ขอฝากติดตามเรื่องใหม่กันด้วยะนะค ทุกคอมเม้น ทุกกำลังใจ เราอ่านตลอดค่ะ ถ้าชอบมาเม้ามอยกันน้า ขอบคุณค่า

ตอนที่ 4 : พี่ชายที่แสนดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 : พี่ชายที่แสนดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2562 18:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 : พี่ชายที่แสนดี
แบบอักษร

ตอนที่ 4 

พี่ชายที่แสนดี 

  

นานแล้วที่ไม่ได้กินข้าวเที่ยงด้วยกันในวันธรรมดา 

เมื่อก่อนตอนเพิ่งทำงานใหม่ๆ ทุกพักเที่ยงตวันจะขับรถไปรับผมมาทานข้าวเสมอ เขาบอกว่าอยากเห็นหน้าผมเป็นการเสริมสร้างกำลังใจ ช่วงสองปีแรกเขาท้อมาก ผมเลยพยายามยิ้มแย้มให้คำแนะนำไปหลายอย่าง ทั้งคนใกล้ชิดของแม่ที่พอทำประโยชน์ได้ ทั้งบอกเล่าถึงผลงานเด่นๆ และไอเดียที่แม่ไม่เคยทำแต่เล่าให้ผมฟังมาก่อน แม้สุดท้ายแล้วโชว์จะจบลงด้วยการนำเสนอที่โดดเด่นของพาฝัน แต่การใช้เพชรเป็นตัวชูโรงและชื่อคอนเซ็ปต์ผมเป็นคนคิด ส่วนตวันเป็นคนสานต่อ ลงรายละเอียดยิบย่อยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

แม้จะเป็นการบอกปากเปล่าท่ามกลางเรื่องเล่าสารพัดอย่าง แต่ตวันชอบฟังแล้วมองผมยิ้มๆ อย่างเอ็นดู  

น่าเสียดายที่พอเขาได้รับการยอมรับมากขึ้น หาคนรู้ใจที่ออกไอเดียได้ดีกว่าก็อ้างว่างานยุ่งแล้วแทบไม่มารับผมทานข้าวเที่ยงด้วยกันอีกเลย 

เวลาออกงาน ตวันก็มักไปกับพาฝัน ไม่ใช่ควงคู่แบบคนรัก แต่เพราะพาฝันมักสวมใส่เครื่องเพชรของดาราลัยจิวเวลรี่ จึงเป็นการโปรโมตไปในตัว ในเมื่อแค่เห็นหน้าหลายคนก็มักจะนึกถึงเพชรน้ำเอก มีนักข่าวตั้งฉายาเธอว่า Real Diamond ตามชื่อโชว์ เพราะแม้จะมีคนที่สวยกว่า ขาวกว่า รูปร่างดีกว่า แต่ความสามารถและความมุ่งมั่นตั้งใจของพาฝันล้วนเป็นที่ยอมรับในวงการ 

“กินเยอะๆ หน่อยสิครับ” 

“พูดแบบนี้ทุกวัน ตวันไม่เบื่อบ้างเหรอ” ผมถามแกมลองใจ เพราะทุกครั้งเวลากินข้าวด้วยกัน ตวันจะคะยั้นคะยอให้ผมกินเยอะๆ เสมอ ช่วยไม่ได้จริงๆ คนนอนกินบ้านกินเมืองอย่างผม ไม่ชอบออกกำลังกาย ถ้าให้กินจุอีกเห็นทีจะอ้วนเป็นหมู ปริมาณอาหารในแต่ละมื้อของผมเลยโดนตวันบ่นว่ากินเหมือนแมวดม เลยตอบกลับว่าไม่แค่กินเหมือนแมว ผมยังลิ้นแมวด้วย 

แต่ดันชอบดื่มโกโก้ร้อน 

ให้ถูกคือโกโก้ร้อนที่ผมนั่งรอจนอุ่นกำลังดี ผมชอบมองควันลอยเหนือแก้วค่อยๆ จางลง เป็นอารมณ์สุนทรีย์อย่างหนึ่งที่ถูกตวันแซวเสมอ แล้วอย่าถามนะว่าทำไมผมไม่ชอบดื่มกาแฟเหมือนตวัน คุณครับ...ถ้าเสพกาเฟอีนแล้วจะนอนตีพุงได้ยังไง โปรดเข้าใจงานอดิเรกผมด้วย 

“ไม่เบื่อหรอก” ตวันเอ่ยพลางจิ้มเฟรนช์ฟรายด์ของที่ผมเขี่ยใส่จานเขาเข้าปากอย่างคุ้นชิน “วาล่ะเบื่อผมบ้างมั้ย” 

ช่างกล้าถาม! 

“ไม่เบื่อ” แต่ขยะแขยงคนโกหกหน้าตายโคตรๆ! 

ตอบแล้วความรู้สึกก็จุกอกขึ้นมาทันที ผมชักไม่อยากอาหารเลยหยิบโทรศัพท์มาเล่นฆ่าเวลา 

  

‘ทำไมที่รักทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าคนอย่างนั้นล่ะ’ 

  

ศศินก็ช่างส่งข้อความมาถูกจังหวะ 

  

‘อยากจะฆ่านายนั่นแหละ! เลิกส่งคนมาตามถ่ายรูปฉันได้แล้ว ไอ้โรคจิต!!’ 

  

“ใครเหรอวา” คงเพราะเห็นผมทำหน้ายุ่ง ตวันเลยอดถามไม่ได้ เทียบกันแล้วตวันขี้หึงกว่าผมนะ คงเพราะตั้งแต่เด็กจนโตคนที่โดนตามจีบเสมอคือผมไม่ใช่ตวัน 

ไม่ใช่ว่าหน้าตาดีใครเห็นเป็นต้องเหลียวมอง...แต่เพราะเงินล้วนๆ  

ใครดีมาผมก็ดีใจหาย อยากได้อะไรแค่ออกปากเป็นให้ได้ แต่ถ้าร้ายมาก็ร้ายกลับไม่โกง อยากทำอะไรผมจะขัดให้ดู! 

ตลอดมาตวันคอยเป็นไม้กันหมา ช่วยกันผมจากคนหวังผลประโยชน์เสมอ ทำให้ผมไม่ค่อยร้ายใส่ใครนัก เพราะผมเป็นพวกเกลียดความยุ่งยาก ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ ก็ไม่หาเรื่องให้ตัวเองวุ่นวายหรอก แต่ตวันเป็นคนแรกที่ได้รับเกียรติทั้งสองอย่าง ทั้งตอนผมดีใจหาย และร้ายเหลือทน! 

  

‘ไม่ตามถ่ายที่รักก็ได้ แล้วไอ้ตวันล่ะจ๊ะ’ 

‘ถ่ายต่อไป’ 

‘รับบัญชา’ 

  

“วา” ตวันเรียกชื่อเสียงดุเพราะผมเอาแต่ก้มหน้าพิมพ์โทรศัพท์มือถือ 

“ศศินทักมาน่ะ” ผมยิ้มยั่วกึ่งยียวน 

“จนป่านนี้ยังตามจีบแฟนคนอื่นอีก อย่าไปคุยกับมันเลยวา” ตวันขมวดคิ้วมุ่นทันที 

สองมาตรฐานจริงจริ๊ง! 

ผมวางโทรศัพท์เพื่อให้ตวันหายโกรธ ความหน้าด้านหน้าทนของศศินทำให้ผมรำคาญ แต่กับตวันเรียกว่าชังน้ำหน้าเลยจะถูกกว่า  

แล้วพาฝันที่ยุ่งกับคนมีแฟนแถมยังลักกินขโมยกินเนี่ย...จะเรียกว่าอะไรดีนะ 

ผมคิดยิ้มๆ กับคำพูดที่วกเข้าหาตัวของตวัน เขาไม่สะดุ้งสะเทือนบ้างรึไง เทียบกันแล้วศศินยังจริงใจกว่า ส่วนตวันกลายเป็นพวกหน้าหนาได้โล่เลย  

ป่านนี้แล้วยังจะหึงจะหวงอะไรอีก 

คิดจะให้วาเป็นหลวง พาฝันเป็นน้อยรึไง  

ตวันไม่ใช่คนโลภ เพราะโตมาในบ้านตระกูลดาราลัยที่มีฐานะร่ำรวย แม้พ่อกับแม่ผมจะเอ็นดูเขา ช่วยส่งเสียค่าเรียนและให้ค่าขนมบ่อยๆ แต่ด้วยฐานะของแม่เขาที่ค้ำคอทำให้ตวันมักประหยัดอดออมและยอมใช้จ่ายแต่กับเรื่องของผมเท่านั้น เขาแทบไม่ซื้ออะไรให้ตัวเองเลย เวลาเหลือขนมชิ้นสุดท้ายเขาก็จะยกให้ผมก่อน ถ้าจะเลือกของใช้ในบ้าน ไม่ว่าจะโซฟาหรือโทรทัศน์ตวันก็จะให้ผมเลือกตามความชอบโดยไม่ขัดแม้แต่นิดเดียว 

แต่ในรูปถ่ายที่ศศินเก็บไว้ในอัลบั้มมีรูปที่ตวันเดินเข้าร้านเสื้อผ้าผู้หญิง หยุดมองเดรสกระโปรงสีหวานตัวหนึ่ง และหลังจากนั้นไม่กี่วันเขาก็นัดเจอพาฝัน แล้วเธอก็สวมเสื้อชุดนั้นที่เขาเป็นคนเลือกให้... 

ว่ากันว่าผู้ชายซื้อเสื้อให้เพราะอยากถอด 

นึกแล้วผมกลัวมือจะลั่นสาดน้ำใส่หน้าเขาชะมัด! 

  

 

 

“ตอนลุงสมชิดโทรบอกว่าวาอยากเรียนรู้งาน พี่นึกว่าวันนี้เป็นวันที่หนึ่งเมษาซะอีก” 

บ่ายวันนั้นแขกผู้มีเกียรติมาเยือนผมถึงห้องทำงานของลุงสมชิด เพราะแม้จะวางแผนชิงตำแหน่งประธานคืนจากตวัน แต่ผมยังไม่พร้อมนั่งตำแหน่งนั้น แค่เรียนรู้งานคร่าวๆ กับการจัดการแฟชั่นโชว์ก็ล่อเอาขมับปวดตุบๆ พอเห็นพี่ชายเสนอหน้าด้วยรอยยิ้มละมุนก็คล้ายจะครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาทันที 

“ว่างมากเหรอครับพี่ที” 

นที พี่ชายของผม ผู้รับหน้าที่ผู้ปกครองหลังพ่อกับแม่เสียและดูแลกิจการในเครือดาราลัยยืนกอดอกอยู่หน้าประตู สายตาของพี่ทีเป็นอะไรที่ชวนเสียวสันหลังเสมอ คล้ายเห็นผมเป็นเด็กทารกทำอะไรไม่เป็นตลอดเวลา 

มันหวาน มันเยิ้ม มันละมุนอบอุ่นจนขนลุกซู่ 

ธุรกิจรองของตระกูลดาราลัยคือร้านเครื่องเพชรที่แม่ผมรับช่วงต่อจากคุณย่า ส่วนธุรกิจหลักคือโรงแรมรวมถึงคอนโดฯ ซึ่งเป็นกิจการเดิมของครอบครัวตั้งแต่สมัยปู่ทวด พี่นทีเป็นประธานหลัก รับช่วงต่อจากคุณพ่อหลังท่านเสีย คอยคุมคุณภาพโดยรวม เน้นดูแลโรงแรมและคอนโดฯ ห้าดาวต้อนรับลูกค้าระดับสูง ส่วนพวกสี่ดาว สามดาวก็จะเป็นของบรรดาลุงป้าน้าอาซึ่งใช้นามสกุลเดียวกัน 

เข้าใจแล้วใช่มั้ยละครับว่ารายได้หลักของตระกูลมาจากไหน 

ร้านเครื่องเพชรน่ะเป็นเหมือนอาชีพเสริม แม้จะขายราคาแพงแต่ต้นทุนก็สูงลิ่ว พี่นทีเลยยกให้ผมโดยไม่มีใครกล้าแย่งชิง เป็นความหวังดีตามประสาพี่ชายผู้หลงน้อง จนป่านนี้ก็ยังหลงแบบหาทางออกไม่เจอ 

พอพี่นทีมาเยือน ลุงสมชิดก็ขอตัวอย่างรู้หน้าที่ ผมแสร้งก้มหน้าอ่านเอกสารขณะพี่ชายทิ้งตัวนั่งฝั่งตรงข้าม 

“มีอะไรจะเล่าให้พี่ฟังรึเปล่าวา” 

“ไม่มี” 

“วา” เสียงพี่นทีเข้มขึ้น ทำเอาผมอึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงอ่อนระโหยแบบอยากตาย 

“ไม่มีครับพี่ที” 

พี่ชายหลงน้องยิ้มแก้มปริแทบไม่ทันเมื่อผมพูดสุภาพด้วย ไอ้การแทนตัวเองด้วยชื่อกับคนใกล้ชิดก็เป็นฝีมือพี่ทีที่ทั้งหลอกทั้งล่อให้ผมทำเพื่อความชุ่มชื่นของหัวใจคนฟังทั้งนั้น 

“ไม่มีก็ดีแล้วครับ” พี่นทีพยักหน้าหงึกหงัก เผยสีหน้านุ่มนวลชวนเคลิ้ม พี่ชายของผมเป็นไฮโซหน้าตาดีประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย ออกงานที่ไหนมีนักข่าวถ่ายรูปที่นั่นเพราะความสุภาพ อบอุ่น อ่อนโยน เป็นกันเองและเข้าถึงง่าย  

ยามทำงานพี่นทีละเอียดรอบคอบจริงจังราวคนละคน แต่พอไม่ได้แตะงานก็คล้ายจะมีดอกไม้บานอยู่รอบๆ ดูเอื่อยเฉื่อยไม่คิดอะไรมาก ต่อให้สงสัยก็ไม่เซ้าซี้ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เป็นผู้ฟังที่ดี ต่อให้ไม่มีคนพูดด้วยก็ยังยิ้มอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน 

ข้อเสียคือพี่นทีเป็นคนคิดช้าทำช้า ถือคติช้าแต่ชัวร์ ผิดกับผมที่เน้นรวดเร็วฉับไวไว้ก่อนเพราะขี้เกียจ พวกเราเคยไปเลือกนาฬิกาด้วยกัน คุณผู้ชมครับ พี่นทีเพ่งมอง ลองสวม ทำแบบนี้จนวนครบทั้งร้าน กว่าจะได้นาฬิกาสักเรือนกินเวลาร่วมสามชั่วโมง! 

นับแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยไปซื้อของกับพี่ชายอีกเลย... 

ความรักของพี่ชายนั้นพร้อมรับ แต่ความสนิทสนมใกล้ชิดกันนั้นเป็นผมเองที่พยายามถอยห่างไปเกาะติดกับตวันที่ตามใจผมมากกว่าแทน 

ไม่ใช่พี่นทีไม่ตามใจนะ แต่กว่าจะรู้ว่าผมอยากได้อะไร ต้องการสื่ออะไร พี่แกช้าจนผมหมดความอดทนก่อนทุกที! 

ส่วนสาเหตุที่ผมปิดเรื่องโดนนอกใจก็เพราะ... 

“ตวันล่ะ ทำไมไม่มาช่วยวา”  

พี่นทีคิดว่าตวันแย่งน้องชายไปจากตัวเอง เพราะผมย้ายออกจากบ้านก็ด้วยไม่อยากให้ตวันอึดอัดกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ทิ้งพี่ชายหงอยเหงาคร่ำครวญน่าสงสาร 

ฉะนั้นถ้าเล่าความจริง ผมเชื่อว่าพี่ชายพร้อมจะเขี่ยตวันทิ้งในทันทีโดยไม่สนเหตุผลอะไรทั้งนั้น 

จากนั้นก็จะโอ๋ผม มองผมเหมือนคนอกหักที่กำลังจะตาย เกาะติดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดูแลเหมือนผมเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย พร่ำพูดแต่ว่าเห็นมั้ยวา ไม่มีใครในโลกดีกับวาเท่าพี่อีกแล้ว 

ผมจะแก้แค้นเอาคืน ไม่ได้อยากเป็นลูกนกใต้ปีกของพี่ชายโคตรเฉื่อยสักหน่อย! 

พี่นทีชอบทำตัวเหมือนพ่อ หลงผิดตาบอดเห็นผมเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น ต้องปกป้องทะนุถนอมตลอด 

เชื่อมั้ยว่าต่อให้ผมยืนยันว่าทำได้ พี่นทีก็จะมองด้วยสายตาเอาใจช่วยแบบชวนหงุดหงิด คอยถามว่าไหวมั้ยวา จะไหวเหรอวา อย่าลำบากเลยวา ปล่อยไปเถอะเดี๋ยวพี่จัดการเอง วานอนตีพุงเฉยๆ ก็พอนะ 

“ถ้าวาอยากเรียนรู้งานก็ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าฝืนตัวเองมากนะ” 

ผิดจากที่คิดซะที่ไหนล่ะคุณพี่ชายหลงน้อง 

“ใครคาบข่าวไปบอกพี่ทีเนี่ย” ผมแยกเขี้ยวใส่ ผลคือพี่นทียิ้มหวานคล้ายเห็นกงจักรเป็นดอกบัว 

“ลุงสมชิด”  

...ขนาดย้ำหนักย้ำหนาแล้วเชียว สรุปลุงสมชิดเป็นคนของพี่นทีสินะ มิน่าล่ะตอนแรกถึงคัดค้านตวันสุดพลัง 

“วาอยากคุมงานแฟชั่นโชว์เหรอ” 

“พี่ทีจะห้ามวารึไง...ครับ” ผมกัดปาก รู้สึกเขินจนหูเริ่มแดงเมื่อพี่นทียิ้มน้อยยิ้มใหญ่ 

“ถ้าวาอยากทำพี่ก็ไม่ห้าม แต่กลัวจะหนักเกินไป ให้ตวันทำไปเถอะ แล้ววาค่อยขึ้นเวทีตอนจบ ยืนยิ้มสวยๆ เหมือนเป็นคนคุมงานเองก็พอ” 

ดูพี่ชายผมสิ ลำเอียงโคตรๆ  

ขอแก้ต่างแทนหน่อยแล้วกัน ปกติแล้วพี่นทีเป็นคนยุติธรรมมาก อย่าเข้าใจผิดว่าเขาชั่วช้าสามานย์เลย หากคนโดนแย่งผลงานไม่ใช่ตวัน พี่นทีก็ไม่ยื่นข้อเสนอนี้หรอก 

“ความจริงตวันเตรียมงานเกือบหมดแล้ว เครื่องเพชรก็ออกแบบเรียบร้อย นางแบบ รายชื่อแขก รายละเอียดโชว์ทั้งหมดมีข้อมูลพร้อม วาแค่คอยดำเนินงานไม่ให้ผิดพลาด ไม่หนักหนาเลยครับพี่ที” 

พี่นทียิ้ม คนอะไรจะมีดอกไม้บานเป็นฉากหลังเยอะขนาดนี้ 

ไม่รู้ว่าถ้าความลับแตกจะยิ้มออกรึเปล่า 

น่าสนใจแฮะ ในความทรงจำของผม พี่นทีคู่กับรอยยิ้มเสมอ ขนาดในงานศพของพ่อกับแม่ พี่นทียังยิ้มบางๆ ต้อนรับแขกและยิ้มให้กำลังใจผมยามร้องไห้จนหมดแรง 

เอาไว้ค่อยบอกหลังทุกอย่างสำเร็จลุล่วงก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นพี่นทีจะได้เลิกมองผมเป็นลูกเจี๊ยบสักที!! 

--------------------- 

ถ้านาวาคือชีวิตในฝัน พี่นทีก็คือพี่ชายในฝันค่ะ 

แสนดี ใจเย็น รักน้อง อยากให้น้องนอนตีพุงสบายๆ แม้จะเยอะไปหน่อยก็เยอะอย่างมีคุณภาพนะคะ(???)  

อะแฮ่ม พูดถึงศศินที่ยังไม่ค่อยมีบทคนนี้บ้าง ใครที่ชอบพ่อหนุ่มคนนี้เตรียมตัวค่ะ เดี๋ยวพี่แกจะมาทำคะแนนแน่นอน! เตรียมป้ายไฟรอเลยค่ะ เตรียมหัวใจไว้ด้วยนะคะ แล้วจะหาว่าไม่เตือนนน #นาวาสไตล์ 

 

ตัวอย่างตอนต่อไป 

“ตวันบอกว่าคุณเข้าใจผิด ฉันเลยอยากยืนยันว่าระหว่างเราไม่มีอะไรกันจริงๆ นะคะ” 

ผู้ชายก็หน้าหนา ผู้หญิงก็หน้าด้าน!  

 

เพจ : มาจะกล่าวบทไป 

Twitter : MajaYnaja 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว