ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 01 -

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 10:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 01 -
แบบอักษร

ไฟท์เตอร์ติวเตอร์ 

  

 

  

- Chapter 01 - 

  

“แล้วเจอกันนะเตอร์” 

  

“อื้อ” ติวเตอร์พยักหน้าก่อนจะยกมือขึ้นโบกไปมาให้เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างคนขับ 

  

ไฟท์มองภาพนั้นอยู่สักพักถึงค่อยปิดกระจกฝั่งที่นั่งคนขับแล้วถึงค่อยขับออกไปจากหอติวเตอร์ ภาพที่เห็นจากกระจกมองหลังคือผู้ชายคนนึงที่มีบรรยากาศดูโดดเดี่ยว แต่ทุกครั้งที่มองคนๆ นั้นมันกลับดูอบอวลไปด้วยความเข้มแข็งที่แฝงอยู่ภายในเสมอ 

  

“วันนี้กินอะไรดีคะ” หว่าหวาดึงสติคนข้างกายให้หันกลับไปมอง 

  

“แล้วแต่หวาเลย” 

  

“อืมมม งั้นปิ้งย่างละกันนะคะพี่ไฟท์” 

  

“ครับ ยังไงก็ได้” หว่าหวายิ้มออกมาอย่างยินดี จริงๆ หว่าหวาก็น่ารัก ทั้งนิสัยและอื่นๆ ซึ่งถ้าให้พูดกันตามตรงหว่าหวาเป็นคนที่เขาถูกใจมากที่สุดด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมีความรู้สึกบางอย่างที่ส่งมาไม่ถึงเขาสักที “พี่เพิ่งรู้ว่าเตอร์สอนพิเศษด้วย” 

  

“อ๋อ ใช่ค่ะ จริงๆ นอกจากสอนพิเศษแล้ว เตอร์ก็มีทำงานพาร์ททามที่ร้านเค้กของพี่เก๋ด้วย ร้านนั้นน่ารักมาก อยู่ในซอยเลยมหาลัยเราไปนิดนึง บรรยากาศค่อนข้างดี หวาเองก็เคยไปมาสองสามครั้ง เชื่อไหมพี่ไฟท์ว่าเตอร์ในชุดยูนิฟอร์มสีดำที่ใส่ผ้ากันเปื้อนของร้านหล่อมากเลยอ่ะพี่” 

  

“อือฮึ” เขาแทบจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่หว่าหวาพูดด้วยซ้ำ อาจเพราะค่อนข้างแปลกใจในประโยคที่หวาบอกว่านอกจากจะติวพิเศษแล้วยังทำพาร์ททามด้วยเนี่ยแหละ 

  

คนอย่างติวเตอร์เนี่ยนะ ทำอะไรแบบนี้กับเขาด้วยจริงดิ 

  

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นคะ” หว่าหวาเลิกคิ้วถามคนข้างกายอย่างสงสัย “หรือว่าแปลกใจที่ติวเตอร์ทำอะไรแบบนี้” 

  

“เปล่า” 

  

“หรือว่าไม่เข้าใจว่าทำไมเตอร์ไม่เล่าเรื่องแบบนี้ให้สายรหัสฟัง?” 

  

ไฟท์ยอมพยักหน้าอย่างขอไปที 

  

“อย่าแปลกใจเลยค่ะเพราะปกติเตอร์เขาไม่ค่อยเล่าเรื่องแบบนี้ใครฟังอยู่แล้ว ขนาดนั้นตอนที่บ้านเตอร์มีปัญหาเรื่องการเงิน พ่อกับแม่ทำธุรกิจล้มจนต้องขายบ้านและย้ายไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัด กว่าหวาจะรู้ก็เป็นเดือนเหมือนกัน” 

  

“ขายบ้าน?” 

  

“ใช่ค่ะ ที่เตอร์ต้องมาอยู่หอ ส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อกับแม่ต้องขายบ้านแล้วหาทุนไปเปิดร้านอาหารที่ต่างจังหวัด ซึ่งเงินส่วนนั้นที่พ่อกับแม่ส่งมามันไม่พออยู่แล้ว เตอร์เลยต้องรับสอนพิเศษกับทำงานพาร์ททามไปด้วย นี่ยังดีนะคะที่มหา’ลัยเรามีโครงการเอห้าตัวไม่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิจ มันเลยพอช่วยค่าเทอมของเตอร์ไปได้บ้าง” 

  

“...” 

  

“แต่ก็นะค่าเทอมของพวกวิศวะมันถูกซะที่ไหน ถึงลดค่าหน่วยกิจไปก็ยังมีค่านั่นค่านี่มาอีกเป็นหมื่น มันเลยต้องทำให้เตอร์ดิ้นรนอย่างเห็น ไหนจะต้องจ่ายค่ากินค่าหออีก เยอะแยะไปหมด” หว่าหวาถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เธอเคยเอาไปปรึกษาพ่อกับแม่ตัวเอง และพวกท่านก็พร้อมที่ยื่นมือมาช่วยเหลือแบบไม่ต้องคืนทุนด้วยซ้ำ แต่ก็นะขึ้นชื่อว่าติวเตอร์ ผู้ชายคนนั้นไม่ได้บอกปัดตรงๆ แต่การที่เขาบอกว่าถ้าเดือดร้อนจริงๆ จะรีบบอกมันก็ไม่ต่างจากการปฏิเสธสักเท่าไหร่ 

  

“งั้นก็แสดงว่าวันนี้เพื่อนหวาลางานเพื่อที่จะมากินข้าวกับหวาน่ะเหรอ” 

  

“อ่า...หวาลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลยแฮะ” สีหน้าของหว่าหวาดูสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ”แต่หวาว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้งคะ เพราะเดี๋ยวเตอร์ก็คงไปทำชดเชยอยู่ดี” 

  

“อื้อ” 

  

“เพื่อนหวาน่ารักใช่ไหมล่ะ” 

  

“ห๊ะ” 

  

“เพื่อนหวาไง ติวเตอร์อ่ะน่ารักใช่ไหม เพราะนอกจากจะหล่อแล้ว เขายังเป็นคนดี เรียนเก่ง แถมยังขยันมากๆ ด้วย เห็นแบบนี้แล้วพี่ไฟท์ไม่อยากสนิทกับเพื่อนหวาหน่อยเหรอ อย่างน้อยก็เป็นสายรหัสกันนะ” 

  

“...” ไฟท์ไม่ได้ตอบอะไรเพราะเป็นจังหวะพอดีกับที่รถมันขยับ แต่สุดท้ายก็มีบางอย่างที่ทำให้เขานึกขึ้นมาได้จนต้องเอ่ยปากถามคนข้างกาย 

  

“เออหวาวันนี้เตอร์เขาพูดกับพี่เรื่องนึงด้วย” 

  

“เรื่องอะไรคะ” 

  

“เขาพูดกับพี่เหมือนเราสองคนเป็นแฟนกัน” 

  

“...” หว่าหวาเงียบทันทีที่ไฟท์พูดจบ 

  

เขาจำมันได้ดีและออกจะรู้สึกแปลกใจด้วยซ้ำว่าทำไมติวเตอร์ถึงพูดประโยคนั้น 

  

คนเราถ้าหัดใส่ใจกันสักนิดมันต้องรู้ดิว่าแฟนเราชอบอะไร ไม่ใช่แบบนี้ 

  

จริงๆ ตัวเขาเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร ไม่ได้จะพูดปฏิเสธอะไรกับติวเตอร์อยู่แล้ว แต่แค่อยากให้แน่ใจว่าคนข้างกายเขาตอนนี้เข้าใจความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า 

  

“คือว่า...” 

  

“จริงๆ เรื่องนี้พี่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรอยู่แล้ว ใครจะเข้าใจแบบไหนก็เรื่องของเขา แค่หวากับพี่เข้าใจกันว่าความสัมพันธ์ของเรามันอยู่ตรงจุดไหนก็พอ” 

  

น้ำเสียงของไฟท์ไม่ได้พูดด้วยความโมโห มันเป็นน้ำเสียงที่เรียบเฉยบ่งบอกตัวตนของคนพูดได้เป็นอย่างดี ไฟท์ไม่ได้ซีเรียสอะไร นั่นก็หมายความว่าเขาไม่ได้ซีเรียสจริงๆ แต่เขาแค่ต้องการบอกและย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างหว่าหวากับตัวเองตามที่เลยคุยกันไว้ตั้งแต่แรก 

  

หว่าหวาเงียบ มือสองข้างที่วางตรงตักถูกบีบเบาๆอย่างรู้สึกกังวล 

  

หวาเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของเธอกับพี่ไฟท์อยู่ในสถานะแค่คนคุยๆ กันมาตลอด ซึ่งในส่วนนี้พี่เขาเองชัดเจนกับเธอทุกครั้ง 

  

แถมบอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วด้วยว่าถ้าเธอเจอคนที่ดีกว่าก็สามารถบอกพี่เขาและเดินออกไปได้ทันที 

  

หวาไม่รู้หรอกว่าเหตุผลของพี่ไฟท์ที่ทำแบบนี้คืออะไร แต่มันอดคิดไม่ได้ว่าที่พี่เขาทำแบบนี้เพราะต้องการหาคนที่สามารถเรียกว่ารักได้แบบจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งถ้ามันเกิดอะไรแบบนั้นขึ้นพี่เขาคงจะบอกเองล่ะมั้งว่าคนๆ นี้แหละคือคนที่เขาต้องการ 

  

แน่นอนว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้สำหรับเธอมันก็โอเคแหละ พี่เขาก็ไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวที่เธอไม่อยากเล่า ไม่เคยถามถึงแฟนเก่าที่เธอไม่อยากพูดถึง ไฟท์เตอร์เป็นฝ่ายที่คอยดูแลเธออย่างดีในแบบที่ผู้ชายคนนึงพึงจะมีให้คนที่คุยๆ ด้วยคนนึง 

  

ส่วนความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่มากกว่าจูบนั้น หว่าหวาไม่เคยได้รับมันจากไฟท์เตอร์เลยด้วยซ้ำ กับคนอื่นหว่าหวารู้ว่ามันมีมากกว่านี้ แต่กับเธอ... ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม 

  

และเพราะมันเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง เธอเลยรู้สึกอยากเอาชนะผู้ชายคนนี้เสมอ 

  

อยากให้พี่เขาพูดว่าขอคบหรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ไฟท์เตอร์รู้สึกแพ้... พ่ายแพ้แบบหมดรูป และก็แพ้แบบที่ไม่เคยแพ้มาก่อน ไม่ใช่ว่าเกลียดหรอก แต่มันเป็นความรู้สึกที่อยากเอาชนะมากกว่า 

  

“เอาเป็นว่า หวาจะบอกกับพวกเพื่อนๆ ที่สนิทละกันนะคะว่าเราไม่ได้เป็นแฟนกัน ตอนนี้แค่คุยๆกันอยู่เท่านั้น เพราะถ้าวันนึงหวาไปมีคนใหม่ทันที พวกนั้นอาจจะงงแล้วด่าว่าหวาทิ้งพี่ไฟท์แน่ๆ” 

  

“ไม่ต้องก็ได้มั้งหวา...” 

  

“เอาน่าพี่ไฟท์ แบบนี้แหละดีแล้ว หวาเองก็จะได้ไม่รู้สึกผิดด้วย” หว่าหวายิ้มกว้างส่งไปให้ไฟท์ที่พยักหน้าเบาๆ นิดนึงถึงค่อยหันไปมองถนนตรงหน้าต่อ 

  

ไฟท์เตอร์ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าสุดท้ายแล้วหว่าหวาจะเล่าหรือบอกใครเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับเธอบ้าง เพราะประเด็นสำคัญสำหรับเขาคือเราทั้งคู่เข้าใจตรงกันว่า ‘เราไม่ได้คบกันอยู่’ ก็เท่านั้น 

  

  

  

  

 

  

  

  

โคตรเหนื่อย 

  

ไม่ผิดสักนิดถ้าคำๆ นี้จะดังอยู่ในหัวแล้ววนไปวนมาเป็นรอบที่ล้าน เขารู้สึกเหนื่อยจริงๆ เหนื่อยมากจนบางทีก็อยากนอนนิ่งๆ ไม่ต้องคิดหรือทำอะไรเลยวุ่นวายให้มันรกสมอง 

  

เหมือนตอนนี้... ที่เขาเพิ่งทิ้งตัวลงบนเตียงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถอดถุงเท้า 

  

ดวงตาที่กำลังจะผล็อยหลับสะดุ้งขึ้นมาอีกรอบเพราะโทรศัพท์ที่ถูกวางอยู่ไม่ไกลจากตัวเขากำลังสั่น 

  

ติวเตอร์ขยับมุดหน้าหนีเข้าไปในหมอน ก่อนจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงที่โทรศัพท์ที่ยังสั่นอยู่ แต่ก็นั่นแหละ... สุดท้ายเขาก็แกล้งเมินไม่ได้อยูดี ตอนนี้เลยทำได้แค่ลุกขึ้นมานั่งขยี้หัวอย่างปลงๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์นั้นมากดรับแล้วกรอกเสียงลงไปอย่างเซ็งๆ 

  

“ครับ” 

  

(พี่เตอร์ จ๋าเองนะคะพี่) จ๋าคือน้องม.6 ที่ตอนนี้มีแพลนจะเรียนคอร์สภาษากับเขาต่อ 

  

“ว่าไงครับจ๋า มีอะไรกับพี่หรือเปล่า” 

  

(คือเรื่องที่จ๋ากับเพื่อนเคยคุยกับพี่เตอร์เกี่ยวกับคอร์สหน้าที่จะเริ่มเสาร์นี้น่ะค่ะ พอดีพวกเราอยากจะยกเลิกคอร์สนี้ไปก่อน) 

  

“...” 

  

(ได้ไหมคะพี่เตอร์) น้ำเสียงจ๋าดูกังวลมากจนติวเตอร์ระบายยิ้มออกมาเบาๆ 

  

“ได้ดิ ยกเลิกได้เลย พี่ไม่ซีเรียสอะไร” 

  

(ฮือ จริงๆจ๋าเกรงใจพี่เตอร์มากเลยอ่ะ เพราะคุยกันไว้แล้วตั้งแต่แรก แต่พอดีว่าทางแม่จ๋ากับแม่เพื่อน จู่ๆเขาก็ไปลงคอร์สภาษาที่โรงเรียนเอาไว้... มันก็เลยเป็นแบบนี้น่ะค่ะ) 

  

“ไม่เป็นไรเลยจ๋า ไม่ต้องคิดมากนะคะ” 

  

(เนี่ยย จ๋าจะตายก่อนก็ตรงที่พี่เตอร์มาพูดคะใส่เนี่ยแหละ ฮือออ ไปยกเลิกคอร์สที่โรงเรียนก็ไม่ทันแล้วด้วย เอาไว้ครั้งหน้าจ๋าสัญญาจะมาเรียนกับพี่เตอร์นะคะ จะพาเพื่อนมานั่งมองหน้าพี่เตอร์อีกสัก 10 คนไปเลย) 

  

“ถ้าแบบนั้นพี่ไม่รับสอนละกันนะครับ” 

  

(ฮ่า ฮ่า พี่เตอร์ จ๋าพูดเล่นค่ะ แต่จะทำจริงไม่จริงเดี๋ยวว่ากันอีกทีเนอะ ยังไงวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่าจ๋าไม่อยากกวนพี่เตอร์แล้ว ฝันดีนะคะพี่) 

  

“ครับ” 

  

ติวเตอร์กดวางสายเสร็จก็ถอนหายใจออกมาแล้วล้มตัวลงบนเตียงอีกรอบ แม้จริงๆ จะรู้สึกเซ็งที่เงินก้อนหนึ่งมันหายไปแต่ก็เข้าใจแหละว่าสุดท้ายแล้วเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้นอยู่ดี 

  

ติวเตอร์กดเปิด note ในมือถือเพื่อดูจำนวนนักเรียนที่ยังคงติวค้างกับเขาอยู่ ซึ่งจากที่ดูอยู่ตอนนี้มีแค่สองคนเท่านั้นและสองคนนี้ก็ใกล้จะหมดคอร์สในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า 

  

ไอ้เรื่องเงินที่เหลืออยู่แม้จะพอใช้จ่ายค่ากินค่าหอ แต่มันก็ไม่ได้งอกเงยขึ้นมาเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน แม้ครอบครัวจะส่งมาให้ทุกเดือนแต่เงินจำนวนเท่านั้นมันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในกรุงเทพอยู่แล้ว 

  

ติวเตอร์หลับตาลงอีกครั้ง เขาพยายามตั้งสติหาทางออกทั้งหมดว่าควรจะเริ่มต้นเดินจากตรงไหน ชีวิตมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น และเขาไม่เคยนึกเสียใจเลยที่มันต้องมาเป็นแบบนี้ พ่อกับแม่เขาไม่ได้ผิดอะไรเพราะการทำธุรกิจอะไรสักอย่างมันมีความเสี่ยงอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว 

  

สุดท้ายติวเตอร์ก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจโทรหาพี่เก๋ที่เป็นเจ้าของร้านเค้กที่ตัวเองเป็นคนทำงานอยู่ 

  

“พี่เก๋... เตอร์เองนะครับ” 

  

(ว่าไงเตอร์) 

  

“คือพอดีเตอร์มีเรื่องจะรบกวนหน่อยได้ไหมครับ” 

  

(เรื่ออะไรล่ะพูดมาได้เลยนะ ถ้าเป็นเรื่องเงินก็พูดได้เหมือนกัน) 

  

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับพี่เก๋ พอดีว่าเตอร์อยากสอบถามพี่ ถ้าสมมติ... เตอร์จะขอไปทำงานเสาร์อาทิตย์แบบเต็มวันได้ไหมอ่ะครับ” 

  

(ได้สิ) 

  

“แล้วพาร์ททามช่วงเย็นหลังเลิกเรียนอาจจะเข้าไปด้วยนะครับพี่เก๋” 

  

(เดี๋ยวนะเตอร์... เตอร์ไม่มีสอนพิเศษแล้วเหรอ) 

  

“ยังมีอยู่แหละครับ แต่ไม่ได้เยอะแล้ว อีกสักอาทิตย์ก็น่าจะหมด เลยกะว่าจะไปทำงานร้านพี่เก๋แทน แต่ถ้ามีธุระอะไรแล้วเตอร์จำเป็นต้องลาเดี๋ยวจะบอกพี่เก๋อีกที” 

  

(น้องเตอร์...) 

  

“ไม่ได้เหรอครับ” 

  

(ไม่ใช่ไม่ได้... แต่มันเหนื่อยไปไหมเนี่ย ตัวแค่นี้แต่ต้องรับผิดชอบอะไรเองทุกอย่าง) 

  

“ไม่เลยพี่เก๋ พอเริ่มชิน มันก็กลายเป็นเรื่องสนุกแทนอ่ะ” เก๋ที่เป็นเจ้าของร้านเค้กพอได้ฟังอะไรแบบนี้ก็อดรู้สึกทึ่งกับโคตรสู้ของติวเตอร์ไมได้ แถมตอนนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือเตอร์ไปได้นานสักแค่ไหน เพราะตอนนี้มีร้านเค้กมาเปิดใหม่ที่หน้าปากซอย แม้ยังไม่มีผลกระทบอะไร แต่เธอเชื่อว่าสักวันน่าจะมี 

  

(โอเคงั้นยังไงเจอกันนะเตอร์ ไปพักผ่อนได้แล้วไป) 

  

“ครับพี่เก๋ ขอบคุณมากๆ นะครับ” 

  

หลังจากนี้ ก็แค่ต้องสู้ต่อ... เท่านั้น 

ความคิดเห็น