ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.5k

ความคิดเห็น : 128

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2562 23:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21
แบบอักษร

 

 

“หือ? จวนแห่งนี้งั้นหรือที่มีของวิเศษ” ซาเซียงหลงเหลือบตามองดูจวนขนาดเล็กแสนคับแคบและสามัญยิ่งกว่าเรือนบ่าวรับใช้ในตระกูลซาด้วยความดูถูกดูแคลน เทียบกับจวนตระกูลซาแล้วห่างชั้นราวกับพื้นดินและแผ่นฟ้า

“ที่แห่งนี้ไหนเลยจะเทียบชั้นตระกูลซาของเราได้” กันฮวานั่งอยู่บนเมฆวิเศษระดับสี่กับสามีของนางกล่าวขึ้นเพื่อเอาอกเอาใจ เมฆวิเศษนี้ในโลกแห่งเทพเซียนถือว่าเป็นพาหนะชั้นสูง แบ่งออกเป็นระดับหนึ่งถึงระดับเก้า โลกทะยานฟ้าที่ตระกูลซาอาศัยอยู่คือโลกระดับสี่ ซึ่งผู้ใช้เมฆวิเศษระดับสี่เป็นพาหนะถือเป็นชนชั้นสูงผู้มีอำนาจมากล้น

“หึ! นำไปเทียบกับตระกูลซาได้อย่างไร พวกมันไม่คู่ควรแม้แต่น้อย!” กันฮวาไม่ได้กล่าวอันใดออกมาอีกอย่างรู้ความ

เจียวฉือหมิงมองดูจวนตระกูลหวังด้วยความรู้สึกสับสนซับซ้อน มันเคยตกหลุมรักหวังมู่เฟยมาก่อนแต่ก็ตบแต่งกับหลานสาวผู้อาวุโสสิบแล้ว ไม่คาดเรื่องจะเป็นเช่นนี้ไปได้ ได้แต่มองท่านพ่อและผู้อาวุโสสิบกระซิบกระซาบพูดคุยกันและท่านเจ้าสำนักประจบประแจงบุตรเขยซึ่งเจียวฉือหมิงได้เปิดหูเปิดตาในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คราครั้งนี้

สำนักกระบี่เหินแทบจะยกมากันทั้งสำนัก เหลือเพียงศิษย์ปลายแถวและผู้อาวุโสสองสามท่านที่ยังคงอยู่ในสำนัก เรื่องราวอันใหญ่โตที่เจ้าเมืองเจียวฉือประโคมข่าวทำให้ชาวบ้านชาวเมืองซึ่งอยากรู้อยากเห็นมามุงดูเหตุการณ์หน้าจวนตระกูลหวังเป็นจำนวนมากมายแทบไม่เหลือช่องว่างใด

เหล่าชาวบ้านและชาวยุทธพเนจรทั้งหลายต่างเว้นระยะห่างจากกลุ่มคนของสำนักกระบี่เหินและเจ้าเมืองเจียวฉือเพื่อความปลอดภัย พวกเขาให้ความสนใจเรื่องของวิเศษที่ตระกูลหวังขโมยไปและเมฆวิเศษที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตนี้ เมฆวิเศษไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอันใดสามารถนั่งได้เพียงไม่กี่คนแต่มีเกือบสิบก้อน ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างมีพลังสภาวะที่กดดันอย่างใหญ่หลวงแทบหายใจไม่ออก ผู้คนเหล่านั้นต่างเย่อหยิ่งยโสโอหังไม่สนใจสิ่งใด มักเหลือบมองผู้คนด้วยความดูแคลน แต่ไม่มีผู้ใดไม่พอใจและกล้าหาเรื่องพวกมันสักคน

“ประมุขตระกูลหวังยังไม่ออกมาคืนของวิเศษอีกหรือ?” เจ้าสำนักกระบี่เหินกล่าวทอดถอนใจดั่งคนที่เคยให้โอกาสแล้วแต่อีกฝ่ายยังไม่ยินยอมคืนสิ่งของอีก

“ข้าไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะใจกล้าถึงเพียงนี้ ของวิเศษชิ้นนี้ข้าตั้งใจจะมอบให้สะใภ้อาหมิงแต่กลับถูกขโมยไปเสียนี่” เจ้าเมืองเจียวฉือเสริมต่ออย่างไม่ติดขัด มันบอกกล่าวเหตุผลเป็นความนัยอันชอบธรรมในการมาเยือนตระกูลหวังโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย

“เฮ้อ! เราผู้เฒ่าได้แต่หวังว่าสำนักกระบี่เหินจะคืนความเป็นธรรมให้หลานสาวที่กำลังเศร้าเสียใจของเราผู้เฒ่าได้” ผู้อาวุโสสิบรีบกล่าวถึงเหตุผลที่สำนักกระบี่เหินต้องเข้ามาวุ่นวายทันที

“หึ!” ซาเซียงหรงมองดูเหล่ามดแมลงที่ยังหาเหตุผลอันชอบธรรมให้แก่ตนเองอย่างสมเพช มันตั้งใจจะบุกฆ่าล้างตระกูลเล็กๆ กระจ้อยร่อยนี้ตั้งแต่มาถึง แต่อนุของมันกลับกล่าวว่าฮ่องเต้แคว้นจ้าวเองมีผู้หนุนหลังในโลกเทพเซียนที่ไม่ธรรมดาอยู่เช่นกัน ไม่สามารถไม่ไว้หน้าสักเล็กน้อยได้ ทำให้มันต้องอดทนดูละครปาหี่อยู่เช่นนี้

ชาวเมืองเจียวฉือต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก มากกว่าครึ่งเชื่อถือเจ้าเมืองเจียวฉือและสำนักกระบี่เหินไปแล้วเนื่องจากอิทธิพลของพวกมัน บางคนต่างรอคอยคุณชายใหญ่หวังออกมากล่าวอันใดบ้างก่อนจะตัดสินใจ แต่ชาวยุทธพเนจรส่วนมากแล้วไม่เชื่อถือเจ้าเมืองเจียวฉือและสำนักกระบี่เหินแม้แต่น้อย แม้จะทราบความชั่วร้ายของชนชั้นเหล่านั้นดีแต่ก็ไม่อาจเอาตัวเองเข้าไปสอดได้เพราะความรักตัวกลัวตาย

“สำนักกระบี่เหินทำได้ถูกต้องแล้ว พวกลักเล็กขโมยน้อยไม่ควรปล่อยพวกมันเอาไว้”

“รอให้คุณชายใหญ่หวังออกมาเสียก่อน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด”

“ของวิเศษเช่นนั้นรึ? เกิดมาข้ายังไม่เคยพบเห็นเลย”

“ตระกูลธรรมดาจะมีของวิเศษได้อย่างไร? แน่นอนว่าต้องเป็นตระกูลหวังที่ขโมย!”

“ข้ารึอุตส่าห์ชมชอบชาที่โรงน้ำชาลู่เฟิน ไม่ทราบตระกูลหวังจะเป็นเช่นนี้ไปได้ เฮ้อ!”

ทันใดนั้นเสียงพูดคุยซุบซิบนินทาและวิพากษ์วิจารณ์กลับเงียบหายไปเมื่อประตูจวนตระกูลหวังยามนี้ปรากฏร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีม่วงขึ้น ผู้ที่ปรากฏตัวออกมานั้นแม้ซูบผอมไปบ้างแต่กลับงดงามอ่อนหวานไม่เปลี่ยนแปร ชาวเมืองต่างทราบดีว่าคนผู้นั้นคือประมุขตระกูลหวังหรือคุณชายใหญ่หวังที่เป็นเกอหม้ายแห่งเมืองเจียวฉือผู้งดงามเป็นหนึ่งไม่มีสอง

“ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือนตระกูลหวังของข้า ไม่ทราบมีสิ่งใดหรือ?” หวังมู่เฟยกวาดตามองเหล่าผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มหวานหยดแต่ดวงตาเย็นชาสุดเปรียบ ดวงตากลมโตหยุดลงบนเมฆวิเศษก้อนหนึ่งเป็นเวลานานก่อนประกายเย็นเยียบแฝงไปด้วยไอสังหารจะวาบผ่านไป

ซาเซียงหรงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับความงดงามและพลังปราณของหวังมู่เฟย ความงดงามบริสุทธิ์สูงส่งนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพบเจอในโลกใบเล็ก แม้แต่อนุภรรยาที่มาจากตระกูลกันของสำนักกระบี่เหินที่นั่งอยู่ข้างมันยังไม่อาจเทียบชั้นได้

แม้พลังปราณของหวังมู่เฟยจะทำให้มันตกตะลึงแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขั้นจู้จีระดับสามสำหรับโลกใบเล็กอาจจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรและมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่สำหรับโลกแห่งเทพเซียนก็เป็นได้เพียงบ่าวรับใช้เพียงเท่านั้น ยิ่งมาเห็นกับตายิ่งมั่นใจว่าตระกูลหวังเล็กจ้อยนี้ต้องมีของวิเศษในครอบครองอย่างแน่นอนไม่เช่นนั้นคนงามจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไรในโลกใบเล็กเห่งนี้

ยิ่งมองเกอตรงหน้าความละโมบของซาเซียงหรงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งของวิเศษ ทั้งเกอหม้ายตรงหน้าต้องเป็นของมัน! แม้ไม่อาจตบแต่งเป็นอนุภรรยาได้เพราะเป็นหม้าย แต่เกออุ่นเตียงนั้นก็ไม่เลวเลย มันชมชอบคนงาม ยิ่งคนงามตรงหน้าที่แม้แต่ฮูหยินของมันยังด้อยกว่าสองส่วนมันยิ่งอยากได้!

“ออกมาแล้วหรือ คืนของวิเศษมาเสีย!” เป็นเจ้าสำนักกระบี่เหินที่โจมตีเป็นคนแรกเมื่อเห็นหวังมู่เฟยปรากฏตัวออกมา

“ข้าจะไปมีของวิเศษได้อย่างไร”

“น้องชายคนรองของเจ้าขโมยของวิเศษของข้าไป ข้าเห็นกับตา!” ชาวเมืองต่างทราบว่าคุณชายรองตระกูลหวังพลังปราณสูงส่ง หากต้องการคนลงมือแน่นอนว่าต้องเป็นหวังจือ!

หวังมู่เฟยอดทนอดกลั้นอย่างยิ่ง พวกมันเลือกโจมตีเมื่อหวังจือออกไปคุ้มกันขบวนสินค้าที่เมืองอื่น ไม่ปล่อยให้หวังจือได้ออกมาแก้ต่างแต่อย่างไร เจ้าเมืองเจียวฉือเองก็ช่างสารเลว มันคงหวาดระแวงตระกูลหวังมาระยะหนึ่งแล้วกระมังจึงเริ่มลงมือ

“ของวิเศษอันใดหรือ ของวิเศษชิ้นนั้นเป็นเช่นไรเล่าท่านอธิบายได้หรือไม่ เสี่ยวจือของข้าอาจจะเผลอหยิบติดมือมาด้วยยามนำของขวัญไปส่งมอบให้ท่านเจ้าเมืองก็เป็นได้”

เจ้าเมืองเจียวฉือเงียบปากไปทันทีเมื่อพบว่าเกอหม้ายตรงหน้าช่างฝีปากกล้านัก มิใช่กำลังเปิดโปงเรื่องรับสินบนของมันอยู่หรอกหรือ อีกทั้ง มันจะไปทราบได้อย่างไรว่าของวิเศษชิ้นนั้นเป็นเช่นไร

“ไม่ต้องกล่าวให้มากความ! คืนของวิเศษมาเสียแล้วเราจะไม่เอาผิดตระกูลหวัง!” ผู้อาวุโสสิบที่ทราบเรื่องราวจากเจ้าเมืองเจียวฉือเป็นอย่างดีรีบสอดปากเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

“พวกเจ้าจะรังแกกันเกินไปแล้ว” หวังมู่เฟยไม่เคยโมโหโทโสสูงเสียดฟ้าเช่นนี้มาก่อนเลย เขาโกรธจนตัวสั่นแต่ไม่อาจลงมือทันทีได้เนื่องจากผู้คนที่อยู่บนเมฆวิเศษต่างไม่ธรรมดาสามัญ พวกมันต่างมีพลังปราณขั้นจู้จีระดับหนึ่งทั้งสิ้น ไม่ต้องกล่าวก็ทราบว่าเรื่องนี้ไม่ชอมมาพากล หากเป็นเพียงสำนักเล็กๆ เช่นสำนักกระบี่เหินเท่านั้นยามนี้พวกมันคงตกตายกันหมดสิ้นแล้ว!

หวังเหมยและหวังหยุนซึ่งวิ่งตามพี่ใหญ่มาด้วยถูกกองกำลังลับลู่หลงนำตัวไปหลบซ่อนยังที่ห่างไกลออกไปพอสมควร ทั้งสองได้ยินชัดทุกถ้อยคำของเรื่องที่เกิดขึ้น ความโกรธแค้นทะลักไหลเข้าใส่จนต้องกำหมัดเอาไว้แน่น

“เหตุใดต้องกล่าวให้มากความ ลงมือได้แล้ว แต่เกอผู้นั้นห้ามเป็นอันใดเด็ดขาด”

ซาเซียงหรงหมดความอดทนในที่สุด โลกใบเล็กหรือโลกระดับห้าไหนเลยจะอยู่ในสายตาของมัน

เจ้าสำนักกระบี่เหินและบุตรสาวใบหน้าดำคล้ำเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าประมุขตระกูลซาต้องการตัวหวังมู่เฟยแต่ก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้นอกจากทำตามคำสั่งอย่างขลาดกลัว กันฮวาได้แต่มองดูเกอหม้ายผู้นั้นอย่างเหยียดหยามและเกลียดชัง

“เมื่อไม่ส่งคืนสิ่งของก็อย่าหาว่าพวกเรารังแกเจ้า! ลงมือ!” เจ้าสำนักกระบี่เหินไม่กล้ารีรอต่อความอีกต่อไปเมื่อได้รับคำสั่งจากบุตรเขยผู้เก่งกาจและยิ่งใหญ่ เมื่อมีผู้ติดตามของตระกูลซาร่วมด้วยพวกมันก็เป็นดั่งพยัคฆ์ติดปีก

หวังมู่เฟยใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเมื่อเห็นพวกชั่วช้าเหล่านี้กำลังจะลงมือ แม้ไม่อาจยอมรับแต่ความอ่อนแอไร้พลังของตนเองกระแทกตอกย้ำตนเองซ้ำๆ จนแทบกระอักโลหิต ตั้งแต่หลงหลี่เฉียงคราหนึ่งแล้วที่ทำให้หวังมู่เฟยรู้สึกเช่นนี้ แต่ครานี้ความโกรธแค้นไม่ยินยอมกลับมีมากกว่านับพันนับล้านเท่า!!

คลืนน!

ในขณะที่หวังมู่เฟยกำลังจะลงมือปะทะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องตระกูลหวัง ทันใดนั้นท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลหวังกลับแปรปรวนบิดเบี้ยวส่งเสียงประหลาดออกมาจนดึงดูดความสนใจของทุกคนไปจนสิ้น บนท้องฟ้ามิติเดินทางขนาดกว้างกว่าสองพันฉื่อ (ประมาณ462เมตร) สูงหนึ่งพันฉื่อ (ประมาณ231เมตร) ปรากฏขึ้นอย่างกว้างใหญ่และน่าหวาดผวาพร้อมพลังสภาวะกดดันสายหนึ่งจนชาวบ้านกระอักโลหิตออกมาคำโต

ทุกคนต่างคุกเข่าลงแนบพื้นดินเนื่องจากความกดดันอันมากล้นไม่เว้นแม้แต่หวังมู่เฟยและซาเซียงหรง หวังมู่เฟยเงยหน้ามองมิติเดินทางดังกล่าวก่อนจะขมวดคิ้วแน่น ภายในจิตใจสั่นไหวไม่น้อยเมื่อคิดว่าผู้ใดกำลังจะปรากฏตัวขึ้น แม้จะกดข่มความดีใจและโล่งใจเอาไว้จากความไม่ยินยอมพร้อมใจเพียงใดแต่ก็ต้องยอมรับว่าสามีผู้นี้ไม่ได้เลวร้ายนัก

ทุกผู้คนแม้ต้องคุกเข่านั่งหมอบกับพื้นดินแต่ก็ยังคงความอยากรู้อยากเห็น ผู้คนต่างพยายามเงยหน้าจับจ้องมิติเดินทางที่ไม่เคยพบเห็นอย่างตื่นตะลึงลานพร้อมความหวาดกลัวจับใจและลุ้นระทึก โดยเฉพาะซาเซียงหรงที่ร่างกายสั่นสะท้านจนเหงื่อไหลเนื่องจากทราบดีว่ามิติเดินทางเป็นเรื่องราวอันใด

ขบวนเดินทางขนาดใหญ่ประกอบไปด้วยเมฆวิเศษระดับแปด ระดับเจ็ด จนถึงระดับห้าค่อยๆ ลอยออกมาจากมิติเดินทางอย่างมืดฟ้ามัวดิน ขบวนเมฆวิเศษนับพันที่ว่าทำให้ผู้คนตื่นตระหนกจนฉี่ราดแล้วกลับเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ตามออกมาจากมิติเดินทาง สัตว์วิญญาณรูปลักษณ์ดั่งมังกรในเรื่องเล่าตำนานนิทานปรัมปราตัวใหญ่โตมหึมาเบียดเสียดมิติเดินทางจำนวนแปดตัวเคลื่อนที่ลากจูงห้องโดยสารขนาดใหญ่วิจิตรงดงามสีทองเปล่งรัศมีสูงส่งเหนือฟ้าดินค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาด้วยความเขย่าขวัญของผู้พบเห็น

โฮกกกก!!

สัตว์วิญญาณมังกรเพลิงระดับเจ็ดทั้งแปดตัวกู่ร้องคำรามออกมาพร้อมเพรียงกันจนพื้นดินแผ่นฟ้าสั่นสะเทือนเลือนลั่นไปไกลหลายลี้แม้จะถูกกฎเกณฑ์ของโลกใบเล็กกดข่มพลังปราณไว้ที่ระดับสามก็ตาม ชาวเมืองเจียวฉือซึ่งกำลังมุงดูเรื่องสนุกต่างฉี่รดอาภรณ์อย่างแตกตื่นขวัญเสีย หวาดกลัวราวกับวันสิ้นโลกกับสิ่งที่พบเห็นจนสลบไสลไปก็มี

ขบวนเมฆวิเศษอีกกลุ่มใหญ่ตามขบวนรถลากมังกรออกมาก่อนที่มิติเดินทางจะค่อยๆ ปิดตัวลง บริเวณโดยรอบต่างเงียบสงัดจนไร้เสียง ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อนเนื้อตัวได้และไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ ซาเซียงหรงค่อยๆ กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงลำคอที่แห้งผาก ใบหน้าซีดขาวเมื่อค่อยๆ เหลือบมองตราสัญลักษณ์ตระกูลหลงแห่งโลกเทพอสูรมังกรสวรรค์

แม้ตระกูลซาจะยิ่งใหญ่ในโลกทะยานฟ้าซึ่งเป็นโลกเทพเซียนระดับสี่ แต่ก็ยังมีโลกอีกหลายโลกที่อยู่ในระดับสาม ระดับสี่และระดับหนึ่ง ตระกูลหลงแห่งโลกเทพอสูรมังกรสวรรค์มันรู้จักบ้างในฐานะประมุขตระกูลซา แต่มันไม่รู้เรื่องราวอันใดนักเนื่องจากตระกูลซาและตระกูลหลงห่างชั้นกันเกินไปดั่งปีนป่ายขึ้นสวรรค์ ชั่วชีวิตไม่ทราบว่าจะได้รู้จักติดต่อกับผู้คนที่มาจากโลกระดับสองหรือไม่ และไม่ต้องพูดถึงผู้คนในโลกระดับหนึ่ง!

“โอ้ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน” น้ำเสียงราบเรียบทรงอำนาจสะท้อนก้องอยู่ในรูหูของทุกคนดั่งคนผู้นั้นมากล่าวอยู่ข้างตัวดังออกมาจากห้องโดยสารวิจิตรงดงามซึ่งมีมังกรเพลิงลากจูงลอยเด่นอยู่กลางท้องนภา มังกรเพลิงทั้งแปดตัวต่างหมอบนอนอยู่บนอากาศอย่างสงบเสงี่ยมหลังจากกู่ร้องคำรามประกาศศักดาไปเมื่อครู่

หวังมู่เฟยจ้องมองขบวนดังกล่าวอย่างตกตะลึง สัญชาตญาณของเขาไม่เลวเลยจริงๆ คาดไว้ไม่มีผิดว่าพวกตระกูลหลงต้องกำลังจะกระทำการบางอย่างเป็นแน่ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้! นี่ไม่ใช่จัดการเรื่องความรุ่งโรจน์มั่นคงของตระกูลหวังเสร็จสิ้นแล้วหรือ? หากผู้คนทราบว่าหวังมู่เฟยแต่งเข้าตระกูลหลงเป็นถึงฮูหยินเทพอสูรผู้แสนยิ่งใหญ่ ตระกูลหวังในโลกใบเล็กแห่งนี้ใยไม่ใช่ตระกูลที่ทรงอำนาจเป็นที่เกรงอกเกรงใจที่สุด เพียงเท่านี้หวังมู่เฟยก็สามารถไปยังตระกูลหลงได้โดยเร็วเพื่อทำงานตอบแทนดั่งทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์!

ไม่มีผู้ใดตอบคำถามหลงหลี่เฉียงแม้แต่คนเดียว แต่คาดว่าไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากเสียมากกว่า แม้แต่ท่าทางหยิ่งยโสของซาเซียงหรงยังหายไปดั่งไม่เคยมีมาก่อน

“คารวะท่านประมุข!” เป็นหลงจิวฝูทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มตัวสูงโปร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปโอบอุ้มเด็กน้อย? ที่ทำหน้างอง้ำน้ำตาคลออย่างไม่พอใจเอาไว้ในอ้อมแขน เจ้าตัวหลบซ่อนตัวดูสถานการณ์อยู่ไม่ไกล เมื่อพบว่าหลงหลี่เฉียงมาถึงแล้วจึงปรากฏตัวออกมาเนื่องจากไม่สามารถรับมือกับท่านประมุขน้อยตระกูลหลงได้แล้ว เด็กหนุ่มแทบหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นว่าบิดาของท่านประมุขน้อยมาถึงเสียที

“แง ฮืออ” หลงจิ่นติ้งส่งเสียงร้องไห้แต่น้ำตาที่คลออยู่ไม่ไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว

“เร็วเข้า! คุ้มกันท่านประมุขน้อย!” คำสั่งด้วยเสียงอันดังทรงพลังโดยหลงเหวินฉินผู้อาวุโสหนึ่งแห่งตำหนักร้อยเทพอสูรมังกรสวรรค์ตำหนักที่หนึ่งทำให้ผู้คนทั้งหลายหลุดออกจากภวังค์ได้สติในที่สุด โดยเฉพาะหวังมู่เฟยและคนจากตระกูลซาที่พออดทนกับพลังสภาวะกดดันได้บ้าง

เมฆวิเศษหลายร้อยก้อนเคลื่อนไหวเป็นขบวนทัพอย่างรวดเร็วตามคำสั่งที่ได้รับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิดดั่งเครื่องจักรสังหารที่พร้อมลงมืออยู่ตลอดเวลาเข้าประชิดตัวหลงจิ่นติ้งทันทีก่อนแปรขบวนเป็นรูปแบบค่ายกลกองทัพชนิดหนึ่งซึ่งมีหนึ่งเด็กหนุ่มและหนึ่งเด็กน้อยอยู่ใจกลางขบวนทัพ

“ตะ..ตระกูลหลง?” ซาเซียงหรงยังทำใจยอมรับไม่ได้นัก ได้แต่หวังว่าจะไม่มีเรื่องอันใดเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มันกำลังกระทำ มันปลุกปลอบใจตัวเองโดยคิดว่าเทพอสูรจากตระกูลสูงศักดิ์เก่าแก่และยิ่งใหญ่ปานนั้นจะมีเรื่องเกี่ยวข้องอันใดกับโลกใบเล็กแสนต้อยต่ำแห่งนี้ได้กัน เทียบกับทรัพยากรโลกอื่นๆแล้ว โลกใบเล็กไม่อยู่ในสายตาผู้ที่อยู่ในโลกระดับสามถึงระดับหนึ่งแม้แต่น้อย

เจ้าเมืองเจียวฉือและสำนักกระบี่เหินต่างอ้าปากตาค้างกับความยิ่งใหญ่เกรียงไกรตรงหน้าซึ่งไม่ทราบว่าชีวิตนี้จะได้พบเจออีกหรือไม่ ยิ่งชาวบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกมันไม่เคยรู้แม้แต่เรื่องเทพเซียน เทพอสูร และเทพปีศาจ! แม้จะมีสติกลับมาจากความตื่นตะลึงแต่กลับต้องกลัวผวายิ่งกว่าเดิมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจโดยแรง ไม่มีผู้ใดกล้าสติกระเจิงวิ่งหนีวุ่นวายแม้แต่คนเดียว!

“หลงฮูหยิน!” หลงฮุ่ยรีบบังคับเมฆวิเศษระดับห้าของตนเองมาหาหวังมู่เฟยทันทีก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวหลงฮูหยิน? ขึ้นจากพื้นดินด้วยความระมัดระวัง

“ฮูหยินรักของเราถูกรังแกหรือ” หลงหลี่เฉียงก้าวเดินออกมาจากห้องโดยสารด้วยความสง่างามสูงส่งเหนือโลก เมื่อหวังมู่เฟยเป็นคนของเขาแล้ว แม้แต่จะรังแกสุนัขก็ต้องดูเจ้าของของมันเสียก่อน

“แอ้!! แอ๊!!” ไม่ต้องรอให้ใครกล่าวคำหลงจิ่งติ้งก็จัดการฟ้องบิดาทันที มือเล็กพยายามยื่นยาวออกมาหาบิดาซึ่งต้องเปลี่ยนเส้นทางจากตัวหวังมู่เฟยมารับบุตรชายสุดที่รักที่กำลังร้องเรียกอยู่เสียไม่ได้ ดวงตาเฉียงทรงอำนาจแสนเย็นชาแม้ยามแย้มยิ้มทอประกายอ่อนโยนวาดผ่านยามมองดูบุตรชาย

ขบวนค่ายกลกองทัพเปิดทางให้ผู้เป็นใหญ่ที่สุดได้เข้าไปรับตัวเด็กน้อยจากพี่เลี้ยงจำเป็น หลงจิ่นติ้งเมื่อได้อยู่ในอ้อมอกบิดาก็เอ่ยฟ้องอ้อแอ้ไม่หยุด เมื่อบิดาพามาส่งถึงอกมารดาจึงได้เกาะหนึบมุดอกออดอ้อนหวังมู่เฟยและเงียบสงบลง

ประมุขตระกูลหลงโอบประคองผู้เป็นฮูหยินเอาไว้ด้วยความเอาใจใส่ดั่งผู้ที่รักหยกถนอมบุปผา ร่างกายของหวังมู่เฟยแข็งทื่อไปทันทีด้วยความสับสนบางอย่าง แม้จะทราบว่าเป็นการเล่นงิ้ว แต่สามีก็ช่างหล่อเหลานัก แค่ก!

“หืม? ผู้ใดพอจะอธิบายให้เราฟังได้บ้างว่าเกิดอันใดขึ้น” รอยยิ้มประดับมุมปากแสนอ่อนโยนของหลงหลี่เฉียงพร้อมคำพูดดังกล่าวทำให้ซาเซียงหรงและพวกพ้องเสียวสันหลังวาบแทบหยุดหายใจ โดยเฉพาะซาเซียงหรง ภายในใจของมันกู่ร้องตะโกนก้องว่าแย่แล้ว เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้! สิ่งที่มันพบเห็นไม่มีทางเป็นไปได้! เกอในโลกใบเล็กกับตระกูลหลง เป็นไปไม่ได้! เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?!

 

 *******

 

วันนี้ขอโทษที่มาช้าจ้า 

ตอนนี้ก็ค้างกันใช่ไหม สาบานได้ว่าไม่ได้ตั้งใจตัดจบ แต่พอดีเลยย555555

ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนและยังรออ่านกันอยู่เด้อออ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว