะไหวแหละ เพราะผมจะไขกุญแจ” พูดจบคนตัวบางก็เอากล่องกระดาษวางทับลงบนกล่องที่ไฟท์เตอร์กำลังถืออยู่ทันที คนใส่เสื้อช็อปเลิกคิ้วไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมยืนเงียบๆ ให้ติวเตอร์ทำหน้าที่ของตัวเองไป จนกระทั่งติวเตอร์ไขกุญแจห้องสมุดและเดินไปเปิดไฟบางดวงเสร็จ เขาถึงค่อยเดินกลับมาหาไฟท์เตอร์แล้วหยิบเอากล่องของตัวเองมาถือต่อ 

  

“จะให้กูถือต่อก็ได้นะ” 

  

“ไม่เป็นไร ผใไม่ค่อยอยากรบกวนคนอย่างพี่เท่าไหร่” 

  

“คนอย่างกูมันทำไม” 

  

“คนอย่างพี่น่ะเหรอ” ติวเตอร์มองสบตาคนตรงหน้าสักพักถึงค่อยยักไหล่ราวกับไม่คิดจะตอบคำถามอะไรอีก “ช่างเถอะ เข้าไปข้างในดีกว่า” 

  

พอเห็นว่าติวเตอร์ไม่พูด ไฟท์เตอร์ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรต่อ เขาเดินตามคนตัวบางกว่าไปอย่างเงียบๆ มองแผ่นหลังที่มั่นคงตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย มันอธิบายไม่ได้หรอกว่ามีความรู้สึกอะไรบ้าง แต่หนึ่งในนั้นก็คงเป็นความรู้สึกนับถือที่คนตรงหน้าเริ่มทำงานหาเงินตั้งแต่ยังเรียนไม่จบแบบนี้ ต่างจากเขาที่ยังแบมือขอเงินแม่อยู่ ไฟท์เตอร์ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้ยังไง แต่ความรู้สึกนี้มันติดอยู่ในความคิดเขาทุกครั้งที่นึกถึง 

  

อาจเพราะคนรอบตัวเขาไม่เคยมีใครเหมือนติวเตอร์ 

  

ไม่มีใครต้องดิ้นรนขนาดนี้ 

  

มันเลยรู้สึก... ติดใจล่ะมั้ง 

  

ไฟท์เตอร์เดินตามติวเตอร์มาจนถึงห้องเอกสาร คนเดินนำวางกล่องเอกสารและกระเป๋าตัวเองไว้หน้าห้องก่อนจะเดินไปเปิดประตู 

  

แกร๊ก แกร๊ก 

  

เสียงเปิดไฟที่คนตัวบางกว่าพยายามจะเปิดอยู่หลายทีดังมากพอให้ไฟท์เตอร์หันไปมอง 

  

“เสียเหรอ” 

  

“น่าจะนะ ผมลองเปิดดูหลายรอบแล้วอ่ะ” 

  

“งั้นก็ไม่เป็นไร รีบเอาของเข้าไปเก็บจะได้รีบกลับ” 

  

“รู้แล้วน่า” ติวเตอร์บ่นอุบพร้อมกับเอากล่องกระดาษสักกล่องที่วางอยู่บนพื้นมากั้นประตู ไฟท์เตอร์จำไม่ได้ว่าเหตุผลที่คนตัวเล็กทำแบบนั้นเพราะอะไร เขาแค่ยืนมองคนตรงหน้าออกมาหยิบกล่องเอกสารของอาจารย์แล้วเดินตามเข้าไปเท่านั้น 

  

ปึก!!! 

  

แต่ช่วงจังหวะที่เดินตามเข้าไปไฟท์เตอร์ดันเตะเข้ากับกล่องที่ติวเตอร์วางกั้นประตูอยู่ 

  

“เอามากั้นทำไมวะ” คนตัวสูงกว่าพูดพึมพำพร้อมกับใช้เท้าเลื่อนเอากล่องนั้นออก พร้อมๆ กับประตูที่กำลังปิดลงช้าๆ 

  

“พี่ไฟท์ ประตู” 

  

“?” 

  

“มันล็อค เปิดออกไปไม่ได้!!!” 

  

“ยังไง” 

  

“ที่อาจารย์บอกไงพี่!!” 

  

ปัง!!! 

  

“พี่ไฟท์...” น้ำเสียงที่ใช้เรียกชื่อเขายังไม่เท่ากับสายตาที่เจ้าตัวมองมาด้วยซ้ำ 

  

“ก็กูจำไม่ได้นี่หว่าว่าประตูมันเสีย” 

  

“พี่เคยจำอะไรได้บ้าง” 

  

“นี่ไอ้เตอร์...” 

  

“พอเลย หยุดพูด...” ติวเตอร์ยกมือขึ้นห้ามเขาแล้วเดินเบียดไหล่กลับไปที่ประตู ในขณะที่ไฟท์เตอร์เองก็เลือกที่จะเอากล่องเอกสารที่ถืออยู่ในมือไปเก็บด้านในก่อนจะเดินกลับมาหาติวเตอร์ 

  

“เป็นไง เปิดได้ป่ะ” ที่ถามเพราะคนอายุน้อยกว่าพยายามเปิดประตูที่ปิดไปแล้วอยู่หลายรอบ 

  

“ไม่ได้...” 

  

“...” เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเราอีกครั้ง คนอายุน้อยกว่ามองหน้าเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก 

  

“เพราะพี่นั่นแหละ” 

  

“กู?” 

  

“เออพี่นั่นแหละ พี่ผิด พี่เห็นอยู่ว่าผมเอากล่องมากั้นประตู ถ้าจำไม่ได้ก็น่าจะฉุกคิดนิดนึงดิว่าทำไมผมต้องเอามากั้นไว้แบบนี้” 

  

“จะบ่นอะไรเนี่ย...” 

  

“ไม่ให้บ่นได้ไง ก็ในเมื่อเราต้องมาติดอยู่ในนี้เพราะพี่” 

  

“โทรศัพท์ก็มีโทรบอกคนอื่นก็ได้” 

  

“กระเป๋าผมอยู่ด้านนอก” 

  

“ของกูนี่ไง” คนพูดหยิบโทรศัพท์ออกมาพร้อมกับชูให้อีกคนดู ติวเตอร์ส่ายหัวแล้วมองคนตัวสูงกว่าอย่างเซ็งๆ 

  

“งั้นก็รีบโทรเลย เดี๋ยวคนอื่นกลับบ้านกันหมดก่อน” 

  

“...” 

  

“อะไร” จู่ๆ เจ้าของมือถือที่มีอยู่เครื่องเดียวก็เงยหน้ามองเขาแปลกๆ สีหน้าที่พี่มันแสดงออกมาทำเอาเขาเริ่มรู้สึกบอกไม่ถูก “พี่ไฟท์...” 

  

“...” 

  

“อย่าบอกนะว่าแบตหมด” 

  

“อื้อ” 

  

“พี่แม่งงงง” 

  

“บ่นเก่งจังวะ หูกูชาหมดแล้ว” 

  

“ก็ดูพี่ดิ ทำไมไม่รู้จักชาร์ตแบตไว้” 

  

“แล้วกูจะรู้ไหมว่าต้องมาติดอยู่ในนี้กับมึง” 

  

“มันควรจะเตรียมพร้อมมากกว่านี้” 

  

“ว่าแต่กูไม่เตรียมพร้อม ถามตัวเองก่อนไหมว่าทำไมถึงเอากระเป๋าไปวางทิ้งไว้ด้านนอกแบบนั้น” 

  

“ก็มันหนักผมเลยเอาวางไว้ด้านนอก พี่นั่นแหละทำไมถึงไม่ชาร์ตแบต” 

  

“หนักแค่นี้ทำไมถึงถือเข้ามาไม่ได้” 

  

“...” ติวเตอร์เงียบเบะปากน้อยๆ ด้วยความรู้สึกไม่พอใจ 

  

“...” ไฟท์เตอร์เองก็ไม่ต่างเขามองคนน้องที่ยังทำหน้าบูดด้วยความรู้สึกหงุดหงิด จนติวเตอร์ก้มหน้าแล้วหันไปมองทางอื่น “ช่างเถอะ” 

  

ไม่แน่ใจว่าเพราะสงสารหรืออะไร แต่เขาไม่ชอบให้ติวเตอร์ทำหน้าแบบนี้เลยว่ะ 

  

“เดี๋ยวกูลองดูว่ามีอะไรที่พอจะเอาไปไขประตูได้บ้าง” ไฟท์เตอร์ถอดเสื้อช็อปตัวเองวางไว้บนกล่องลังสักที่แล้วเดินไปหาอะไรบางอย่างที่จะสามารถไขประตูได้ สุดท้ายไปเจอคลิปลวดอันนึง เขาเอามันมายืดแล้วไขประตูแบบที่เห็นในหนังหรือละครสักเรื่องเคยทำ 

  

แต่ก็นั่นแหละนี่ไม่ใช่หนังหรือละคร มันไม่ได้ไขง่ายดายอย่างที่คิด 

  

แกร๊ก 

  

“ได้แล้วเหรอ” เสียงจากคนที่นั่งพิงประตูอยู่หันมามองเขาอย่างคาดหวัง ไฟท์เตอร์ไม่ได้ตอบอะไรเขาแค่ขยับประตูเบาๆ อีกรอบเผื่อว่ามันจะเปิดได้ 

  

แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ส่ายหน้าบอกคนที่นั่งอยู่เท่านั้น 

  

“เฮ้อ” เสียงถอนหายใจดังยาวอีกรอบ “ผมว่าพี่พอเถอะ รอให้คนมาเจอน่าจะดีกว่า” 

  

“...” 

  

“มานั่ง” 

  

“เออ รู้แล้ว” ไฟท์เตอร์พยักหน้าเบาๆ เขาเดินไปหยิบเสื้อช็อปตัวเองแล้วขยับลงมานั่งข้างคนตัวบาง มือถือที่อยู่ในกระเป๋าถูกหยิบขึ้นมาดูและพยายามเปิดดูอีกรอบ ทั้งที่ปกติแล้วไฟท์เตอร์ไม่ใช่ประเภทที่ปล่อยให้แบตหมดจนเกลี้ยงแบบนี้ แต่เพราะวันนี้วิชาที่เรียนมันโคตรจะง่วงเขาเลยเผลอเล่นเกมส์จนเป็นอย่างที่เห็น 

  

“ช่างมันเถอะพี่” เสียงจากคนใกล้ตัวพูดพร้อมกับมองหน้าเขา “ในเมื่อแบตมันหมดไปแล้วต่อให้พยายามเปิดยังไงก็คงเปิดไม่ติด” 

  

“...” 

  

“ผมว่ารอคนมาช่วยน่าจะดีกว่านะ” 

  

“อืม” ไฟท์เตอร์พยักหน้า ยัดมือถือเข้าไปในเสื้อตัวเองแล้วหลับตาลงช้าๆ 

  

ติวเตอร์พูดไม่ผิดหรอกเพราะถ้าจะหาตัวคนผิดในเรื่องนี้ก็คงเป็นเขาเองเนี่ยแหละ ที่ผิด 

  

 

  

20.24 

  

ตุบ 

  

จู่ๆ ไหล่ข้างซ้ายของติวเตอร์ก็รู้สึกหนักขึ้นมาเสียดื้อๆ พอเขาหันกลับไปมองถึงพบว่าใครอีกคนที่อยู่ในห้องเป็นคนวางศีรษะตัวเองลงบนบ่าเขา 

  

“พี่ไฟท์” เรียกชื่อคนที่เอาหัวมาพิงบ่าเขาด้วยความรู้สึกงงนิดๆ แต่เจ้าของชื่อกลับเงียบกริบมีเพียงลมหายใจร้อนที่ปล่อยออกมาเท่านั้น “พี่แกล้งกวนตีนผมป่ะเนี่ย” 

  

“...” คนที่ถูกถามยังเงียบอยู่จนคนตัวเล็กกว่าเริ่มขมวดคิ้วแล้วพยายามดันศีรษะของไฟท์เตอร์ให้ขยับออกจากบ่าเขา แน่นอนว่ามันไม่ได้ผล ยิ่งผลักศีรษะออกจากบ่ามากแค่ไหนก็ยิ่งทำให้ไฟท์เตอร์ขยับตัวเข้ามาเบียดเขามากขึ้นเท่านั้น 

  

“ไอ้พี่ไฟท์” 

  

“...” 

  

“ไม่ได้ยินจริงๆ อ่ะ” ติวเตอร์พูดแล้วเหลือบสายตาไปมองอีกรอบ เขาก้มหน้าไปมองอีกครั้งแล้วถอนหายออกมาอย่างเซ็งๆ “พี่แม่ง...” 

  

ท้ายสุดเลยทำได้แค่ยอมให้ไฟท์เตอร์เอาหัวหนักๆ มาพิงที่บ่าตัวเองอย่างจำยอม 

  

ถ้าเรารู้ว่ากวนตีนเรา 

  

เราจะฆ่าทิ้งให้ดู 

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

TBC 

  

ติวเตอร์สายโหดแหละ 

 

เพิ่งตรวจคำผิดไม่รู้ยังมีผิดอยู่ไหมฝากดูให้ด้วยนะ 

 

ฝากติดแท้ก  

✔️#whyrutheseries กับ  

✔️#whyrunovel  

 

จะได้อ่านฟีดแบคเด้อ นิยายอาจจะไม่เหมือนซร.ตรงแบบคำพูดที่อาจจะรวบรัดมากกว่าหน่อย>< 

  

ความคิดเห็น