facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “IV”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “IV”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2562 13:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “IV”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ IV ”

 

 

“คุณว่าอะไรนะโฟรช” ผมละมือจากหนังสือรวมภาพอาหารจากทั่วทุกมุมโลกแล้วเงยหน้าขึ้นมองโฟรชที่นั่งอยู่ยังโต๊ะทำงานเหมือนปกติทุกวัน

 

วันนี้หลังจากจบมื้อกลางวันผมไม่ได้ว่ายออกไปแต่นอนเกลือกลิ้งอยู่บนพื้นขณะเปิดหน้าหนังสือมองภาพอาหารจากหนังสือเล่มใหม่ เหมือนโฟรชจะรู้ว่าผมสนใจหนังสือพวกนี้ไม่กี่วันต่อมาเขาก็นำหนังสือนับสิบเล่มมาวางกองให้ผมเลือกอ่านได้ตามใจ

 

“ฉันบอกว่าจะไม่อยู่ 4 วัน” โฟรชเอ่ยประโยคเดิมอีกครั้ง

 

“...หมายถึงจะไม่กลับมาที่นี่?” ผมถามต่อ

 

“ใช่ ไปค้างคืนที่อื่น”

 

“ไม่ไปไม่ได้เหรอ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเงยขึ้นประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชหวังว่าอีกฝ่ายจะใจอ่อน

 

เขาคิดจะให้ผมอยู่ที่นี่คนเดียวโดยไม่มีคนคุยด้วยตั้ง 4 วันเชียวเหรอ

 

“คิดว่าฉันอยากไปรึไง” อีกฝ่ายบ่นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

 

“คุณไม่ได้อยากไป?”

 

“ก็ไม่อยากน่ะสิ งานประชุมบ้าๆ ที่แค่เรียกไปนั่งเม้ามอยสถานการณ์ปัจจุบันโดยไม่ได้แก้ปัญหาอะไรได้สักอย่าง ความจริงใช้เวลา 2 อาทิตย์แต่ฉันไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องนั้น แค่ 4 วันก็นับว่ามากพอแล้ว” คำบ่นจากโฟรชทำให้ผมเข้าใจอะไรได้เยอะขึ้น

 

“แล้วผมจะกินอะไร”

 

“นี่ใช่ไหม สาเหตุที่ไม่อยากให้ฉันไป” โฟรชยกยิ้มอย่างรู้ทัน

 

“เปล่าสักหน่อย...ก็แค่ส่วนหนึ่ง” จะบอกว่าไม่มีส่วนเลยก็ไม่ใช่ โฟรชไม่อยู่ตั้ง 4 วันหากไม่มีอะไรให้ผมกินพอเขากลับมาได้เห็นเงือกเหลือแต่กระดูกแน่

 

“จะให้ลูกน้องหามาให้”

 

“แปลว่าไม่ใช่ฝีมือคุณสินะ” ผมพึมพำเสียงอ่อย อย่าหาว่าผมเรื่องมากเลยแต่ผมไม่ชอบรสมือคนอื่นที่ไม่ใช่โฟรชเท่าไหร่

 

“อืม ฉันไม่มีเวลามาทำให้เหมือนทุกที ลูกน้องฉันจะเอาอาหารมาให้ตลอด 4 วันเอง ระหว่างนั้นก็อย่าทำพื้นเปียกด้วย” โฟรชหรี่ตามองผมเล็กน้อยระหว่างพูด เขาคงจำเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ผมเผลอสะบัดปลายหางเร็วๆ ระหว่างอ่านหนังสือภาพจนน้ำกระจายไปทั่วห้องโชคดีที่ไม่ได้อยู่ห้องหนังสือแต่เป็นห้องทำงาน ของจำพวกกระดาษเลยไม่เละ

 

“เข้าใจแล้วน่า” ครั้งนั้นผมไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย

 

“ถึงฉันไม่อยู่ก็ต้องกินข้าวให้หมด เข้าใจนะ” อีกฝ่ายพูดต่อโดยที่ยังไม่ละสายตาออกจากผม

 

“...จะพยายาม” ผมไม่รับปากว่าจะกินได้หมดไหม อย่างครั้งก่อนที่อีกฝ่ายไม่กลับมาเป็นสัปดาห์ผมหยุดกินอาหารไปหลายวันติด

 

“ไม่ใช่จะพยายามแต่ต้องทำ” น้ำเสียงนั้นราวกับบอกว่าห้ามหือ

 

“อย่ามาบังคับผมนะ”

 

“ไม่ได้บังคับแต่กำลังสั่ง”

 

“ก็ความหมายเดียวกันนี่”

 

“ฉันจะเดินทางเย็นนี้เพราะงั้น...อย่าไปไหนล่ะ” โฟรชเอ่ยประโยคสุดท้ายเสียงเบา

 

“...คุณพูดเหมือนผมจะไปไหนได้งั้นแหละ” ไม่ว่าจะทางน้ำหรือทางบกก็ไม่มีที่ให้ผมหนีไปได้สักทาง อีกอย่างชีวิตของผมในตอนนี้ก็ไม่ได้แย่อะไรตรงกันข้ามกลับรู้สึกสนุกด้วยซ้ำที่ได้พูดคุยกับโฟรช

 

หากจะมีที่กังวลก็คงเป็นเรื่องท่านพ่อท่านแม่ที่เป็นห่วงและคงออกตามหาผมอยู่

 

เมื่อจบมื้อเย็นโฟรชบอกลาผมก่อนจะย้ำเรื่องทั่วๆ ไปอีกเล็กน้อยแล้วถึงเดินออกจากห้องไปซึ่งผมก็โบกมือลาอีกฝ่ายจนลับสายตานั่นแหละ มื้อแรกที่ผมกินข้าวตามลำพังไม่ใช่มื้อเช้าแต่เป็นมื้อดึกของวันประมาณ 4 ทุ่มได้มั้ง

 

ในแต่ละวันส่วนมากผมจะกินทั้งหมด 4 มื้อคือ เช้า กลางวัน เย็นและมื้อดึกแต่ก็มีบางวันที่กิน 3 มื้อซึ่งผมจะใช้คำเรียกมื้อควบระหว่างมื้อเย็นกับมื้อดึกว่ามื้อค่ำ วันที่กิน 3 มื้อมักจะเป็นวันที่โฟรชยุ่งๆ จนไม่สามารถละมือไปทำอาหารให้ผมกินได้นั่นเอง

 

มื้อดึกจะเป็นพวกของกินเล่นง่ายๆ รองท้องไว้เผื่อผมจะหิวช่วงกลางดึกอย่างวันนี้มีเป็นปอเปี๊ยะสดสามชิ้นวางคู่กับน้ำจิ้มและน้ำเปล่า พอกินเสร็จผมก็ว่ายออกไปยังทะเลด้านหลังไม่ได้รอพบหน้าคนที่เอามื้อดึกมาให้

 

จะว่าไม่สนใจก็ไม่เชิง เรียกว่าไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์คนอื่นจะตรงกว่า

 

ตัวตนของเงือกทุกคนต่างรู้จักกันดีในฐานะของสิ่งมีชีวิตในตำนานหรือจินตนาการซึ่งพวกเราเองก็ไม่ได้อยากให้ใครรับรู้ถึงการมีอยู่นักเพราะอาจส่งผลต่ออันตรายอื่นๆ ตามมา ทว่าการที่ผมถูกจับแถมขึ้นประมูลคงทำให้ทั้งโลกรับรู้ถึงการมีอยู่ของเงือกแล้ว

 

จากนี้จะเกิดอะไรขึ้นผมยังไม่รู้แต่เดาได้ว่าคงไม่ได้ส่งผลดีต่อพวกเรานักแน่

 

มนุษย์อาจค้นหาที่อยู่ของเงือกแต่อย่างที่เคยบอกไปว่าถิ่นอาศัยของพวกเราไม่มีทางที่มนุษย์จะหาเจอได้ ถึงจะหาเจอได้การที่จะดำลงไปด้านใต้ทะเลลึกระดับนั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้

 

ถึงอย่างนั้นก็อยากเตือนคนในอาณาจักรให้ช่วงนี้ระวังตัวกันมากๆ หน่อย

 

แต่จะทำยังไงล่ะ

 

แค่จะออกไปข้างนอกยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

‘...ชาย...เจ้าชายฟีแซลล์’

 

“ฮืม?” ผมหันควับมองรอบกายยามรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเรียกชื่อ

 

วันนี้เป็นวันที่สองที่โฟรชไม่อยู่ อาหารในแต่ละมื้อถูกนำมาวางและมาเก็บในอีกสักพักใหญ่ผมจึงมีเวลาในการกินค่อนข้างมาก ทั้งที่เป็นแบบนั้นผมกลับไม่รู้สึกหิวเท่าที่ควร

 

ไม่ใช่ว่าอาหารไม่อร่อยแต่อาจเป็นเพราะอย่างอื่น

 

‘เจ้าชาย...เจ้าชายฟีแซลล์!’ เสียงเล็กๆ ตะโกนเรียกอีกครั้ง คลื่นเสียงที่ใช้สามารถสื่อสารกับผมขณะอยู่ใต้น้ำแปลว่าต้องเป็นสัตว์ทะเลที่ค่อนข้างฉลาด

 

ผมหรือเงือกทุกคนต่างสื่อสาร พูดคุยกับสัตว์ทะเลได้แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่จะสามารถเข้าใจและสื่อสารกลับมาได้ หากเป็นสัตว์ทะเลผมก็มีเพื่อนที่สนิทอยู่หลายตัว

 

“ทางนี้...ผมอยู่ทางนี้” ผมส่งเสียงผ่านคลื่นทะเลกลับไป

 

หวังว่าอีกฝ่ายจะได้ยินนะ

 

‘เสียงเจ้าชาย? ทางนี้ใช่ไหมนะ’

 

“มาทางนี้ มาหาผมทางนี้” ผมพูดต่อเพื่อให้อีกฝ่ายสามารถไล่ตามเสียงผมมาได้ สัตว์น้ำมีการฟังสัญญาณได้ในระยะที่ไกลมาก เสียงที่ผมได้ยินนี้เองอาจอยู่ห่างออกไปได้นับกิโล

 

ระหว่างส่งเสียงนำทางผมว่ายตรงไปยังทะเลที่มีกระจกขวางกั้นทางเข้าออกไว้ มีเพียงช่องว่างเล็กๆ ที่พอให้สอดมือออกไปได้เท่านั้น ผ่านไปสักพักใหญ่ในที่สุดผมก็เห็นร่างขนาดเล็กสีส้มสลับขาวว่ายตรงเข้ามาใกล้ พออีกฝ่ายเห็นผมก็รีบเร่งความเร็วในการสะบัดหางว่ายเข้ามาหา

 

“ระวัง ตรงนั้นเป็นกระ...”

 

โป๊ก!

 

ผมยังไม่ทันได้เอ่ยเตือนจบประโยคส่วนหัวและปากของปากตัวเล็กก็ชนเข้ากับกระจกอย่างจังก่อนร่างนั้นจะลอยขึ้นคล้ายเจ้าตัวสติดับไปแล้ว ผมส่งเสียงเรียกซ้ำเพื่อดึงสติให้กลับมาซึ่งมันก็ได้ผลปลาสีส้มขาวพลิกตัวกลับมาพลางสะบัดหน้าไล่ความมึนงง

 

“ว่ายตรงมาไม่ได้ ต้องเข้ามาทางนี้” ผมบอกพลางส่งมือออกไปยังช่องว่างให้ปลาตัวน้อยว่ายเข้ามาด้านใน

 

ปลาตัวเล็กลายสีส้มขาวนี้คือปลาการ์ตูนที่มีสีอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่เพียงแค่เห็นรางๆ ก็เดาได้ว่าเป็นปลาชนิดใด ปลาการ์ตูนเป็นหนึ่งในปลาที่สามารถสื่อสารกับเงือกอย่างพวกเราได้

 

‘เจ้าชาย องค์ราชาและองค์ราชินีกำลังตามหาท่านอยู่’ ปลาการ์ตูนรีบบอกข่าวทันทีที่ว่ายเข้ามา

 

“อ่า...ผมก็เดาว่าแบบนั้น ทั้งคู่ส่งพวกคุณออกตามหาผมสินะ” ผมเดาจากรูปการณ์

 

‘ไม่ใช่แค่พวกเราที่ออกตามหาท่าน ตอนนี้องค์ราชาและองค์ราชินีร้อนรนมากที่ท่านหายได้จึงได้ส่งกองกำลังออกตามหาไปทั่วน่านน้ำและให้ปลาอีกหลายชนิดตามหาในบริเวณกว้างรวมไปถึงแหล่งที่มนุษย์อาศัย’ อีกฝ่ายอธิบายทุกอย่างให้ผมฟัง

 

“เข้าใจล่ะ ดีแล้วที่ให้พวกคุณมาหาแถวนี้ คงไม่ดีแน่หากใครเห็นเงือกว่ายอยู่” แค่ผมคนเดียวก็น่าจะเกินพอแล้ว ขืนเห็นเงือกอีกหลายคนว่ายน้ำกันพร้อมหน้าได้ถูกตามจับเป็นแน่

 

‘องค์ราชาก็คิดเช่นนั้นจึงให้พวกเราจัดการ ทำไมท่านไม่กลับอาณาจักรล่ะ’

 

“ไม่ใช่ไม่กลับแต่กลับไม่ได้”

 

‘กลับไม่ได้?’

 

“ใช่ เห็นแล้วนี่ว่ามีกระจกกั้นอยู่ตรงนี้ ผมไม่สามารถออกไปได้” ผมอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้อีกฝ่ายฟังพลางใช้มือลากผ่านแผ่นกระจกใสที่กั้นผมกับทะเลด้านนอกไว้

 

‘ทำไมท่านถึงติดอยู่ในนี้ได้’ ปลาตัวน้อยว่ายตามมาระหว่างถาม

 

“เกิดความผิดพลาดนิดหน่อยผมเลยถูกมนุษย์จับไปประมูล”

 

‘มนุษย์?!’ ดวงตากลมโตนั้นเบิกกว้างเมื่อได้ยิน

 

“ใช่” ผมพยักหน้าเบาๆ

 

‘ท่านถูกมนุษย์จับขังไว้?’

 

“ประมาณนั้น”

 

‘ช่างโหดร้านนักที่กักขังเงือกให้อยู่ในสถานที่แคบๆ แบบนี้’

 

“ก็แคบอยู่...” แต่หากเป็นมนุษย์คนอื่นผมไม่คิดว่าพวกเขาจะเตรียมสถานที่สำหรับผมให้มากขนาดที่โฟรชทำหรอกนะ มันอาจแคบเมื่อเทียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ทว่าก็ไม่ได้แคบขนาดนั้น ผมสามารถยืดตัวและว่ายน้ำได้อย่างอิสระในพื้นที่ที่กำหนด

 

‘ข้าจะไปบอกองค์ราชาว่าเจอท่านแล้ว จากนั้นพวกเราจะนำกองกำลังมาช่วยท่าน!’

 

“ไม่ ไม่ต้อง ฝากบอกท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยว่าอย่าได้นำกองกำลังมาช่วยผม” ผมรีบพูดต่อ

 

‘ทำไม...ท่านไม่อยากออกไปจากนี่เหรอ’ ปลาตัวน้อยถามขณะว่ายวนรอบตัวผม

 

“อยากสิ...แต่ไม่ใช่ตอนนี้” ทำไมผมจะไม่อยากออกไปล่ะ หากอีกฝ่ายมาในวันแรกที่ผมถูกนำมาที่นี่ผมคงไม่ลังเลเลยที่จะให้พาออกไปทว่าในตอนนี้...

 

พอคิดว่าจะต้องออกไปภาพของโฟรชก็ปรากฎเข้ามา

 

เป็นเพราะมีโฟรชผมจึงเกิดความลังเล

 

ชีวิตในตอนนี้หากไม่นับเรืองพื้นที่ใช้ชีวิตก็นับว่าดีมาก ไม่ใช่แค่ดีแต่ผมรู้สึกสนุกกับการได้อยู่ ได้พูดคุยและได้รู้เรื่องราวของมนุษย์ผ่านทางหนังสือและรูปภาพ

 

ผมยังไม่อยากกลับไปตอนนี้

 

‘เจ้าชายฟีแซลล์?’ เสียงเรียกจากปลาตัวน้อยดึงสติให้กลับมาอีกครั้ง

 

“ฝากบอกท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยว่าไม่ต้องห่วงผมสบายดี คนที่ประมูลผมได้เขาดูแลผมทุกอย่าง...ตอนนี้ผมยังอยากอยู่ที่นี่เพราะงั้นอย่างเพิ่งมาช่วยผม และอีกสักพักผมจะกลับไปหาทุกคน” พอพูดจบแล้วย้อนกลับไปมองประโยคยาวขนาดนี้จะจำได้หมดไหมนะ

 

ระยะทางไปถึงอาณาจักรเงือกไม่ใช่ใกล้ๆ กว่าจะถึงคงเหลือไม่กี่คำซะละมั้ง

 

‘ท่านแน่ใจจริงๆ ใช่ไหมที่จะอยู่ที่นี่ต่อ’ ปลาการ์ตูนถามกลับ

 

“ใช่”

 

‘ท่านไม่รู้สึกเบื่อเหรอที่ต้องอยู่ตามลำพังไม่มีใครคุยด้วยเลยสักคนเดียว’

 

“ผมมีคนด้วยนะ จริงสิ...ถ้าว่างก็มาคุย มาว่ายน้ำเล่นกันหน่อยนะ” ผมบอกกับอีกฝ่าย ตั้งแต่มาอยู่นี่ผมยังไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตว่ายเข้ามาเลยแม้แต่ตัวเดียว

 

ถ้ามีเพื่อนมาว่ายน้ำด้วยต้องสนุกกว่าเดิมแน่

 

‘ได้เลยเจ้าชาย จะพากันมาเยอะๆ เลย’ แม้ส่วนหัวกับตัวจะติดกันแต่อีกฝ่ายก็พยายามพยักหน้าตอบกลับมา

 

“ขอบใจ”

 

‘ไว้เจอกันใหม่เจ้าชายฟีแซลล์’

 

“ไว้เจอกัน” ผมบอกลาก่อนว่ายไปส่งปลาการ์ตูนตัวเล็กกลับคืนสู่ท้องทะเลอีกครั้ง

 

จากนั้นบรรยากาศเงียบๆ ก็กลับมาอีกรอบ การอยู่ตามลำพังโดยไม่พูดคุยกับใครนั้นส่งผลต่อความอยากอาหารโดยตรง ตอนแรกผมก็คิดว่านี่คงเป็นความเหงาที่ไม่ได้เจอโฟรชมาหลายวันแต่พอเรียบเรียงและทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวเองผมก็ได้ค้นพบสิ่งที่น่าตกใจ

 

คิดถึง

 

ใช่...ผมไม่ได้แค่เหงาแต่กำลังคิดถึงโฟรช

 

รู้จักกันได้ไม่กี่เดือนทำให้ผมรู้สึกคิดถึงได้แปลว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดาซะแล้ว

 

ผมไม่ใช่คนที่จะคิดถึงใครง่ายๆ เพราะถูกเลี้ยงดูมาในฐานะผู้ที่จะขึ้นปกครองอาณาจักรคนต่อไปทำให้ต้องเรียนรู้งานและเข้าสังคมตั้งแต่ยังเป็นเด็กเลยรู้จักกันแทบทุกคน ท่านพ่อกับเองก็ต้องทำงานหนักจึงไม่มีเวลาให้นักแต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกคิดถึงเพราะรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ

 

กับโฟรชเองใช่ว่าผมจะไม่รู้ว่าการที่ไปนั่นก็ถือเป็นหน้าที่ทว่าผมกลับห้ามความรู้สึกคิดถึงนี่ไม่ได้ คำว่าคิดถึงที่มีให้พ่อแม่กับโฟรชมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน

 

แต่มันคืออะไร...ผมไม่รู้

 

วันเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันที่โฟรชจะกลับมา ถึงผมจะรู้ว่าเขากลับมาวันนี้แต่ก็แค่นั้นเพราะอีกฝ่ายไม่ได้บอกว่ากลับมาช่วงไหนหลังจากกินมื้อเที่ยงไปเกือบหมดผมรออยู่ในห้องทำงานไม่ได้ออกไปด้านนอก หากให้บอกความรู้สึกในตอนนี้ก็คงไม่พ้นคำว่า...

 

รอคอย

 

ผมกำลังรอยคอยโฟรชอยู่

 

เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นเรียกผมให้โผล่ศีรษะขึ้นไปมองทว่าคนที่เดินเข้ามากลับไม่ใช่คนที่รออยู่ ชายคนนั้นเหมือนจะเป็นคนเอาถาดอาหารมาให้ผมตลอด 4 วันที่ผ่านมาและเป็นคนเดียวกับที่มักจะเข้ามาหาโฟรชบ่อยๆ คงเป็นคนสนิทละมั้ง

 

ดวงตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายทอประกายแปลกใจยามเห็นผมยังอยู่ในห้อง พวกเราสบตากันเพียงชั่วครูก่อนด้านนั้นจะมายกถาดแล้วเดินกลับไปยังประตูแต่ก่อนจะเปิดดวงตาคู่เดิมหันมาหาผมอีกครั้งพร้อมเอ่ยประโยคที่พานให้ความรู้สึกดีใจแล่นเข้ามา...

 

“ตอนนี้ท่านโฟรเช่กำลังเดินทางกลับมา อีกไม่นานจะถึงแล้วครับ”

 

และก็เป็นอย่างที่คนคนนั้นพูดรออีกไม่นานเสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างของคนที่กำลังรอยคอยด้วยความคิดถึงก้าวเข้ามาด้านใน สิ่งแรกที่ดวงตาสีเทาอ่อนหันมามองคือตัวผมที่เท้าแขนดึงตัวเองขึ้นไปนั่งอยู่บนขอบสระ

 

“กลับมาแล้วเหรอโฟรช” ผมฉีกยิ้มทักทายหลังไม่ได้คุยกันมาตั้งหลายวัน

 

“...” อีกฝ่ายเงียบพลางเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ

 

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ไม่ถามคงไม่ได้แล้วเล่นทำหน้าสงสัยขนาดนั้นนี่

 

“ตกใจหมด”

 

“ตกใจ?”

 

“นึกว่าเปิดมาเจอพะยูนอยู่ในห้อง” โฟรชยกยิ้มมุมปากขณะบอก

 

“โฟรช” เพิ่งเจอหน้ากันก็หาเรื่องเปิดฉากทะเลาะซะแล้ว

 

“หึ...ได้ยินมาว่ากินข้าวเหลือ” โฟรชก้าวเข้ามาใกล้ผมระหว่างพูด

 

“...ก็มันไม่ค่อยหิว” ผมตอบไปตามจริง

 

“ทำไมไม่หิว ปกติออกจะกินเยอะ” อีกฝ่ายถามต่อ

 

“เพราะปกติผมได้พูดคุยกับคุณพอคุณไม่อยู่ผมเลยไม่มีคนคุยไง”

 

“จะโยนว่าเป็นความผิดของฉัน?”

 

“ใช่” ผมพยักหน้ารัวๆ ถ้าหากถามว่าเป็นความผิดใครที่ทำให้กินข้าวไม่หมดก็ต้องความผิดของโฟรชนั่นแหละ...ไม่ใช่ความผิดผมชัวๆ

 

“งั้นฉันกลับมาแบบนี้ก็จะกินหมดใช่ไหม” โฟรชยิงอีกคำถาม

 

“อืม คุณจะทำมื้อเย็นให้ใช่รึเปล่า” ผมถามกลับพลางเงยหน้าสบดวงตาสีเทาอ่อนด้านบน

 

“อยากให้ทำ?”

 

“อยากสิ ผมชอบอาหารที่คุณทำ” ถามแปลกๆ นะโฟรช

 

ผมแทบจะไม่ต้องใช้สมองคิดหาคำตอบด้วยซ้ำ

 

“...อีกพักนึงจะไปทำให้ละกัน” โฟรชบอกแล้วเบนสายตาหนีไปอีกทางคล้ายจะไม่อยากให้ผมสบตาเขาในตอนนี้

 

“ผมจะรอกินเลย” ไม่ได้กินอาหารฝีมือโฟรชมาตั้งหลายวัน

 

“เอ้า!” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ยื่นถุงกระดาษสีน้ำตาลมาตรงหน้าผม

 

“...ให้ผมถือ?”

 

“ฉันจะให้นายถือทำไมเล่า” ดูเหมือนคำตอบของผมจะทำให้อีกฝ่ายถึงกับคิ้วกระตุก

 

“งั้นให้ผม?” ผมถามต่ออีก

 

“อืม รับไปสักที” โฟรชเร่งโดยการยื่นถุงกระดาษมาใกล้ขึ้นจนผมต้องรับถุงนั้นมาวงบนตักอย่างช่วยไม่ได้ แน่นอนว่าส่วนตักก็เป็นส่วนที่มีทั้งเกร็ดและความเปียกชื้นวางแค่ครู่เดียวก้นถุงก็เปียกโชก โชคดีที่ของด้านในเหมือนจะโดนน้ำได้

 

“นี่คืออะไร” ผมหยิบของด้านในถุงออกมาพลางหันไปหาโฟรชที่เดินไปนั่งยังเก้าอี้ทำงานตัวเดิม

 

“ปีนฉีดน้ำ”

 

“ปีนฉีดน้ำ?” ผมทวนชื่อที่ได้ยินซ้ำ เครื่องหมายคำถามกำลังลอยขึ้นพร้อมกับความสงสัยอันเปี่ยมล้น

 

“เอาน้ำใส่แล้วก็กดยิงน้ำออกมา มันเป็นของเล่นที่โดนน้ำได้” โฟรชอธิบายเพิ่ม

 

“ใส่น้ำ...แบบนี้รึเปล่า แล้วยิงตรงนี้เหรอ โอ๊ะ...มีน้ำพุ่งออกไปด้วย” ผมถึงกับตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้นยามกดไปยังด้ามจับ น้ำที่เติมเข้าไปก่อนหน้านี้ก็พุ่งออกมาเป็นเส้น

 

อะไรกันเนี่ยของเล่นอันนี้

 

“ดูท่าจะชอบนะ” เสียงของโฟรชดังขึ้นหลังจากผ่านไปสักระยะ ตอนนี้ในมือผมกำลังถือปืนฉีดน้ำสองอันกดยิงน้ำออกไปด้านหน้า

 

“สนุกดี นี่แนะ!” ผมหันไปยิงปืนฉีดน้ำใส่โฟรชโดยเล็งไปยังรองเท้าที่ถึงจะเปียกก็คงไม่เป็นไร

 

“ฟีแซลล์ อย่าซน” คำพูดราวกับผู้ใหญ่กำลังห้ามเด็กตัวเล็กๆ ไม่ให้วิ่งวุ่นนั่นทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ อยู่ไม่น้อยเพราะคนทั้งอาณาจักรเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าผมเป็นเด็กที่ไม่ซนหากเทียบกับเงือกในวัยเดียวกันหรือน้องสาวที่อายุต่างกันไม่น้อยที่ชื่อลามี

 

คำว่าซนเพิ่งเคยถูกบอกก็ครั้งนี้

 

“คิก...ฮิฮิ” เสียงหัวเราะของผมเรียกโฟรชให้หันมามองผมงงๆ

 

“หัวเราะอะไร”

 

“เปล่า...ก็แค่รู้สึกสนุกจัง” พอสนุกก็ไม่แปลกที่จะหลุดหัวเราะออกมานี่นะ

 

“มีอีกอย่าง ลองเอามาเล่นดู” อีกฝ่ายส่งสายตาไปทางถุงกระดาษที่เปียกไปด้วยน้ำทะเลกว่าครึ่งถุง

 

ผมทำตามที่โฟรสบอกว่ายไปเทของอีกอย่างในถุงออกมา กล่องพลาสติกทรงกลมด้านในมีสิ่งที่เหมือนน้ำใส่ไว้อยู่ ผมใช้ความพยายามอย่างมากในการแงะกล่องนั่นจนเปิดอ้าออกพร้อมกับของด้านในที่ร่วงลงสู่น้ำ

 

ด้วยความที่เจ้าสิ่งนั้นจมลงผมจึงมุดตามลงไป ของสีเขียวใสส่องประกายกำลังเปลี่ยนรูปร่างเคลื่อนไหวลอยอยู่ตรงกลางไม่จมลงสู่ก้นสระ พอผมเอื้อมมือคว้าไปจับเจ้าสิ่งนั้นกลับลื่นไหลหลุดรอดมือผมไปอย่างง่ายดาย แทบไม่อยากเชื่อว่าผมจะว่ายตามจับเจ้าสิ่งนั้นจนออกไปทะเลด้านนอก

 

ผมเอื้อมมือหมายจะจับเจ้าสิ่งลื่นไหลนั่นให้อยู่หมัดพร้อมกับพลิกตัวสะบัดหางใต้น้ำเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว เพียงมือเดียวไม่สามารถจับเจ้าสิ่งนั้นได้อยู่หมัดแต่พอใช้สองมือค่อยๆ ประคองกลับมาสามารถสัมผัสความลื่นหยุ่นในมือที่บัดนนี้ถูกทำให้อยู่ในรูปวงกลม

 

พอเปลี่ยนจากมองของเล่นในมือไปเป็นกระจกใสเบื้องหน้าสิ่งที่สะท้อนอยู่ด้านในคือใบหน้าของโฟรชที่หมุนเก้าอี้หันมามองผมไล่จับของเล่นพร้อมรอยยิ้มที่พยายามจะไม่เผยออกมาแต่ไม่สามารถปิดบังผมได้

 

ตลอดหลายวันที่ผมมีของเล่นใหม่เชื่อไหมว่าผมแทบไม่มีเวลาให้นั่งเบื่อโดยเฉพาะกับของเหลวสีเขียวที่แสนจะตามจับยากจับเย็นยามปล่อยลงสู่น้ำ เหมือนโฟรชจะบอกว่าเป็นของเล่นใหม่ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา วัสดุทำมาจากธรรมชาติซึ่งสามารถละลายได้แม้ในน้ำทะเลซึ่งที่เขาให้ผมเล่นก็เพื่อจับเวลาในการละลายนั้นขณะเล่นว่าส่งผลให้ละลายช้าหรือเร็วขึ้น

 

มันอาจดูเหมือนเด็กที่ผมชอบพวกของเล่นอะไรแบบนี้ซึ่งมันช่วยไม่ได้นี่นะก็ใต้น้ำมันไม่ได้มีของเล่นแปลกๆ แบบนี้ให้เล่นนี่นา อย่างมากก็เล่นว่ายน้ำไล่จับไม่ก็นำเปลือกหอยทรงยาวมาเป่าให้เกิดฟองก็แค่นั้น

 

มนุษย์นี่ช่างคิดค้นเหลือเกิน

 

ผ่านไปประมาณ 10 วันของเล่นนั้นก็ละลายไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย และด้วยสีหน้าที่แสดงออกมากไปนิดของผมหลังความสนุกหายไปก็ทำให้วันต่อมาเจ้าของเล่นนั่นถูกนำมาใส่ตะกร้าวางไว้ในตำแหน่งที่ผมสามารถหยิบไปเล่นได้นับสิบลูก

 

ถ้าไม่ติดที่กลัวห้องโฟรชเปียกผมคงกระโดดส่งเสียงดีใจไปแล้ว

 

เหตุการณ์นี้ทำให้รู้เลยว่าโฟรชตามใจผมมาก

 

ความจริงผมก็สัมผัสได้มาตั้งนานแล้ว ไม่ว่าผมจะต้องการอะไรเขากก็มักจะหาหรือทำให้เสมอ ให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็อาหาร มีหลายครั้งที่ผมเกิดสนใจอาหารในหนังสือและบอกโฟรชว่าอยากกินซึ่งส่วนมากมักจะได้คำตอบมาว่า...

 

‘ทำไม่เป็น’ ไม่ก็ ‘ใช้เวลาทำนานไป’ หรือ ‘ไม่มีเวลาขนาดนั้น’

 

ทั้งที่พูดแบบนั้นแต่ร้อยทั้งร้อยผมจะได้กินอาหารที่อยากกินเสมอ ถึงจะไม่ทันทีในมื้อต่อไปแต่จะไม่เกินวันสองวันโฟรชจะทำอาหารชนิดนั้นมาให้

 

ทำให้ขนาดนี้จะไม่เรียกว่าตามใจคงไม่ได้

 

ช่วงสายของวันแสงจากพระอาทิตย์ยังไม่ส่องมายังผืนน้ำมากนักเนื่องจากมีการสร้างหลังคาบังในจังหวะที่เงาสามารถพาดผ่านมอบร่มเงาให้ได้พอดีดิบพอดี ตัวผมกำลังนอนหงายปล่อยตัวไปตามแรงของคลื่นที่กระทบฝั่งโดยไม่ขยับหางหรือร่างกาย ส่วนของครีบนั้นจมลงไปในน้ำกว่าครึ่งมีเพียงส่วนลำตัวท่อนบนไปจนถึงส่วนสะโพกที่โผล่พ้นน้ำ

 

ท้องฟ้าในตอนนี้ปราศจากก้อนเมฆบดบังจึงสามารถมองเห็นสีฟ้าได้อย่างชัดเจน ทั้งที่เป็นสีฟ้าเหมือนกับทะเลแต่กลับให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไป ท้องฟ้าให้ความรู้เหมือนกำลังล่องลอยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนท้องทะเลให้ความรู้สึกเหมือนจมดิ่งลงไปอย่างเงียบสงบปราศจากการขัดขืนใดๆ

 

ไม่ว่าจะท้องฟ้าหรือทะเลผมก็ชอบทั้งนั้น

 

สีฟ้า...เป็นสีที่ผมชอบ

 

มองยังไงก็ไม่เคยเบื่อและเปี่ยมไปด้วยพลังอันยากจะหยั่งถึง

 

“เจอพะยูนกำลังลอยมาติดฝั่ง” เสียงอันแสนคุ้นเคยที่ดังขึ้นเรียกผมให้เงยหน้าขณะที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือทะเล ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลมองผ่านใต้น้ำทำให้เห็นภาพโฟรชเดินมาในสภาพกลับหัว

 

“แล้วคุณจะปล่อยพะยูนตัวนั้นกลับทะเลไหมล่ะ” ผมย้อนถาม

 

“ไม่ปล่อย อย่าแหงนหน้าแบบนั้นเดี๋ยวก็สำลักหรอก” โฟรชเอ่ยเตือนก่อนจะนั่งลงห้อยขาลงในน้ำ

 

“ไม่เป็นไรหรอก น่าแปลกที่วันนี้ไม่นั่งทำงานนะ” ผมพลิกตัวกลับสะบัดปลายหางเพื่อเคลื่อนที่ว่ายไปหาอีกฝ่ายที่นั่งอยู่บนฝั่ง พื้นตรงนั้นถูกสร้างเป็นระเบียงให้ยื่นออกมาเหนือน้ำโดยด้างข้างมีบัดไดสำหรับขึ้นลงไว้เสร็จสรรพ

 

“น่าแปลกที่วันนี้นายมานอนลอยน้ำ” อีกฝ่ายพูดเลียนแบบประโยคผม

 

“มันก็มีอารมณ์อยากมองท้องฟ้าบ้าง” ปกติผมมักจะใช้เวลาไปกับการอยู่ใต้น้ำไปก็ไปคุยเล่นกับอีกฝ่ายขณะทำงาน

 

“ฉันก็มีอารมณ์ไม่อยากทำงานบ้าง”

 

“คุณกำลังกวนผมอยู่ใช่ไหมเนี่ย” ผมว่าจะไม่คิดเรื่องนี้แล้วนะแต่มันอดคิดไม่ได้

 

“หึ...ใช่มั้ง” รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

 

“ว่างเหรอ”

 

“ไว้ค่อยไปทำต่อ”

 

“อย่านั่งอยู่แต่กับเก้าอี้ก็แบบนั้น ลุกไปยืดเส้นยืดสายบ้าง” ผมพูดต่อ วันๆ ก็เห็นแต่โฟรชนั่งอยู่กับเก้าอี้ ถ้าไม่ติดว่าเขาลงมือทำอาหารให้ผมเองคงไม่ลุกออกจากเก้าอี้ตลอดวันเลยมั้ง

 

“เหมือนที่นายว่ายน้ำเล่นทั้งวัน?” โฟรชย้อนถาม

 

“สำหรับเงือกการว่ายน้ำก็เหมือนกับการเดินของมนุษย์นั่นแหละ”

 

“สามารถหายใจในน้ำได้สินะ” เขาถามระหว่างมองมายังผมที่อยู่ในระดับต่ำกว่า

 

“ใช่”

 

“ไม่มีเวลาจำกัดเลย?”

 

“...ไม่น่ามีนะ ผมสามารถอยู่ในน้ำได้นับสิบปีโดยไม่ต้องขึ้นมาหายใจ” ผมเพิ่งเคยได้ขึ้นมาสูดอากาสก็ตอนอายุปาเข้าไปตั้ง 30 ปีแล้ว

 

“โครงสร้างการหายใจคงไม่เหมือนกัน” โฟรชพึมพำกับตัวเอง

 

“จะว่าไป ผมมีเรื่องอยากถาม”

 

“ลองว่ามา”

 

“หมายถึงมีสิทธิ์ที่คุณจะไม่ตอบ?” ผมแปลความหมายของคำว่า ‘ลอง’ ได้แบบนั้น

 

“ตามนั้น”

 

“ทำไมล่ะ”

 

“ขึ้นอยู่กับคำถาม” อีกฝ่ายตอบ ขาที่จุ่มลงในน้ำทะเลแกว่งไปมาจนเกิดเป็นวงน้ำกระเพื่อมไปมา

 

“แล้วคำถามแบบไหนที่จะไม่ตอบ” ถ้ารู้ว่าไม่ตอบผมจะได้เปลี่ยนคำถาม

 

“ไม่แน่นอน”

 

“คือยังไง” ผมเริ่มขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยิน

 

“แล้วแต่อารมณ์” ช่างเป็นคำตอบที่พานให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งขึ้นอยู่กับคำถาม ทั้งแล้วแต่อารมณ์ หาความแน่นอนไม่ได้เลย

 

“งั้นผมไม่ถามแล้ว” พูดจบผมมุดลงไปใต้ผิวน้ำว่ายกลับไปบริเวณใจกลางอีกครั้ง

 

“ฟีแซลล์!” ยังว่ายไปได้ไม่ถึงก็ถูกเสียงด้านหลังตะโกนเรียกลั่น

 

“...” ผมไม่ตอบแต่ทำเพียงโผล่ดวงตาขึ้นไปมองอีกฝ่ายสื่อความไม่พอใจผ่านทางสายตา ทีโฟรชถามอะไรผมยังตอบตลอดเลย

 

“มานี่” โฟรชพูด

 

“มีอะไร” ถึงจะถามกลับไปแบบนั้นแต่ผมไม่ได้ว่ายกลับไปหาอีกฝ่าย

 

“จะถามอะไรไม่ใช่รึไง”

 

“ถ้าคุณไม่ตอบผมก็ไม่ถามแล้ว” ผมตอบเสียงงอน

 

“พูดตอนไหนว่าจะไม่ตอบ” อีกฝ่ายถามกลับ

 

“ก็คุณชอบกวนผมเล่นนี่ สนุกมากไหม นี่แนะ!” ผมมุดตัวลงไปใต้น้ำก่อนกระโดดโผล่พ้นน้ำแล้วกลับคืนสู่เบื้องล่างส่งผลให้น้ำทะเลกระจายใส่โฟรชเต็มๆ

 

“...ฟีแซลล์ เปียกหมด” โฟรชถึงกับใช้ฝ่ามือลูบน้ำที่เกาะบนใบหน้าขณะบ่น

 

“ก็จงใจทำให้เปียก”

 

“รู้ไหมว่าวิธีแกล้งแบบนี้มีแต่เด็กที่คิดออก”

 

“ผมไม่ยักรู้นะ อีกรอบไหม” ผมยักคิ้วท้าทาย

 

“พอเลย จะถามอะไรก็ว่ามา” ในที่สุดก็วกกลับบมาเรื่องเดิม

 

“อยากรู้ว่าคุณว่ายน้ำเป็นไหม” นี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากถาม มนุษย์ไม่ได้เกิดในน้ำดังนั้นการจะทรงตัวหรือเคลื่อนไหวในน้ำได้จำเป็นต้องเรียนรู้ไม่เหมือนกับเงือกที่สามารถว่ายได้เองหลังจากเกิดไม่นาน

 

“เป็นสิ ฉันเหมือนคนว่ายไม่เป็น?”

 

“หน้าคุณเหมือนคนเคยจมน้ำ” ผมแกล้งพูดประโยคนั้นออกไป

 

“...” คำเงียบจากโฟรชเรียกผมให้ว่ายกลับเข้าไปหาทีละนิด ความนิ่งกับสายตาที่เหมือนกำลังเหม่อออกไปที่ไหนสักแห่งนั่นราวกับเขากำลังย้อนนึกถึงอดีตบางอย่าง

 

“โฟรช?”

 

“...นายพูดถูก ฉันเคยจมน้ำ” นิ่งไปสักพักใหญ่อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น ดวงตาสีเทาอ่อนนั้นประสานมายังดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมคล้ายกำลังสื่อความนัยมา

 

“ผมขอโทษ...ทำให้นึกถึงเรื่องไม่ดีสินะ” ผมรีบเอ่ยขอโทษ

 

“เข้าใจผิดแล้ว”

 

“เข้าใจผิด?”

 

“การจมน้ำในครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตต่างหาก” โฟรชบอกโดยที่ยังคงสบตากับผมอยู่

 

“โฟรช...”

 

“ที่จะถามมีแค่นี้?” พอเห็นผมนิ่งอีกฝ่ายก็เปิดบทสนทนาต่อ

 

“อ่า...ใช่แล้ว มีอีกอย่าง...คุณไม่กลัวน้ำใช่ไหม” ผมถามต่ออีกนิด

 

“ไม่กลัวอยู่แล้ว” น้ำเสียงของอีกฝ่ายทำให้ผมส่งยิ้มกลับไป

 

ทั้งที่เคยจมน้ำแต่กลับบอกว่าเป็นสิ่งดี แถมยังไม่กลัวอีก

 

อยากรู้จังนะว่าทำไม

 

แต่ผมรู้สึกเหมือนยังควรที่จะถามถึงเรื่องนั้น

 

“งั้นไหนๆ ก็เปียกแล้ว...ลงมาเล่นด้วยกันเถอะ” ทันทีที่เอ่ยจบประโยคผมใช้มือจับขาโฟรชแล้วออกแรงดึงจนร่างนั้นตกลงมาในน้ำทะเลเช่นเดียวกันกันผม

 

ตู้ม!

 

เสียงร่างของโฟรชกระทบน้ำดังลั่นไปทั่ว ทั้งที่เขาควรจะลอยโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำแต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เจอตัว ในจังหวะที่กำลังจะดำลงไปหาผมก็ถูกดึงแขนให้ผลุบลงไปใต้น้ำ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลซึ่งชินกับน้ำทะเลอยู่แล้วหันไปมองตามแรงดึงก่อนจะพบตัวคนที่ตามหา

 

โฟรชลืมตาใต้นน้ำพลางยักคิ้วกวนๆ คล้ายจะสื่อว่าเอาคืนที่ผมดึงขาเขาเมื่อครู่ รอยยิ้มกวนๆ นั้นทำให้ผมฉีกยิ้มกว้างกลับไปให้ก่อนจะสะบัดปลายหางพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็วทว่าทางนั้นกลับไม่หลบส่งผลให้ร่างผมชนเข้ากับโฟรชอย่างจัง

 

“ทำไมไม่หลบเล่า” ผมส่งเสียงถามขณะว่ายตามอีกฝ่ายขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ

 

สมกับเป็นมนุษย์ไม่กี่นาทีก็ต้องขึ้นมาหายใจซะแล้ว

 

“ก็ไม่คิดว่าจะพุ่งมาแรงขนาดนี้นี่ เหมือนถูกพะยูนกระแทกเลย”

 

“อย่าเปรียบผมกับพะยูนนะ อีกอย่างคุณเคยโดนพะยูนชนรึไง” ระหว่างพูดผมใช้ปลายหางปัดน้ำใส่โฟรชรัวๆ

 

“ถึงไม่เคยก็เดาได้ ไม่น่าจะต่างกับเมื่อกี๊มากนักหรอก” โฟรชยกยิ้มขณะบอก

 

“อยากโดนหนักกว่าเดิมไหม ผมจะจัดให้!” สิ้นสุดคำพูดผมว่ายไปตั้งหลักแล้วว่ายตรงเข้าใส่โฟรชชอีกรอบหนึ่ง ฝ่ายนั้นยังคงไม่หลบทว่าพอผมเข้าใกล้กลับเบี่ยงตัวเล็กน้อยก่อนจะใช้แขนสองข้างรวบตัวผมไว้ในอ้อมกอด

 

“อ๊ะ!...โฟรช?” ผมถึงกับสะดุ้งกับอุณหภูมิความร้อนที่ได้รับ ปกติผมถูกแค่แตะแก้มไม่ก็เส้นผมแต่นี่ผมกำลังถูกกอดอยู่ เกือบทั้งตัวแนบชิดอยู่กับร่างกายอีกฝ่ายแม้จะมีเสื้อผ้าขว้างกั้นแต่ก็ไม่อาจลดอุณหภูมิที่แผ่มาได้

 

“ร้อนเหรอ” เสียงกระซิบข้างใบหูส่งผลให้ร่างกายเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

“...ใช่” ร้อน...ร้อนมาก

 

“ทนไหวรึเปล่า” นอกจากจะไม่คลายอ้อมกอดแล้วโฟรชยังกระชับแขนแน่นขึ้นพานให้ตัวผมแนบสนิทกับอีกฝ่ายเข้าไปอีก

 

“ไม่...ไม่ไหว”

 

ส่วนที่ร่างกายกำลังแนบชิดร้อนผ่าวอย่างไม่เคยเป็น

 

มันไม่ใช่ความร้อนเหมือนก่อนหน้านี้ที่ทำให้ผมกลัวแต่เป็นความร้อนที่แฝงไปด้วยบางอย่างที่แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่อาจเข้าใจได้

 

“ทนอีกนิด”

 

“โฟรช...อ๊ะ!” ผมถึงกลับสะดุ้งยามถูกใบหน้านั้นซบลงมายังไหล่ สัมผัสของลมหายใจร้อนๆ และผิวกายที่ส่งต่อความร้อนมาก็พาให้สติเริ่มหดหาย

 

“...ขอ...นั้น”

 

“พะ...พูดอะไรนะ” เสียงอู้อี้แบบนั้นผมฟังไม่ถนัด

 

“...ทนหน่อย ขอแค่อีกนิดเดียวเท่านั้น” คำพูดของโฟรชดังขึ้นอีกครั้ง และเพราะคำพูดนั้นแหละที่ทำให้ผมต้องเกร็งทั้งร่างกายไปอีกหลายสิบนาทีกว่าอีกฝ่ายจะยอมปล่อยให้ผมเป็นอิสระ

 

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้อย่างหนึ่ง

 

คำว่านิดเดียวของโฟรช...

 

มันเชื่อไม่ได้!

..........................................................................

มาเสิร์ฟตอนล่าสุดค่า

น่ารักมุ๋งมิ๋งมากคู่นี้

หลายคนถามเรื่องฟีแซลล์กันมามากอย่างจะมีขาไหม จะเดินบนบกได้รึเปล่า

ขอตอบนะคะว่ามีขาและสามารถเดินวิ่งได้ปกติเหมือนมนุษย์ค่ะ

เราไม่ได้วางเรื่องให้ซับซ้อนมากซึ่งทุกคนจะได้เห็นขาฟีแซลล์ในตอนต่อไป

ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น คอยติดตามนะคะ

ดีใจที่มีคนชอบเรื่องนี้ไม่น้อย

ขอบคุณทุกๆ คนมากนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น