facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ V ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ V ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2562 11:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ V ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ V ”

 

 

เสียงนาฬิกาดังลากยาวไม่ถึง 2 รอบก็ถูกเอื้อมปิดลงด้วยฝีมือของผมที่ลืมตาตื่นพลางลุกนั่งบนเตียงด้วยความรู้สึกมึนหัวที่แล่นเข้ามาจนต้องยกมืออีกข้างขึ้นมากุม อุณหภูมิภายในร่างแม้จะไม่ได้วัดค่าเป็นตัวเลขก็มั่นใจได้ว่าสูงกว่าค่าปกติไม่น้อย

 

นี่ผมคงกำลังเป็นไข้

 

ถ้าให้นึกถึงสาเหตุก็มีเพียงอย่างเดียวคือเมื่อวานลงไปเล่น ไม่สิ ต้องบอกว่าถูกดึงลงไปในทะเลด้วยฝีมือของเงือกหรือฟีแซลล์เป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงกว่าผมจะได้กลับขึ้นมา บวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวเลยส่งผลให้ผมป่วยอย่างในตอนนี้

 

เงือก...สิ่งมีชีวิตในจินตนาการหรือนวนิยายหลายๆ เรื่องต่างพากันพูดถึง และทุกคนต่างพยายามสืบหาถึงการมีอยู่ของเหล่าเงือกแต่ไม่เคยมีใครที่สามารถพิสูจได้มีเพียงแค่โครงกระดูกครึ่งคนครึ่งปลาที่ถูกค้นพ้นกับภาพถ่ายดาวเทียมที่ไม่ได้ชัดเจนอะไรมากมายทำให้เรื่องของเงือกยังคงเป็นเพียงเรื่องที่ไม่มีอยู่จริงในความคิดของใครหลายๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่ใช่ผม

 

ตัวผมเชื่อว่าเงือกมีอยู่จริงไม่ใช่เพราะเชื่อในหลักฐานหรือภาพถ่ายแต่เป็นดวงตาของตัวเองที่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตนามว่าเงือกมาก่อนในวัยเยาว์ ครอบครัวของผมมีเพียงคุณตาและคุณพ่อ ส่วนคุณแม่เสียไปตั้งแต่ตอนผมเกิดได้ไม่นาน ด้วยความที่คุณตามีธุรกิจเป็นของตัวเองและสืบทอดมายังคุณพ่อซึ่งได้ขยายธุรกิจนั้นให้กว้างขึ้นพวกเราทั้งครอบครัวจึงมักจะไปออกงานสังคมกันเป็นประจำ

 

ในวันที่เกิดเรื่องก็เป็นหนึ่งวันที่ได้เข้าร่วมงานบนเรือสำราญแต่เพราะถูกกลุ่มคนที่เข้าร่วมงานเลี้ยงฉวยโอกาสตอนผมออกมาสูดอากาศตามลำพังผลักหลังจนตกลงไปในทะเล ความเค็มของน้ำที่กลืนเข้าไปกับอากาศที่หมดลงทำให้ผมหมดสติไปแทบจะทันที

 

ระดับน้ำที่เรือสำราญแล่นผ่านทั้งลึกและคลื่นลมค่อนข้างแรงจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะรอดตายในสถานการณ์นั้นทว่าผมกลับรอดมาได้ ดวงตาสีเทาอ่อนของผมปรือขึ้นพร้อมกับภาพใบหน้ามลสีขาวออกซีดเล็กเล็กน้อยใช้ดวงตาสีฟ้าเช่นเดียวกับท้องทะเลในยามรุงอรุณจับจ้องมา เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจเท่าส่วนหางสีฟ้าอมเขียวอันเต็มไปด้วยเกล็ดของสัตว์น้ำ

 

ชื่อของเงือกปรากฎเข้ามาในห้วงความคิดอย่างรวดเร็วพร้อมหัวใจที่เต้นรัวอย่างไม่เคยเป็น รูปลักษณ์ของเงือกไม่ต่างจากภาพที่เหล่าจิตรกรได้วาดไว้หรือความเชื่อที่มีมาตั้งแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามที่ดึงดูดสายตาของผู้พบเห็นหรือน้ำเสียงที่แม้จะได้ยินเพียงเสียงครางในลำคอก็พานให้หลงใหลจนแทบถอดตัวไม่ขึ้น แม้เงือกตรงหน้าจะเป็นผู้ชายก็ไม่ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นลดน้อยลง

 

ผมรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าตัวเองได้ตกหลุมรักเงือกคนนั้นเข้าเต็มเปา

 

ตลอดระยะเวลานับสิบปีผมเรียนรู้งานสืบทอดธุรกิจต่อจากพ่อในวัยเพียง 20 กว่าๆ ควบคู่ไปกับการศึกษาเรื่องของเงือกไปจนถึงการออกตามหาซึ่งไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่เจอแม้แต่ร่องรอยของการมีอยู่ราวกับเหตุการณ์ในวัยเด็กของผมเป็นเพียงจินตนาการไม่ใช่เรื่องจริง

 

ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่คิดจะตัดใจ เฝ้าคอยตามข่าวสารจากทุกทางพร้อมกับสร้างบ้านติดทะเลที่ออกแบบให้มีชั้นอยู่ใต้น้ำรวมไปถึงการสร้างรางน้ำไว้ในแต่ละชั้น เตรียมความพร้อมทุกอย่างเพื่อรอว่าวันหนึ่งภายนอกกระจกนั่นจะมีร่างของเงือกที่ขโมยหัวใจผมไปปรากฎขึ้น

 

แต่แล้วผ่านไปถึง 20 ปีในที่สุดผมก็ได้ข่าวการประมูลระดับโลกที่บอกว่าจะมีเงือกเข้าประมูลในรอบสุดท้ายซึ่งในวันนั้นผมมีประชุมกับคู่ค้าจากนาๆ ประเทศที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง เรียกว่าเป็นการประชุมที่สำคัญมาก แน่นอนว่าผมเลื่อนการประชุมนั้นอย่างไม่ลังเลเพื่อเดินทางไปเข้าร่วมงานประมูล

 

ผมไม่รู้หรอกว่าเงือกคนนั้นจะเป็นคนเดียวกับที่ผมเคยถูกช่วยชีวิตไว้รึเปล่า ที่ทำได้ก็แค่หวังให้เป็นแบบนั้นและต่อให้ไม่ใช่ก็ยังสามารถสืบตามหาต่อไปได้นับว่าคุ้มค่าในการมาร่วมประมูล

 

ไม่ว่าต้องทำอะไร...ไม่ว่าต้องเสียไปเท่าไหร่ผมก็จะตามหาอีกฝ่ายจนเจอและทำให้เขามาเป็นของผม!

 

อาจเป็นเพราะความรู้สึกอันแรงกล้าและเปี่ยมไปด้วยความต้องการนั้นที่ทำให้เงือกที่ถูกนำออกมาประมูลเป็นอย่างสุดท้ายเป็นคนเดียวกับที่ผมกำลังเฝ้าตามหา แม้จะไม่ได้เจอกันมากว่า 20 ปีแต่ทั้งโครงหน้า สีตา สีผมหรือแม้แต่เกล็ดสีฟ้าอมเขียวเรียงยาวจรดปลายหาง...ผมยังคงจำได้อย่างแม่นยำ

 

ราคาเปิดประมูลนับว่าสูงลิบคือ 5 พันล้าน ต่อให้เป็นเศรษฐีก็มีอันต้องชะงักกันบ้าง แต่เพราะความงดงามที่ตรึงทุกสายตาให้จับจ้องไปนั้นดึงดูดให้ผู้คนยกมือขึ้นเสนอราคาต้องการเป็นเจ้าของความงดงามนั้นซึ่งถ้าทำได้ผมอยากจะรีบปิดการประมูลให้เร็วที่สุดเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของใคร

 

เพราะคิดแบบนั้นผมจึงเสนอราคาเป็นอีกเท่าตัวจนไม่มีใครกล้าเสนอราคาสู้กับผมได้อีก 4 หมื่นล้านเป็นจำนวนเงินมหาศาลแต่หากเทียบกับตัวตนของเงือกนั้นสำหรับผมมันไม่ได้แพงสักนิดโดยเฉพาะเงือกคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่ผมคอยเฝ้าตามหาอยู่กว่า 20 ปี

 

ความสัมพันธ์ของพวกเราในวันแรกนับว่าดีเพราะผมได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเต็มๆ คำเป็นครั้งแรก โดยปกติผมทำอาหารกินเองบ้างแต่ไม่บ่อยนักเพราะมีงานที่ต้องจัดการอยู่เกือบตลอดวัน แต่ผมไม่อยากให้ฟีแซลล์กินอาหารฝีมือคนอื่นในมื้อแรกจึงลงมือทำอาหารให้ ทักษะการทำอาหารที่เฝ้าเรียนรู้มาตลอดช่างคุ้มค่าเพราะได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มยามกินอาหารที่ผมทำเองกับมือ นับจากนั้นผมก็ลงมือทำอาหารให้อีกฝ่ายเองตลอด

 

คำว่าอร่อยและชอบไม่เพียงสื่อสารออกมาเป็นคำพูดแต่ยังรวมไปถึงสายตาทอประกายที่มองประสานมา ทำให้ผมหลงใหลจนไม่อาจถอนตัวได้อีก

 

เสียงของเงือกนั้นจะดึงดูดให้ผู้ที่ได้ยินเข้ามาใกล้และล่อลวงผู้คนให้จมลงสู่ทะเล สำหรับผมมันไม่มีผลเพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันผมได้จมลงไปใต้ท้องทะเลอย่างไม่มีวันได้โผล่ขึ้นมาอีกแล้ว

 

ผมต้องการเขา!

 

ความต้องการที่สะสมและอัดแน่นมาเป็นเวลากว่า 20 ปีทำให้ประโยคธรรมดาอย่าง ‘อยากกลับบ้าน’ กระตุ้นอารมณ์ผมจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก เขาคงไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมอยู่ด้วยความรู้สึกโหยหามากเพียงใด ผมไม่ใช่เจ้าชายและไม่ใช่คนดีที่จะยอมปล่อยอีกฝ่ายจากไปทั้งที่ได้ตัวมาอยู่ในครอบครอง

 

สีหน้าของฟีแซลล์หวาดกลัวผมขึ้นมาฉับพลันจากนั้นความสัมพันธ์ของพวกเราก็ดำดิ่งลงเหวและกลับมาดีขึ้นอีกครั้งหลังจากผมข่มความต้องการนี้ให้กลับสู่ระดับปกติและเอ่ยขอโทษออกไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดว่าจะสามารถสนิทกันได้ถึงขนาดยอมให้สัมผัสตัวหรือกระทั่งกอด

 

ราวกับอยู่ในความฝันที่หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากตื่นขึ้นมา

 

ความจริงก็ค่อนข้างตกใจกับนิสัยของฟีแซลล์ เจอกันตอนแรกนึกว่าจะเป็นคนนิ่งๆ ไม่ชอบพูดอะไรแต่พอสนิทกันเท่านั้นแหละ...ไม่อยากจะใช้คำว่า ‘พูดไม่หยุด’ แต่ก็ไม่มีคำอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว

 

เหมือนกำลังเลี้ยงเด็กอยู่ แต่เป็นเด็กที่โตเต็มวัยแถมยังมีท่อนล่างเป็นปลาและสามารถหายใจในน้ำได้น่ะนะ

 

“ฟีแซลล์” ผมพึมพำขณะทอดสายตาผ่านกระจกไปยังด้านล่างของท้องทะเล เตียงนอนที่ถูกสร้างขึ้นจากเปลือกหอยและมีเบาะลองนุ่มๆ รวมทั้งผ้าห่มดูจะถูกใจอีกฝ่ายพอดูเพราะทำท่าหลับสบายซะขนาดนั้น

 

ชั้นกระจกทั้ง 3 ชั้นถูกออกแบบมาอย่างดีให้สามารถมองเห็นเกือบทุกการเคลื่อนไหวของเงือกในบริเวณกว้างได้ อย่างห้องนอนมุมที่วางเตียงอยู่นี้เองก็เป็นในมุมที่สามารถมองเห็นฟีแซลล์นอนได้อย่างเจนถึงจะอยู่ไกลออกไปพอสมควรก็ตามที

 

เอาล่ะ...นี่ไม่ใช่เวลามามองอีกฝ่ายหลับ

 

ผมพาตัวเองไปยังห้องอาบน้ำด้านข้างซึ่งหวังว่ากระแสน้ำเย็นๆ นี่จะช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นได้สักนิด เสร็จจากอาบน้ำผมลงไปยังใต้ดินชั้นที่ 3 โดยมีจุดหมายอยู่ที่ห้องครัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องทำงาน...ห้องนี้ไม่ได้มีส่วนใดที่กับกระจกจึงเป็นห้องที่ฟีแซลล์ไม่สามารถมองเห็นได้

 

มื้อเช้าวันนี้ผมทำเป็นเมนูง่ายๆ อย่างออมเล็ตกับขนมปังปิ้งเนยสดโดยแบ่งเป็นของตัวเองหนึ่งจานและของฟีแซลล์อีกหนึ่งจาน แค่มองดูจานก็รู้ว่าจานไหนเป็นของใครเพราะปริมาณในจานนั้นต่างกันอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าจานของฟีแซลล์จะมีปริมาณมากกว่าเกือบเท่าได้

 

กึก!

 

“อึก...หัวมัน” ร่างกายผมถึงกับเซเนื่องจากอยู่ๆ อาการมึนหัวก็เพิ่มขึ้น ผมเซไปพิงกับผนังห้องครัวเพื่อหยุดพักร่างกายไม่ให้เคลื่อนไหว

 

ดูเหมือนอาการจะแย่ลงสินะ

 

ใช้เวลาสักพักกว่าผมจะดึงการควบคุมร่างกายกลับมาได้ ถาดอาหาร 2 ถาดถูกยกเข้าไปในห้องทำงาน ถาดหนึ่งวางไว้บนก้อนหินตรงกลางสระทรงกลมส่วนอีกถาดคือบนโต๊ะทำงานของผมเอง ดวงตาสีเทาอ่อนของผมหันไปมองยังกระจกบานใหญ่ด้านข้างที่บัดนี้มีร่างของเงือกกำลังว่ายตรงมาหา

 

ใบหน้านิ่งๆ ของฟีแซลล์เริ่มคลี่ยิ้มกว้างออกมายามเห็นผมมองไป มือข้างหนึ่งโบกทักทายผมขณะพลิกตัวใต้น้ำพร้อมส่วนหางที่เคลื่อนที่เร็วขึ้น ฟีแซลล์ยังไม่ได้เข้ามาทางรางน้ำแต่อยู่ตรงหน้าผมอีกฝั่งของกระจก ทั้งที่อยู่ใกล้เพียงแค่ไม่กี่เซนแต่กลับไม่สามารถเอื้อมมือออกไปสัมผัสอีกฝ่ายได้

 

กระจกนี่แกะกะจริงๆ

 

ฟีแซลล์เอียงคอไปมาขณะมองมา ไม่นานก็ชี้นิ้วมาทางผมก่อนจะชี้กลับไปยังริมฝีปากที่กำลังส่งยิ้มกว้างมาให้ การกระทำแบบนั้นราวกับจะบอกให้ผมยิ้มตาม ผมรู้แต่ผมไม่ยิ้ม...สิ่งที่ทำคือยกคิ้วขึ้นตอบกลับอีกฝ่ายไป

 

ท่าทางของผมทำให้ฝ่ายนั้นถึงกับหุบยิ้มแล้วทำหน้ามุ่ย ส่วนครีบบริเวณปลายหางส่ายไปมารัวๆ อีกฟากหนึ่งของกระจกจนเกิดฟองลอยขึ้นเหนือน้ำ...

 

“หึ...” ว่าจะไม่หลุดยิ้มออกไปแล้วนะแต่พอเห็นก็อดไม่ได้

 

แทบไม่อยากเชื่อว่าผมจะยิ้มออกมาได้ง่ายขนาดนี้ ผมกล้าบอกเลยว่ามีไม่กี่คนหรอกที่สามารถทำให้ผมยิ้มออกมาได้

 

รอยยิ้มของผมเรียกดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลจากอีกฝั่งของกระจกให้เบิกกว้างก่อนจะชูแขนสองข้างขึ้นจนสุดคล้ายกำลังดีใจที่สามารถทำให้ผมยิ้มหลุดยิ้มออกมาสำเร็จ

 

จากนั้นฟีแซลล์ก็ว่ายเข้ามาในรางน้ำที่สร้างขึ้นโดยมีระบบไหลเวียนและควบคุมปริมาณน้ำอย่างดีไม่ให้ปริมาณน้ำเกินมาตรฐานที่กำหนด เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำตามด้วยใบหน้าขาวและแขนสองข้างที่วางทับกันอยู่บนขอบสระห่างจากเก้าอี้ผมไปไม่ไกลนัก

 

“คุณแพ้แล้วโฟรช” คำทักทายแรกทำเอาผมถึงกับขมวดคิ้ว

 

“แพ้อะไร” ผมถามกลับ

 

“ก็ที่คุณหลุดยิ้มออกมาไง”

 

“เพราะฉันหลุดยิ้มเลยแพ้?”

 

“ใช่ ผมสามารถทำให้คุณยิ้มได้เพราะงั้นผมชนะ” ฟีแซลล์พยักหน้าพลางมองมายังผมนิ่ง

 

“เราตกลงกันตอนไหน” เหมือนผมจะเพิ่งรู้เรื่องนี้ก็ตอนที่แพ้ไปแล้วเลยนะ

 

“ก็ตอนที่ผมชี้นิ้วไปหาคุณแล้วบอกให้ยิ้มไง”

 

“ไม่เห็นรู้เรื่อง”

 

“คุณมองผมอยู่ชัดๆ”

 

“ใช่ ฉันมอง” แต่ไม่ได้รู้เรื่องแพ้ชนะเลยสักนิด

 

“เอาเถอะ ยังไงผมก็ชนะแล้วที่ทำให้คุณยิ้มได้” อีกฝ่ายพูดพลางว่ายต่อไปยังโต๊ะหินที่มีถาดอาหารมื้อเช้าวางไว้ให้ด้านบน

 

“แลดีใจนะ” ผมพูดขณะตักไข่เข้าปาก

 

“แน่นอน ถ้าทำให้คุณยิ้มได้ทำไมผมจะไม่ดีใจล่ะ ทำน่าบึ้งไม่เห็นน่ามองเลย”

 

“หมายความว่ายิ้มก็น่ามองใช่ไหม” ผมถามกลับพลางมองไปยังฟีแซลล์ที่เอียงคอมาอย่างงงๆ

 

“อะไร กวนผมเหรอ”

 

“เปล่าสักหน่อย”

 

“ที่คุณหลุดยิ้มเพราะผมทำหน้าตลกใช่ไหมล่ะ” ฟีแซลล์ถามต่อ

 

“ใช่ นึกถึงพะยูนที่ส่ายหางไปมาเลย” พอนึกภาพก่อนหน้านี้ก็เป็นอันต้องเผยรอยยิ้มออกมาอีกรอบ

 

“พะยูนอีกแล้ว ทำไมถึงชอบเปรียบผมกับพะยูนนักนะ”

 

“ก็เหมือนกันนี่” จริงอยู่ที่พะยูนเป็นสัตว์ตัวอ้วนแต่ก็เป็นหนึ่งในสัตว์ที่มักจะถูกนำมาเปรียบกับเงือก มีหลายคนบอกว่าเงือกที่เห็นนั้นคือพะยูนตอนกำลังให้นมลูกเพราะเวลายืดตัวขึ้นแล้วมองไกลๆ จะดูเหมือนคนที่มีหางเป็นปลา

 

สำหรับผมที่บอกว่าเหมือนไม่ได้เชื่อในคำเปรียบเทียบนั้นแต่หลายๆ อย่างที่ผมได้เห็นและได้รู้จักภาพของพะยูนปรากฎขึ้นมาซ้อนภาพของฟรีแซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนอีกฝ่ายลอยตัวนิ่งๆ อยู่ใต้น้ำหรือเหนือผิวน้ำดูยังไงก็เหมือนพะยูน ถึงตอนนี้จะตัวไม่อ้วนแต่เชื่อเถอะถ้าปริมาณในการกินยังคงที่อีกไม่นานได้เหมือนมากกว่านี้อีก

 

“เหมือนตรงไหนกัน”

 

“ทุกตรง” ผมตอบกลับก่อนจะยกช้อนเข้าปาก อาการมึนหัวยังคงไม่ทุเลาส่งผลต่อความอยากอาหารที่ลดลงจนกินไปได้ไม่ถึงครึ่งก็ไม่อยากแตะอีกแล้ว

 

แบบนี้สงสัยต้องไปหาหมอ

 

ขืนปล่อยไว้ผมอาจจะทำให้ฟีแซลล์ป่วยไปด้วย

 

“...โฟรช นี่โฟรช” เสียงเรียกดึงสติที่อยู่ๆ ก็วูบไปให้กลับมา

 

“อะไร” ร่างของฟีแซลล์ไม่รู้ว่าว่ายกลับมาอยู่ตรงหน้าผมตั้งแต่เมื่อไหร่

 

“เป็นอะไรรึเปล่า คุณดูแปลกๆ นะ” น้ำเสียงห่วงใยปนกังวลช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย

 

“ไม่เป็นไร กินเสร็จแล้วก็ไปว่ายน้ำเล่นไป” ผมพยายามหาทางให้อีกฝ่ายออกไป กลัวว่าอยู่ด้วยกันผมจะแพร่เชื้อให้อีกฝ่ายป่วยตาม

 

“ยังไม่อยากว่าย ไม่เป็นไรจริงๆ น่ะเหรอ ผมว่าคุณแปลกๆ นะ” ฟีแซลล์ว่ายตามผมที่ก้าวไปยังสระทรงกลมเพื่อหยิบถาดที่อีกฝ่ายกินเสร็จแล้ว

 

“ไม่เป็นไร...”

 

ตู้ม!!

 

ยังพูดไม่ทันขาดคำร่างของผมก็ลื่นตกลงไปในน้ำ โชคดีที่น้ำค่อนข้างลึกผมจึงไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรแต่ดูเหมือนท่าทางของผมจะทำให้เงือกที่ว่ายตามมาแสดงสีหน้าไม่สู้ดีออกมา ฟีแซลล์ว่ายเข้ามาใกล้ใช้มือทั้งสองข้างแตะสัมผัสบริเวณแก้มก่อนจะรีบชักมือกลับ

 

“ร้อน! ทำไมตัวคุณถึงร้อนขนาดนี้” ร่างนั้นว่ายถอยทิ้งระยะห่างไปอีกนิด จากที่เฝ้าสังเกตเหมือนเงือกจะไม่ค่อยถูกกับความร้อนเท่าไหร่นัก

 

“...เป็นไข้นิดหน่อย ไม่ต้องเข้ามาใกล้เดี๋ยวก็ติดไปด้วยหรอก” ผมเอ่ยไล่แล้วพยายามดันตัวเองขึ้นเหนือน้ำ

 

“ป่วย? หมายถึงป่วยใช่ไหม?” ฟีแซลล์ถามกลับ

 

“ประมาณนั้น อึก!” เพราะความปวดที่แล่นเข้ามาทำให้ผมทรุดร่างลงในน้ำอีกรอบ ทว่าครั้งนี้สติที่มีกลับพล่าเลือนจนไม่รับรู้ถึงอะไรนอกจากร่างกายกำลังจมลงไปใต้น้ำโดยมีเสียงตะโกนสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบลง...

 

“โฟรช!!”

 

ความเย็นของบางอย่างที่เตะข้างแก้มเรียกดวงตาสีเทาอ่อนของผมให้ค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าอันคุ้นเคยของฟีแซลล์ที่ชะโงกมาหา คิ้วทั้งสองข้างของเขากำลังขมวดเป็นปมพร้อมกับดวงตาสีฟ้าที่ฉายแววกังวลผ่านทางสีหน้า

 

“โฟรช ลืมตาแล้ว?” พูดจบอีกฝ่ายก็โถมตัวใส่อย่างไม่ทันตั้งตัวนั่นทำให้ผมนึกเอะใจขึ้นมาว่าความนุ่มบริเวณแผ่นหลังนี่คือเตียงของผมไม่ผิดแน่

 

จำได้ว่าหมดสติไปตรงสระชั้น 3 แต่พอตื่นมากลับมาอยู่ชั้น 1 แถมยังมีฟีแซลล์อยู่ข้างเตียงอีก ระยะห่างจากเตียงผมกับรางน้ำอาจไม่ไกลแต่ก็ถือว่ามากอยู่

 

“ไม่อยู่ในน้ำไม่เป็นไรเหรอ” ผมเอ่ยถามขณะใช้สายตาลอบสังเกตอีกฝ่ายไปด้วย ได้ชื่อว่าเป็นเงือกก็ควรที่จะอยู่กับน้ำตลอดเวลาเหมือนอย่างพวกปลาผมจึงได้สร้างรางน้ำเพื่อให้สามารถใกล้ชิดกับอีกฝ่ายได้มากที่สุด

 

“อืม คิดว่าไม่เป็นนะ ตัวคุณยังร้อนอยู่เลย” ฟีแซลล์พูดพลางให้มือทั้งสองข้างแนบลงบนแก้มผม

 

“พักสักหน่อยก็...” ประโยคที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยกลืนหายไปในลำคอเนื่องจากสายตาผมเลื่อนมองต่ำลงไปบริเวณสะโพกที่ปกติจะเป็นเกล็ดสีฟ้าอมเขียวทว่าตอนนี้กลับเป็นสีเนื้อเช่นเดียวกับสีผิวบริเวณลำตัวแถมพอมองต่ำลงไปกับเจอเข้ากับสิ่งที่ไม่คาดคิด...

 

ขา?!

 

ผมเห็นขาของฟีแซลล์!

 

“โฟรช?”

 

“นั่นขา?” ตอนนี้สายตาผมจับจ้องไปยังขาสองข้างที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงด้วยความตกใจ

 

มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เห็นขาแต่มันเป็นเรื่องใหญ่มากเมื่อขานั้นเป็นขาของเงือก ทุกคนต่างรู้กันดีว่าเงือกมีท่อนบนเป็นมนุษย์และมีท่อนล่างเป็นปลา สามารถแหวกว่ายอยู่ในน้ำได้อย่างอิสระ นั่นคือเงือกไม่มีขา

 

แต่นี่อะไร ตรงหน้าผมคือขาเห็นๆ

 

“ฮะ? อ๊ะ!...จับอะไรนะโฟรช” อีกฝ่ายถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกผมเอื้อมมือไปสัมผัสขานั่นเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นขาจริงๆ ขาเรียวยาวมีกล้ามเนื้อพองามไม่ได้ต่างจากขามนุษย์สักนิด

 

แต่ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ล่ะ

 

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ หางถึงได้กลายเป็นขาล่ะ” ในเมื่อไม่สามารถคิดหาคำตอบเองได้ก็มีแต่จะต้องถามเอาคำตอบจากเจ้าของร่างตรงๆ

 

“ผมคิดว่าพอหางแห้งก็จะกลายเป็นขาล่ะมั้ง ผมเองก็ตกใจเหมือนกันที่อยู่ๆ หางก็กลายเป็นขา” ฟีแซลล์เล่าให้ฟังด้วยด้วยสีหน้ามึนงงไม่แพ้ผม

 

“ไม่รู้มาก่อน?”

 

“ก็ไม่รู้น่ะสิ ผมเพิ่งจะเคยขึ้นบกจนขาแห้งแบบนี้ครั้งแรก รู้ไหมผมตกใจแค่ไหนที่เห็นคุณหมดสติอยู่ใต้น้ำน่ะ ด้วยขนาดตัวผมจะให้ลากคุณมันง่ายซะที่ไหนล่ะ ดีนะที่พอหางแห้งก็กลายเป็นขาเลยเคลื่อนที่ได้ง่ายหน่อย” อีกฝ่ายส่งเสียงบ่นรัวๆ

 

“...โทษที”

 

“ไม่สบายก็นอนพักสิอย่าฝืนลุกขึ้นมา”

 

“อืม...ก็คิดว่าไหว” ผมตอบกลับ

 

“แล้วมันไหวไหมเล่า!” ฟีแซลล์สวนกลับมาด้วยน้ำเสียงเคืองๆ

 

“...ก็ไหวอยู่...”

 

“ไหวที่ไหนกัน! ถ้าไม่มีผมคุณจมน้ำตายไปแล้ว!” น้ำเสียงใสๆ นั่นตะโกนใส่หน้าผมอย่างไม่เกรงใจ

 

“ถ้าฉันนอนพักแล้วใครจะทำมื้อเช้าให้นายกินล่ะ” ผมพูดต่อ

 

“แค่อดมื้อเช้ามื้อเดียว...ไม่สิ...ต่อให้อดอาหารสักวันสองวันผมไม่ตายหรอกน่า”

 

“ปกติแค่ฉันทำช้าก็ท้องร้องแล้วแท้ๆ” ผมพูดให้อีกฝ่ายได้ยิน ผมแทบไม่ต้องมองนาฬิกาว่าถึงเวลาทำอาหารรึยังเพราะเมื่อไหร่ที่ใกล้เวลาอาหารผมจะได้ยินเสียงท้องร้องแผดดังลั่นจนไม่มีสมาธิทำงาน

 

“แต่ถ้าผมรู้ว่าคุณป่วยก็รอได้อยู่แล้ว ไม่ใช่เด็กๆ สักหน่อย” อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบา

 

“ดูยังไงก็ยังเด็กอยู่” ผมบอกพลางเอื้อมมือไปสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มที่ไม่เปียกเหมือนยามปกติ ทั้งที่อยู่แต่ในน้ำไม่ได้สระหรือมีครีมนวดแต่เส้นผมกลับนุ่มและลื่นมาก ฟีแซลล์ไว้ผมยาวเกือบถึงสะโพกซึ่งเส้นผมนั้นไม่ได้เรียบตรงแต่มีลอนเล็กน้อย

 

“เด็ก? ผมไม่เด็กแล้วนะ อายุมากกว่าคุณแน่นอน” ฟีแซลล์เน้นย้ำด้วยใบหน้าจริงจัง

 

“ไม่มีทาง ถึงต่างก็ไม่น่าเกิน 5 ปี” ผมกล้าพูดได้เต็มปาก ดูจากโครงสร้างร่างกายและใบหน้าไม่มีทางที่เขาจะอายุมากกว่าผมถึงครั้งแรกที่เราเจอกันจะผ่านมากว่า 20 ปีแต่ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าอายุเราไม่น่าจะต่างกันมาก

 

“ผมว่าเกิน คุณอายุเท่าไหร่” อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ระหว่างถาม

 

“แล้วนายล่ะอายุเท่าไหร่”

 

“ผมถามก่อน คุณก็ต้องตอบก่อนสิ”

 

“ใครเป็นคนกำหนดว่าถามทีหลังแล้วต้องตอบก่อน?” ผมสวนกลับ

 

“ถ้าคุณไม่บอกผมก็จะไม่บอก ให้ค้างคาอยู่แบบนี้แหละ” อีกฝ่ายกอดอกทำหน้ามุ่ยใช้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลจับจ้องมาเป็นเชิงข่มขู่ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ผมรู้สึกตลกซะมากกว่า

 

“กำลังขู่หรือทำหน้าตลก?”

 

“โฟรเช่!” เสียงเรียกชื่อเต็มผมดังขึ้นอย่างเคืองๆ ซึ่งผมตอบรับด้วยการยกยิ้มมุมปากที่สามารถกวนอีกฝ่ายได้สำเร็จ

 

ชื่อของผมนอกจากครอบครัวไม่มีใครเรียกชื่อห้วนๆ มาก่อน ความจริงต้องใช้คำว่าไม่มีใครกล้าเรียกเนื่องจากอิทธิพลและอำนาจที่ผมมีอยู่ในมือทุกคนต่างยอมให้ผมทั้งนั้นแต่ฟีแซลล์นอกจากจะเรียกชื่อห้วนๆ แล้วยังมาตั้งชื่อเล่นให้อีก

 

ถ้าไม่ใช่ฟีแซลล์ผมคงไม่ยอมอยู่เฉยแบบนี้แน่

 

ผมเป็นพวกที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากทำอะไรก็จะทำ

 

เป็นพวกเอาแต่ใจและไม่ยอมใคร

 

นั่นแหละคือตัวผม

 

ทว่าทุกอย่างล้วนมีข้อยกเว้นซึ่งข้อยกเว้นสำหรับผมคือฟีแซลล์ หากเขาอยากให้ผมบอกก่อนผมก็จะบอกแต่แค่มีอารมณ์อยากกวนอีกฝ่ายให้ทำหน้ามุ่ยก่อนแค่นั้นเอง

 

“ฉันอายุ 30” ผมบอกอายุไปตามจริงแล้วรอฟังคำตอบจากอีกฝ่าย

 

“ฮ่า...ผมบอกแล้วว่าผมอายุมากกว่าแน่นอน” ใบหน้าที่เชิดขึ้นนั่นคล้ายดีใจที่ตนเองอายุมากกว่าผม

 

“สรุปนายอายุเท่าไหร่” ผมถามซ้ำ

 

“50”

 

“...อะไรนะ” ผมถึงกับขมวดคิ้วแน่นก่อนจะถามย้ำอีกรอบ

 

นี่ผมหูฝาดไปใช่ไหม

 

“50...ผมบอกว่าผมอายุ 50 ปีแล้วโฟรช!” ฟีแซลล์ใช้มือป้องปากเพื่อเพิ่มระดับของเสียงให้ดังขึ้น

 

“เป็นไปไม่ได้” ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน

 

อายุ 50 ปี...คนตรงหน้าเนี่ยนะ

 

ให้ถามคนกี่ล้านคนก็ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าใบหน้าอ่อนเยาว์มีน้ำมีนวลกับผิวเต่งตึงปราศจากตีนกาหรือริ้วรอยนั่นจะอายุปาเข้าไปถึง 50 ปี มนุษย์อายุ 30 บางคนยังดูแก่กว่าไม่รู้ตั้งกี่เท่า

 

“ผมพูดจริงนะ ความจริงน่าจะ 50 กว่าแต่จำไม่ได้ งั้นก็ถือว่า 50 ถ้วนละกันเนอะ”

 

“...” อายุฟีแซลล์ใกล้เคียงกับรุ่นพ่อผมอยู่รอมร่อ

 

นี่ผมตกหลุมรักเงือกยังไม่พอแต่ยังเป็นเงือกที่อายุรุ่นพ่ออีกเหรอเนี่ย

 

“โฟรช? เป็นอะไร...ปวดหัวอีกแล้วเหรอ” อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนขณะก้มหน้าลงมาหาใกล้ๆ

 

“ใส่อะไรอยู่น่ะ” ผมไม่ตอบคำถามแต่เบนสายตาไปบริเวณสะโพกที่มีผ้าขนหนูผืนเล็กผูกเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่

 

สภาพของฟีแซลล์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมแทบจะเรียกว่าเปลือยเปล่า โชคดีที่เส้นผมยาวๆ นั่นช่วยปิดแผ่นอกเปลือยเปล่าไม่ให้ถูกจับจ้อง หากปัดผมนั่นไปข้างหลังเชื่อเถอะว่าต่อให้ผมกำลังป่วยอยู่คงเกิดอารมณ์แน่

 

ฟีแซลล์จัดว่าหน้าตาดีมากซึ่งสามารถมองได้ทั้งหล่อและสวย โดยรวมก็ต้องพูดว่างดงาม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหากเห็นฟีแซลล์ผมเชื่อว่าต้องถูกเสน่ห์นั่นดึงดูด

 

“อ้อ...ก็มันโล่งๆ ผมเลยหาผ้ามาพัน ไม่ได้เหรองั้นผมถอด...”

 

“หยุด! ใส่ไว้ก่อน” ผมรีบเอ่ยห้ามพร้อมกับคว้ามืออีกฝ่ายไม่ให้ปลดปมผ้าที่ผูกไว้

 

ไม่ได้จะว่าสักหน่อยแค่ถามเฉยๆ

 

“ได้...”

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

“ท่านโฟรเช่ครับ”

 

เฮือก!

 

เสียงเคาะประตูตามมาด้วยเสียงเรียกที่ดังขึ้นจากหน้าห้องทำเอาฟีแซลล์ถึงกับสะดุ้งเฮือกแล้วกระโจนมานั่งซุกอยู่ด้านหลังผมที่เหลือเนื้อที่เพียงเล็กน้อย

 

“เข้ามา” ผมเอ่ยอนุญาติเพราะรู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร

 

“ขออนุญาตครับพอดีพวกเราไม่เห็นท่านในห้องทำงาน” คำอธิบายดังออกมาจากชายผมสีน้ำตาลเข้มที่ก้าวเข้ามาในห้องคนแรก

 

“พวกเราเลยมาตาม โอ๊ะ!...พวกเรามากวนรึเปล่าครับท่านโฟรเช่” ชายอีกคนที่เดิมตามหลังเอ่ยถามหลังเห็นฟีแซลล์ที่พยายามขยับตัวขึ้นมาหลบอยู่ด้านหลังผม ด้วยสภาพใกล้เคียงกับคำว่าเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าขนหนูพันเอวผืนเดียวนั่นพานให้เข้าใจผิดน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะ

 

ฟีแซลล์ขยุ้มชายเสื้อผมแน่นขณะขยับตัวเข้ามาแนบชิดคล้ายกำลังระแวดระวังและไม่ชินกับผู้มาใหม่ อยู่กับอีกฝ่ายมาตั้งนานทำไมผมจะไม่รู้ว่าฟีแซลล์เป็นพวกขี้ระแวงและระวังตัวแจ หากไม่มีผมอยู่เขาอาจกระโดดลงน้ำว่ายหนีไปแล้วก็เป็นได้

 

ถ้าแบบนั้นสั่งให้ทั้งคู่เข้ามาใกล้ฟีแซลล์อาจเปลี่ยนมากอดผมก็ได้สินะ

 

ช่างเป็นความคิดที่น่าทำจริงๆ แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้

 

“ฟีแซลล์ไม่เป็นไร ทั้งคู่เป็นคนสนิทของฉัน” ผมบอกคนด้านหลัง

 

“...อืม” ฟีแซลล์ที่มักจะพูดไม่หยุดทำเพียงครางเบาๆ ตอบรับในลำคอคล้ายไม่อยากให้คนอื่นได้ยินเสียงนักซึ่งถือว่าดี อย่างที่บอกว่าเสียงของเงือกจะดึงดูดผู้ที่ได้ยินให้หลงใหล

 

ผมไม่อยากให้คนอื่นมาหลงใหลคนที่ผมรักหรอกนะ

 

สงสัยคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

 

“เควส โวร์” ผมเรียกชื่อทั้งคู่เป็นเชิงบอกให้แนะนำตัว

 

“สวัสดีครับท่านฟีแซลล์ ผมชื่อเควสเป็นเลขาของท่าโฟรเช่ พวกเราเคยพบกันแล้วหากต้องการอะไรสามารถบอกได้นะครับ” เควสแนะนำตัวพร้อมก้มหัวลงเล็กน้อย

 

สมกับเป็นเลขาของผมถึงไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีถึงสถานฐานะของฟีแซลล์ ที่บอกว่าเคยพบกันก็ไม่แปลกเพราะช่วงที่ผมไม่อยู่คนที่นำอาหารมาให้ฟีแซลล์ก็คือเขาสลับกับโวร์

 

เควสเป็นชายอายุใกล้ๆ ผม รูปร่างไม่กำลังยำนักแต่มีความสามารถในการต่อสู้ไม่เป็นลองใครอีกทั้งยังมีการคิดวิเคราะห์ดีเยี่ยม ให้ทำอะไรก็สามารถทำได้ถือเป็นหนึ่งในคนที่ผมสามารถวางใจส่งให้ไปเข้าประชุมหลายๆ ที่แทนได้

 

“ยินดีที่ได้รู้จักครับท่านฟีแซลล์ ผมโวร์ สูง 178 น้ำหนัก 72 มีเรื่องอะไรสามารถปรึกษาผมได้นะครับ” โวร์แนะนำตัวต่อจากเควส นิสัยของโวร์เป็นคนละขั้วกับเควสเพราะขานี้ออกแนวเพลย์บอยและมีความลื่นไหลสูงกว่าเหมาะกับการเข้าไปสืบหาข้อมูลหรือทำลายธุรกิจไหนสักแห่ง

 

รูปร่างของโวร์กำยำกว่าเควสเล็กน้อย อีกทั้งมีทักษาในการใช้อาวุธทั้งปืนและมีดถือว่าชำชองนัก หากต้องการคนบุกทะลวงก็ไม่ต้องไปหาใครอื่น ด้วยนิสัยแบบนั้นสามารถเข้ากับใครก็ได้แถมยังอ่านบรรยากาศเก่งอีก อย่างตอนนี้โวร์เห็นแล้วว่าฟีแซลล์กำลังระแวงอย่างหนักจึงได้พยายามผ่อนคลายบรรยากาศภายในห้องให้ดีขึ้นแม้จะไม่มากแต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายจากคนด้านหลัง

 

“...อืม ฟีแซลล์ครับ” คนด้านหลังผมพยักหน้าตอบรับก่อนจะแนะนำตัวเองด้วยประโยคสั้นๆ ซึ่งนั่นก็มากพอจะทำให้ชายสองคนที่ไม่เคยได้ยินเสียงเงือกถึงกับผงะ

 

“...ท่านโฟรเช่” เควสเป็นคนแรกที่หันมามองผมด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจนัก

 

“โอ้ว...เสียงไพรเราะสุดๆ ไปเลย” โวร์พูดต่อ

 

เสียงของฟีแซลล์คงส่งผลกับทั้งคู่เหมือนกันสินะ

 

หากเขาอยู่กับผมคงต้องมีเจอกับเควสและโวร์อีก แต่ผมก็ไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงของฟีแซลล์นอกจากตัวเองนัก ผมคิดไว้แล้วว่าต้องทำอะไรเพียงแต่คงต้องใช้เวลาในการทำสักระยะ

 

“เควส โวร์”

 

“ครับ...ท่านโฟรเช่รู้สึกไม่สบายตรงไหนรึเปล่าครับ” เควสเอ่ยถาม เขาคงสังเกตถึงอาการผิดปกติของผม

 

“เป็นไข้นิดหน่อย” ผมตอบไปตามจริง

 

“งั้นผมจะแคนเซิลประชุมกับนัดช่วงค่ำไปนะครับ โวร์” พูดจบก็หันไปสะกิดเพื่อนข้างๆ

 

“เดี๋ยวผมจะเอายาลดไข้กับมื้อกลางวันมาให้ครับ...มื้อกลางวัน 2 ที่นะครับ” โวร์พูดต่ออย่างรู้งาน

 

“อืม ฝากด้วย” ก็อยากจะลุกไปทำมื้อกลางวันอยู่หรอกแต่ในสภาพนี้คงไม่ไหว

 

“ท่านหักโหมทำงานมาหลายวันติดแล้วควรพักบ้างนะครับ”

 

“จริงด้วยท่านโฟรเช่...หากป่วยขึ้นมานอกจากทรมานแล้วยังต้องหยุดพักยาวด้วยนะครับ”

 

“โวร์ ฉันไม่ใช่เด็ก” คำขู่แบบนั้นใช้ได้กับเด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบเท่านั้นแหละ

 

“ครับผม ถ้างั้นเดี๋ยวผมมาครับ” โวร์ก้มหัวก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

“มีเรื่องอะไรอีกรึเปล่า” ผมถามเควสเพราะเขายังคงยืนนิ่งๆ โดยไม่ขยับไปไหน

 

“ท่านควรจะหยุดงานสัก 2-3 วันจนกว่าจะหาย แต่พรุ่งนี้มีนัดกับตัวแทนจากกรุงทีฟาร์ไม่ทราบว่าจะให้เลื่อนออกไปก่อนหรือว่าจะ...”

 

“ให้นายไปแทน” ผมเอ่ยแทรกก่อนอีกฝ่ายจะพูดจบประโยค แค่การประชุมกับตัวแทนเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องให้ผมต้องเข้าไปเจอด้วยตัวเองหรอก ยังไงเควสก็สามารถจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยได้อยู่แล้ว

 

“รับทราบครับ ถ้าเช่นนั้นผมขอตัว” เควสโค้งเล็กน้อยแล้วจึงหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง

 

เมื่อทั้งคู่ออกจากห้องไปฟีแซลล์ที่หลบอยู่ก็ขยับตัวเตรียมลุกออกมาจากเตียงถ้าไม่ติดว่าถูกผมคว้าเอวนั้นแล้วดึงจนอีกฝ่ายต้องเซกลับมาอยู่บนเตียงอีกครั้ง ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลหันมามองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจว่าต้องการจะทำอะไรกันแน่

 

“โฟรช?”

 

“อย่าเพิ่งลุกสิ” ผมบอก มีโอกาสให้อยู่ใกล้กันขนาดนี้ทั้งทีต่อให้ปวดหัวหรือกลัวอีกฝ่ายจะติดก็ช่างมันไปก่อน...ผมอยากให้ฟีแซลล์อยู่ใกล้ๆ แบบนี้อีกนิด

 

“แต่ถ้าผมอยู่แบบนี้คุณจะนอนพักยังไงล่ะ” ฟีแซลล์พูดด้วยน้ำเสียงแกมเป็นห่วง

 

“นอนได้สิ แบบนี้ไง” พูดจบผมก็ทิ้งศีรษะลงบนตักที่มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวผูกอยู่

 

“อ๊ะ!...โฟรช ไม่เอา...แบบนี้ผมว่าไม่ดีนะ”

 

“ไม่ดียังไง”

 

“ก็มันแปลกๆ แบบว่า...”

 

“ว่า?”

 

“เอ่อ...อย่างน้อยให้ผมใส่อะไรก่อนได้ไหม” อีกฝ่ายบอกเสียงแผ่ว ใบหน้าขาวออกซีดบัดนี้กำลังเห่อแดงขึ้นทีละนิด ให้นั่งอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยแบบนี้ผมคงจะใจร้ายเกินไปสินะ

 

“ประตูแรกเปิดเข้าไปจะมีเสื้อผ้าอยู่ หยิบที่ชอบมาใส่ละกัน” ผมลุกขึ้นนั่งพร้อมชี้นิ้วไปยังประตูแรกด้านข้างผนังห้อง

 

“ได้ เดี๋ยวผมมา” ฟีแซลล์พยักหน้าเดินไปเปิดประตูตามที่ผมบอก

 

ในห้องนี้นอกจากประตูทางออกแล้วมีอีก 2 ประตู ประตูแรกคือห้องแต่งตัวซึ่งจะมีเสื้อผ้าอยู่นับสิบแถวให้เลือกใส่ตามอารมณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ ส่วนอีกประตูหนึ่งคือห้องน้ำซึ่งทั้ง 2 ห้องมีประตูกลางสามารถเปิดเชื่อมถึงกันได้

 

ใช้เวลาสักพักใหญ่ประตูห้องแต่งตัวก็ถูกเปิดอ้าพร้อมกับร่างของฟีแซลล์เดินออกมาในชุดที่ทำเอาไข้ที่กำลังขึ้นทยานขึ้นไปอีก ท่อนบนคือเสื้อคอกว้างสีฟ้าสดที่ผมนึกไม่ออกว่ามีเสื้อตัวนี้ยัดอยู่ในซอกไหนผมถึงเพิ่งจะเคยเห็นมันเป็นครั้งแรก ท่อนล่าเป็นกางเกงขาสั้นสีเหลืองแสดที่ผมจำได้ว่าตัวนี้พ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดที่ไม่เคยได้ใส่มันแม้แต่ครั้งเดียว

 

ฟ้าสดกับเหลืองแสด

 

แค่มองก็แสบตาแล้ว

 

“...จะใส่ชุดนี้?” ผมถามเพื่อความแน่ใจ

 

ชุดมีเป็นพันทำไมถึงหยิบออกมาได้ชุดสะท้อนแสงแบบนี้เล่า!

 

“อืม ผมชอบสีฟ้านี้ สีเหลืองเองก็ดูสดใส” ฟีแซลล์พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

 

“ถ้าชอบก็ช่างเถอะ มานั่งนี่” ผมตบบริเวณหัวเตียงให้อีกฝ่ายเดินเข้ามานั่ง

 

“อืม” ฟีแซลล์ก้าวมานั่งอย่างคุ้นชินกับการเดิน

 

แปลว่าสมดุลของร่างกายคงจะดีมาก

 

ผมคิดพลางล้มตัวลงนอนบนตักนุ่มๆ อีกครั้ง พอมีกางเกงขั้นอีกฝ่ายก็ไม่ห้ามหรือขยับหนีอีกตรงกันข้ามดวงตาสีฟ้าทะเลยังประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนของผมจากด้านบนพร้อมผ่ามือที่วางลงบนหน้าผากเพื่อวัดไข้ ดวงตาสีน้ำทะเลนั่นให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองทะเลอยู่จริงๆ เป็นทะเลที่สดใสและเปี่ยมด้วยความสุขยามจ้องมอง

 

จากนั้นไม่นานมือที่วางบนหน้าผากก็เปลี่ยนมาลูบเส้นผมสีดำของผมอย่างเชื่อมช้าราวกับกำลังขับกล่อมผมให้หลับใหล สติที่มีค่อยๆ พล่าเลือนไปทีละน้อยเช่นเดียวกับดวงตาที่ผมพยายามลืมเพื่อจะได้จ้องมองอีกฝ่ายได้นานขึ้นแต่เหมือนฟีแซลล์จะรู้ทันเขาจึงวางฝ่ามือลงบนตาผมพร้อมเอ่ยถ้อยคำที่พาสติให้จมดิ่งสู่ห้วงลึก...

 

“ฝันดีนะโฟรช หายเร็วๆ ล่ะ”

 

หากรู้ว่าป่วยแล้วจะได้มีฟีแซลล์อยู่ใกล้ชิดขนาดนี้ผมอาจจะยอมป่วยตั้งแต่วันแรกเลยก็เป็นได้

..............................................................

คะแนนความหวานตอนนี้ให้เท่าไหร่กันดี

หลายคนถามเรื่องขาของฟีแซลล์กันมา ตอนนี้ก็ได้เฉลยแล้ว

ไม่มีดราม่าต้องขอพรหรือแลกด้วยอะไรทั้งนั้น เราวางไว้ง่ายๆ แบบนี้แหละ

อ่านกันสบายๆ ไม่ต้องเครียดนะคะ

หลังจากตอนนี้ไปฟีแซลล์ที่รู้ว่าสามารถขึ้นบกได้จะเป็นอย่างไรนั้น...

เดากันได้เลยว่าไม่มีทางอยู่เฉย

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และกำลังใจนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น