ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กอดครั้งที่ 21

ชื่อตอน : กอดครั้งที่ 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2562 22:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กอดครั้งที่ 21
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

 

(ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก....)

เห้อ

ผมถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวัน เอนหลังพิงกับพนักพิงของเก้าอี้ที่นั่งอยู่ วันนี้เป็นวันแสดงละครเวทีวันสุดท้าย และเป็นรอบสุดท้ายของวันนี้ แม้ว่าเมื่อวานจะมีไปแล้วถึงสองรอบแต่ที่นั่งก็ยังคงขายหมด

มองหน้าจอที่ดับไปแล้วพร้อมกับเบอร์โทรที่ผมพยายามจะติดต่อมาเป็นอาทิตย์แต่ก็ติดต่อไม่ได้ซักที

“น้องหมอก ใกล้เวลาแล้วนะคะ เดี๋ยวมาที่หลังเวทีเลยนะ”พี่ใบหม่อนเดินมาสะกิดผมที่นั่งอยู่หน้ากระจก

ผมหันไปพยักหน้าให้เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าก่อนจะเดินไปขอน้ำพวกพี่ๆกินก่อนที่จะเดินไปหลังเวทีตามพี่ใบหม่อนบอก รวบรวมสมาธิกับตัวเองอยู่ซักพักท่องบทที่ต้องแสดงวนไปวนมาอยู่ในหัวแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมาเพื่อลดความตื่นเต้นลง ทั้งๆที่ความจริงมันไม่ได้ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ

พิธีกรขึ้นไปพูดอธิบายเกี่ยวกับละครที่กำลังจะจัดแสดงคร่าวๆ ก่อนการแสดงจะเริ่มต้นขึ้น

เป็นเรื่องราวความรักของมนุษย์กับเทพ โดยมีเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองเมืองที่ชื่อว่าบอน ผู้คนต่างเกรงขามในอำนาจและความสามารถของเจ้าเมืองเพราะทั้งเก่งกาจและฉลาดในการรบ ลูกชายของเขาต่างก็เป็นที่น่าหมายปองของผู้คนต่างเมือง เพราะมีรูปโฉมที่งดงาม

จนกระทั่งวันหนึ่งที่เจ้าชายอลาโน่ได้เดินทางมาเจอกับโรม เทพที่มีรูปโฉมงดงามไม่ต่างจากอลาโน่ อลาโร่เกิดตกหลุมรักโรมขึ้นมา

แต่ด้วยอุปสรรคที่ว่าเขาเป็นมนุษย์แต่โรมนั้นเป็นเทพทำให้เขาต้องพิสูจน์ให้โรมเห็นว่าเขามีความจริงใจกับความรักที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เรื่องราวทั้งหมดก็เหมือนจะดีเพราะอลาโน่ทำให้โรมเชื่อใจในความรักที่เกิดขึ้นจนยอมยกหัวใจให้ซึ่งมนุษย์ปกติถ้าได้รับหัวใจจากเทพแล้ว จะมีความสามารถมากกว่ามนุษย์ทั่วๆไป ทั้งด้านการปกครองเมืองของอลาโน่ที่ดีมากขึ้นจนเจ้าเมืองยอมสละเมืองให้อลาโน่ปกครองแต่มีข้อแม้ว่าอลาโน่ต้องแต่งงานกับลูกสาวของเมืองที่อยู่ถัดไปซึ่งเจ้าเมืองทั้งสองนั้นเป็นสหายกัน

อลาโน่ปฏิเสธการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นจากการถูกบังคับของพ่อเขาแต่ก็ถูกผู้เป็นพ่อบังคับให้ทำตามอยู่ดี อลาโน่ไม่รู้จะแก้ปัญหาครั้งนี้อย่างไร เขาจึงยอมตกลงแต่งงานแม้ว่าความจริงแล้วเขาไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

เมื่อโรมรู้ข่าวเรื่องนี้ก็เดินทางมาพบอลาโน่เพื่อทวงคืนสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า ถ้าหากโรมยอมยกหัวใจให้เขาก็จะยอมยกหัวใจให้ตอบแทนเช่นกัน แต่อลาโน่กลับกลัวว่าถ้าหากว่าเขายกหัวใจให้กับโรมแล้วเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อได้หรือไม่ เขาห่วงผู้เป็นพ่อที่เริ่มจะชรามากขึ้น จึงปฏิเสธแม้ว่าเขาอยากที่จะตอบตกลงและหนีไปกับโรมเต็มที

สุดท้ายแล้ว โรมก็สิ้นหวังในความรักกับมนุษย์และกลายเป็นผู้ที่คอยกลั่นแกล้งเหล่ามนุษย์ที่ไม่จริงใจกับความรักเพื่อให้พวกเขารู้สึกถึงความรักที่จริงใจ ว่ามันสวยงามมากกว่าความรักปลอมๆที่เขาเคยได้เจอ

เรื่องราวมันควรจะจบแบบนี้ เหมือนเมื่อวานที่แสดงไปแบบนี้ แต่วันนี้มันกลับต่างออกไป

“ข้ายกหัวใจของข้าให้ท่านไม่ได้หรอก เพราะว่าข้าไม่ได้รักท่าน”พี่เรย์ที่อยู่ในบทบาทเจ้าชายอลาโน่พูด

“ข้าไม่น่าเชื่อใจมนุษย์ที่มีจิตใจโลเลแบบท่านเลย”ผมต่อบท

“กลับไปยังที่ที่ท่านจากมาเถิด แล้วปล่อยให้เรื่องของเรามันจบแค่นี้”เขาหันหลังให้ผม

“ความรักของท่านคืออะไรท่านอลาโน่”

“ความรักมันคือเรื่องเหลวไหล ข้าไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลแบบนี้หรอก”

ความจริงเรื่องมันควรจะจบแค่นี้แต่...

“แต่เราเชื่อว่าความรักไม่ใช่เรื่องเหลวไหลอย่างที่คุณพูด”มีเสียงหนึ่งดังขึ้นและมันคุ้นหูผมมาก เพราะว่าเสียงนั้นมันคือเสียงของพี่วินคนที่ผมพยายามจะติดต่อเขามาเป็นอาทิตย์แต่ก็ติดต่อไม่ได้

แต่อยู่ไหนหล่ะ เจ้าของเสียงที่พูดอยู่ที่ไหน?

ผมมองหาเจ้าของเสียงที่พูดอยู่ไปทั่วเวทีแล้วแต่ก็ไม่มี มองไปยังที่นั่งผู้ชมที่มืด แต่ก็ไม่เจอ อยู่ไหนกันนะ

“คุณจะยอมยกหัวใจของคุณให้ผมไหมหล่ะ แล้วผมจะตอบแทนความรักของคุณจากคนที่คิดว่าความรักเป็นเรื่องเหลวไหลให้เอง”ผมหันมาชนกับคนที่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาคือพี่วินจริงๆด้วย

ผมมองหน้าเขาแต่ยังไม่ได้ให้คำตอบออกไปเพราะผมไม่รู้ว่าผมควรจะพูดอะไร

“แต่ถ้าคุณไม่เชื่อใจผมก็ไม่เป็นไร”พี่วินพูดต่อ เอาแขนมาโอบรอบเอวผมและดึงเข้าไปหาตัวเขาจนตัวผมชิดกับเขาไปทั้งตัวแล้ว

มีเสียงกรี๊ดเบาๆดังมาจากที่นั่งคนดู

“คุณจะบอกว่าคุณรักผม?”ผมเงยหน้าขึ้นถาม

พี่วินไม่ได้ตอบคำถามผมหากแต่ก้มหน้าลงมาใกล้ผมจนริมฝีปากเราทั้งคู่สัมผัสกันเบาๆและเขาก็ผละออก หากมองจากที่นั่งก็พอจะเดาได้ว่าเราจูบกันแม้ว่าอาจจะเห็นแค่เพียงด้านข้าง แต่เขาคงไม่รู้ว่าพี่วินจูบผมจริงๆ

คุณจะไม่เขินหากคุณไม่รู้ว่าการจูบที่ริมฝีปากคือการบอกรักอีกแบบหนึ่ง

และคุณจะไม่เขินหากว่าคุณไม่ได้กำลังยืนอยู่บนเวทีการแสดงที่มีผู้คนนั่งชมการแสดงนี้อยู่

ผมก้มหน้าลงตำ่ไม่กล้าสบตาเขาคนที่ยืนกอดเอวผมเอาไว้หลวมๆอยู่

คนอะไร หนีไปตั้งหลายวัน แต่พอกลับมาทำแบบนี้แล้วผมดันไม่รู้สึกโกรธอะไรเลย

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยกอดผมด้วยความรักจนกว่าคุณจะหมดรัก...”ผมยกมือขึ้นกอดแผ่นหลังของเขาและซุกหน้าลงบนอกของเขา

ไม่ใช่โรมที่ต้องการจะสื่อแบบนั้น หากแต่เป็นผมที่ชื่อม่านหมอกที่ต้องการจะบอกพี่วินแบบนั้น

ผ้าม่านสีแดงด้านข้างเวทีค่อยๆปิดลงแต่ผมกับพี่วินเราสองคนยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิม ผมเป็นคนผละออกก่อนและดึงสายไมค์ออกจากตัวเองยื่นให้พี่ทีมงานที่เข้ามาช่วยถอดให้ หันไปมองพี่วินที่ยืนอยู่ใกล้ๆและส่งยิ้มให้ไปทีนึง

พี่วินเดินมาหาผมก่อนจะยกแขนมาโอบเอวผมให้เข้าไปหา

“ไปไหนมาครับ”ผมถาม

“ไปทำหลายอย่างเลยครับ เราออกไปข้างนอกกันดีกว่า”พี่วินยิ้มตอบกลับมา พาผมออกมาด้านนอกเพื่อออกมาพบกับผู้เข้าชมวันนี้

และผู้เข้าชมกลุ่มที่ผมให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นครอบครัวผมเอง ทั้งพี่กัส พี่ปลาย พ่อ แม่ พี่เรย์ที่ออกมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

พี่กัสยืนคุยโทรศัพท์อยู่ ส่วนพี่เรย์ก็กำลังงุ้งงิ้งกับซุงอยู่ พี่ปลายก็คุยกับพ่ออยู่อีกทาง ก็คงจะเหลือแต่แม่ที่ว่างอยู่

ผมเดินเข้าไปกอดแม่ที่ยืนถือช่อดอกไม้อยู่

“แม่เห็นนะว่าทำอะไรกัน”แม่พูด และกอดตอบผมยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ

“แม่ทำไมชอบแซวอยู่เรื่อย”ผมผละออกและมองหน้าแม่

“หมอกครับ”พี่วินเดินมาสะกิดผมเบาๆ

ผมหันไปมองหน้าพี่วินที่ยืนอยู่ข้างหลังด้านข้างพี่วินมีผู้หญิงอีกคนยืนอยู่ด้วย เธอมีหน้าตาที่สวยมาก มีส่วนคล้ายพี่วินอยู่บ้างโดยเฉพาะจมูก เธอยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร ผมทำได้แค่ยิ้มตอบเพราะไม่รู้ว่าเธอคนนั้นคือใคร

“นี่แฟนผมครับ”พี่วินพูดบอกเธอคนนั้นที่ยืนยิ้มให้ผมอยู่

เธอเดินเข้ามาใกล้ผมที่ยังคงยืนงงอยู่

“น่ารักจริงๆ”เธอพูด

“นี่แม่พี่ครับ”พี่วินกระซิบบอกผมที่ยืนงงอยู่

แม่หรอ? เดี๋ยวนะ สวยขนาดนี้แม่หรอ ผมนึกว่าพี่สาวไม่ก็น้าซะอีก ทำไมแม่ถึงหน้าเด็กขนาดนี้

“สวัสดีครับ”ผมกล่าวทักทายแม้ว่าจะช้าไปมากก็ตามที

เธอหัวเราะกับความอ๊องของผมเล็กน้อยและหันไปพูดทักทายแม่ผมที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ทำให้ผมแปลกใจว่าสองคนนี้ไปรู้จักกันมาตอนไหน

ผมหันไปมองหน้าพี่วินที่ยืนยิ้มให้ผมอยู่

“ทำไมสนิทกันจังครับ”ผมชี้ไปที่แม่สองคนที่กำลังคุยกันอย่างออกรสชาติอยู่ ทำอย่างกับว่าเคยเจอกันมาแล้วงั้นแหละ แต่เท่าที่จำได้ผมก็ไม่เคยพาแม่ไปเจอกับแม่พี่วินมาก่อนนะ

เอ๊ะ! หรือว่าจะเป็นพี่วินที่พาไปเจอ

“มีหลายเรื่องเลยที่หมอกไม่รู้”พี่วินพูดแต่มองไปที่แม่แม่ของเราที่ยืนคุยกันอยู่

“เล่ามาเลยครับ”ผมพูด

“อย่าแรกเลยพี่ให้แม่ไปคุยกับแม่หมอกเรื่องที่เราคบกัน”พี่วินหันมายิ้มให้

“ห๊ะ! ไปตอนไหน ทำไมหมอกไม่เห็นรู้เลย”

“พี่เห็นหมอกยุ่งเรื่องละครเวทีอยู่ แล้วก็ใกล้วันแสดงมากแล้ว กลัวว่าถ้าพาหมอกไปด้วย จะมีปัญหากับเรื่องละครครับ”

“แต่ก็รอให้งานละครจบก่อนก็ได้นี่ครับ”

ใช่ ทำไมต้องรีบด้วย

“ไม่ได้หรอกครับ ก็หมอกหน่ะ น่ารักขึ้นทุกวัน เกิดมีคนมาแย่งหมอกไปพี่จะทำยังไงหล่ะ”พี่วินรวบตัวผมเข้าไปกอดไว้

“ใครจะมาแย่งครับ”

“เยอะแยะไป”

ผมหัวเราะออกมาเบาๆกับท่าทีของพี่วิน คนอะไรทำไมน่าหมั่นไส้ขนาดนี้กัน

“ปล่อยน้องกู”จู่ๆก็เหมือนตัวเองโดนดึงออกจากตัวพี่วินมาอยู่ในอ้อมกอดของใครอีกคน อ่าพี่กัสนั่นเอง

“เกินไปกัส น้องมาขอหมอกไปแล้ว”พี่ปลายส่ายหัวเบาๆกับท่าทีขี้หวงของพี่กัส

“แต่หมอกเป็นน้องกูมาก่อน”พี่กัสโวยวาย

“เดี๋ยวนะครับ ขออะไรนะ”ผมหันไปมองหน้าพี่ปลาย

“ก็วินให้แม่มาขอหมอกให้แล้วหน่ะสิครับ นี่หมอกไม่รู้หรอ”พี่ปลายตอบให้

“ขอหมอก ให้พี่วินหรอครับ”ผมทวนคำ

“ใช่ครับ เห็นแม่บอกว่าขอมั่นไว้ก่อน ให้ค่าสินสอดมาแล้วครึ่งนึง”พี่ปลายพูดต่อ

ผมหันไปมองหน้าพี่วินที่ยืนยิ้มอยู่

“ไม่ต้องมายิ้มเลยครับ ทำไมทำอะไรไม่เห็นบอกเลย”

ผมไม่ได้โกรธพี่วินที่ทำแบบนี้ แต่แค่อยากรับรู้เรื่องราวด้วยเท่านั้นเอง

“พี่แค่อยากทำเรื่องให้มันถูกต้อง”พี่วินตอบ”พี่แค่อยากให้หมอกรู้ว่าพี่จริงจังกับหมอก”

“หมอกรู้มาตั้งนานแล้วครับว่าพี่จริงจัง” แต่นี่มันเรื่องขอมั่นไหม ทำไมคนถูกขอมั่นอย่างผมถึงไม่รู้เรื่อง หื้ออออ

“เราเลิกคุยเรื่องนี้กันดีกว่า วันนี้เราไปฉลองกันนะหมอก พี่จองร้านไว้แล้ว”พี่กัสพูดและพาผมเดินมาหาแม่ที่ยืนคุยอยู่

ผมรู้ว่าพี่กัสไม่อยากให้ผมทะเลาะกับพี่วินเรื่องไร้สาระแบบนี้ แต่ผมไม่ได้จะทะเลาะ ผมแค่น้อยใจเฉยๆที่ผมดันมารู้เรื่องที่สำคัญแบบนี้เป็นคนสุดท้าย

“ไปทานข้าวด้วยกันนะครับ”พี่กัสพูดชวนคุณแม่ของพี่วิน

“ได้สิจ๊ะ”แม่พี่วินยิ้มตอบมาให้

พวกเราพากันไปที่ร้านอาหารที่พี่กัสได้จองโต๊ะไว้หลังจากทานอาหารเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกันกลับ

พี่วินต้องอยกไปส่งแม่ก่อน พี่เลยพาผมมาเดินเล่นที่ห้างให้อาหารย่อย ส่วนแม่กับพ่อก็ออกไปหวานกันสองคน วันนี้ผมโดนขอร้องให้กลับไปนอนที่บ้านเพราะป้าอุ่นบ่นว่าคิดถึง ผมก็เลยจำเป็นต้องกลับมานอนที่บ้านพร้อมกับพวกพี่ๆ และแน่นอนว่าพี่เรย์ต้องหนีบไอซุงมาด้วย สองคนนี้ช่วงหลังๆตัวติดกันอย่างกับอะไร

ผมเดินเข้ามาในบ้านที่ยังคงเหมือนเดิม บ้านผมไม่ได้เป็นบ้านใหญ่โตมากมายอะไร เป็นแค่บ้านไม้สองชั้นธรรมดา มีสวนรอบๆบ้านไว้เดินเล่นบ้าง

ผมเดินไปหาป้าอุ่นที่ห้องครัวเพราะได้กลิ่นอาหารคับบ้าน คงจะเดาได้ไม่ยากว่าคนที่อยู่บ้านนี้อยู่ส่วนไหนของบ้าน

“หมอกได้กลิ่นแกงส้มของโปรดด้วย”ผมยืนเกาะประตูห้องครัวและตั้งใจพูดให้เสียงดังเพื่อให้คนด้านในได้ยิน

“น้องหมอก กลับมาเมื่อไหร่ลูก”ป้าอุ่นหันมามองผม ส่งทัพพีให้พี่น้ำหวานลูกสาวของผ้าอุ่นที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“หมอกเพิ่งมาถึงครับ”ผมบอก

เดินไปหาป้าอุ่นที่หันมามองผมเล็กน้อย ผมกอดป้าอุ่นด้วยความคิดถึงและป้าอุ่นก็กอดผมกลับเช่นกัน หลายเดือนแล้วที่ผมไม่ได้กลับมาที่บ้าน รู้สึกคิดถึงอ้อมกอดอุ่นๆของคนที่ดูแลผมมาตลอด

“ผอมลงหรือเปล่าเนี่ย ไปอยู่หอไม่ค่อยหาอะไรกินเลยใช่ไหม”ป้าอุ่นถาม ยกมือข้ึนมาบีบตามแขนผมไปทั่ว

“ก็กับข้าวที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าของป้าอุ่นนี่ครับ”ผมยิ้มตอบกลับไป

“ปากหวานจริงๆ”ป้าอุ่นยิ้มให้ผม

“หมอกพูดจริงๆนะครับ”ไม่ได้จะอวยคนมีอายุให้ดีใจเล่นนะ แต่กับข้าวที่ไหนก็ไม่อร่อยจริงๆนั่นแหละ

“หน้องหมอกจะค้างไหมคะ”ป้าอุ่นถามผม

“ครับ ว่าจะอยู่ซักสองวัน เดี๋ยวหมอกต้องไปเรียนด้วย”ผมตอบ

ป้าอุ่นให้ผมขึ้นไปพักบนห้องของผมเพราะจะได้ทำกับข้าวต่อ ผมอาสาจะช่วยแล้วแต่ก็โดนไล่ให้ขึ้นมานอนบนห้อง ส่วนพี่ๆก็ออกไปรับพ่อกับแม่กลับมากินข้าวเย็นด้วยกันต่อ ทิ้งแค่พี่เรย์กับไอซุงไว้ แต่ผมก็ไม่อยากไปกวนสองคนนั้นเพราะพี่เรย์หิ้วไอซุงเข้าห้องไปแล้วจะให้ผมเข้าไปนั่งเป็นก้างในห้องก็ไม่ใช่เรื่องไหม

ผมนั่งอยู่ที่ระเบียงห้องตัวเองกดโทรศัพท์ส่งข้อความคุยกับพี่วินไปด้วย เหมือนว่าแม่พี่วินจะชอบผมมาก เพราะพี่วินบอกว่าแม่ชวนให้ผมไปหาที่บ้าน ชวนผมไปเที่ยวด้วย ไม่รู้ว่าแม่เหงาที่พี่วินไม่มีเวลาให้ท่านด้วยหรือเปล่า เพราะพี่วินต้องทำงานให้กับมหาวิทยาลัยค่อนข้างเยอะพอสมควร

ผมไม่ได้รับปากว่าจะไป แค่เพียงทิ้งข้อความไว้ว่าถ้ามีโอกาสก็จะไป

จู่ๆโทรศัพท์ที่ผมกำลังกดส่งข้อความให้พี่วินอยู่ก็สั่นขึ้นเพราะข้อความเข้า แต่ผมจะไม่แปลกใจหากข้อความนั้นมาจากคนที่ผมรู้จัก แต่ข้อความดังกล่าวมาจากใครก็ไม่รู้ที่ผมพยายามจะนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าไปรู้จักเขาตอนไหน

 

OWEN: สวัสดีม่านหมอก จำเราได้ไหม

 

ผมมองข้อความที่เด้งเข้ามา กดเข้าไปอ่านแล้วแต่ก็ยังไม่ได้กดตอบ

 

OWEN: เราเว็น คนที่อยู่ข้างบ้านนายไง จำไม่ได้จริงๆหรอ

 

เว็นหรอ อยู่ข้างบ้านด้วย

ผมนึกภาพของคนที่ชื่อเว็นที่ผมรู้จัก แต่ก็นึกไม่ออกซักที

“หมอก !!”

ผมหันไปมองหน้าต่างที่อยู่ตรงข้ามกับที่ผมนั่งอยู่ มันเป็นของบ้านที่อยู่หลังถัดออกไปจากผม ผมมองคนตัวเล็กที่ยืนโบกไม้โบกมืออยู่

“เว็นหรอ”ผมถาม

“ใช่”คนตัวเล็กตอบกลับมา

ผมพอจะนึกออกบ้างแล้วว่าเว็นเป็นเพื่อนข้างบ้านผม เราค่อนข้างสนิทกันพอสมควร เพราะเราอยู่บ้านติดกันและเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่พอเข้าประถมเว็นต้องไปเรียนต่อที่จีน เราเลยไม่ได้เจอกันอีกเลย ไม่คิดว่าเว็นจะจำผมได้

“เอาเฟสเรามาจากไหน”ผมถามอีกฝ่ายกลับไป

“เราเห็นมันเด้งขึ้นมา จำได้ว่านามสกุลคุ้นๆแล้วก็นึกออกว่าเป็นนามสกุลหมอก”เว็นอธิบายต่อ

“แล้วกลับมานานหรือยัง”ผมถาม

“เราเพิ่งมาได้เดือนสองเดือนเอง เดี๋ยวก็ต้องกลับไปแล้ว”เว็นตอบกลับ”อ้อหมอก หมอกคบกับผู้ชายหรอ”

ผมมองหน้าเว็นที่ถามคำถามนั้นออกมา

“ใช่ ทำไมหรอ”ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปรู้มาจากไหนเพราะผมไม่ได้ตั้งสถานะกับพี่วิน แล้วคนส่วนมากที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่คนที่ผมสนิทเท่านั้น

“เราถามเฉยๆ อ้อ นี่แฟนเรา”เว็นเปิดรูปแฟนตัวเองให้ผมดูผ่านจอไอแพดที่เจ้าตัวถืออยู่

“น่ารักดีนะ”ผมมองไม่ชัดหรอกว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็นยังไง

“พี่เขาเป็นผู้ชายนะหมอก”เว็นตอบกลับมา

ห๊ะ!!! ผู้ชายหรอ

“เว็นคบกับผู้ชายหรอ”ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ

“ใช่ พี่เขาชื่อเอื้อหน่ะ”เว็นยิ้มตอบกลับมา

เอื้อหรอ ชื่อคุ้นๆ คงไม่ใช่คนเดียวกับที่ผมรู้จักหรอกมั้ง

“เดี๋ยวเราส่งรูปให้ดู”เว็นพูดจบก็ก้มลงกดหน้าจอไอแพดที่อยู่ในมือ

 

OWEN: OWENส่งรูปภาพ

 

ชัดเลย พี่เอื้อแฟนของเว็นนั้น คือคนที่เป็นคนสำคัญของพี่มินคนที่ผมเจอเมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้ชายผมยาวหน้านิ่งคนนั้น คือคนที่คบกับเว็น เพื่อนข้างบ้านผมเอง

โลกมันจะกลมเกินไปแล้ว!!

และยิ่งกว่านั้น ไม่กี่วันก่อน ผมเห็นเขาที่หน้าหอผมบ่อยๆด้วย ไม่รู้ว่าเพราะความบังเอิญหรือเพราะความตั้งใจของเขา แต่ผมเริ่มจะรู้สึกกลัวผู้ชายคนนี้ขึ้นมาแล้วหล่ะ

.

.

.

.

.

.

.

ยังไม่เปิดเทอมก็จริง แต่กิจกรรมนั้นถาโถมเข้ามาเยอะมาก

เค้าจะไม่ไหวแล้ววววววว

วาปมาต่อให้ อีกนิดนึงจะจบแล้วนะงับ อยู่ด้วยกันก่อนน้าาาาาาา

พี่เอื้อคือใครกันนะ คิคิ

ความคิดเห็น