ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 04 -

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 11:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 04 -
แบบอักษร

 ไฟท์เตอร์ติวเตอร์ 

  

 

  

- Chapter 04 - 

  

  

  

“เตอร์มาแล้ว” เสียงใครสักคนหนึ่งดังขึ้นหลังจากที่ติวเตอร์เดินเข้ามาในบ้าน พอหันกลับไปมองถึงรู้ว่าคนที่เดินเข้ามาทักคือน้ำ เพื่อนในคณะของหว่าหวา “ที่บอกว่าทำเค้กมาคืออันนี้ถูกไหม” 

  

“อื้อ” 

  

“งั้นเตอร์ไปเตรียมจุดเทียนที่หลังบ้านนะ เดี๋ยวน้ำกับเดย์จะคอยดูต้นทางให้” 

  

“ได้” ติวเตอร์พยักหน้าบอกน้ำเป็นจังหวะเดียวกับที่ไฟท์เตอร์เดินเข้ามาในบ้านพอดี ติวเตอร์ไม่ได้สนใจอะไรแค่กำลังจะเดินเข้าไปในครัว 

  

“เตอร์เดี๋ยวก่อน” แต่เป็นน้ำนั่นแหละที่เรียกติวเตอร์เอาไว้ “พาพี่ไฟท์ไปด้วยดิ เดี๋ยวให้พี่ไฟท์เป็นคนถือเค้กออกมาให้หวา” 

  

ไม่ใช่แค่ติวเตอร์หรอกที่มีสีหน้าแปลกใจ ตัวไฟท์เตอร์เองก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของน้ำเหมือนกัน ในเมื่อคนที่ซื้อเค้กมาไม่ใช่เขา แล้วทำไมต้องเป็นเขาที่ถือออกมาให้หว่าหวา 

  

“แต่น้ำ... เราว่า...” จนเดย์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเริ่มแสดงสีหน้าอึกอักและทำท่าจะพูดบางอย่างกับน้ำ 

  

“เดี๋ยวค่อยพูดเถอะเดย์ ตอนนี้ให้ทั้งสองคนนี้รีบไปก่อนดีกว่า เสร็จแล้วยังไงส่งสัญญาณมาทางน้ำกับเดย์นะ” น้ำพูดเสร็จก็ดันหลังไฟท์เตอร์และติวเตอร์ให้รีบเดินไปตรงโซนครัวทันที 

  

ติวเตอร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ดูรู้แหละว่าเจ้าตัวไม่ได้ยินดีกับการที่เขาได้เป็นคนถือเค้กเท่าไหร่นัก แต่ที่ติวเตอร์ยังนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรออกมา คงเพราะไม่อยากให้งานวันเกิดเพื่อนสนิทมันมีเรื่องวุ่นวายซะมากกว่า 

  

ไฟท์เตอร์เดินตามติวเตอร์เข้ามาในครัวอย่างเงียบๆ คนตัวเล็กกว่าเดินไปเปิดไฟในห้องครัวราวกับรู้จักที่นี่เป็นอย่างดี ก็เข้าใจแหละว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก ถ้าไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนก็คงจะแปลกน่ะสิ 

  

หลังจากที่ติวเตอร์เปิดไฟในห้องครัวจนสว่าง เขาก็เดินเอาเค้กไปวางไว้ตรงเคาเตอร์กลางห้อง ไฟท์เตอร์เดินตามเข้ามาอย่างไม่ได้มีท่าทีว่าจะช่วยเหลืออะไร แค่กอดอกพิงเคาเตอร์ครัวและมองดูติวเตอร์ที่กำลังดึงเทียนปักลงบนเค้กเท่านั้น แต่ไม่นานยิ้มมุมปากของคนตัวสูงกว่าก็ถูกกดลงเบาๆ เขานึกอะไรบางอย่างออกเลยเอ่ยปากถามอีกคนด้วยความรู้สึกสนุก 

  

“ไม่พอใจที่กูได้เป็นคนถือเค้กรึไง” 

  

“...” ติวเตอร์ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้แล้วนะ ทำไมคนตรงหน้ายังฟื้นฝอยหาตะเข็บอีก คือแม่งจะพูดแทงใจดำกันงั้นดิ 

  

“ใช่ป่ะ” 

  

“หน้าตาผมเหมือนคนที่กำลังพอใจอยู่ป่ะล่ะ” ติวเตอร์เงยหน้าขึ้นมองำฟท์เตอร์พร้อมกับยื่นเทียนในมือส่งมาให้ “อ่ะนี่เทียน” 

  

ใช้แม่งเลยละกัน พูดมากดีนัก 

  

“?” 

  

“หัดทำอะไรให้มีประโยชน์หน่อย ผมจะไปหาไฟแช็ค” 

  

“นี่มึงว่ากูไม่มีประโยชน์เหรอ” 

  

“ใช่” 

  

“ไอ้เตอร์” 

  

“รับไปสักทีพี่ไฟท์ ผมจะไปหาไฟแช็ค” คนพูดยัดเทียนใส่มือไฟท์เตอร์แล้วเดินไปหาไฟแช็คทันที สีหน้าเจ้าตัวดูออกแหละว่ารำคาญเขาสุดๆ “ยืนงงอะไรอยู่อ่ะพี่ รีบปักเทียนเร็ว” 

  

คนตัวเล็กที่กำลังหาไฟแช็คอยู่ยังไม่วายหันมาดุเขาอีกรอบ อะไรวะ 

  

ไฟท์เตอร์เบื่อจะต่อความยาวสาวความยืด สุดท้ายเขาเลยเลือกที่หันไปปักเทียนลงบนเค้กแทน แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นคำอวยพรที่แปะอยู่บนหน้าเค้กก็อดพยักหน้าด้วยความรู้สึกทึ่งไม่ได้ 

  

ความคิดที่บอกว่าติวเตอร์ชอบเพื่อนตัวเองยังคงติดอยู่ในหัว แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธแต่คำอวยพรตรงหน้ามันโคตรจะตอกย้ำความเชื่อของเขาเรื่องที่ติวเตอร์แอบชอบหว่าหวา 

  

“ปักเสร็จยังเนี่ย” จนกระทั่งเจ้าของเค้กเดินกลับมาพร้อมไฟแช็ค “ขยับหน่อยผมจะได้จุดเทียนไปพร้อมกันเลย จะได้ไม่เสียเวลา” 

  

ไฟท์เตอร์ยอมขยับพื้นที่ให้ติวเตอร์เข้ามายืนใกล้ๆ ทั้งคู่ต่างทำหน้าที่ของตัวเองไปได้ไม่นานก็เป็นไฟท์เตอร์ที่พูดบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงค่อนขอดเล็กๆ 

  

“Happy birthday to my beloved friend... เหรอ?” 

  

“...” คนโดนว่ายังนิ่งอยู่และไม่มีทีท่าว่าจะหันมาพูดอะไร แม้ในใจจะรู้สึกรำคาญเต็มที 

  

“จริงๆ ไม่ต้องมีคำว่าเฟรนด์ก็ได้นะ” แต่ไฟท์เตอร์ก็ยังไม่หยุดพูด แถมสายตาที่มองตรงมาก็เต็มไปด้วยอารมณ์กวนประสาท สุดท้ายคนตัวเล็กเลยเลือกที่จะไม่ทนแล้วเงยหน้าขึ้นมามองไฟท์เตอร์ด้วยสายตาไม่พอใจเหมือนกัน 

  

“พี่พูดแบบนี้หมายความว่าไง” 

  

“ก็หมายความตามที่พูด” 

  

“พี่ไฟท์” 

  

“ใจจริงของมึงเองก็ไม่ได้อยากเป็นแค่เฟรนด์อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ... หรือไม่ใช่” 

  

“ไม่ใช่” 

  

“แน่ใจ๊” ไฟท์เตอร์ถามและขยับหน้าเข้ามาใกล้ติวเตอร์มากขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าที่ยังท้าทายและไม่คิดที่จะขยับหนีไปไหนมันทำให้เขาอดขำไม่ได้ 

  

แต่พอได้จ้องหน้าคนตัวเล็กกว่าเข้าจริงๆ ความรู้สึกบางอย่างกลับตีตื้นเข้ามาจนเขารู้สึกผิดแปลกไปหมด 

  

มันไม่ใช่ความรู้สึกหลงใหลแน่ๆ แต่มันเป็นความรู้สึกอยากค้นหาและ... อยากสัมผัสริมฝีปากนุ่มของคนตรงหน้าดูอีกครั้ง 

  

เขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร อาจเพราะอยากรู้ว่ามันจะยังนุ่มเหมือนที่เคยสัมผัสเมื่อก่อนหน้านี้หรือเปล่า ท้ายที่สุดสายตาไฟท์เตอร์จากที่เคยโฟกัสยังดวงตากลมใสก็เปลี่ยนไปที่ริมฝีปากอมส้มแทน 

  

ติวเตอร์เม้มปากนิดๆ เมื่อรับรู้ถึงสายตาจากบางคน แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมขยับหน้าหนีไปทางไหนจนกระทั่ง... 

  

ไฟท์เตอร์ขยับใบหน้าตัวเองเข้ามาใกล้ติวเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ เศษเสี้ยวของลมหายใจร้อนกำลังปะทะเข้าหากัน ใบหน้าของเราทั้งคู่อยู่ใกล้กันมาก 

  

มากเสียจนรับรู้ถึงริมริมฝีปากแผ่วๆ ที่กำลังจะกดลง... 

  

“พี่จะทำอะไรน่ะ” และคนที่เหมือนจะมีสติและผลักอีกคนออกได้ก่อนคือติวเตอร์ สีหน้าที่แสดงออกมามันเต็มไปด้วยการจับผิด 

  

ริมฝีปากคนตัวเล็กยังเม้มแน่น ราวกับกลัวว่าไฟท์เตอร์จะจู่โจมหรือจูบตัวเองเหมือนครั้งนั้น 

  

“มึงนี่แม่งตลก” ไฟท์เตอร์หลุดยิ้มแล้วส่ายหัวออกมาก่อนจะหันไปปักเทียนลงบนเค้กต่อ แน่นอนว่าคนที่เกือบจะโดนคุกคามในตอนแรกกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ 

  

“พี่แกล้งผมอีกแล้วงั้นเหรอ” 

  

“แล้วมึงคิดว่าไงล่ะ” ไฟท์เตอร์หันมามองหน้าคนที่ถามเมื่อกี้ “คิดว่ากูอยากจูบมึงจริงๆ รึไงเตอร์” 

  

“...” 

  

“เหอะ” ลมหายใจถูกพ่นออกมาด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย จนคนฟังอดไม่ได้ที่จะเบะปากน้อยๆ ติวเตอร์เลิกคะยั้นคะยอแล้วหันไปจุดไฟบนเทียนที่ไฟท์เตอร์เพิ่งปักลงไป แน่นอนว่าเพราะความหมั่นไส้ล้วนๆ มันเลยทำให้ติวเตอร์ไม่วายพูดลอยๆ ขึ้นมาอีกครั้ง 

  

“แต่เรื่องแบบนี้มันก็ไม่แน่หรอกนะพี่ไฟท์ ใครมันจะไปรู้ใจพี่ได้เท่ากับตัวพี่ล่ะ” 

  

“...” 

  

“ใช่ป่ะ” จังหวะสุดท้ายติวเตอร์หันมาสบตาไฟท์เตอร์แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา คนตัวเล็กยักคิ้วกวนตีนมาให้สองสามทีก่อนจะหันไปตั้งใจจุดเทียนต่อ 

  

ไฟท์เตอร์ส่ายหัวให้กับสายรหัสตัวเองอย่างนึกขำ มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง ในเมื่อเขายังไม่รู้สึกใจเต้นกับการที่ได้อยู่ใกล้ติวเตอร์เลย อย่างตอนนี้เขาก็แค่อยากมองหน้า มองว่าสิ่งที่คนตัวเล็กทำด้วยความตั้งใจมันเป็นแบบไหน 

  

เขาก็แค่... อยากมองริมฝีปากอมส้มที่เม้มเล็กๆ ราวกับรู้ว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่เท่านั้น 

  

มันอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกอยากแกล้งนั่นแหละ แม้ในใจลึกๆ ยังไม่ฟันธงว่าที่อยากจูบริมฝีปากนุ่มคืออะไร แต่เขาก็จะยึดเอาความเชื่อไว้ก่อน... ว่ามันก็แค่อยากแกล้งคนตรงหน้าก็เท่านั้น 

  

“เสร็จแล้ว” ติวเตอร์พูดพร้อมกับหันมายิ้มตาหยีให้เขาราวกับเด็กที่ได้ขนม ทั้งที่แค่จุดเทียนเองแท้ๆ ไม่เห็นจำเป็นต้องดีใจขนาดนี้เลย 

  

“งั้นก็เอาออกไปข้างนอกเถอะ” ไฟท์เตอร์พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะขยับหันหน้าเดินออกไปจากห้องครัว 

  

“เดี๋ยวดิพี่ไฟท์” แต่เป็นติวเตอร์ที่ตะโกนเรียกพร้อมกับถือเค้กมาขวางทางเขา 

  

“อะไร” 

  

“เอาไปถือดิ” ติวเตอร์พูดพลางส่งเค้กมาให้ 

  

“ไม่อ่ะ” 

  

“อ่าว ทำไมงั้นล่ะ น้ำเขาอยากให้พี่ถือนะ” 

  

“แต่กูไม่อยาก... กูเมื่อย มึงอ่ะแหละถือไป” 

  

“แต่ว่า...” คนฟังยังมีสีหน้าลังเลอยู่นิดหน่อย 

  

“อย่าให้กูพูดบ่อยได้ป่ะวะเตอร์ แค่เค้กราคาไม่กี่ร้อย กูมีของที่ให้หวาแพงกว่าที่มึงกำลังถืออยู่ด้วยซ้ำ” ไฟท์พูดด้วยท่าทางรำคาญจนคนฟังเบะปากนิดๆ ด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ 

  

แต่ช่างเถอะ ถ้าในเมื่อพี่ไฟท์ไม่ถือ เขาเป็นคนถือเองก็ได้ ติวเตอร์อมยิ้มกับตัวเองจนคนที่สังเกตอยู่ใกล้ๆ มองภาพนั้นแล้วส่ายหัวออกมา 

  

“ถึงจะไม่อยากพูดเท่าไหร่” ติวเตอร์เงยหน้าขึ้นมองไฟท์เตอร์แล้วยิ้มออกมา “แต่ก็... ขอบคุณนะครับ” 

  

“...” 

  

“...” 

  

เหมือนโลกหยุดหมุนนั่นแหละ แต่มันก็แค่ไม่กี่วินาทีที่เห็นรอยยิ้ม 

  

“เออ” ไฟท์เตอร์พยักหน้าคล้ายกับรำคาญก่อนจะเดินนำหน้าติวเตอร์ออกไปข้างนอก จนกระทั่งเดย์ที่ยืนอยู่รีบเดินมาปิดไฟ พร้อมกับเสียงเพลง Happy birthday ที่ดังขึ้นทั่วทั้งห้อง หว่าหวายิ้มให้ติวเตอร์อย่างยินดีเพราะก่อนหน้านี้เธอโดนเพื่อนในคณะกดดันและถามเรื่องที่ทำไมยังไม่ยอมคบไฟท์สักที แน่นอนว่าคนที่เธออยากขอบคุณมากที่สุดนอกจากติวเตอร์แล้วก็เป็นเดย์ที่เป็นคนรีบเดินไปปิดไฟให้นั่นแหละ 

  

“Happy birthday to youuuuu *♫~ 

  

เพลงจบลงพร้อมกับเสียงปรบมือ ติวเตอร์เดินถือเค้กวันเกิดที่มีแสงของเปลวเทียนส่งไปให้เพื่อนสนิท หว่าหวายิ้มรับแล้วมองหน้าติวเตอร์ด้วยความรู้สึกขอบคุณอีกครั้ง 

  

“ขอบคุณมากๆ นะเตอร์” 

  

“อื้อ ขอให้หวามีความสุขมากๆ นะ” หว่าหวาพยักหน้าแล้วอธิษฐานในใจก่อนจะเป่าเทียนให้ดับลง เค้กในมือติวเตอร์ถูกนำไปตัดและแจกจ่ายให้กับคนในงานที่อยากกิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก จะมีแค่เดย์ หว่าหวา และไฟท์เตอร์ที่นั่งกินเค้กกันเงียบๆ 

  

“อร่อยมากเตอร์” หวาก็ยังคงเป็นหวา คำแรกที่ส่งเข้าปากเธอรับรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นเค้กที่เพื่อนสนิทเธอทำ เดย์เองก็รู้สึกยินดีก่อนจะหยิบของขวัญที่เตรียมมาส่งไปให้หว่าหวา ทั้งคู่พูดคุยกันอย่างสนิทสนมโดยมีติวเตอร์คอยร่วมในบทสนทนาบ้าง 

  

จนกระทั่งเพื่อนๆ ในงานเรียกหาหว่าหวานั่นแหละเธอถึงได้ขอตัวออกไปหาเพื่อน 

  

เดย์มองตามหว่าหวาด้วยสายตาที่ติวเตอร์เองก็รู้ ถึงแม้จะไม่เอ่ยปากพูดหรือถามออกไปก็ตาม 

  

ทั้งคู่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าภาพเหล่านั้นมีใครอีกคนนั่งมองอยู่ตั้งแต่ต้น 

  

ภาพที่อดคิดในใจไม่ได้ว่าบางทีเดย์อาจจะชอบหว่าหวาด้วยอีกคน 

  

สรุปง่ายๆ เลยว่าคนที่ไฟท์เตอร์กำลังคุยอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเพื่อนสนิทอย่างติวเตอร์หรือเพื่อนของเพื่อนอย่างเดย์ก็ชอบหว่าหวาเหมือนกันงั้นสิ... 

  

เฮ้ออ.. วุ่นวายชะมัด 

  

 

  

บรรยกาศในบ้านของหว่าหวาเริ่มเงียบเสียงลงเรื่อยๆ ติวเตอร์ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยมาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แม้เขาจะอยู่ในครัวแต่เสียงที่เงียบลงจากด้านนอกมันก็สรุปได้ไม่ยากว่าเพื่อนของหว่าหวาน่าจะเริ่มทยอยกลับกันเกือบหมดแล้ว 

  

“คุณเตอร์ไม่ต้องทำอะไรแล้วค่ะ เดี๋ยวตรงนี้พี่ทำเอง” แม่บ้านรีบเดินมาไล่ติวเตอร์ที่กำลังจับถ้วยชามบนอ่างล้างจาน สีหน้าพี่จันที่ส่งมาให้ทั้งเกรงอกเกรงใจและดูห้ามปรามไม่ให้เขาทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ 

  

“โธ่พี่จัน แค่ล้างจานเอง เตอร์ทำได้” 

  

“ทำได้ก็อย่าทำเลยนะคะ เดี๋ยวคุณหวามาเห็น พี่จันจะโดนดุ” 

  

“หวาไม่ดุหรอก พี่จันก็รู้” 

  

“รู้ค่ะ แต่เอาเป็นว่าให้พี่จันได้ทำหน้าที่ของตัวเองเถอะนะคะ คุณเตอร์ไปนั่งเล่นรอคุณหวาที่ห้องรับแขกดีกว่า” 

  

“...” 

  

“นะคะ” สีหน้าขอร้องบวกกับแววตาขอความกรุณาแบบนี้จะไม่ให้เขายอมได้ยังไง 

  

“ก็ได้ครับ แต่ถ้าพี่จันมีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะพี่” 

  

“ได้ค่ะ" 

  

ติวเตอร์พยักหน้าให้พี่จันเบาๆ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องครัวเพื่อตรงไปยังห้องนั่งเล่น ในห้องนี้แทบจะไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้ว จะมีก็แค่คนเดียวเท่านั้นแที่ยังนั่งอยู่ 

  

พี่ไฟท์ 

  

ไฟท์เตอร์นั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของโซฟา เจ้าตัวกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์โดยไม่ได้สนใจว่ามีใครอีกคนเดินเข้ามาหรือเปล่า จนกระทั่งติวเตอร์เดินเข้ามานั่งตรงเก้าอี้นั่นแหละไฟท์เตอร์ถึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาราวกับถามว่าทำไมเขายังอยู่ตรงนี้ 

  

“ก็นี่มันบ้านเพื่อนผม” ติวเตอร์พูดออกมาลอยๆ อย่างไม่ค่อยพอใจใครบางคนเท่าไหร่นัก แต่พอหลังจากที่ติวเตอร์พูดจบไฟท์เตอร์ก็ยิ้มมุมปากล้อเลียนเขาแทบจะทันที พอติวเตอร์ขมวดคิ้วใส่สิ่งที่ได้กลับมาก็เป็นการเลิกคิ้วกวนตีนใส่แพ้กัน 

  

“...” 

  

“...” 

  

ช่างเถอะ ไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว สุดท้ายติวเตอร์เลยเลือกที่จะไม่สนใจแล้วหันกลับมาเล่นโทรศัพท์ของตัวเองบ้าง แต่เพราะรู้สึกเหมือนใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ ติวเตอร์เลยตัดสินใจเงยหน้าขึ้นไปมองยังสายตาของคนๆ นั้นบ้าง 

  

‘อะไร’ ติวเตอร์ขยับปากแบบไม่มีเสียงเพื่อถามคนที่มองหน้าเขาอยู่ 

  

“...” แต่ไฟท์เตอร์ไม่ยอมตอบ 

  

‘กวนตีน’ 

  

‘มึงหรือกู’ 

  

‘พี่นั่นแหละ’ 

  

‘หึ’ และแทนที่ไฟท์เตอร์จะโกรธพี่มันกลับยิ้มมุมปากกลับมาอย่างกวนๆ เท่านั้น 

  

“เตอร์ พี่ไฟท์” เสียงจากใครบางคนดังขึ้นขัดจังหวะเขาทั้งคู่ พอหันกลับไปถึงรู้ว่าเป็นหว่าหวาและเดย์ที่เดินเข้ามาในบ้าน “ดึกแล้ว ทั้งสองคนกลับกันได้แล้วนะ” 

  

“อ้อ... ได้” ติวเตอร์พยักหน้าแล้วขยับลุกขึ้นยืนก่อนจะยัดมือถือเข้ากระเป๋ากางเกง 

  

ส่วนเดย์ไม่มีที่ท่าว่าจะกลับพร้อมกันกับติวเตอร์ทั้งๆ ที่มาด้วยกันเพราะบ้านเดย์อยู่ไม่ได้ไกลจากบ้านหว่าหวาเท่าไหร่นัก ต่างจากเขาที่อาจจะต้องนั่งแท็กซี่กลับ 

  

“เดี๋ยวเตอร์ อย่าเพิ่งไป” เจ้าของบ้านอย่างหว่าหวาเรียกติวเตอร์ให้หยุดไว้ก่อน 

  

“ว่าไง?” ติวเตอร์หันไปเลิกคิ้วถาม แต่หว่าหวาไม่ได้ตอบคำถามเขา เธอหันกลับไปหาไฟท์เตอร์ที่เพิ่งลุกขึ้นจากโซฟาแทน 

  

“พี่ไฟท์คะ หอเตอร์อยู่ไกล ฝากพี่ไฟท์ไปส่งเตอร์หน่อยได้ไหมอ่ะ” 

  

“เฮ้ยย ไม่เป็นไรหวา เรากลับเองได้” ติวเตอร์รีบเอ่ยปากค้านขึ้นมาทันทีที่ได้ยินว่าหว่าหวากำลังจะให้ไฟท์เตอร์ไปส่งตัวเอง 

  

“อย่าดื้อน่าเตอร์ ให้พี่ไฟท์ไปส่งนั่นแหละ... นะ” ไม่พูดเปล่า หว่าหวาทั้งลากและดึงแขนเขาออกจากบ้านตัวเองไปยังรถพี่ไฟท์ทันที 

  

“หวา” เขาเองก็พยายามเรียกชื่อคนข้างกายอยู่หลายรอบแต่เจ้าตัวก็ยังปิดปากเงียบ ทำหูทวนลมส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ใส่ใจ จนกระทั่งเดินมาถึงรถพี่ไฟท์นั่นแหละเดย์ที่เดินตามมาอีกคนถึงได้เสนอทางเลือกให้อีกทาง 

  

“หรือมึงจะไปนอนบ้านกู” 

  

“เออใช่... ดึกขนาดนี้แล้วไม่ต้องกลับก็ได้นะ” หว่าหวาดูเหมือนจะเห็นด้วยกับความคิดเดย์ “แต่ไม่ต้องไปนอนบ้านเดย์หรอก ถ้าจะนอนก็นอนบ้านหวานี่แหละ” 

  

“บ้านเดย์ก็ได้” 

  

“บ้านหวาสิ นี่เพื่อนหวานะเดย์” 

  

“เตอร์ก็เพื่อนเดย์เหมือนกัน” 

  

“แต่ว่าหวามาก่อน” 

  

“...” 

  

“...” 

  

พอเถียงกันไม่ได้ คนที่โดนกดดันเลยกลายเป็นเขาที่ยืนอยู่ตรงกลางแทน แล้วดูสีหน้าเดย์กับหว่าหวาดิ โคตรตลก ทั้งคู่ดูคาดหวังว่าเขาจะเลือกนอนกับใคร 

  

“ไม่ได้ทั้งสองบ้านนั่นแหละ” 

  

“ทำไมล่ะ” 

  

“พรุ่งนี้เราทำงาน” 

  

“อ่าว” เสียงเดย์ตอบกลับมา 

  

“แย่จัง” ไม่ต่างจากหว่าหวาที่ยู่ปากด้วยความรู้สึกเซ็ง “ถ้างั้น... ก็เหลือทางเดียวแล้วอ่ะดิ” หว่าหวายิ้มเจ้าเล่ห์ เดาออกเลยว่าเจ้าตัวกำลังจะสานสัมพันธ์ให้เขากับไฟท์เตอร์สนิทสนมกันแบบที่เธออยากให้เป็น 

  

“ไม่ต้องมายิ้มแบบนั้นเลยหวา” 

  

“เปล่ายิ้มสักหน่อย... พี่ไฟท์คะเปิดประตูรถหน่อยสิ” ประโยคสุดท้ายหว่าหวาพูดพร้อมกับหันหน้าไปหาไฟท์เตอร์เพื่อบอกเจ้าของรถให้ปลดล็อคประตู ไฟท์เตอร์ทำตามคำสั่งอย่างไม่อิดออด จนหว่าหวายิ้มกว้างออกมาพร้อมกับดันตัวติวเตอร์ให้เข้าไปนั่งในรถ “อย่าทำหน้าบูดดิ เอาตามนี้แหละเตอร์ จะได้ไม่ต้องเปลืองค่าแท็กซี่ ส่วนวันนี้หวาขอบคุณเตอร์มากๆ เลยนะสำหรับเค้กวันเกิด อร่อยที่สุดเลย” 

  

“อืม ไม่เป็นไร” 

  

“ฝันดีนะเตอร์” 

  

“หวาเองก็เหมือนกัน สุขสันต์วันเกิดนะ” หว่าหวายิ้มแล้วปิดประตูรถทันที 

  

ติวเตอร์มองภาพไฟท์เตอร์ยืนคุยกับเดย์และหว่าหวาจากในรถ ทั้งสามคนพูดคุยกันไม่กี่ประโยคไฟท์เตอร์ก็เดินอ้อมมาทางที่นั่งคนขับ 

  

ปัง 

  

เสียงปิดประตูฝั่งตรงข้ามกับเขาดังได้ไม่นานรถก็ถูกสตาร์ทขึ้น 

  

พี่ไฟท์หันไปคาดเบลก่อนจะถอยรถออกจากบ้านหว่าหวา เจ้าของบ้านกับเพื่อนสนิทของเขาอีกคนยืนรอส่งและโบกมือให้อย่างแข็งขัน 

  

ติวเตอร์ถอนหายใจให้กับความพยายามของเพื่อนที่จะทำให้เขาและไฟท์เตอร์สนิทกัน ซึ่งมันก็ยังคงไม่ได้ผลอยู่ดี เพราะถึงตอนนี้ความรู้สึกเขาที่มีให้ไฟท์เตอร์ก็ยังเหมือนเดิม คือคนๆ นี้ไม่ได้น่าคบหาหรือสมควรจะสนิทสนมด้วยสักเท่าไหร่ 

  

ก็คิดดูเอาละกัน นั่งรถมาเกือบชั่วโมงไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยระหว่างเราสองคนเลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชวนคุย ติวเตอร์ชวนแล้วแต่พี่มันตอบกลับมาเหมือนกลัวดอกพิกุลร่วงออกจากปาก สุดท้ายเลยนั่งเงียบๆ มาตลอดทางอย่างที่เห็น 

  

“ขอบคุณพี่มากนะที่มาส่ง” คนพูดหันมาขอบคุณไฟท์เตอร์ก่อนจะถอดเบลออกจากตัว 

  

“อืม” ในขณะที่ไฟท์เตอร์แค่พยักหน้ากลับไปเบาๆ เท่านั้น 

  

“แล้วก็...” เหมือนติวเตอร์จะยังมีเรื่องพูดต่อ แต่รอจนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ไม่ยอมเปิดปากพูดซะที จนไฟท์เตอร์หันกลับไปเลิกคิ้วราวกับถามนั่นแหละติวเตอร์ถึงยอมเปิดปากพูด “ขอบคุณอีกครั้งที่ให้เราถือเค้กวันนี้” 

  

“ก็เค้กมึงซื้อมา ไม่ให้คนซื้อถือมันก็ไม่ใช่ป่ะวะ” 

  

“ไม่ได้ซื้อหรอก ผมทำเอง” 

  

“มึงทำเป็นด้วยเหรอ ผู้ชายทำเค้ก... ไม่แปลกไปหน่อยเหรอวะ ใครสอนมึงเนี่ย” 

  

“เรียนเอาดิ” 

  

“เรียน?” 

  

“ใช่ไปเรียนมา... ทำไงได้ก็พี่สาวผมเขาชอบกินเค้ก” สีหน้าติวเตอร์ดูภูมิใจมากเสียจนไฟท์เตอร์อดแปลกใจไม่ได้ว่าพี่สาวที่คนตัวเล็กพูดถึงเป็นคนแบบไหนกัน ทำไมคนที่ดูดื้อดึงในสายตาเขาถึงได้ดูรักและยอมศิโรราบเวลาพูดถึงพี่สาวได้มากมายขนาดนี้ 

  

“งั้น... ผมไปละ ฝันดีพี่” 

  

“หืม?” ยังไม่ทันได้ตอบอะไรกลับไป คนตัวบางกว่าก็เปิดประตูออกจากรถไปแล้ว 

  

“ฝันดีงั้นเหรอ...” ไฟท์เตอร์พูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ “พูดคำนี้กับคนไม่ชอบหน้าเป็นด้วยหรือไง” 

  

สายตาไฟท์เตอร์ทอดมองคนที่กำลังเดินเข้าไปในหอพักด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจแต่มันก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรหรอก 

  

แค่ไม่เข้าใจก็เท่านั้น... 

  

 

  

เฮ้ออ 

  

เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมๆ กับเจ้าของห้องที่ทิ้งตัวฟุบหน้าลงกับหมอนอย่างเหนื่อยล้า เปลือกตาหนักอึ้งกำลังจะคล้อยหลับในอีกไม่กี่วินาทีอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงมันสั่นขึ้นมาเสียก่อน ติวเตอร์หยิบมือถือออกมาก่อนจะขยับเปลี่ยนเป็นนอนหงายเพื่ออ่านไลน์ได้สะดวกขึ้น 

  

คุณแม่น้องกิ๊ก :: น้องเตอร์คะ เรื่องเรียนพิเศษที่แม่เคยคุยไว้ตอนนี้ขอยกเลิกไปก่อนนะคะ ต้องขอโทษจริงๆ น้า พอดีคุณแม่เพิ่งลงคอร์สกับโรงเรียนน้องไป ยังไงไว้โอกาสหน้านะคะ แม่ขอโทษจริงๆ 

  

Tutor :: ไม่เป็นไรครับคุณแม่ ไว้โอกาสหน้าก็ได้ 

  

ติ้ง 

  

ติวเตอร์ยังไม่ทันได้ตอบข้อความอะไรเพิ่มกลับไปก็มีข้อความใหม่จากใครอีกคนเด้งขึ้นมาบนหน้าจอก่อน 

  

Kaykai :: น้องเตอร์ 

  

Tutor :: ครับพี่เก๋ 

  

 Kaykai :: ขอโทษนะคะที่ไลน์มารบกวนดึกๆ 

  

Tutor :: ไม่เป็นไรพี่ 

  

Kaykai :: คือก่อนหน้านี้ที่น้องเตอร์คุยกับพี่ว่าจะมาทำงานเพิ่ม จำได้ใช่ไหมคะ 

  

Tutor :: ได้ครับพี่เก๋ จริงๆ เตอร์ก็เริ่มมาหลายวันแล้วนะ พี่เก๋มีอะไรหรือเปล่าครับ 

  

Kaykai :: พอดีทางหุ้นส่วนพี่เขาจะลดค่าใช้จ่ายน่ะค่ะ เลยอาจจะให้เตอร์กลับไปทำงานตามวันเวลาเดิมได้ไหม คือพี่พยายามหาทางออกอยู่ ซึ่งทางนี้มันดีที่สุดสำหรับเตอร์ 

  

Tutor :: ได้พี่ ไม่ซีเรียสเลย 

  

Kaykai :: พี่เองก็ห่วงเตอร์นะแต่ว่า 

  

Tutor :: ไม่เป็นไรพี่เก๋ จริงๆ เตอร์ก็ได้นักเรียนมาใหม่เหมือนกัน เพราะงั้นไม่ต้องห่วงนะครับ 

  

Kaykai :: ค่อยยังชั่ว ยังไงขอบคุณมากๆ นะคะน้องเตอร์ 

  

Tutor :: ครับ 

  

นักเรียนใหม่อะไรล่ะไอ้เตอร์ ตอนนี้ไม่เหลือนักเรียนในมือเลยสักคนด้วยซ้ำ 

  

เฮ้ออ 

  

ติวเตอร์กดปิดโทรศัพท์แล้ววางมันไว้ตรงพื้นที่ว่างบนเตียงก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ หากนับวันที่ต้องไปทำงานกับพี่เก๋ตอนนี้ก็เหลือแค่ช่วงเย็นของวันอังคารกับวันพฤหัสและวันเสาร์ที่ทำได้เต็มวัน ซึ่งจำนวนวันแค่นี้เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จริง... มันไม่มีทางพอหรอก 

  

ดูท่าแล้วเขาคงต้องหางานเพิ่มแล้วสินะ... แต่จะไปหาที่ไหนเนี่ยสิ 

  

ติวเตอร์ดึงหมอนที่อยู่ไม่ไกลมาปิดหน้าตัวเองแล้วขยับงอตัวขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาตอนนี้มันเหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่คอจนต้องเอาหมอนมาปิดที่ใบหน้า 

  

เหนื่อยแหละ เหนื่อยมากๆ ชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ไม่เคยต้องมาสู้หรือต้องมาหาเงินแบบนี้ด้วยซ้ำ 

  

แต่จะให้ทำยังไงได้ ...ในเมื่อชีวิตเขามันเลือกไม่ได้ และเพราะเลือกไม่ได้แบบนี้ สุดท้ายก็ทำได้แค่สู้ ถึงแม้เสียงภายในใจจะตะโกนกู่ก้องบอกว่าไม่ไหวแค่ไหนแต่ริมฝีปากเขาก็ยังพึมพำและภาวนากับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาไหว 

  

ไหวแหละ 

  

ไหว... แน่นอน 

  

ยังไงก็ต้องสู้... ฮึก ให้ไหว 

  

ความคิดเห็น