ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

Preface [130%] REWRITE

บทนำ

​------------------------

โมบายทำจากแท่งเหล็กขยับส่งเสียงแหลมเล็กไพเราะ ยามที่ประตูถูกเปิดออกจากบุคคลด้านนอก คนที่มาใหม่ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นชายหนุ่มเจ้าของร่างโปร่งในวัยยี่สิบสี่ปี เจ้าของรอยยิ้มสดใส เจ้าตัวยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวแทบจะครบทุกซี่ ประตูที่เปิดออกไม่ได้ใช้มือเปิด ทว่ากลับเป็นไหล่บางที่ใช้ดันมันอย่างไม่คิดขอให้ใครช่วย

กว่าเขาจะขับรถกลับจากบ้านสวนของคุณตาแถบชานเมืองเข้ามาใจกลางกรุงได้ ต้องฝ่ารถติดในช่วงเวลาที่ผู้คนเลิกงานคราคลั่งเต็มท้องถนน ออกจากบ้านสวนมาก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว มาถึงที่นี่ก็พลบค่ำพอดี อีกหนึ่งชั่วโมงร้านกาแฟซึ่งเขาเป็นเจ้าของก็จะปิดบริการ

ที่ใช้ไหล่ดันประตูก็เพราะว่าคนตัวเล็กโลภมากบวกกับความขี้เกียจ ไม่อยากเดินย้อนเข้าย้อนออกไปยังลานจอดรถหน้าร้านให้เสียเวลา เรียวแขนเล็กข้างหนึ่งโอบอุ้มตะกร้าใส่ดอกมะลิส่งกลิ่นหอมแข่งกับกลิ่นกาแฟ เจ้าดอกมะลิสีขาวน่ารักพวกนี้เขาเก็บเองกับมือจากสวนด้านหลังบ้านของคุณตา เก็บเพลินจนรู้ตัวอีกทีก็ได้ดอกมะลิสดมาเต็มตะกร้า

ส่วนอีกมือหนึ่งก็เป็นตะกร้าอีกเช่นกัน แต่มันมีไว้เพื่อรองรับกระถางต้นไม้ขนาดจิ๋วราวๆสิบกระถางได้ ของพวกนี้ก็มาจากสวนของคุณตาอีกเหมือนกัน

เรียกว่าไปเยี่ยมคุณตาสุดสัปดาห์นี้ ร่างโปร่งเก็บของฟรีกลับมาได้เพียบ

พนักงานสาวที่อายุมากกว่าเห็นว่าเจ้านายหน้าเด็กของตัวเองโผล่มาที่ร้านจนได้ เห็นร่างเล็กอุ้มข้าวของพะรุงพะรัง เธอรีบเดินย่องอย่างระวังเสียงเท้าไปช่วยเจ้านายหนุ่มทันที

“ทำไมปิดร้านไวจังครับ แต่ไม่เป็นไร วันนี้ผมก็อู้เหมือนกัน อู้มันด้วยกันทั้งหมดนี่ล่ะ เปิดไฟสลัวทั้งร้านแบบนี้ เก็บของสะดวกเหรอ”

ร่างโปร่งกำลังใช้ภาษามือสื่อสารกับพนักงานสาวในชุดเอี๊ยมสีน้ำตาลเข้ม ทันทีที่ข้าวของพะรุงพะรังถูกรับไปจากมือ สองมือนั้นก็ขยับออกท่าทางประกอบเสียงในใจ เป็นคำถามที่ไร้เสียง มีเพียงแค่สองมือที่ขยับแสดงการสื่อสารระหว่างกันไปมาอย่างคล่องแคล่ว ตาหวานกวาดมองไปทั่วร้านของตัวเองทั้งร้านไม่ได้เปิดไฟสว่างโล่งเหมือนทุกที กลับมืดสลัวด้วยแสงไฟสีส้มนวลตา

 “ชู่ว์**…**คุณวามาทางนี้เลยค่ะ มาได้จังหวะพอดี”

พนักงานสาวยกนิ้วชี้แตะปาก

เธอทำภาษามือคืนกลับ แต่เธอขยับมือไปพร้อมกับเอ่ยเสียงประกอบไป ก่อนจะวางของที่มาจากบ้านสวนของเจ้านายหนุ่ม เพราะความสนิทคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เธอยื่นมือไปคว้าข้อมือเล็ก กึ่งลากกึ่งเดินย่องไปหลังเคาท์เตอร์

“อยากมีแบบนี้กับเขาบ้างจัง”

เธอเพ้อฝันทั้งน้ำเสียงและสายตา

“คุณศิวาดูสิคะ โรแมนซ์มากเลยค่ะ”

พนักงานสาวอีกคนที่ยืนอยู่ก่อนหน้าเห็นเจ้านายหนุ่มเดินย่องตามเพื่อนสาวของตัวเองมาก็เรียกให้ชายหนุ่มร่วมวงแอบดูอะไรบางอย่างอยู่ด้วย ทั้งสองสาวไปยืนข้างกันสองมือจับกุมซึ่งกันและกัน มองด้วยสายตาเพ้อฝันไปยังมุมหนึ่งของร้านกาแฟที่ซึ่งศิวาเป็นเจ้าของ

เจ้านายหนุ่มหัวเราะไร้เสียง ก่อนจะเบนสายตามองไปในทิศทางเดียวกับทั้งสองสาว ที่แท้**…**ชายหนุ่มร่างสูงสมบูรณ์แบบกำลังขอแต่งงานหญิงสาววงหน้าสวยหวานนี่เอง

จำได้แล้ว**!**เมื่อวานพี่ปรางหนึ่งในสองพนักงานสาว ได้บอกกับเขาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าค่ำวันนี้จะมีคนขออนุญาตใช้ร้านกาแฟของเขาเป็นสถานที่ขอแต่งงาน

ตอนได้ยินก็รู้สึกยินดีแล้วก็เป็นปลื้มด้วยเหมือนกัน ยินดีที่ลูกค้าเล็งเห็นว่าร้านของเขามีบรรยากาศที่เหมาะกับการขอแต่งงาน สองต่อสองเงียบๆ               แต่โรแมนติกสุดๆไปเลย เขานี่สิที่ดันยุ่งจนลืมเรื่องนี้ไป

ศิวามาเห็นตอนที่ชายหนุ่มกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นข้างกายหญิงสาวผู้โชคดีที่กำลังจะกลายเป็นว่าที่เจ้าสาวในอีกไม่ช้า บนโต๊ะมีคัพเค้กรสชาเขียว น่าจะเป็นรสที่หญิงสาวคนนั้นชอบ กับมอคค่าปั่นแล้วก็กาแฟดำที่น่าจะเป็นของชายหนุ่มคนนั้น

“เกลแต่งงานกับพี่นะ?”

“พี่รันต์**!**” เธอตกใจกับคำขอของชายหนุ่มที่คบกันมานานถึงสองปี

สองปีก็มากพอที่เขาจะเลือกเธอเป็นคู่ชีวิต ตาคู่สวยมองวัตถุทรงกลมประดับเพชรเม็ดงามเพียงไม่กี่กะรัต เธอไม่สนมูลค่าของมัน แต่เธอสนความรักของผู้ชายคนหนึ่งที่มีให้เธอ

“เกลกลัวที่จะแต่งงานกับพี่รึเปล่า เกลรู้ใช่ไหมว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของพี่ เกลปฎิเสธพี่ก็ได้นะ แต่สำหรับพี่**…**พี่พร้อมจะดูแลเกล รักเกลไปทั้งชีวิต” ชายหนุ่มถามเสียงขื่นพลางยิ้มจางให้กับประวัติความรักของเขาในครั้งก่อน

สองครั้งในชีวิตที่เขาเจ็บปวดรู้ซึ้งให้กับรสชาติของการสูญเสีย ลิ้มรสความรักที่ล้มเหลว

ชายหนุ่มไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา บางทีเขาอาจถูกคำสาป รักใครชอบใคร คนๆนั้นต้องมีอันเป็นไป รักครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อสมัยเรียนจบ อุบัติเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เธอตกตึกเสียชีวิตคาที่อย่างไร้สาเหตุ รักครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนที่เขาจะมาพบกับเกล เขาขอเธอแต่งงานเช่นเดียวกับหญิงสาวคนปัจจุบันในเวลานี้ ทว่าแค่ชั่วข้ามคืนหญิงคนรักของเขากลับตายปริศนาคาห้องนอน

รักของเขามันต้องคำสาป

เขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่อยากมีความรักและสร้างครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อถึงวัย

เดิมทีไม่คิดจะเปิดรับใครอีกเพราะเจ็บปวดมามาก แต่เกลเป็นผู้หญิงสดใส เกลเป็นเหมือนยาสมานแผลทำให้เขาเปิดรับหญิงสาวเข้ามาอยู่ในใจอีกครั้ง

“พี่รันต์ความรักไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเกล การที่เกลกับพี่รักกัน ก็ไม่ต้องมีอะไรให้กลัวเหมือนกัน เกลเชื่อว่าพี่จะดูแลเกลได้ดีไม่แพ้พ่อเกลแน่ค่ะ” หญิงสาวหัวเราะ เธอยิ้มกว้างตลอด ดวงตาสวยฉาบคลอไปด้วยน้ำสีใสที่เอ่อท้นแต่ไม่ยอมไหลรินเพราะความตื้นตัน เธอยื่นมือข้างซ้ายออกไปให้ชายหนุ่มที่คุกเข่ารอการตอบรับ

"พี่รักเกลให้พี่ดูแลชีวิตเกลนะ”

การพบกันครั้งแรกของเขากับเกลเกิดขึ้นที่นี่ เขาถึงใช้สถานที่แห่งนี้ขอเธอแต่งงาน เพื่อตอกย้ำให้หญิงสาวรู้ว่าเรื่องราวเพียงเล็กน้อยระหว่างกัน เขาจดจำได้เสมอ

“เกลอยากขึ้นคานที่ไหนกัน” หญิงสาวพูดติดตลก มองวัตถุทรงกลมค่อยๆสวมเข้ามาในนิ้วนางข้างซ้าย

สงสัยพนักงานของศิวากับชายหนุ่มคนนั้นคงวางแผนร่วมกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เพลงคลาสสิคที่มีท่วงทำนองเชื่องช้าหวานล้ำเข้ากับบรรยากาศเปิดคลอขึ้นมา ก่อนที่ว่าที่เจ้าบ่าวจะเชิญชวนว่าที่เจ้าสาวคนสวยให้ออกมาเต้นรำด้วยกัน

คนมองอย่างศิวายังอดยิ้มให้กับคนทั้งสองไม่ได้

ผู้ชายคนนี้อบอุ่นดีจัง เขาต้องเป็นคนรักที่ดีของเธอได้แน่ๆ หญิงสาวหน้าสวยคนนั้นโชคดีแล้วที่ได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆที่รักเธอหมดหัวใจ

เดี๋ยวนี้ความรักดีๆหายากเสียด้วย

รอยยิ้มยินดีพลันหายไปจากวงหน้าเล็กของศิวา เมื่อเขาได้เห็นเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มคนนั้นชัดเจน ร่างสูงกำลังเคลื่อนขยับกายไปตามจังหวะเนิบนาบของทำนองเพลง คนมองอยู่ห่างๆใบหน้าเผือดสี หัวใจพลันหยุดเต้นไม่ต่างจากรอยยิ้มสดใสที่หายไป

สองคนนั้นกำลังจูบกัน ว่าที่บ่าวสาว**…**

การันต์**…พี่รันต์ ผู้ชายคนนั้น…**คนที่กำลังจะแต่งงานมีความสุขคือพี่รันต์

ผู้ชายที่เขาแอบชอบมานาน ตั้งแต่สมัยเรียนจนตอนนี้ก็ยังชอบอยู่

“หืม คุณวายืนอึ้งเลยนะคะ อิจฉาล่ะสิ”

“คุณวาไม่อิจฉาหรอกยัยปราง มีคุณหนามอยู่ทั้งคน”

คำพูดกระเซ้าเย้าแหย่ของพนักงานสาวสองคนไม่ได้ผ่านเข้าสมองของเขาแม้แต่นิด ศิวายืนมองการันต์กับหญิงสาวคนนั้นด้วยสายตาเจือความรู้สึกเจ็บปวด

มันผ่านมาหลายปีแล้ว ไม่คิดว่าความรู้สึกนี้จะยังคงอยู่

แบบนี้ใช่ไหมที่เรียกว่าอกหัก?

ศิวาพรูลมหายใจก่อนจะยิ้มบางแสดงความยินดีจากใจจริงให้กับคนทั้งสอง ความรักของเขาไม่ใช่การครอบครองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การันต์มีความสุข เขาก็มีความสุข

ใครบ้างไม่เคยแอบชอบรุ่นพี่สมัยเรียน?

ศิวาหันไปสะกิดพนักงานสาวข้างกาย

“บอกเขาว่าไม่ต้องจ่ายค่าสถานที่ ส่วนน้ำกับขนมนั่น ผมเลี้ยงแสดงความยินดี พี่ปรางเอาเค้กส้มปอนนี้ใส่กล่องให้พี่ชายคนนั้นด้วยนะครับ”

ศิวาใช้ภาษามือสื่อสารกับพนักงานสาวที่รอฟังคำสั่ง

การันต์ไม่ชอบกินเค้ก กินได้แต่กินไม่เก่ง รสเดียวที่การันต์พอจะกินได้หมดปอนคือเค้กส้ม ข้อมูลพวกนี้จำขึ้นใจมาตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่งแล้วล่ะ

“คุณวานี่น่ารักจริงๆเลยค่ะ พี่รอข่าวดีของคุณวาอยู่นะคะ”

ข่าวดีของเขาเหรอ?

สงสัยจะอีกนาน

เจ้าของร้านหนุ่มหน้าหวานส่ายหน้าละเหี่ยใจให้กับคำพูดกระเซ้าเย้าแย่ของพนักงานสาว ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากเคาท์เตอร์ วันนี้เขาเข้าสวนเก็บดอกมะลิจนเพลียแถมคุยกับคุณตาอย่างออกรสออกชาติจนเมื่อยมือไปหมด

วันนี้คงยังทำอะไรกับเจ้าดอกมะลิพวกนี้ไม่ได้ ส่วนกระถางต้นไม้จิ๋วพวกนั้นค่อยเอามันไปวางประดับไว้ทั่วร้านวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน เดิมทีว่าจะมาตรวจดูความเรียบร้อยแล้วช่วยสองสาวปิดร้าน แต่ไม่อยากขัดจังหวะความสุขของว่าที่บ่าวสาว 

ศิวาชอบต้นไม้ ร้านกาแฟของเขาสร้างจากไม้แท้ชั้นดีทั้งร้าน ทุกๆส่วนทุกๆ มุมศิวาเป็นคนออกแบบเองกับมือ

นอกจากจะเป็นเจ้าของร้านกาแฟแล้ว ชายหนุ่มหน้าหวานยังเป็นนักออกแบบภายในอีกด้วย เขารับงานผ่านชายหนุ่มอัธยาศัยดีที่พึ่งถูกพนักงานสาวพาดพิงถึงไปเมื่อครู่

หนามอายุมากกว่าเขา เป็นญาติที่ห่างมากจนไม่รู้ว่าจะนับจากสายเลือดใครดี พวกเขาเติบโตมาจากบ้านสวนด้วยกัน เล่นแล้วก็สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก พวกเขามีฝีมือวาดรูปฉายแววมาตั้งแต่เด็ก ความถนัดและความชอบก็ดันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สรุปก็เลยได้ทำงานในสายงานเดียวกัน

หนามเป็นสถาปนิกเต็มตัว ส่วนศิวาเป็นนักออกแบบภายในรับงานจากหนามเป็นครั้งคราว ศิวาไม่ค่อยชอบสังคมการทำงานแบบออฟฟิศสักเท่าไหร่ บวกกับเจ้าตัวพูดไม่ได้ นี่เลยเป็นข้อด้อยที่ไม่ใช่ปมด้อยสำหรับเจ้าตัว มันทำให้ร่างโปร่งมีเพื่อนน้อยมาก ซี้ย่ำปึกแบบสุดๆก็เป็นไอ้หนามปากหมานี่ล่ะ ถึงจะอายุมากกว่าก็ไม่เคารพเป็นพี่หรอก

นอกจากศิวาจะเก่งออกแบบแล้ว เจ้าตัวให้ความสนใจเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟตอนที่เรียนจบจึงไปเรียนเรื่องนี้เสริมจนได้ใบรับรองมาอีก จากนั้นก็เริ่มใช้ความเป็นหลานขอกู้ยืมเงินจากคุณตามาเปิดร้าน จนตอนนี้น่ะคืนเงินที่กู้ยืมมาไปหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง

ถึงตาจะบอกว่าไม่คิดเอาคืน แต่เขาเป็นหลานแท้ๆ มันใช้ได้ที่ไหนล่ะ

“พี่รันต์ ยินดีด้วยนะครับ”

ศิวาพูดกับตัวเองในใจ ขณะที่ตาหวานมองเข้าไปในร้าน

ร่างโปร่งขึ้นรถโฟล์คสวาเกนสีดำคันเก่งของตัวเอง มันเป็นรถมือสองแต่เป็นรถคันแรกในชีวิตของศิวา ก่อนจะซื้อคันนี้เขาให้หนามดูแล้วดูอีกเขาไม่มีความรู้เรื่องรถเท่าไหร่

หมอนั่นน่ะกวนประสาท ชอบล้อว่าไม่มีคนใบ้ที่ไหนขับรถหรอก เขาเป็นใบ้พูดไม่ได้แต่เขาไม่ได้เป็นง่อย พิการขาขาดแขนขาดสักหน่อย หูหรือก็ได้ยินดี     คนใบ้บางคนโชคร้ายกว่าเขาอีก ทั้งใบ้ทั้งหนวก คนพวกนั้นน่าเห็นใจ

ศิวาโชคดีที่มีคุณตากับไอ้หนามปากหมา มีบ้านสวนอันอบอุ่น มีการเรียนรู้เติบโตขึ้นจนชีวิตพัฒนามาได้ถึงขั้นนี้โดยไม่เป็นภาระใคร แค่นี้ก็ภูมิใจตัวเองจะแย่อยู่แล้ว มีแต่ไอ้หนามปากหมานี่ล่ะที่ล้อได้ล้อดี ศิวาเบ้ปากยกนิ้วโป้งคว่ำใส่ไอ้หนามปากหมา หมอนั่นหาเรื่องจะไม่พาไปซื้อด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไม

ไม่เหนื่อยหรือไงที่ต้องเที่ยวไปรับไปส่งเขาเหมือนสารถีหน้าหมา เห็นกันมาตั้งแต่เด็กจนเอียนแล้ว นึกถึงปุ๊บไอ้หนามปากหมาก็วีดิโอคอลมาหาราวกับนึกถึงหมา หมาก็มา

“วันนี้ไปบ้านตาทำไม่ไม่ชวนฮะ**!**?”

ไอ้หนามปากหมาชี้หน้าใส่ผ่านหน้าจอโทรศัพท์

“ชวนแล้วนะ แต่นายบอกว่ายุ่ง จำไม่ได้เหรอ อย่ามาหาเรื่อง”

ศิวาเชิดคอโต้กลับ รัวมือเป็นภาษามือใส่ยับไปกับหน้าจอโทรศัพท์

“เหอะ คิดจะเอาหน้าอะไรกับตาแก่อีกล่ะ เท่านี้ยังขึ้นแท่นเป็นดาวค้างฟ้า หลานสุดรักสุดโปรด สุดหวงของตาแก่ไม่พออีกรึไง”

“ที่บ่นหน้าเป็นหมานี่โมโหหิวใช่ไหม?”

ศิวารัวมือถามกลับอยู่กันมานานเขารู้จักนิสัยไอ้หนามปากหมาดี            น่าเสียดายที่เขาพูดไม่ได้ ไม่งั้นรัวเสียงใส่ยิ่งกว่ารัวมือใส่ชายหนุ่มอีก

“เออรู้ดี หิวมาก มาทำไรให้กินที่ห้องหน่อยดิ พูดแล้วหงุดหงิด จะแยกห้องทำซากสัตว์อะไรวะ แก้ผ้าอาบน้ำโอ่งด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก โตหน่อยกระแดะรักความเป็นส่วนตัว”

พวกเขาสองคนแยกกันอยู่ ตั้งแต่ได้งานทำใจกลางเมือง หมายถึงแยกห้องกันอยู่ เป็นคอนโดขนาดหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องครัวที่แทบจะรวมกับห้องนั่งเล่น ห้องไอ้หนามปากหมาอยู่ตรงข้ามห้องของเขา

แยกๆกันอยู่น่ะดีแล้ว วันดีคืนดีเห็นไอ้หนามปากหมาหิ้วหญิงขึ้นคอนโดต่อหน้าต่อตา เรื่องอย่างนี้ใครๆก็อยากได้ความเป็นส่วนตัวใช่ไหมล่ะ ส่วนศิวาไม่เคยหิ้วใครอย่างที่ไอ้หนามปากหมาทำหรอก เขาชอบอยู่อย่างสงบๆกับต้นไม้ภายในห้องที่มีมากมายไปยันริมระเบียงเป็นสวนเล็กๆน่ารักทำเอง แต่ตอนขนขึ้นมาแต่ง เขาใช้ไอ้หนามปากหมาขนขึ้นมาให้นะ

ไอ้หนามปากหมานึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป ยังไม่ทันรับปากว่าจะไปทำอะไรให้กินก็ปิดวีดิโอคอลไปแล้ว ศิวาส่ายหน้าหน่ายใจก่อนจะเริ่มสตาร์ท ท้องก็เริ่มส่งเสียงร้องประท้วงแล้วเหมือนกัน

รู้อย่างนี้อยู่ทานมื้อเย็นกับคุณตาดีกว่า เป็นน้ำพริกปลาทูกับข้าวสวยร้อนๆของโปรดซะด้วย แต่เพราะต้องรีบกลับมาดูร้านเลยปฏิเสธไป

ก่อนที่จะเหยียบคันเร่งทะยานออกสู่ท้องถนนสายหลัก หญิงสาวหน้าสวยเดินนำหน้าชายหนุ่มร่างสูง ขณะที่มือผอมบางกุมข้อมือใหญ่ของคนด้านหลังไม่ยอมปล่อย

“เร็วๆสิคะ”

“ไว้เรามาขอบคุณเขาวันหลังก็ได้เกล”

“ยังไม่ไปไหนเสียหน่อย รถยังจอดอยู่ตรงนั้นเลย”

เธอรีบลากร่างสูงให้เดินตามมา

กระจกรถถูกคนด้านนอกเคาะเรียกก่อน ศิวาเลื่อนกระจกรถพบว่าคนที่เคาะเป็นว่าที่เจ้าสาวผู้โชคดีของรุ่นพี่ที่เขาแอบชอบนี่เอง ถึงจะทำใจกว้างแต่พอเห็นแบบนี้แล้วพาลให้อึดอัดเล็กๆไม่ได้

” ศิวาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

คนพวกนี้ไม่ได้คุ้นเคยกับความใบ้ไม่มีเสียงของเขา ใช้ภาษามือไปก็เท่านั้น

“เกลกับพี่รันต์มาขอบคุณคุณเจ้าของร้านน่ะค่ะ พนักงานบอกว่าคุณไม่เก็บค่าสถานที่ ไม่คิดค่าน้ำกับขนม แถมยังให้เค้กส้มที่พี่รันต์ชอบมากินฟรีๆอีก”

หญิงสาวชูถุงเค้กในมือขึ้น ศิวาพยักหน้าเข้าใจ เพราะความใจดีของเขานี่เอง เลยทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่หัวใจเต้นด้วยจังหวะหนึบหนับพิกล

“ขอบคุณนะ” การันต์ยืนซ้อนหลังหญิงสาว เขาตัวสูงและรถโฟล์คก็เตี้ยเลยมองไม่ค่อยเห็นใบหน้าของเจ้าของรถ

” ศิวาแค่ยกมือขึ้นโบกไม้โบกมือ เป็นการบอกว่าไม่เป็นไร

“พูดไม่ได้เหรอ เกลกับผมอุตส่าห์มาขอบคุณคุณนะ”

“พี่รันต์เสียมารยาท**!**” หญิงสาวหันไปดุ “คุณคงรีบ ยังไงเกลขอบคุณมากนะคะ”

ศิวายิ้มกว้างก่อนจะเลื่อนกระจกขึ้นปิด เหยียบคันเร่งเคลื่อนรถโฟล์คสวาเกนออกไปด้วยหัวใจหวิวไหว

เขากำลังจะแต่งงาน**…**

เขายังหล่อเหมือนเดิมเลย**…**ไม่สิ หล่อมาก พี่รันต์หล่อสุดๆไปเลย

 ----------------------------------------------

ปลายเท้าเขย่งหลบบรรดาซากสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่มันกระจัดกระจายเรี่ยราดอยู่บนพื้นไม่เป็นที่เป็นทาง เขย่งไปทางซ้ายทีก็หลบไปทางขวาที อารมณ์ที่แสดงถึงความเอือมระอาฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่หวาน ขณะที่ริมฝีปากบางระเรื่อน่าจูบกลับเหยียดคว่ำ แสดงให้เห็นถึงความรังเกียจต่อความสกปรก โสโครกเกินบรรยายของผู้เป็นเจ้าของห้อง

มองไปทางไหนก็อนาถใจที่คอนโดห้องนี้ช่างโชคร้ายเหลือจะกล่าว ดันมีเจ้าของห่วยแตก ซกมก ไม่รักษาความสะอาด เพิกเฉยต่อเรื่องรอบกายในชีวิตประจำวันของตัวเอง ถ้าจะมีดีก็คงจะเป็นความบ้างานที่ทุ่มเทให้ไม่รู้จักหลับจักนอน แล้วก็สมน้ำสมเนื้อกับความตั้งใจ งานของหนามออกมาดีทุกชิ้น ลูกค้าที่บริษัทชอบให้หนามออกแบบบ้านหรืออาคารให้ พอๆกับที่ให้ศิวาออกแบบภายในให้ด้วยเหมือนกัน

ศิวาเลิกเขย่งปลายเท้าขยับกายไปทางนู้นทีทางนี้ที เขาชะงักตอนที่ของชิ้นหนึ่งในบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายมันกองอยู่บนปลายเท้าของเขา ชิ้นผ้าสีดำขมวดเป็นเลขแปดอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ศิวาวางถุงที่หิ้วติดมือมาลงบนโต๊ะใกล้ๆกัน ก่อนจะก้มลงไปกรีดนิ้วหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมามอง

กางเกงในมาอยู่ในห้องนั่งเล่นเนี่ยนะ?

ช่องโหว่ของกางเกงในที่ขมวดเป็นเลขแปด มองทะลุเห็นเจ้าของห้องเดินโผล่ออกมาจากกรอบประตูพอดิบพอดี ไอ้หนามปากหมาพอเห็นศิวาถือกางเกงในของตัวเองอยู่ ก็ยิ้มกว้างยียวน ยกโค้กกระป๋องในมือขึ้นดื่ม

ศิวาเบะปากแล้วขว้างชั้นในใส่คนที่ยืนยิ้มกวนประสาท แล้วก็เริ่มรัวมือใส่ไอ้หนามปากหมา ประณามความสกปรกซกมกของชายหนุ่มที่เอาแต่ยืนยิ้มยักคิ้วให้

หนามล้อเลียนคำด่าแบบเงียบกริบแต่รัวมือไม่ยั้งของศิวา เขาทำเป็นยืนแคะขี้หูอย่างระคายในคำด่าว่าของศิวาแล้วดีดมันทิ้ง

แทนที่นายใบ้หน้าหวานคนนี้จะมารัวมือด่าเขา ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถหาสามัญสำนึกดีจากไอ้หนามคนนี้ น้องวาลูกพี่ลูกน้องของเขาควรจะคิดได้ว่ามันไม่เกิดประโยชน์

เมื่อยมือเปล่าๆ

หนามสืบเท้าเดินเข้าไปใกล้ร่างโปร่ง ศิวาทั้งเตี้ยและก็ร่างแบบบางแตกต่างกับหนามที่เป็นชายหนุ่มสมวัย สูง หล่อ หน้าตาดี ร่างกายหนาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแบบพอดีๆ เรื่องรูปลักษณ์ ศิวาเสียเปรียบเขาอยู่เห็นๆล่ะนะ

ชายหนุ่มเริ่มการเจรจา รวบสองมือของอีกฝ่ายให้หยุดรัวสื่อสารกับเขา ใบหน้าหล่อโน้มหน้าเข้าใกล้ใบหน้าหวาน

“ก็เก็บให้หน่อยสิ ไม่ต้องทำมือบ่นใส่หรอกน่า คิดดูนะวา มันไม่ดีกว่าหรอถ้านายจะย้ายมาอยู่กับฉัน หรือไม่ฉันก็ย้ายไปอยู่กับนาย เราจะแยกกันไปทำไม ฉันออกค่าน้ำค่าไฟให้เลย เป็นความคิดที่ดีจะตายไป”

เขาเลิกคิ้วส่งท้ายเป็นเชิงฝากฝังให้คิดตามและรอคำตอบจากคนใบ้บื้อไร้เสียง ศิวาสะบัดมือก่อนจะรัวมือใส่

“นายอยากให้ฉันเป็นคนใช้นายล่ะสิไม่ว่า ฉันรู้ทันหรอก ฝันไปเหอะ**!**”

ตบท้ายด้วยการจิ้มหน้าผากชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่า

“ชิท**!** ทำไมนายไม่สมองทึบด้วยนะวา”

หนามยกมือใหญ่ขึ้นบีบขมับศิวาเป็นการเอาคืน

ศิวาปัดป้องพลางชักเท้าถอยหลัง แต่กลับต้องเสียหลักเมื่อเท้าที่ก้าวไปด้านหลังไม่ได้เหยียบพื้น ทว่ากลับเหยียบลงบนขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ที่หนามดื่มหมดนานแล้ว ตาหวานเบิกกว้าง ยื่นสองมือออกไปคว้าคอเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มร่างสูงเอาไว้ หนามที่ไม่ทันตั้งตัวก็รีบคว้าร่างบางเอาไว้เหมือนกัน

“เฮ้ย**!** ระวังวา”

“อ่ะ**!**”

ความไม่ระวังของศิวาพาให้หนามไม่ทันตั้งตัว สุดท้ายพวกเขาก็หงายหลังล้มไปบนพื้นทั้งคู่ แต่ร่างสูงอาศัยไหวพริบพลิกตัวกลับตำแหน่งกับร่างโปร่ง เลยกลายเป็นเขาที่แผ่นหลังกระแทกพื้นเต็มๆ ยังไม่นับร่างโปร่งที่ล้มทับซ้ำลงมาอีก

หนามครางรับความรู้สึกเจ็บที่ร่างกายได้รับ ขณะที่วงแขนแกร่งโอบกอดศิวาไว้แน่น คนถูกกอดไม่ได้เจ็บตรงไหนแม้แต่นิดเพราะถูกปกป้องเป็นอย่างดี จะมีก็แต่ดั้งจมูกที่กระแทกกับแผ่นอกแกร่งอย่างจัง จนต้องรีบยกมือขึ้นมากุมจมูกนิ่วหน้าเหยเก

“ให้ตายเถอะ แม่งเจ็บชิบหายเลยเว้ย” หนามสบถคราง

แทนที่จะลุกจากตัวชายหนุ่มและแทนที่ชายหนุ่มจะคลายวงแขนออก     สิ่งที่ดึงความสนใจจากสายตาของร่างโปร่งได้คือขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ที่อยู่ห่างจากศีรษะของชายหนุ่มใต้ร่างไม่ไกล ศิวายื่นมือออกไปคว้ามา มือบางกำแน่นแล้วเอามันกระแทกใส่แผ่นอก

เพราะความซกมกของหนาม เลยเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ขึ้นยังไงล่ะ              ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ก็ไม่ต่างอะไรจากหลักฐานชั้นดีที่ใช้มัดตัวคนทำผิด

“แทนที่จะขอบคุณฉัน เป็นห่วงฉันว่าฉันเจ็บตรงไหน นายนี่มันน่า**!...**”

หนามโมโหไม่จริง เขาแค่หมั่นไส้ลูกพี่ลูกน้องผู้ไร้เสียงแล้วก็ถือโอกาสหาเรื่องใกล้ชิดอย่างแนบเนียนเพราะศิวาห่วงแต่จะเอาความผิดกับหนาม

วาตัวหอม**…**หอมกลิ่นมะลิ หอมแบบธรรมชาติ

ชายหนุ่มจับร่างโปร่งที่ทำปากคว่ำหน้าตึงเตรียมรัวมือด่าความโสโครกซกมกของเขา หนามพลิกให้ร่างบางเป็นฝ่ายนอนลงใต้ร่างอย่างรวดเร็ว พาลทำให้ศิวาตกใจยึดคอเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มเอาไว้อีกครั้ง ส่วนเขาคร่อมร่างโปร่งของ     ศิวาเอาไว้

“นายเสร็จฉันแล้ว น้องวาใบ้”

รอยยิ้มของหนามเป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายที่สุดสำหรับศิวา ตาหวานเบิกโพลงพยายามเสือกตัวหนีออกจากใต้ร่างหนา นี่เป็นการละเล่นที่ถึงเนื้อถึงตัวโดยที่ศิวาไม่ได้ล่วงรู้ถึงเจตนาของอีกฝ่ายแม้แต่นิด

นิ้วแกร่งทั้งห้าจากสองมือหนาจี้มาที่ช่วงเอวบาง

เสียงหัวเราะของคนใบ้อย่างศิวาผิดแผกไปจากคนธรรมดา มันเป็นเสียงประหลาดที่ติดอยู่ในลำคอแล้วไม่สามารถปล่อยออกมาได้เต็มรูปเสียง เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่เหมือนเสียงหัวเราะ มันเหมือนเสียงที่อัดอั้นอยู่ในลำคอ แต่วงหน้าหวานกลับแสดงออกมาอย่างเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปยามถูกจี้ที่เอว ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนปกติจนหน้าดำหน้าแดง ศิวาก็เป็นแบบนั้น เขาไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป ถูกแกล้งหนักเข้าจนต้องหอบหายใจ ตาหวานฉาบคลอไปด้วยน้ำตา สองมือคอยปัดป้องมือหนาให้หยุดจี้ที่ช่วงเอวของเขา

เมื่อการปัดป้องไม่เป็นผล ศิวารีบใช้ภาษามือสื่อสารกับคนที่แกล้งเขาไม่หยุดสักที ศิวายกสองมือกางออกบริเวณอก เป็นการบอกว่าให้พอหรือหยุด หรือยอมแล้ว ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งออกไปผลักดันไหล่กว้าง ขณะที่อีกข้างกำนิ้วสามนิ้วลงกับฝ่ามือเหลือไว้แค่นิ้วชี้กับนิ้วโป้ง แตะไปที่บริเวณหัวใจด้านซ้ายของแผ่นอกพร้อมกับส่ายหน้า เป็นการบอกว่าไม่ชอบ

ศิวากำนิ้วมือไว้ตรงบริเวณขมับ จากนั้นพยักหน้า แล้วตวัดปลายนิ้วชี้ออก พลางเลิกคิ้วเป็นการถามกลับว่าอีกฝ่ายเข้าใจไหม หนามหยุดมือ เขาหัวเราะอย่างไร้สำนึก เขาชี้ตัวเองก่อนจะกำนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยเอาไว้ จากนั้นใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งรูดตรงลำคอ จนปลายนิ้วมือทั้งสองสัมผัสกัน

“ฉันหิว” เขาเรียกร้องอย่างเผด็จการ

ศิวากรอกตาพรูลมหายใจหอบเหนื่อยของตัวเอง วงหน้าขาวยังแดงไม่หาย

“ถอยไปสิ” ศิวารัวมือบอก

หนามหัวเราะอีก ตบแก้มอิ่มเบาๆ “อย่างนายไม่มีวันชนะฉันได้หรอก”

หลังจากเย้ยเสร็จก็ลุกขึ้นจากตัวร่างบาง ไม่ลืมยื่นมือออกไปให้อีกฝ่ายจับดึงให้ลุกขึ้นตามกัน ศิวากวาดสายตามองห้องรกๆ ร่างบางกอดอกก่อนจะตวัดสายตาเขม่นหนามผู้ซกมก

“รู้แล้วน่า**!** ถ้าฉันไม่เก็บมันให้เรียบร้อย นายจะไม่ทำอะไรให้กินใช่ไหม ไม่ต้องทำตาขวางแบบนั้น น่ากลัวตายห่าล่ะ” หนามยักไหล่

เขาเดินไปคว้าถุงข้าวของที่ศิวาซื้อติดมือมาด้วย ซึ่งของพวกนั้นถูกวางเอาไว้บนโต๊ะตัวเตี้ยก่อนหน้านี้แล้ว เขาเอาไปวางไว้บนโต๊ะในห้องครัวขนาดกลาง ก่อนจะเดินออกมาเท้าเอวเกาหางคิ้วของตัวเอง มองสภาพรกรุงรังที่ตัวเองสั่งสมเอาไว้ก่อนหน้า

ศิวาเป็นคนรักสะอาด ร่างบางเขี้ยวในเรื่องนี้มาก หนามคิดว่าใครได้หมอนี่ไปก็ไม่ต่างจากได้พ่อบ้านที่ดีในอนาคต ศิวาเพียบพร้อมไปทุกอย่าง รูปร่างหน้าตาไม่ได้ขี้เหร่แม้แต่นิด

วงหน้าเรียวเล็กรับกับดวงตาหวาน ส่วนสูงไม่สูงไม่เตี้ย โปร่งกำลังดี แต่ยังไงก็เตี้ยกว่าเขา การศึกษาก็ไม่ได้แย่ หนำซ้ำยังดีกว่าหนามด้วยซ้ำ พวกเขาแข่งกันเรียน ศิวาได้เกียรตินิยมอันดับสอง ศิวาเหมือนลูกแหง่ ติดผู้เป็นตายิ่งกว่าเขา ยิ่งกว่าใคร ในโลกใบนี้เห็นจะมีแต่ตาที่เข้าใจศิวาดียิ่งกว่าใคร สองตาหลานรักกันกลมเกลียว จนหลานอีกคนอย่างเขานึกหมั่นไส้ตลอด

ระยะหลังเรียนจบ ต่างคนต่างต้องมีชีวิตเป็นของตัวเองมากขึ้น พวกเขาต้องทำงานในเมือง ใช้ชีวิตในเมือง ความเป็นอยู่ของตัวเองมีแต่ตัวเองที่ดูแลมัน โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ศิวาทำอาหารเป็นแทบทุกอย่างแล้วก็ทำอร่อยด้วย

ถ้าศิวาจะไม่มีดีที่ตรงไหน เห็นจะเป็นแค่ความใบ้ของศิวาที่เป็นข้อบกพร่อง แต่สำหรับเขา วาไม่มีจุดไหนที่ไม่ดี วาไม่มีข้อบกพร่องให้ติติง เขาชอบที่วาเป็นวา

ความสัมพันธ์ของเขากับศิวาเป็นมากกว่ามิตรภาพ มากกว่าสถานะของเพื่อน ลูกพี่ลูกน้อง หนามคิดว่ามันลึกซึ้งมากกว่านั้น ไม่รู้ว่าร่างโปร่งคิดว่ามันลึกซึ้งแบบที่เขาคิดเหมือนกันรึเปล่า

เขาชอบเวลาที่วาอมยิ้ม มากกว่ายิ้มกว้าง ไม่ใช่ยิ้มกว้างไม่น่ามอง แต่อมยิ้มของวามันดึงดูดสายตาของเขาแบบที่ไม่คิดจะละเลยไปสักวินาทีเดียว เวลาที่วาอมยิ้ม ตาของวาจะยิ้มด้วย จะเห็นลักยิ้มน้อยๆลอยขึ้นตรงข้างแก้ม มันทำให้วามีเสน่ห์

หนามเห็นแก่ตัว ทุกวันนี้เขารู้สึกดีใจที่ร่างโปร่งไม่มีเพื่อนสนิทที่ไหน ไม่เคยมีแฟน ไม่เคยคบใคร วันๆอยู่แต่กับต้นไม้แล้วก็ห้องนอนสุดหวงที่คอนโดกับห้องนอนที่บ้านสวน ตั้งแต่ตอนศิวาเข้ามหาลัยปีหนึ่ง เขาไม่เคยได้ย่างเท้าเข้าห้องวาอีกเลย

ยิ่งกว่านั้น เขารู้สึกดีที่ศิวาพูดไม่ได้ เพราะพูดไม่ได้เลยไม่มีสังคม เมื่อไม่มีสังคม โอกาสที่ใครจะเข้ามาหาศิวาด้วยความรู้สึกลึกซึ้งแบบเดียวกับเขาก็จะไม่มี

เขาหวงลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง

“นายเก็บมันให้เรียบร้อยก่อนอาหารจะเสร็จด้วยนะ” ศิวารัวมือสั่งย้ำ

ที่จริงเขาอยากลงมือเก็บให้หนามเหมือนทุกครั้งที่เข้ามาเห็น แต่ครั้งนี้เขาก็หิวไม่แพ้กัน แบ่งหน้าที่กันไปน่ะดีแล้ว อีกอย่างหน้าที่ทำความสะอาดมันก็ควรเป็นของคนที่ทำสกปรก

“มื้อนี้เป็นอะไร ขอเยอะๆนะ ฉันหิวมาก เดี๋ยวมีเรื่องจะคุยด้วย”

เขาถามพลางเริ่มลงมือเก็บขยะกับเสื้อผ้าที่วางเรี่ยราดของตัวเองตามโซฟาแล้วก็พื้น

“ปลานึ่งซีอิ้ว ไข่เจียวกุ้งสับ” ศิวาบอกแล้วเดินหายเข้าไปในครัว

อีกราวๆสี่สิบนาทีให้หลัง ทุกอย่างเรียบร้อยทั้งเรื่องของความสะอาดและเรื่องของปากท้อง หนึ่งหนุ่มร่างหนาและอีกหนึ่งหนุ่มร่างโปร่งบางกำลังนั่งอยู่บนพื้นหน้าโซฟา เบื้องหน้าคือโต๊ะกระจกตัวเตี้ยที่มีจานข้าวแล้วก็อาหารอีกสองอย่าง หนามเปิดหนังที่เขาพึ่งซื้อมาใหม่ ตาดูมือตักข้าวใส่ปาก ไม่มีใครพูดอะไร

หลังจากเติมข้าวจานที่สอง เขานึกได้ว่าต้องพูดเรื่องงานกับร่างบาง

“ฉันรับงานมาใหม่ เป็นงานแก้ เหมือนลูกค้าจะไม่ชอบงานของบริษัทเดิมแล้วมีปัญหากัน ฉันแค่ต้องออกแบบต่อเติมจากแปรนเดิมที่มี”

“บ้านเป็นแบบไหน?”

“ปูนลอฟท์ทั้งหลัง สามห้องนอน ห้องน้ำในตัว ห้องนั่งเล่น ห้องครัว สระว่ายน้ำข้างบ้านในที่ร่ม เฉลียงทางเดินด้านนอกบ้านแบบยกพื้น เสร็จไปแล้วเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ อ้อ ได้ข่าวว่าใช้เป็นเรือนหอด้วย ด้านหลังเป็นเรือนกระจก เขาว่าเจ้าสาวชอบพวกต้นไม้ เลยสร้างไว้ให้โดยเฉพาะ”

บ้านแบบปูนลอฟท์คือบ้านแบบที่ใช้ปูนเปลือย ฉาบและขัดมันอย่างดี ไม่มีการทาสีทับ อาศัยความสวยแบบสมัยใหม่ด้วยธรรมชาติของสีปูนที่มีลักษณะเฉพาะ บ้านปูนลอฟท์จะเข้ากับการตกแต่งภายในที่ใช้ผนังอิฐบล็อกสีไข่ไก่เข้ามาช่วย

ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์จะใช้ไม้และเฟอร์นิเจอร์ทำจากเหล็กชั้นดี แต่การตกแต่งภายในขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าที่มาก่อนความเหมาะสม บ้านแบบปูนลอฟท์เข้าได้กับทุกสไตล์การตกแต่ง

การสร้างบ้านแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นความชอบของผู้ชาย ไม่คิดว่าลูกค้าคนใหม่ของเขาจะใช้มันเป็นเรือนหอ ซึ่งปกติฝ่ายหญิงน่าจะจุกจิกมากกว่านี้สำหรับเรือนหอที่จะใช้อยู่กับคู่ชีวิต ส่วนใหญ่ผู้หญิงชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นมากกว่า บ้านแบบลอฟท์ก็เป็นโมเดิร์นแต่มันสะท้อนความเป็นผู้ชายได้ดีกว่า ดิบกว่า ในฐานะผู้ชายด้วยกัน หนามก็ชอบบ้านแบบนี้ แล้วตอนนี้มันก็ฮิตมากด้วย

ตอนที่มีโอกาสพูดคุยกัน เขาเจอแต่ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าว ส่วนว่าที่เจ้าสาวเขาไม่มีโอกาสได้เจอ เดาว่าอีกฝ่ายน่าจะสร้างมันเพื่อเซอร์ไพรส์ ผู้ชายเชื่อว่าผู้หญิงจะชอบรสนิยมการสร้างบ้านแบบที่ฝ่ายชายเลือก

“ฉันทำงานกับพี่ย้งวิศวกรคู่หูคนเดิม พี่ย้งเสนองานตัวอย่างออกแบบภายในของนายให้ลูกค้าดู เขาชอบงานของนายนะ ฉันเลยจะถามว่างานนี้นายจะร่วมด้วยไหม?”

หนามถามตอนที่เขาเคี้ยวปลาอยู่ในปาก เหลือบสายตามองคนที่นั่งกินอย่างเรียบร้อย

เรือนหอสำหรับคู่รักที่กำลังจะแต่งงานกัน**…**

ศิวานึกถึงคู่ของรุ่นพี่ที่เขาเจอวันนี้ ช่วงนี้มีคนแต่งงานกันเยอะดีจัง

“กำหนดงานเมื่อไหร่?”

“ภายในสองเดือนนี้ทุกอย่างต้องเสร็จ พร้อมเข้าอยู่”

“งบล่ะ?”

“ตกแต่งภายในไม่อั้น ใจปล้ำชะมัดเลยว่าไหม สงสัยหมอนี่จะรวย ลูกค้าชอบงานที่นายเคยออกแบบไว้นะ เขาบอกว่าของนายมันได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง ไม่ดิบเกินไม่หวานเกิน ไม่หรูหราเกินไป”

ศิวาพยักหน้ายิ้มรับคำฝากชม ก่อนจะรัวมือถามต่อ

“ฉันโอเค แล้วให้เริ่มงานเมื่อไหร่?”

“ดีที่ได้นายร่วมทีม ฉันรู้อยู่แล้วว่านายจะต้องตกลงเลยหอบงานกลับมาให้นายดูด้วย พรุ่งนี้ฉันนัดลูกค้าไว้ไปดูสถานที่จริง นายก็ต้องไปด้วย”

หนามกินข้าวหมดจานพอดี ปลานึ่งซีอิ้วตอนนี้เหลือแต่ก้างกับหัว ส่วนไข่เจียวกุ้งสับ มีแต่คราบมันเกาะจาน ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเก็บจานอย่างรวดเร็วในตอนที่ศิวากำลังนั่งดื่มน้ำเปล่า หนามกลับมาอีกทีพร้อมแบบงานเดิมที่เขารับช่วงต่อมาอีกที มีรูปถ่ายจากสถานที่จริงที่เสร็จไปแล้วกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของเนื้องาน พร้อมแปลนเดิมที่ออกแบบโครงสร้างไว้จากโปรแกรมในรูปแบบทรีดี

ศิวาพาตัวเองขยับขึ้นไปเอนกายอยู่บนโซฟา วันนี้เขาขับรถท่ามกลางรถติดมันทำให้แขนขาล้า ตอนกลางวันก็เข้าสวนเก็บดอกมะลิ มาตอนนี้หลังทำอาหารมื้อค่ำเสร็จ กินจนท้องตึงก็เริ่มตาปรือ กลายเป็นศิวานอนฟังหนามอธิบายงานให้เขาฟังคร่าวๆ

“ลืมบอกชื่อลูกค้า**…**” น้ำเสียงทุ้มของคนบ้างานผิดเวลาชะงัก เมื่อรู้ว่ามีแต่เขาที่พูดอยู่คนเดียวโดยไร้คนฟัง หนามกำลังพับหน้าจอแมคบุ๊คหลังเขาอธิบายงานว่าเขาคิดจะสานต่อมันยังไงต่อไปเพื่อให้ตรงตามที่ลูกค้าหนุ่มคนนั้นต้องการ ยังพูดไม่ทันจบก็เห็นว่าอีกฝ่ายนอนหลับตาพริ้มอยู่บนโซฟาเรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มยิ้มบางพลางส่ายหน้า เขาขยับตัวเข้าหาวงหน้าเล็ก

“คืนนี้นอนกับฉันที่นี่ล่ะวาใบ้”

เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้านอน กลับออกมาอีกที เขาก็ไม่เห็นร่างโปร่งนอนหลับอยู่บนโซฟาอีกแล้ว หนามสบถอย่างหัวเสียกับภาพที่มีแต่โซฟาโล่งไร้ซึ่งคนที่เคยนอนเหยียดกายก่อนเขาจะลุกไปอาบน้ำ


-----------------------------------------

รถยนต์ขับเคลื่อนเข้ามาจอดยังบริเวณสถานที่ก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จดี ทันทีที่คนขับหน้าหล่อกวนลงจากรถ วิศวกรร่วมสายงานร่างท้วมที่ชายหนุ่มพึ่งพูดถึงกับร่างโปร่งเมื่อคืนก็เดินยิ้มหน้าบานออกมาต้อนรับน้องชายร่วมสายงานสุดซี้ พวกเขามาถึงก่อนเวลานัดหมายกับลูกค้าก่อนครึ่งชั่วโมง ศิวาลงจากรถพร้อมกับสมุดไร้เส้นและดินสอด้ามโปรดที่พกติดตัวมาด้วย ร่างบางยกมือไหว้รุ่นพี่วิศวกรมือฉมัง ที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับหนุ่มสถาปนิกรุ่นน้อง

“ไอ้หนามดีใจเว้ยที่ได้ร่วมงานกับคนเก่งๆอย่างมึง เวลาคุยงานกันจะได้รู้เรื่อง นี่ถ้าจิบเบียร์ไปด้วย**…**”

“ยาวเลยพี่ย้ง ยาวๆไป” สถาปนิกรุ่นร้องพูดเสริมอย่างรู้ใจกันดี

“เฮ้ยแหม**!** งานนี้พาน้องวาสุดหวงมาด้วยเว้ย” ย้งหันไปรับไหว้ศิวา

“หวงอะไรพี่ย้ง พามาด้วยเพราะเมื่อวานชิ่งผมไปหาตาแก่ สงสัยกลัวเป็นหลานรักตกจากหิ้ง ไปเอาอกเอาใจ เอาหน้าอยู่ฝ่ายเดียว ยอมได้ที่ไหน เอามาทำงานดักทางไว้ก่อน ผมว่างจะชิ่งไปทำคะแนนบ้าง นี่ถ้าพินัยกรรมบอกว่าทรัพย์สินทั้งหมดให้วาคนเดียวผมจะไม่แปลกใจเลย หลานรักของตาแกเขาเลยว่ะพี่ย้ง ไอ้หนามมันก็แค่หลานหัวเน่า”

หนามเหลือบสายตาไปมองร่างที่เตี้ยกว่า ชายหนุ่มทำหน้ายียวนกวนประสาทใส่คนที่ยืนยิงฟันใส่โต้กลับมา คำพูดพวกนี้ก็มีแต่ไอ้หนามปากหมาเท่านั้นล่ะที่คอยเห่าใส่ศิวาอย่างหาเรื่องทะเลาะด้วยตลอดหลายปีที่โตมาด้วยกัน

มีแต่หนามที่รู้ว่าหนุ่มวิศวกรรุ่นพี่พูดถูก เขาชอบรับงานให้วา ให้วาออกแบบอยู่ที่ห้อง ไม่ก็ที่ร้านของร่างโปร่งมากกว่า เขาไม่อยากให้วาออกสังคม มันเป็นวิธีซ่อนวาจากสายตาทุกคน  แน่นอนเขาหวงลูกพี่ลูกน้องที่โตมาด้วยกัน ลึกๆแล้วก็หวงมาก แต่ไม่แสดงออก

“มาไอ้หนาม มาคุยงานกับกูก่อนระหว่างรอลูกค้ามา วาเดี๋ยวไปเดินดูให้ทั่วก่อนก็แล้วกัน ยังไม่เคยมาเห็นงานจริงนี่ พี่กับไอ้หนามมาดูก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง”

ย้งคว้าไหล่หนุ่มรุ่นน้องไปโอบอย่างสนิทสนมเข้าไปในส่วนของงานที่กำลังก่อสร้าง วันนี้เขาตั้งใจจะซื้อเบียร์มานั่งจิบกับหนุ่มรุ่นน้อง แต่พาไข่ในหินมาด้วยแบบนี้ สงสัยคงแค่คุยงานแล้วแยกย้ายกันกลับ

“เดี๋ยวก่อนพี่” หนามหยุดฝีเท้าไว้ก่อน เขาหันกลับไปเรียกศิวาที่กำลังเดินแยกไปอีกทาง

“วาใบ้มานี่ อย่าพึ่งเดินไป”

ศิวาหันตามเสียงเรียก เลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไรกับเขาอีก หนามเดินไปคว้าหมวกวิศวกรสีเหลืองที่วางอยู่บนเก้าอี้ติดมือมาด้วย เมื่อร่างสูงเดินไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าร่างโปร่ง เขาสวมมันลงบนศีรษะเล็ก พร้อมกับล็อกเชือกใต้คางให้อย่างดี

“นายก็ควรใส่ด้วย พี่ย้งยังใส่เลย” ศิวารัวมือบอก แต่ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่เพราะอีกมือของเขาถือสมุดร่างไร้เส้นเอาไว้ “ฉันต้องใส่คืนให้นายไหมเนี่ย?”

“ได้ก็ดี”

“แต่ไม่ได้นี่ดีกว่า”ศิวายิ้มอย่างเหนือกว่าบ้าง

“เนรคุณชะมัด”

ศิวาเดินแยกไปอีกทาง มีแปลนตัวอย่างคร่าวๆแนบอยู่ในสมุดร่างไร้เส้นของเขาด้วย ร่างบางหยิบกล้องดิจิตอลตัวโปรดขึ้นมาถ่ายรูป เก็บภาพพวกห้องโล่งที่ฉาบด้วยปูนลอฟท์ขัดมันอย่างดี เพราะเป็นปูนภายในบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จจึงมีอากาศเย็นสบาย หน้าต่างกับประตูยังไม่ถูกติดตั้งเข้ากับกรอบสี่เหลี่ยมตามผนังด้วยซ้ำ

บันไดบ้านซึ่งเป็นตัวเชื่อมจากชั้นหนึ่งขึ้นไปชั้นสองทำจากไม้ เว้นช่องเปิดโล่ง ราวบันไดทำจากเหล็กเส้นสีดำหนาอย่างดี เพิ่มความแปลกใหม่ด้วยเหล็กเส้นเล็กมากกว่าร้อยเส้นขึงไขว้กันไปมาจนราวบันไดเกิดลวดลายเป็นรูปเรขาคณิตทรงต่างๆ ผนังบางส่วนทั้งชั้นล่างและชั้นบนไม่ใช่ปูนลอฟท์ทั้งหมด มีส่วนของผนังทำจากอิฐขาวกากแบบนิวยอร์กลอฟท์ผสมผสานอยู่ด้วย

ศิวาใช้กล้องถ่ายรูปตลอด ข้างบนไม่มีใคร คงเพราะทีมงานเดิมเปลี่ยนใหม่ตามที่หนามบอกกับเขาเมื่อคืน เจ้าของงานเดิมที่ดีไซน์บ้านหลังนี้ขึ้นมาก็ถือว่าเป็นคนที่มีฝีมือพอสมควร

ไม่คิดเลยว่าที่นี่จะใช้สำหรับเป็นเรือนหอ มีแต่ความเป็นผู้ชายล้วนๆ แสดงว่าผู้หญิงคงเป็นคนเรียบง่าย ว่ายังไงก็ว่าตามกัน ไม่ก็มีรสนิยมแบบเดียวกัน

เสียงรถแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบ้าน ทำให้ศิวาต้องหยุดการสำรวจชั้นบนเอาไว้ชั่วคราว ร่างบางคิดว่าคนที่มาใหม่น่าจะเป็นลูกค้าที่นัดไว้ เขาเดินลงจากจากชั้นบนด้วยการก้าวลงบันไดทีละขั้น มีเสียงพูดคุยดังจากด้านล่างแว่วมาให้ได้ยิน

“รบกวนพวกคุณแล้วจริงๆ”

“ไม่หรอกครับ อยากได้อะไร ต้องการแบบไหน บอกความต้องการของคุณมาได้เต็มที่ ทีมงานของพวกเราจะทำให้ที่นี่เป็นเรือนหอที่ดีที่สุดของคุณ”

ย้งตอบกลับอย่างเป็นกันเอง

“จากที่คุยกันเมื่อวาน คุณอยากได้ลอฟท์แบบโมเดิร์นวูด บางส่วนเราสามารถใช้การตกแต่งแบบนิวยอร์กลอฟท์ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้เข้ามาผสมผสานได้ ผมคิดว่าตรงห้องนั่งเล่นฝั่งนู้นดูโล่งไปถ้ามันติดกระจกบานใหญ่ยาวตั้งแต่พื้นจรดเพดาน อีกอย่างตอนเช้าพระอาทิตย์จะขึ้นฝั่งนั้น ถ้าด้านนอกคุณไม่ทำระแนงไม้ ผ้าม่านก็ไม่ช่วยกรองแดดให้บ้านเย็นขึ้น”

เวลาคุยเรื่องงานหนามจะไม่เหลือเค้าชายหนุ่มยียวนอย่างที่เขาเป็นยามอยู่กับศิวา แน่นอนว่าก็เพราะคนที่เขาคุยด้วยไม่ใช่ศิวา แต่คือลูกค้าที่ควรให้การพูดคุยอย่างเป็นทางการ ศิวาอมยิ้มให้กับท่าทีตั้งอกตั้งใจทำงานของหนาม

ชายหนุ่มเจ้าของบ้านในอนาคตเดินไปยังบริเวณที่สถาปนิกหนุ่มแนะนำเรื่องส่วนที่จะต่อเติม ทำให้ทั้งทีมต้องเดิมตามลูกค้าตามมารยาท ศิวาเดินลงมาสมทบขบวนชายหนุ่มร่างสูงอย่างเงียบๆ ลูกค้าหนุ่มร่างสูงยืนกอดอกใช้ความคิด ก่อนจะหันมาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับความคิดที่จะสร้างระแนงไม้ด้านนอก

“นี่มัณฑนากรของทีมเราครับ คนที่ผมให้คุณดูตัวอย่างงานออกแบบภายในของเขา” หนามแนะนำศิวา ส่วนย้งทำหน้าเหมือนภูมิใจนำเสนอทีมงานตัวเล็กของพวกเขาเต็มที่ ศิวามีฝีมือดี เข้าใจความต้องการของลูกค้าและเป็นคนใจเย็น

“เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ ตัวท็อปนะครับคุณการันต์ จะหาว่าผมคุย เออ แต่ผมก็คุยอยู่นี่หว่า” ย้งเยินยอความสามารถของมัณฑนากรรุ่นน้องเต็มที่ เขารู้จักกับการันต์มาก่อนหน้านี้จึงพอสนิทรู้จักมักคุ้นกันพอสมควร ไม่ต้องระวังคำพูดและกิริยามารยาทให้มาก คนถูกแนะนำและเยินยอไปในประโยคเดียวกันยืนมองชายหนุ่มผู้เป็นลูกค้าของบริษัทด้วยตาหวานที่เบิกกว้างตื่นตะลึง

เขาไม่คิดว่าโลกมันจะกลมได้ขนาดนี้ การันต์ในวันนี้สวมเสื้อเชิ้ตสีเทาทับด้วยเสื้อสูทตัวนอกสีดำ สีเดียวกับกางเกงแสล็ค เขาไม่ได้ผูกเนคไทให้ดูเป็นทางการ เนื่องจากที่นี่ไม่ใช่ที่ทำงาน แต่เป็นเรือนหอในอนาคตของเขากับว่าที่เจ้าสาวคนสวย ชายหนุ่มผู้เคยเป็นรุ่นพี่สมัยเรียนขมวดคิ้วจ้องสบสายตากับร่างเล็ก

“ยินดีที่ได้รู้จัก”

ศิวาสัมผัสได้ว่ามันไม่น่าจะใช่ประโยคที่อีกฝ่ายคิดจะพูดกับเขา เพราะเด็กกว่าจึงยกมือไหว้ให้คนอายุมากกว่าตามมารยาท

“ฝีมือการตกแต่งของคุณ ผมชอบ ขอบคุณที่คุณรับออกแบบภายในให้งานของผม ที่นี่กำลังจะเป็นเรือนหอในอีกสองเดือนข้างหน้า ผมเชื่อว่าถ้าเป็นคุณ ตกแต่งแบบไหนก็คงถูกใจว่าที่เจ้าสาวของผมแน่นอน”

เพราะว่าเกลชอบความมีน้ำใจของศิวาในวันนั้นมากน่ะสิ ถ้าเกลรู้ว่าเจ้าของร้านกาแฟที่เจอเมื่อวานเป็นมัณฑนากรมืออาชีพรับตกแต่งภายในทั้งหมดให้กับเรือนหอของเขา หญิงสาวต้องยิ้มไม่หยุดแน่ๆ 

เจอกันครั้งนี้ เขาได้เห็นใบหน้าเล็กเต็มสายตา ตอนแรกที่เห็นรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเขากับศิวาเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่จะเจอกันที่ร้านกาแฟ แต่นึกยังไงเขาก็จำไม่ได้ว่าเคยเจอหน้าตาซื่อๆเงียบๆแบบนี้ที่ไหน

ความเชื่อมั่นที่อีกฝ่ายมีให้เขา ทำให้ศิวายิ้มรับบางๆ

เมื่อวานการันต์ไปขอแต่งงานหญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มเป็นมิตรต่อหน้าเขา วันนี้เขาต้องมารับรู้และรับงานของว่าที่คู่บ่าวสาวในอนาคตอย่างรุ่นพี่สมัยเรียนที่เคยชอบอีก

โลกกลมมากถึงมากที่สุด**!**

ถึงเวลาจะผ่านมาหลายปี แต่ความประทับใจยังมีไม่เคยเปลี่ยน ความชอบอาจจะเจือจางไปบ้าง เวลาช่วงนั้นมันหลายปีมาแล้ว ศิวาไม่ได้ยึดติดกับความชอบของตัวเองที่มีต่อรุ่นพี่คนนี้มาก เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าการแอบชอบของเขาก็เป็นเพียงแค่การแอบชอบ

เขาทั้งชอบ ทั้งปลื้ม ทั้งประทับใจในตัวการันต์ แต่มันไม่ใช่การครอบครอง แล้วมันก็ไม่มีวันได้ครอบครองด้วย

“หัวหน้าช่างมาถึงพอดี ขอโทษด้วยนะครับคุณการันต์ หัวหน้าช่างของเราไม่เคยมาทางนี้เลยขับรถหลงไปหลายซอย ยังไงเดี๋ยวคุณคุยเรื่องตกแต่งภายในกับวาได้เลยนะ ไอ้หนามไปดูส่วนที่จะต่อเติมทางนู้น จะได้บอกช่างถูก มึงต้องออกแบบส่วนที่เหลือให้เสร็จภายในสองสามวันนี้นะ”

อีกครั้งที่หนามถูกย้งกอดคอลากออกไปอีกทาง และอีกครั้งที่เขายังไม่ยอมเดินไปไหนเพราะพึ่งนึกเรื่องสำคัญที่ต้องพูดกับลูกค้า

“คุณรันต์ วาพูดตอบโต้กับคุณไม่ได้หรอกนะ แต่วาได้ยินที่คุณพูด”

“อ่อ ที่คุณบอกว่าเขาเป็นใบ้เมื่อวานนี้ใช่ไหม โอเค ผมรับรู้แล้วก็จำได้”

การันต์ถูกใจงานตกแต่งภายในของศิวา เมื่อวานนี้สถาปนิกหนุ่มได้บอกเขาไว้ก่อนแล้วว่ามัณฑนากรฝีมือดีหนึ่งในทีมงานที่เขาต้องการเป็นใบ้พูดไม่ได้ ถ้าไม่ย้ำเขาก็ลืมไปเสียสนิทว่าเคยคุยกันไว้ และเขาก็รับได้กับการสื่อสารที่อาจเป็นปัญหา

ตอนที่พึ่งเห็นหน้าคร่าตากันเมื่อครู่ ลืมไปสนิทว่าอีกฝ่ายเป็นใบ้ ซ้ำยังเหมือนคนปกติทั่วไป ดูไม่ออกว่าไม่น่าจะพูดไม่ได้

“โลกกลมดีจริง บังเอิญอะไรขนาดนี้ คิดว่างั้นไหม?”

นี่คงเป็นประโยคที่การันต์อยากเอ่ยกับศิวามากกว่าตอนพบหน้ากันครั้งที่สอง ร่างบางรู้สึกกดดันเรื่องการสื่อสาร คนที่ไม่คุ้นชินกับเขาจะไม่เข้าใจภาษามือแบบที่ถูกต้องตามหลักการจริงๆ

“เค้กในตู้มีตั้งหลายรส ทำไมถึงต้องเป็นเค้กรสส้ม นายไม่รู้เลยจริงๆงั้นเหรอ?”

เมื่ออยู่กันสองคน การันต์ลดความเป็นทางการด้วยการเปลี่ยนสรรพนามเรียกแทนตัวของอีกฝ่าย เขาเอียงใบหน้ามองอย่างแคลงใจ

ศิวาก้มหน้าล้วงหยิบดินสอขึ้นมาเขียนใส่กระดาษในสมุดไร้เส้นของเขา ก่อนจะโชว์ให้อีกฝ่ายอ่าน

“คุณรันต์อยากได้ลอฟท์สไตล์ไหนครับ?”

นั่นคือข้อความที่ศิวาเขียน เขาไม่อยากคุยเรื่องอื่นกับการันต์

“ฉันไม่ชอบวินเทจ โชคดีที่เกลตามใจรสนิยมของฉัน อันที่จริงแล้วเกลไม่รู้หรอกว่าฉันเตรียมเรือนหอไว้ให้ ตั้งใจจะเซอร์ไพรส์ในวันแต่ง ยังไงถ้าเกลไปที่ร้านของนาย ก็ช่วยรักษาความลับให้ฉันด้วยนะ คุณมัณฑนากรเจ้าของร้านกาแฟ”

ศิวาพยักหน้ายิ้มเจื่อนๆ การันต์ในตอนนี้ไม่เหมือนการันต์ในตอนนั้นเลยสักนิด ชายหนุ่มรุ่นพี่ดูเปลี่ยนไป ดูเป็นคนแข็งกระด้างแบบผู้ใหญ่เต็มตัว เวลาอยู่ใกล้ๆแล้วถูกมองด้วยสายตาเรียบๆ มันให้ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก

“ฉันเคยเจอนายที่ไหนมาก่อนรึเปล่า?” ชายหนุ่มหรี่ม่านตาถาม

ศิวาสะดุ้งเล็กๆให้กับคำถามที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เขาเงยหน้าแล้วส่ายหน้าปฏิเสธทันที

” ศิวาเขียนข้อความใส่กระดาษอีกครั้ง

“ถ้าฉันไม่ชอบวินเทจแล้วฉันชอบอะไร?”

ชายหนุ่มอ่านออกเสียงแต่แปลงสรรพนามเสียใหม่ ท้ายเสียงเขาเหลือบสายตามองเจ้าของสมุดกับลายมือตวัดปลายพยัญชนะและสระ

“ในตู้มีเค้กตั้งหลายสิบรส นายยังเลือกเค้กส้มให้ฉันได้ ไหนลองเลือกสไตล์การตกแต่งให้ฉันสิ”

ศิวารู้แต่ไม่ตอบในสิ่งที่รู้ เขาเลือกเขียนคำตอบที่ผิดลงไปแทน

“ไฮคลาส**!**? บ้านลอฟท์กับการตกแต่งแบบไฮคลาส”

ชายหนุ่มทวนผ่านสายตาดูถูกเจืออยู่ในดวงตาคู่คมน้อยๆ

ไม่ใช่เขาไม่ชอบศิวา ถึงได้ทำตัวขวางๆใส่ร่างบาง เพียงแต่เจ้าของวงหน้าเล็กมีบางอย่างทำให้เขาหงุดหงิดค้างคาใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกไร้ที่มาที่ไป

 “ช่วยตอบให้สมราคาคุยของคุณย้งหน่อย ฉันยังไม่อยากสบประหม่าใครชุ่ยๆ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าให้กับคำตอบน่าผิดหวัง เขาไม่ได้หวังให้ศิวาตอบถูก แต่การตอบผิดก็ต้องดูรสนิยมของบ้านหลังนี้ด้วย ผิดยังไงก็ตอบให้มันใกล้เคียงหน่อยก็ดี

ลอฟท์กับไฮคลาสไม่ใช่เข้ากันไม่ได้ เขาว่าคนตอบแกล้งโง่ผ่านท่าทีบื้อใบ้มากกว่า ทำงานด้านนี้ต้องดูรสนิยมลูกค้าให้ออก ตีโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้แตก ถ้าเขาสร้างบ้านออกมาในลักษณะโมเดิร์นตั้งแต่แรก ตอบไฮคลาสก็ถือว่าเข้าข่าย แต่นี่ลอฟท์ถ้าให้สวยและเข้ากับบ้านจริง มันมีไม่กี่คำตอบหรอก

มัณฑนากรคนนี้ไม่ได้ใบ้บื้ออย่างหน้าตาหรอก

“ผมขอโทษครับ” ศิวาเขียนให้อ่านใหม่

“ช่างมันเถอะ ฉันอยากได้การตกแต่งแบบมินิมอลผสมโกธิคโมเดิร์น ในห้องนอนใหญ่ฉันจะทำใหม่ พื้นใช้ไม้ ผนังบางฝั่งใช้อิฐ ที่เหลือยังเป็นลอฟท์”

ศิวาเดินตามหลังคนที่เดินนำหน้าเขาเพื่อขึ้นชั้นบนไปยังห้องนอนใหญ่ มือบางจดตามความต้องการของการันต์ศิวาจะตั้งใจออกแบบภายในให้เรือนหอหลังนี้สมความต้องการของร่างสูง มีข้อมูลส่วนตัวบางอย่างของการันต์ที่ศิวารู้ตั้งแต่สมัยเรียน เขาจะเอาความชอบส่วนตัวของการันต์มาผสมผสานในงานครั้งนี้

“น่าแปลก ทำไมฉันถึงรู้สึกเชื่อว่านายจะทำมันออกมาได้ดี”

ศิวาไม่ตอบรับความแคลงใจที่อีกฝ่ายมีให้เขา ร่างบางแค่ยิ้มบางไปให้

“ได้ยินที่ฉันพูดไหม? เข้าใจรึเปล่า?”

ชายหนุ่มยกนิ้วชี้ที่ปากก่อนจะย้ายไปจิ้มที่อก

ภาษามือแบบเป็นหลักการไม่ได้ใช้ท่านี้ประกอบการสื่อสาร ศิวาอมยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย เขาล้อเลียนชายหนุ่มด้วยการจิ้มอกตัวเองว่าเข้าใจ

เขาจ้องมองอมยิ้มของศิวา มีลักยิ้มประดับสองแก้มอิ่มให้เห็นไม่บุ๋มมากเกินไป มันเหมาะกับใบหน้าของร่างโปร่ง ศิวาเห็นว่าชายหนุ่มเงียบไป เอาแต่จ้องหน้าเขา ก็พาลนึกไปว่าทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจจึงทำหน้าเรียบเหมือนเดิม

ก่อนที่ใครจะเริ่มบทสนทนา เสียงโทรศัพท์มือถือของการันต์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มละสายตาจากตาหวาน เขาแค่มองเพราะรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เขามองชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ก็ยิ้มกว้าง กดรับสายพลางหันหลังให้กับมัณฑนากรอย่างต้องการความเป็นส่วนตัว

ว่าที่เจ้าสาวโทรหาว่าที่เจ้าบ่าวที่แอบมาเตรียมเซอร์ไพรส์ลับๆให้

ศิวาเดินออกจากห้องนอนใหญ่ ห้องนี้เขาสำรวจไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงไปสำรวจห้องอื่นๆของชั้นบนพลางถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพ

รองเท้าผ้าใบถูกของแหลมแทงทะลุเข้ามายันผิวเนื้อใต้ฝ่าเท้า ตรงกลางพอดิบพอดี ความเจ็บแล่นริ้วปวดหนึบไปทั่วเท้าเล็ก ศิวาเซเล็กน้อยก่อนจะเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้า เขาลืมตัวอ้าปากจะส่งเสียงเรียกลูกพี่ลูกน้องคนสนิท แต่ดันนึกได้ว่าตัวเองเป็นใบ้ไร้เสียง จึงใช้มือควานหาโทรศัพท์มือถือแทน

แต่มันไม่มี**!**

ศิวาใช้มือข้างหนึ่งกุมเท้าตัวเอง อีกข้างทุบหน้าผากมนซ้ำๆอย่างกล่าวโทษที่ดันสะเพร่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถไอ้หนามปากหมา

ให้มันได้แบบนี้สิ**!** ศิวาด่าตัวเองในใจ เขาไม่คิดส่งเสียงเรียกใคร เสียงของเขามันน่าเกลียด เหมือนเสียงที่ถูกกักอยู่ในลำคอ ไม่สามารถเปล่งออกมาเป็นคำโดยอาศัยการทำงานของลิ้นได้เหมือนคนทั่วไป เขานั่งกุมเท้าตัวเอง กำลังรวบรวมความกล้าหมายจะดึงตะปูตัวหนึ่งที่ตำติดมิดเท้าออก แต่แค่ขยับนิ้วเท้าก็เจ็บจนน้ำตาคลอ นับประสาอะไรกับทำเป็นใจกล้าจะดึงตะปูออกด้วยตัวเอง

“ศิวา**…**”เสียงของการันต์เรียกเขาดังแว่วจากด้านนอก

“พี่รันต์**!**” เสียงตอบรับนั้นดังอยู่ในใจ

ศิวาพยายามกัดฟันฝืนความเจ็บยืนขึ้นอีกครั้งพอดีกับที่ชายหนุ่มเดินมาเจอเขา

“ลงไปข้างล่างได้แล้ว” การันต์บอกก่อนจะหมุนกายเดินย้อนกลับ

“อ่ะ” ศิวาก็ใบ้บื้อพอที่จะพยักหน้าเดินตาม ย่ำเท้าข้างที่เจ็บซ้ำไปกับพื้น แล้วร่างทั้งร่างก็ล้มไปกับพื้นเปื้อนฝุ่นทันที ความรู้สึกเมื่อครู่อย่างกับถูกอะไรตอกเข้ามาในกระดูก

ได้ยินเสียงคนล้มจากด้านหลัง การันต์ที่ก้าวเท้าจะเดินหยุดชะงัก ผินใบหน้ากลับไปมอง เห็นร่างโปร่งนั่งกุมเท้าอยู่บนพื้น เขาขมวดคิ้วเดินกลับมายอบกายลงตรงหน้า ปัดมือบางออกจากเท้าของตัวเอง มือหนาหยิบข้อเท้าเล็กขึ้นมาระดับสายตา พาลให้ร่างบางหงายหลังลงกับพื้น

“อ่ะ”

“ตะปูตำ”

” ศิวาเบ้ปากด้วยความเจ็บ เขามองปลายเท้าของตัวเองชูใส่หน้าของรุ่นพี่ที่ปลาบปลื้ม มันเป็นเรื่องที่น่าอายมาก เจ้าของข้อเท้าเล็กจึงพยายามชักเท้ากลับ

“อยากจะดึงออกตั้งแต่ที่นี่ หรือไปดึงออกที่โรงพยาบาล?”

” ศิวาส่ายหน้าไม่รู้ ร่างบางเอื้อมมือไปคว้าสมุดไร้เส้นพร้อมดินสอมาเขียนข้อความ

“เวลาแบบนี้ยังจะเขียนอีกเหรอฮะ**!**” การันต์ขึ้นเสียงใส่ “นายอายุเท่าไหร่ เรื่องแค่นี้ตัดสินใจเองไม่ได้” เขาบีบข้อเท้าเล็กแน่นอย่างหงุดหงิด

“รบกวนคุณรันต์เรียกหนามมาให้หน่อยครับ”

นั่นคือข้อความที่อีกฝ่ายพายามเขียนบอก

“ไร้สาระแล้วก็เสียเวลา”การันต์ว่าใส่เสียงกระด้าง เขาคว้าสมุดไร้เส้นเขวี้ยงไปอีกทาง ก่อนจะช้อนอุ้มร่างบางไว้ในวงแขน

เขาก็ผู้ชายคนหนึ่ง กับแค่อุ้มร่างเล็ก ไม่ต้องถึงกับต้องไปตามใครมาทำเรื่องแบบนี้แทนหรอก มันเสียเวลา คนด้านล่างคงได้ค่อนแคะเขาได้ ว่าเขามันแล้งน้ำใจ แทนที่จะอุ้มลงมาทีเดียว เทียวขึ้นเทียวลงบันไดบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จมันไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัย

ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ในช่วงเวลาที่ความเจ็บปวดหนึบหนับยังคงรุมอยู่ใต้ฝ่าเท้าทำให้ศิวาทำหน้าไม่ถูก หัวใจไม่ได้พองโต ความรู้สึกไม่ได้ยินดีกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้น ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตอนที่ศิวายังเป็นแค่นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อีกฝ่ายยังคงเป็นนักศึกษาหนุ่มรุ่นพี่คณะบริหารธุรกิจที่เขาแอบมองอยู่ทุกวันในตอนนั้น คงรู้สึกยินดีกว่านี้

เขาไม่ควรรู้สึกอะไรกับผู้ชายที่มีเจ้าของ

ความใกล้ชิดมีแต่จะสร้างความอึดอัดให้กับศิวา ร่างสูงเองก็คงไม่คิดอะไรกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้น มันคงจะรู้สึกผ่อนคลายมากกว่านี้ถ้าคนที่อุ้มเขาอยู่ในวงแขนแนบอกแกร่ง ไม่ใช่คนที่เขาเคยแอบชอบ

ทั้งที่พยายามไม่คิดอะไร แต่ศิวาก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไม่ควร

มันยังอยู่**…ความรู้สึกปลาบปลื้ม หลงใหล ชื่นชอบ…**ชอบมากๆก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่อยู่ในสายตาของชายหนุ่มมาตั้งแต่แรก รู้ว่าการันต์ไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน รู้ว่าเป็นคนนอกสายตา ความทรงจำเมื่อครั้งแรกพบระหว่างพวกเขาสองคน รุ่นพี่หนุ่มไม่เคยจำได้ มันไม่อยู่ในสมองของการันต์

รู้ว่าไม่เคยมีชื่อของศิวาบัญญัติอยู่ในชีวิตของการันต์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร**…**รู้แล้ว แต่ช่างมันเถอะ มันไม่สำคัญ เหตุผลง่ายๆของการแอบชอบคืออีกฝ่ายไม่มีวันรู้ว่าแท้จริงแล้วธาตุอากาศมันมีตัวตน

เพราะยังรู้สึกแบบนี้อยู่ถึงได้กระดากละอายแก่ใจยังไงล่ะยิ่งเป็นคนที่มีเจ้าของด้วยแล้ว ต้องยิ่งถอยห่างให้มากๆ เก็บงำความรู้สึกที่มันซุกซ่อนอยู่ในใจมานานฝังเอาไว้ภายใต้สายตาของคนไม่รู้จักกัน

ถูกแล้ว การันต์ไม่รู้จักเขา ระหว่างศิวาในสายตาของการันต์ก็เป็นเพียงแค่คนไม่รู้จัก ส่วนศิวา เขารู้จักผู้ชายคนนี้ดี

นั่นเมื่อก่อน**…** หลังจากไม่ได้พบเจอกันมานาน ต่างคนต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง พอมาเจอกันในตอนนี้ เหมือนจะใช้คำว่ารู้จักดีไม่ได้อีกแล้ว การันต์เหมือนผู้ชายที่แข็งกระด้างมากขึ้น

ชายหนุ่มร่างสูงเหลือบสายตามองคนในวงแขน เขาเห็นท่าทีกระอักกระอ่วนใจของศิวา

“เหมือนพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด” ชายหนุ่มพูดด้วยลอยๆ เดินหน้าตรงลงบันไดจากบันไดปูน

” ศิวาเลิกคิ้วทำหน้าไม่เข้าใจ ถ้าเขาพูดได้ เขาคงถามกลับว่าอีกฝ่ายหมายความว่ายังไง คำพูดนั้นพูดเพื่อสบประหม่าเขางั้นเหรอ

การันต์เหลือบสายตามองคนที่เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ต่อให้พูดไม่ได้ เขาก็พอเข้าใจความข้องใจของอีกฝ่ายที่มองมา

“ทิ่มคาเท้าขนาดนี้ ไม่ร้องไห้ให้ดูน่ารำคาญ ความอดทนต่อความเจ็บปวดของนายนี่ใช้ได้นะ เห็นตัวเล็กๆนึกว่าจะเป็นอย่างรูปลักษณ์”

ศิวาไม่เข้าใจ ตกลงหนุ่มรุ่นพี่กำลังชมเชยให้กับความอึดถึกของเขาอยู่ใช่ไหม แต่น้ำเสียงกับความหมายลึกๆแล้ว มันทะแม่งๆพิกล คงมีแต่คนพูดเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของคำพูดตัวเอง

“เจ็บไหม?”

ถามเหมือนเริ่มชวนคุย

ศิวาพยักหน้าไม่สบตา ตาหวานตวัดมองไปทางอื่นแทน ถามมาได้ว่าเจ็บไหม ฝังคาฝ่าเท้าแบบนี้ ปวดหนึบจนกัดริมฝีปากซีดไปหมดแล้ว แต่มันไม่เจ็บปวดจนถึงกับต้องร้องไห้ระบายความเจ็บ ตอนที่ถูกของแหลมทิ่มทะลวงเข้ามา น้ำตาคลอเพราะร่างกายทำงานตามกลไกของมัน

“ตอนที่ฉันกับเกลยังไม่ได้คบกันอย่างเป็นทางการ ฉันรู้ว่าเกลชอบเครื่องดื่มทุกชนิดที่ร้านของนายเป็นคนทำ เกลมาซื้อกินบ่อยๆ ซื้อไปฝากฉันก็มี     ฉันเจอกับเกลครั้งแรกก็ที่ร้านของนาย ตอนนั้นไม่ได้เจอหน้านายที่เป็นเจ้าของร้าน      ไม่คิดว่าจะเป็นฝีมือของผู้ชายแล้วก็ยังพูดไม่ได้”

ตกลงที่พูดมายืดยาว นอกจากจะพูดถึงว่าที่เจ้าสาวผู้โชคดีคนนั้นแล้ว     ที่เหลือจากนั้นในส่วนที่พาดพิงถึงคนหน้าหวาน ศิวาไม่เข้าใจว่าตกลงต้องการจะชมหรือจะอะไรกันแน่

เป็นผู้ชายแล้วทำเค้กกับผสมเครื่องดื่มพวกนั้นไม่ได้รึไง?

อดีตรุ่นพี่หนุ่มกำลังจะทำตัวเหมือนไอ้หนามปากหมาอีกแล้ว คิดจะดูถูกคนเป็นใบ้ สบประหม่าในความสามารถของคนใบ้ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ควรรักษาน้ำใจกันหน่อย ไม่น่าตัดสินที่ภาพลักษณ์ภายนอกหรือสิ่งที่เขาเป็นเลย

พี่รันต์ที่แสนอบอุ่นคนนั้นหายไปไหน เหลืออยู่แต่คนแข็งกระด้างใจคอคับแคบ เห็นจะมีแต่ว่าที่เจ้าสาวผู้โชคดีคนนั้นที่ชายหนุ่มให้ความเป็นสุภาพบุรุษและยังคงความอบอุ่นให้เห็นอยู่เนืองๆ

“เกลบอกว่าเค้กร้านนายอร่อย นายทำเองรึเปล่า?”

ศิวาพยักหน้า เค้กในร้านที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้หลากหลายรสชาติ เจ้าตัวเป็นคนทำมันเองทั้งหมด แต่บางขั้นตอนอย่างในส่วนของการเตรียมวัตถุดิบ ศิวาให้พนักงานสาวที่ร้านช่วยเตรียมให้ บางครั้งเขาไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับงานในร้านเต็มร้อย เพราะงานรับออกแบบภายในมักรีดเรี่ยวแรงไปจากเขา

“ฉันจ้างทำเค้กแต่งงาน รับไหม?”

คนที่กำลังถูกว่าจ้างสองงานซ้อนในเจ้านายคนเดียวเลิกคิ้วประหลาดใจ เหมือนจะดูถูกเขาอยู่แกนๆ แต่กลับมาชักชวนให้ทำเรื่องสำคัญ แบบนี้มันตั้งตัวไม่ติด ศิวายิ้มเฝื่อน เขาไม่อยากเข้าใกล้การันต์ ความรู้สึกของเขามันไม่ซื่อ ยิ่งอยู่ใกล้จากที่มันซุกซ่อนเลือนรางอยู่ในใจมานาน มันเหมือนการรื้อฟื้นความชอบที่นิทราอยู่ในใจให้ตื่นขึ้น

“ฉันอยากให้ทุกอย่างมันพิเศษที่สุดสำหรับเกล ทุกอย่างในวันนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เกลชอบที่สุด เกลชอบฝีมือนาย นายเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับว่าที่เจ้าสาวของฉัน ทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์” การันต์อธิบายเสียงเรียบ

ทุกอย่างเพื่อความพึงพอใจของว่าที่เจ้าสาว ตอนนี้ศิวาดันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความพึงพอใจให้คนที่ชายหนุ่มรักไปแล้ว ศิวาปั้นยิ้มบางก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ พลางยกมือไหว้ขอโทษคนที่อุ้มเขา

คนถูกไหว้ใส่ขมวดคิ้ว “ทำไม?” เขาอยากรู้เหตุผลถึงย้อนถามกลับ

“วา**!**”

เสียงของลูกพี่ลูกน้องจอมยียวนและยังปากหมาอยู่เป็นนิตย์ตั้งแต่เล็กจนโต เรียกชื่อเล่นของร่างผอมในวงแขนการันต์ ศิวารีบหนีจากความน่าอึดอัดจนลืมมารยาทและความไม่เหมาะสม สองแขนเรียวอ้าแขนรอให้ชายหนุ่มคนสนิทมารับตัวเขาออกจากวงแขนแข็งแรง

การันต์ขมวดคิ้วให้กับท่าทีของศิวา เขาแค่อยากนึกแกล้งจึงพูดออกไป

“คุณไปเปิดประตูรถ เขาโดนตะปูตำเท้า”ทำทีเป็นพูดเสนอ แต่ใจจริงคืออยากแกล้ง

“ซุ่มซ่ามอะไรอย่างนี้วะ” หนามซ้ำเติม

เขาเชื่อคำพูดของการันต์ สบถว่าความซุ่มซ่ามของศิวาจบก็รีบเดินนำไปเปิดประตูรถตัวเองอย่างไม่คิดอะไรกับความใกล้ชิดของคนสองคน ในคำด่าว่าคือความเป็นห่วงร้อนรนเต็มเกลื่อนอยู่ในท่าทางดิบห้าวเลือดร้อน

ศิวามองสองแขนของตัวเองที่ยื่นค้างไว้ หุบแขนกลับแล้วเหลือบมองการันต์

เหมือนถูกแกล้ง**…**รอยยิ้มมุมปากของชายหนุ่มทำให้คนตาหวานรู้สึกแบบนั้น

“สนิทกันดี สมัยนี้รักร่วมเพศไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วก็น่ารังเกียจอะไร         ต่อจากงานแต่งของฉัน ก็เป็นงานแต่งของเขากับนาย อย่าลืมชวนฉันกับเกลล่ะ”

สารถีหนุ่มรุ่นพี่ที่ร่างบางแอบชอบวางร่างของเขาลงบนเบาะนั่งหน้ารถของหนามที่เปิดประตูรอรับไว้อยู่แล้ว หนามหน้าเครียด ไม่รู้ว่าเครียดอะไร ทำตาหงุดหงิดมองศิวาอย่างกล่าวโทษ

“ขอบคุณคุณรันต์มาก วาก็ป่วนแบบนี้ล่ะ ให้มาช่วยดูงานให้คุณ แต่คุณต้องมาช่วยซะเอง ขอบคุณมาก” เขาหันมาพูดกับการันต์ หลังปิดประตูรถใส่วาใบ้ตัวยุ่ง**…**ยุ่งจนทำให้หนามมองว่ามันคือเสน่ห์และความน่ารัก เขาหงุดหงิดน่าเครียดที่ศิวาไม่รู้จักระวังตัว ถึงไม่ร้องไห้สักแอะ แต่ก็รู้ว่าอดทนกับความเจ็บจนกัดปากซีด

“ไม่เป็นไร หวังว่าคุณหนามคงไม่ถือสาที่ผมอุ้มเขา”ลูกค้าหนุ่มยิ้มอย่างรู้ทันความรู้สึกของสถาปนิกหนุ่มที่มีต่อมัณฑนากรหน้าหวาน ผู้ชายด้วยกันมองตากันก็รู้เห็นยันไส้ยันพุง ไม่ต้องควักมาโชว์ก็เห็นหมดว่ามีกี่ขด

“ผมเข้าใจเจตนาคุณ” หนามยิ้มเข้าใจ

“ผมหวังจะได้เรือนหอที่ดีที่สุดจากคนเก่งฝีมือดีอย่างคุณ”

“มันจะเป็นบ้านที่อบอุ่น” สถาปนิกหนุ่มรับปาก

ความสนิทสนมระหว่างลูกค้าหนุ่ม เจ้าของสถานะว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตกับสถาปนิกหนุ่มเจ้าของสถานะเผลอมีใจให้กับลูกพี่ลูกน้องมันมีมากขึ้น พวกเขายิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร การันต์ยืนมองหนามรีบเดินขึ้นรถจวบจนกระทั่งรถคันนั้นขับเคลื่อนออกไปจากรั้วบ้านในอนาคตของเขา

 -------------------------------------------------------

เกือบเดือนกว่าหลังจากนั้น อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะครบสองเดือนตามกำหนดงานของผู้ว่าจ้างเพื่อให้เสร็จทันงานวิวาห์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ การก่อร่างสร้างเรือนหอเป็นไปอย่างเร่งร้อน มีการรื้อทิ้งทำใหม่และต่อเติมตามความเหมาะสม ถึงจะเร่งร้อนและมีเวลาจำกัด แต่งานดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ

มันกำลังเป็นเรือนหอที่สมบูรณ์แบบ เหลือแต่การตกแต่งภายในและเก็บรายละเอียดงานสร้างอีกไม่มากสำหรับทีมวิศวกร สถาปนิกและช่าง ที่ต้องทำงานร่วมกัน

ศิวาเจอกับการันต์อีกครั้ง เพื่อตกลงวิธีสื่อสารระหว่างเขากับชายหนุ่ม และตกลงวิธีการรับส่งงานออกแบบ ร่างผอมนึกขอบคุณที่การันต์ให้เขาส่งงานออกแบบแต่ละครั้งผ่านอีเมลล์ ส่วนใหญ่การพูดคุยจะผ่านสื่อกลางโดยอาศัยเทคโนโลยี ไม่ได้มีการพบหน้ากันตรงๆอย่างในครั้งแรก นับตั้งแต่ถูกตะปูตำเท้าในครั้งนั้นเลยก็ว่าได้

กับลูกค้าคนอื่นๆที่เคยร่วมงานด้วย จะให้เป็นหน้าที่ของหนามคอยออกหน้าจัดการให้ เพราะศิวาพูดคุยสื่อสารกับใครไม่ได้ ลูกค้าบางคนไม่ได้รับได้ในสิ่งที่เขาเป็นเสมอไป ร่างผอมจึงรับงานเฉพาะคนที่รับความเป็นมัณฑนากรใบ้อย่างเขาได้ ศิวาเลยไม่ใช่พนักงานบริษัท ไม่มีการจดสัญญาว่าจ้างงาน ศิวารับงานออกแบบภายในแบบฟรีแลนซ์ไม่ขึ้นตรงทำงานภายใต้สังกัดใคร แต่ส่วนใหญ่จะได้ลูกค้าจากบริษัทที่หนามทำงาน

ร่างผอมเจ้าของอมยิ้มน่ารักไม่คิดว่าหลายปีผ่านไป ความชอบส่วนตัวของการันต์จะยังไม่เปลี่ยน เหมือนที่ชายหนุ่มดูกระด้างขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป

การันต์ชอบผลึกแก้ว

ส่งตัวอย่างการออกแบบในครั้งแรก ศิวาจงใจทำให้มันเกิดข้อผิดพลาด อีเมลล์จากการันต์ตอบกลับรวดเร็วหลังส่งได้ไม่ถึงสิบนาที แน่นอนว่าข้อความตอบกลับเป็นไปอย่างที่ศิวาคาดการณ์ไว้

“ไม่ใช่ไม่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ คิดมาใหม่”

ส่งครั้งที่สอง ศิวาเริ่มใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ทำจากผลึกแก้วแทรกสอดไปกับงานโดยไม่ให้จงใจมากเกินไป เป็นข้อความชมสั้นๆ จากชายหนุ่มรุ่นพี่ ก่อนจะดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป

“ไอเดียดี”

ศิวาอมยิ้มให้กับคำชม ก่อนจะมีข้อความฉบับใหม่ส่งมาอมยิ้มจางหายกลับกลายเป็นความกังวลใจเข้ามาแทนที่ เมื่อกดอ่านข้อความจากชายหนุ่มผู้ว่าจ้าง

“น้อยคนจะรู้ว่าฉันชอบมัน”

ร่างผอมเจ้าของตาหวานถอนหายใจ ขณะเลือกซื้อผลึกแก้วในตรอกการค้าย่านที่มีผู้คนสัญจรตลอดทั้งวัน มีแค่ตรอกนี้เท่านั้นที่ขายผลิตภัณฑ์ทุกอย่างเกี่ยวกับผลึกแก้วสีสวย ช่วงนี้ศิวามาเดินที่นี่บ่อยแทบทุกวัน เฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านบางชิ้นไม่สามารถหาได้จากห้างหรือโฮมโปร อินเด็กซ์หรืออีเกีย แบรนด์เฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านชั้นนำ ของที่มีเสน่ห์มักจะซ่อนอยู่ในที่ๆคนคาดไม่ถึง เกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นของการตกแต่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ผสมผสานความเป็นโกธิคโมเดิร์น นิวยอร์กลอฟท์และมินิมอลสไตล์ สามสิบเปอร์เซ็นผสมผสานการตกแต่งด้วยผลึกแก้วแทรกสอดไปกับเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านชิ้นอื่นๆตามความเหมาะสม

เรือนกายโปร่งไม่มีวันได้ล่วงรู้เลยว่า ทุกครั้งที่เจ้าตัวเลือกมาซื้อของที่นี่ ได้ถูกใครคนหนึ่งจับตามองอย่างเคลือบแคลงไว้ทุกครั้งที่เห็นด้วยเหมือนกัน

ตาคมคู่นั้นมองความตั้งใจในการเลือกซื้อสินค้าเกี่ยวกับผลึกแก้วอย่างตั้งใจในทุกขั้นตอนการเลือกเฟ้น

การันต์ไม่ได้สะกดรอยตาม เขาไม่ได้ว่างหรือใส่ใจมัณฑนากรชายหน้าหวานขนาดนั้น เขาแค่บังเอิญมาเจอตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อน ตรอกแห่งนี้ขึ้นชื่อและคือที่สุดแห่งการค้าขายผลึกแก้ว เขามาคือไม่แปลก แต่ศิวามาคือเรื่องแปลกสำหรับเขา

รู้เกินไป**…**จงใจทำเป็นไม่รู้

ตั้งใจเกินไป**…**ทำเป็นไม่ได้ตั้งใจ

ถูกล่ะ ว่านี่คือส่วนหนึ่งของการเป็นมัณฑนากร แต่เขากลับรู้สึกว่าศิวาใส่ใจในการเลือกผลึกแก้วให้เขาเกินขอบเขตหน้าที่และเกินความจำเป็น เหมือนจะเนียนแต่ไม่เนียน การันต์แค่ทำเป็นมองข้ามมันเพราะอยากรู้ว่าชายใบ้หน้าหวานคนนี้จะทำยังไงต่อไป หลังการส่งงานออกแบบภายในชิ้นที่สอง

เขาพยายามมองให้เป็นสไตล์การทำงานของศิวา แต่ดวงตาคู่นั้นมันประกายฉาบฉายความเปี่ยมสุขมากเกินไป

“คุณรันต์มีประชุมงานตอนบ่ายโมงครึ่ง บ่ายสามเซ็นสัญญากับคุณปรีชา สี่โมงมีนัดกับคุณเกลที่ร้านอาหารริมแม่น้ำ” เลขาหนุ่มแว่นแจกแจงรายละเอียด ในมือมีสมุดหนังกางทิ้งไว้ คอยย้ำเตือนตารางชีวิตให้เจ้านาย

“อัมยกเลิกประชุมบ่ายนี้ เลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้เก้าโมง”

“ทำไมล่ะครับ? อย่าบอกนะว่าคุณรันต์จะอยู่ที่นี่ต่อ” อมรินทร์เลขาหนุ่มดันแว่นของตัวเองให้เข้าที่

“ผมติดธุระกะทันหัน คุณอัมไปจัดการตามที่ผมบอกนั่นล่ะ”

เจ้านายหนุ่มไม่ได้ให้ความสนใจกับคู่สนทนาข้างกาย เขาจับจ้องให้ความสนใจกับร่างโปร่งที่กำลังยื่นเลือกซื้อของบางอย่างในร้านค้าอยู่นาน นานพอกับที่ชายหนุ่มจงใจมาดักรอดูพฤติกรรมของมัณฑนากรร่างบางในช่วงเที่ยง เขาไม่รู้ว่า     ศิวามาที่นี่บ่อยแค่ไหนแต่ทุกครั้งที่ชายหนุ่มว่างเว้นจากการทำงาน เขาจะมาเดินเตร่ที่ตรอกย่านการค้าแห่งนี้เพื่อล่าผลึกหินสวยๆติดมือกลับไป**…**ทุกครั้งที่เขามาคือทุกครั้งที่เขาเจอศิวา

อมรินทร์มองตามสายตาของเจ้านายหนุ่ม พวกเขาพึ่งเสร็จจากการเจรจาธุรกิจนอกสถานที่ เวลามีเหลือเฟือก่อนเข้าบริษัท เจ้านายของเขาหาเรื่องแวะตรอกค้าผลึกหินอย่างที่คนเป็นเลขาไม่สามารถขัดเคืองได้

“คุณรันต์กรุณามาให้ทันเซ็นสัญญาด้วยนะครับ” เลขาหนุ่มแว่นย้ำอีกที หลังตวัดสายตากลับมามองชายหนุ่มร่างสูงข้างกาย

การันต์พยักหน้าแล้วเดินตามหลังชายหนุ่มร่างเล็กคนนั้นไปทันทีที่อีกฝ่ายเดินออกจากร้านพร้อมกับถุงข้าวของในมือ อมรินทร์ยืนมองแผ่นหลังของเจ้านายหนุ่มที่กลืนหายไปกับผู้คน

เลขาหนุ่มแว่นเผยสายตาไม่พอใจ ขัดกับบุคลิกนุ่มนวล สุภาพอ่อนโยนอย่างที่การันต์ไม่มีวันรู้ว่าเลขาส่วนตัวไม่ต่างจากคนซ่อนบุคลิกภายใต้หน้ากากของคนซื่อ

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น