Insidious อย่าให้ร้าย อย่าให้รัก
Chapter 1 l เปลี่ยนไปไม่ใช่เปลี่ยนแปลง [rewrite]
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
Chapter 1 l เปลี่ยนไปไม่ใช่เปลี่ยนแปลง [rewrite]

 

 

 

Chapter 1 RE 

 

เปลี่ยนไปไม่ใช่เปลี่ยนแปลง 

 

 

 

ภาพยนตร์เรื่องโปรด สองฝ่ามืออุ่นประสานกันแน่น ร่างกายบดเบียดแนบชิด รอยยิ้มระบายบางเบา ทั้งหมดที่ว่ามาคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผม…นึกถึง 

 

"จะไปไหน" ผมเอ่ยถามแฟนสาวของผมด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเธอเดินออกมาจากห้องนอนด้วยชุดที่พอดูก็รู้ว่าคงจะออกไปข้างนอก 

 

"พอดีเรามีธุระด่วนต้องไปจัดการนิดหน่อยน่ะ" แฟนสาวของผมตอบกลับขณะที่เธอกำลังง่วนอยู่กับการหารองเท้าเพื่อใส่ให้เข้ากับชุด ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พยายามทำความเข้าใจ 

 

"จะกลับกี่โมง ให้ไปส่งมั้ย" ผมเอ่ยถามก่อนจะลุกจากโซฟาเดินเข้าไปหา เราสองคนยืนคุยอยู่หน้าประตู 

 

"ไม่เป็นไร วันนี้เราคงกลับดึก ขอโทษที่ให้กินข้าวคนเดียวอีกแล้วนะ" แจนหันมาระบายยิ้มเจื่อนๆ สายตาสะท้อนความรู้สึกผิดออกมาเมื่อเธอทิ้งให้ผมต้องกินข้าวคนเดียวอีกครั้ง ผมยกยิ้มเล็กน้อยเพื่อคลายความกังวลให้ทั้งแจนและผม แม้มันจะเป็นแบบนี้มาหลายครั้งหลายคราแล้วก็ตาม และที่บอกว่าจะกลับดึก เธอจะกลับมากี่โมงกัน เที่ยงคืน.. ตีหนึ่ง.. หรือตีสามเกือบตีสี่เหมือนวันนั้น 

 

"ดูแลตัวเองด้วย" ผมบอกด้วยความเป็นห่วง จะไปส่งก็ไม่ให้ไป ทั้งๆ ที่เราสองคนมีสถานะเป็นแฟนกันแต่ทำไมผมถึงยอมปล่อยแฟนออกไปคนเดียววะ 

 

ก็คงจะเป็นเพราะ...กลัวเราทะเลาะกันยังไงล่ะ 

 

ผมไม่อยากทะเลาะกับเธอเพราะผมเคยยืนยันที่จะไปส่งแล้วแต่เธอกลับปฏิเสธท่าเดียว เรามีปัญหาเรื่องนี้กันอยู่สักพัก มันไม่มีอะไรดีเลยตอนนั้นเท่าที่ผมจำได้ ฉะนั้นผมจึงอยากเลี่ยงทุกเหตุการณ์ที่อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เราสองคนทะเลาะกัน 

 

จะว่ายังไงดีล่ะ... 

 

ผมรู้สึกว่าความรักของเรามันกำลังเปราะบางลงเรื่อยๆ มันเปราะบางมากจนผมกลัวว่าสักวันหนึ่งมันจะแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี 

 

"ไปก่อนนะ" แจนพูดบอกก่อนที่เธอจะเปิดประตูออกไป รอยยิ้มสวยถูกส่งมาให้ก่อนที่มันจะหายไปเมื่อประตูปิดกลับเข้ามาเหมือนเดิม 

 

ไม่มีคำบอกรักเหมือนเมื่อก่อน มีแค่ผมที่ยืนอยู่หลังบานประตูโง่ๆ เพียงคนเดียว 

 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมไม่ได้ยินคำว่ารักจากเธอ ที่ว่ายังเหมือนเก่าคงไม่ต่างอะไรกับหลอกตัวเองไปวันๆ 

 

เวลาของเราน้อยลง พื้นที่ส่วนตัวที่เคยมีให้กันตอนนี้มันแผ่ขยายกว้างจนกินพื้นที่เกือบจะทั้งหมดของความสัมพันธ์ แล้วแบบนี้จะเรียกว่ายังรักและยังต้องการกันอยู่มั้ย 

 

หนังเรื่องโปรดที่เคยชอบดูด้วยกัน วันนี้มันไม่สนุกและไม่รู้สึกมีความสุขอีกแล้ว อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวที่มันเริ่มแบบเดิมและจบแบบเดิม ไม่มีอะไรให้น่าค้นหาและน่าตื่นเต้น 

 

ผมเดินกลับมานั่งที่โซฟาเงียบๆ คนเดียว ในหัวพยายามคิดอย่างหนักถึงสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไป แม้เราสองคนจะพยายามทำเหมือนเมื่อก่อนมากแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็รู้สึกได้อยู่ดีว่าทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป 

 

ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปทุกวัน 

 

"อยู่ไหนวะ" ผมต่อสายหาเพื่อน อย่างน้อยพวกมันก็น่าจะช่วยทำให้ผมไม่ต้องจมอยู่กับความรู้สึกพวกนี้ 

 

"เจอกันหน่อยดิวะ... เออๆ ฝากมึงนัดพวกมันด้วย" ผมฝากเพื่อนให้นัดคนที่เหลือในกลุ่มก่อนจะกดตัดสายทิ้งไป ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดเหมือนกันที่หวังเอาพวกมันเป็นที่พึ่ง 

 

ผมไม่ได้นึกทำอะไรอีก ได้แค่รอให้ถึงเวลาก็เท่านั้น มันนานในความรู้สึกแต่สุดท้ายก็ถึงเวลาจนได้ 

 

หลังจากที่ผมอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ผมก็ลงมาโบกแท็กซี่ข้างล่างเพื่อไปยังที่นัดหมาย หากจะถามว่าทำไมไม่เอารถไป เองก็ตอบได้เลยว่าขี้เกียจขับอีกทั้งถ้าเกิดผมเมาเดี๋ยวเพื่อนก็มาส่งเอง 

 

ไม่นานนักแท็กซี่ก็มาส่งผมถึงจุดหมาย ผมจ่ายค่าโดยสาร หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาเพื่อนเผื่อใครมาแล้ว แต่ปรากฏว่าผมมาถึงเป็นคนแรก 

 

"ไอ้สัส" ผมสบถเล็กน้อย แต่ไม่ได้หงุดหงิดอะไร บุหรี่นอกมวนสวยถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าก่อนที่มันจะถูกจุด ผมยืนอยู่อย่างนั้นปล่อยให้ควันสีเทาลอยฟุ้งขึ้นสู่อากาศ ไม่ทันได้หมดมวนผมก็ทิ้งมันลงที่พื้นก่อนจะใช้เท้าขยี้จนไฟดับไป 

 

ผมเดินเข้าไปจองโต๊ะด้านใน เครื่องดื่มเบาๆ ถูกนำมาเสิร์ฟ ผมยังไม่อยากเมาก่อนที่เพื่อนจะมาครบหรอก 

 

เมื่อเครื่องดื่มมาผมไม่รอช้าที่จะยกขึ้นดื่มทันที มืออีกข้างหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาเพื่อส่งข้อความไปหาแจน จะว่าด้วยความเป็นคนรักที่ดี ผมเลยไม่อยากปิดบังเธอไม่ว่าจะทำอะไรหรือไปที่ไหน 

 

'วันนี้เราดื่มกับเพื่อนนะ อย่ากลับดึกมากล่ะ' ผมกดส่งข้อความก่อนจะมีใครสักคนที่รู้จักผมเดินเข้ามาทัก 

 

"อ้าว! เป็นไงบ้างวะ ช่วงนี้หายหน้าหายตาไปเลย" ถ้อยคำทักทายจากเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติเมื่อได้พบเจอกันเป็นครั้งคราว อาจจะด้วยภาระหน้าที่ที่ต่างคนต้องรับผิดชอบ จึงไม่ได้เจอกันบ่อยนัก 

 

"ก็ดีว่ะ แล้วมึงล่ะ" ผมพยักหน้ารับเพื่อเป็นการทักทายก่อนจะเอ่ยถามกลับบ้าง 

 

"เรื่อยๆ เว้ย ไว้เจอกัน ต้องไปละ" เจ้าตัวยิ้ม มือยกขึ้นมาตบลงบนบ่าก่อนจะแยกตัวเดินออกไป 

 

"ดีก็เชี่ยละ" เมื่ออยู่คนเดียวตามลำพัง น้ำเสียงเบื่อหน่ายก็พ่นออกมา ไอ้คำว่าสบายดีที่ตอบเพื่อนไปก็แค่เป็นการตัดปัญหาและไม่อยากต่อความยาวให้มากเรื่องก็เท่านั้น 

 

"นั่งหงอยเหมือนหมาเลยนะมึง ไอ้เจ" คนแรกไปได้ไม่ทันไรคนที่สองก็ตามมา แต่ครั้งนี้เป็นเพื่อนในกลุ่มของผมเอง ผมเลยไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าหรือทำอะไรที่ฝืนกับความเป็นจริง 

 

"ปากดีไอ้สัส กว่าจะโผล่หัวมานะมึง" ผมไม่สนใจคำพูดของฟิค แต่อยากจะเตะมันเสียกว่าที่ปล่อยให้ผมนั่งดื่มอยู่คนเดียว 

 

"ไปด่าไอ้แกรมหรือไม่ก็ไอ้น็อตนู่น กูไม่ได้มาคนสุดท้ายเปล่าวะ " เมื่อฟิคได้ยินก็เกิดทนไม่ได้ที่โดนว่าเพราะมันไม่ได้มาเป็นคนสุดท้ายในคืนนี้ ถ้าจะว่าก็ต้องเป็นไอ้เพื่อนอีกสองตัวที่ยังไม่โผล่หัวมาสิ 

 

"กูด่าแน่ เดี๋ยวก่อน" ผมว่าด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันก็จางหายไปไวเสียเหลือเกินเมื่อเจอกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เข้มกว่าที่กินในครั้งแรก 

 

"นั่นไง แม่งเดินมาละ" ไม่นานนักหลังจากนั้น เพื่อนอีกคนก็เดินเข้ามาสมทบ ผมพยักหน้าทักทายเป็นอันว่าเข้าใจ เห็นแก่ความพยายามอ้อนแฟนหรือผัวเพื่อขอออกมาสังสรรค์กับเพื่อน จะไม่ออกปากด่าละกัน 

 

 

"ทำไมทำหน้าเบื่อโลกจังวะมึง ไอ้เจ" ผมทำหน้าตายเพราะไม่รู้จะตอบอะไร สีหน้าของผมมันแสดงออกชัดเจนมากขนาดที่เพื่อนสังเกตได้เลยหรอวะ 

 

"ก็เบื่อๆ ว่ะ" สุดท้ายผมก็เลือกตอบตามที่รู้สึกอยู่ในขณะนั้น พร้อมกับยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้งและอีกครั้ง 

 

"มึงออกมาเที่ยวแบบนี้ แจนอนุญาตแล้วไง" แกรมพูดพร้อมยกคิ้วขึ้นเชิงถาม เพราะตั้งแต่ผมมีแฟน นานๆ ทีถึงจะออกมาสังสรรค์ แต่วันนี้กลับเป็นผมที่นัดทุกคนมา มันจึงดูมีอะไรแปลกๆ ไปบ้าง ผมยิ้มเยาะให้คำถามเล็กน้อย จะว่าอย่างไรดีล่ะ ก็เธอนี่แหละคือหนึ่งในสาเหตุของการที่เขานัดเพื่อนออกมาสังสรรค์ในวันนี้ 

 

"ไม่ว่าหรอก ช่วงนี้เขายุ่งๆ ธุระมีแม่งได้ทุกวัน " ผมพูดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ที่ได้เกิดขึ้นระหว่างตัวเองและแฟนสาว เราทั้งคู่เริ่มมีระยะห่างมากขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน 

 

"เสียอารมณ์ชิบ ทะเลาะกันใช่มั้ยถึงเรียกพวกกูออกมาแดกเหล้าแบบนี้ " ฟิคพูดออกมาเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ท่าทางแบบนี้คงไม่พ้นทะเลาะกันมาแน่ๆ ติดที่เพื่อนเขาไม่อยากพูดถึงมากกว่า เขาคิดงั้นนะ 

 

"เศร้าเลยดิ" แกรมตบไหล่ แต่หน้าตามันไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูดเลย เหมือนจะปลอบใจแต่ไม่... มันเฉยมากเพราะมันเข้าใจความรู้สึกพวกนี้ดี ผมยังจำคำพูดที่มันบอกว่าเอาไว้เป็นบทเรียนได้อยู่เลย ของผมนั้นมันเทียบไม่ได้เลยถ้าเกิดไอ้แกรมกับพี่เดลของมันทะเลาะกัน แต่ไม่บ่อยหรอกนะที่เขาจะทะเลาะกัน ส่วนมากมีแต่รักกันจนเกินหน้าเกินตา 

 

แต่ก่อนที่บทสนทนาจะดำดิ่งลงไปมากกว่านี้ เพื่อนคนสุดท้ายของกลุ่มก็เดินเข้ามา ฟิคร้องทักกึ่งๆ ประชดเล็กน้อย 

 

"โผล่หัวมาสักทีนะมึง ไม่มาพรุ่งนี้เลยวะ" 

 

“ได้?” แม้จะเป็นเพียงคำพูดคำเดียวแต่ท่าทางและสีหน้าที่แสดงออกมามันยิ่งกว่าอะไรเสียอีก 

 

“กวนตีน” ฟิคด่ากลับด้วยความเจ็บใจเล็กๆ ที่ถูกตอกกลับ แต่ก็นั่นแหละ มองให้มันเป็นสีสันสร้างบรรยากาศเล็กๆ น้อยๆ 

 

"มาช้านะมึง มัวทำอะไรอยู่วะ" ผมเอ่ยถามบ้าง ก่อนที่ผมจะขยับเพื่อให้น็อตได้นั่ง ทำไงได้ก็โซฟาที่ผมนั่งมันใหญ่ที่สุด ผมจึงจำเป็นต้องแบ่งให้น็อตได้นั่งด้วย 

 

"ก็ดีกว่าไม่มา" ก็ใช่..ก็ดีกว่าไม่มา ผมไม่มีอะไรจะเถียงจึงได้นั่งเงียบต่อไปเหมือนเดิม 

 

“.....” อยู่ๆ เราทุกคนก็เงียบตามกันไป 

 

“กูว่ามันควรจะสนุกกว่านี้นะ มึงดูบรรยากาศรอบๆ ตัวดิ” เมื่อเงียบนานไป สุดท้ายไอ้ฟิคก็พูดขึ้นมาจนได้ มันทนได้ไม่นานหรอกผมรู้ 

 

“เออ มึงไอ้เจ ตัวชวนออกมาเลยสัส อย่ามานั่งทำท่าเหมือนจะตายตรงนี้ได้เปล่าวะ รำคาญลูกตา” แกรมเองก็คงจะไม่ชอบการมานั่งเงียบในบรรยากาศสนุกๆ แบบนี้ มันจึงพูดขึ้นมาบ้าง 

 

“ก็กูแค่อยากออกมาดื่ม แล้วก็ไม่อยากอยู่คนเดียว” ผมพูดตอบ สายตามองตรงออกไปที่ไหนสักแห่ง 

 

“พระเอกนิยายฉิบหายเลยมึง หันมามองหน้ากูนี่” ไอ้ฟิคโบกมือผ่านหน้าผมไปมา ผมละสายตามามอง พวกมันยิ้มให้ผมเล็กน้อยแม้คำพูดที่ออกมาจะจิกกัดก็ตาม 

 

ก็แค่นี้แหละวะคำว่าเพื่อน ยังไงมันก็เป็นห่วงอยู่วันยังค่ำ 

 

“อยากพูดเมื่อไหร่ค่อยพูด” คราวนี้เป็นเสียงของน็อตที่ดังขึ้นมาใกล้ๆ ผมหันไปมองมันก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ กับมันน่ะไม่ต้องพูดอะไรแค่มองก็รู้แล้ว เพราะมันสื่อสารผ่านสายตาเก่งกว่าคำพูดเสียอีก 

 

“ช่างเรื่องไอ้เจไอก่อนเถอะ กูสงสัยว่ะ พี่เดลยอมให้มึงออกมาได้ไงวะ" ฟิคสร้างหัวข้อสนทนาขึ้นมาใหม่เพราะรู้แล้วว่ายังไงก็คงไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับผม มันจึงเลือกจะไปคุยกับไอ้แกรมแทน ซึ่งไอ้ที่มันถามผมเองก็อยากรู้เหมือนกันนะ ไปอ้อนกันยังไงถึงได้อนุญาตให้ออกมา 

 

พอสิ้นเสียงถามจากฟิค อยู่ๆ ไอ้แกรมก็ยกยิ้มเหมือนมันภาคภูมิใจกับตัวเองอะไรสักอย่าง ซึ่งพวกผมได้แต่ทำหน้างงเพราะไม่รู้ว่ามันทำแบบนั้นทำไม มีอะไรให้น่าภูมิใจขนาดนั้น 

 

"อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเพื่อน พี่เดลไม่รู้ว่าออกกูมาว่ะ” และคำตอบที่ออกมาจากปากไอ้แกรมก็ทำเอาพวกผมสามคนเข้าใจทันทีว่าทำไมมันถึงแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมา นี่มันคิดว่าการหนีผัวออกมาเที่ยวได้มันน่าสนุกและตื่นเต้นขนาดนั้นเลยหรือไงวะ คือมึงรู้ตัวมั้ยว่ากำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยน 

 

"เดี๋ยวกูโทรบอกดีกว่า หมั่นไส้" ผมพูดแหย่ และทันทีว่าสีหน้าของมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โถ่... เก่งแต่ปากนี่หว่า แต่ว่ามันก็สามารถนะ ออกมาได้ขนาดนี้ 

 

" สงสัยอยากโดนลงโทษ" เสียงน็อตพูดออกมา ผมระเบิดเสียงหัวเราะทันที แม่งคิดได้ไงวะ แล้วไอ้แกรมแม่งเลิ่กลั่กด้วย เขารู้หมดแล้วไอ้เชี่ย 

 

“ไม่! ไม่ใช่โว้ยย” เป็นการปฏิเสธที่มีพิรุธสุดๆ จะเชื่อมันดีมั้ยวะ คือก็คงจะรู้นะว่ามันเป็นการโดนทำโทษแบบไหน บทลงโทษสุดคลาสสิกจากคนคลั่งรัก 

 

“อะๆ เชื่อๆ ” ผมตอบรับแบบขอไปที แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้นิ้วกลางมากินอยู่นะครับ 

 

“ทีหลังมึงก็อย่าเลิ่กลั่กดิ เขารู้หมด” ไอ้ฟิคพูดกลั้วหัวเราะ มันเลือกถูกจริงๆ ที่ถามขึ้นมา เพราะมันทำให้ผมลืมอะไรไปได้เยอะเลย 

 

“มีคนโทรมาว่ะ” เสียงจากน็อตแต่เรียกสายตาของไอ้แกรมไปได้ง่ายๆ หัวคิ้วสองข้างของมันขมวดเข้าหากันเป็นเครื่องหมายของความกังวล ที่อย่างนี้ล่ะทำเป็นกลัว ตอนออกมามึงคิดถึงผลที่จะตามมามั้ยเนี่ย 

 

น็อตค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์ที่กำลังแผดเสียงออกมาจากกระเป๋า ส่วนผมแค่เห็นขึ้นต้นด้วยตัว D ก็พูดในใจแล้วว่าโชคดีนะเพื่อน 

 

Dell is calling... 

 

และมันก็เป็นอย่างที่คิดซะด้วย เมื่อชื่อปรากฏต่อสายตา ไอ้แกรมก็ไถลตัวลงไปทันที แม่งไม่เห็นเค้าความภาคภูมิใจเหมือนเมื่อกี้เลยว่ะ

 

แต่อยู่ๆ มันก็เด้งตัวขึ้นมาด้วยสีหน้าท่าทางมีความหวังก่อนจะบอกให้น็อตทำอะไรบางอย่าง

 

"น็อต! มึงรับปกตินะ ตะ..แต่ไม่ต้องพูดถึงกู เอาเหมือนว่ากูไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้" ไอ้แกรมบอกน็อตอย่างลุกลี้ลุกลน ซึ่งน็อตก็ไม่ปฏิเสธที่จะทำตามคำขอของเพื่อน

 

"ครับ... ไม่อยู่ครับ.. ครับ" น็อตกดรับสายและพูดเพียงไม่กี่คำก่อนจะวางไป น็อตหันมองหน้าแกรมที่มองมาอย่างมีความหวังอยู่ก่อนแล้ว แต่ขอโทษนะ มึงไม่สมหวังหรอกโว้ย

 

"รออยู่ข้างนอก ให้เวลา 5 นาที" เอาแล้วมึง 5 นาทีว่ะ มารออยู่ด้านนอกด้วย หาตัวเก่งฉิบหายเลย

 

"เชี่ย! รู้ได้ไงวะ ไหนบอกไปดูงาน" แกรมพูดด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ แต่ก็ยอมลุกขึ้นยืน แต่ก่อนจะไปมันก็ยังเล่นกับพวกผม

“อวยพรให้กูหน่อย” ยังมีอารมณ์มาตลกนะมึง

 

“ตลก ยังมีอารมณ์ตลกนะมึง เอาเหอะ อย่างมากก็แค่ยันเช้า” ฟิคพูดแหย่ ถึงมันจะมีความจริงที่จะเกิดขึ้นอยู่เกือบร้อยเปอเซ็นก็ตาม

 

“ยันเช้าพ่อง” ไอ้แกรมไม่ยอม มันด่าสวนทันทีถึงจะรู้อยู่แก่ใจ

 

แต่แล้วรอยยิ้มของฟิคที่ได้จากการแหย่แกรมก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อน็อตหันมาพูดกับมันด้วยรูปประโยคเดียวกัน

 

"ของมึงด้วยครับ 5 นาทีเหมือนกัน" นี่อย่าบอกนะว่ามึงก็ไม่ต่างจากแกรม

 

"อ้าว... แล้วมาแซวกูอย่างนู้นอย่างนี้ ที่แท้ก็เหมือนกันนี่หว่า” ไอ้แกรมหันมาชี้หน้าฟิค เพราะปล่อยให้โดนอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ทำเหมือนกันแถมมันยังแซวเขาไว้ซะเยอะด้วย

 

“พวกขี้กลัว” ผมพูดตามหลังขณะที่กำลังเดินออก

 

“ไว้มีผัวแล้วค่อยมาปากดี” เป็นไอ้ฟิคที่หันมาต่อปากด้วย

 

“ผัวเชี่ยไร แฟนกูก็มีอยู่ทั้งคน” ผมด่าตามหลัง จะไปมีผัวอะไรวะ กูมีแฟนเป็นผู้หญิงอยู่ทั้งคน แถมรักกันดี? หมายถึงในอดีตน่ะ ส่วนตอนนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

"ยิ้มอะไร” ผมหันมาถามไอ้น็อตเมื่อสายตาเหลือบมาเห็นมันนั่งยิ้มอยู่คนเดียว หลอนอะไรมา

 

“ก็.. เปล่า” เปล่าไรวะ ก็เห็นอยู่ว่ายิ้ม แต่ช่างแม่งเหอะ กูเริ่มปวดหัวกับพวกมึงทุกตัวแล้วเนี่ย

 

“กลับเลยมั้ยล่ะ” เสียงน็อตถามขึ้นหลังจากผ่านไปสักพัก อยู่กันต่อสองคนก็ไม่มีอารมณ์แล้ว งั้นผมกลับเลยดีกว่า หลังจากที่จัดการบิลเสร็จพวกเราก็เดินออกมาด้านนอก

 

"มายังไง" น็อตที่เดินตามหลังผมออกมาเอ่ยถาม ผมหันไปหามันก่อนจะตอบ

 

"แท็กซี่ วันนี้จะมาเมาเต็มที่แล้วให้มึงไปส่ง แต่ไอ้สองตัวนั้นดันหนีเที่ยวแถมโดนจับได้อีกก็เลยไม่ค่อยมึนเท่าไหร่" ผมตอบและถึงแม้วันนี้ผมจะไม่เมา ยังไงน็อตก็ต้องไปส่งผมอยู่ดี

 

"แต่กูยังไม่อยากกลับเลยว่ะ" ผมบ่นออกมาเบาๆ หากกลับไปก็คงไปนอนโง่ๆ อยู่ที่ห้องคนเดียว แจนคงยังไม่กลับ ข้อความที่ผมส่งไปไม่รู้ว่าอ่านหรือยัง

 

"แล้วอยากไปไหน" น็อตถามกลับแต่ผมเองก็ตอบไม่ได้ว่าอยากไปไหน แค่ไม่ใช่ห้องที่คอนโดก็โอเคแล้ว

 

"ไม่รู้"

 

"มาเถอะ" น็อตเดินเข้ามากอดคอผมก่อนจะพาเดินไปที่รถ เราสองคนเดินไปด้วยกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร

 

"ทำไมมึงไม่มีแฟนวะ" แต่แล้วอยู่ๆ ผมก็ยิงคำถามออกไป ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงอยากรู้เรื่องนี้ ผมแค่รู้สึกว่ามันนานมากแล้วที่ผมไม่เห็นน็อตมีใครเป็นตัวเป็นตน ซึ่งหน้าตาแบบนี้หาได้ไม่ยากหรอก

 

"กำลังจะมี" น็อตตอบเสียงเรียบซึ่งคำตอบของมันสามารถปลุกต่อมความอยากรู้ของผมให้ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม

 

"ซุ่มหรอวะ บอกกูก่อนได้ปะว่าเป็นใคร" ผมใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่สีข้างของน็อต รู้สึกหมั่นไส้ยังไงชอบกล

 

"เดี๋ยวมึงก็รู้" ตอบแบบนี้คืออะไร รอวันที่พร้อมก็ได้วะ อยากจะรู้นักว่าที่พี่น็อตหาได้จะหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มหรือสวยแซ่บขนาดไหน

 

"กูจะรอดูนะมึง" ผมหันไปชี้หน้าใส่พร้อมกับที่พวกเราเดินมาถึงรถพอดี น็อตปล่อยแขนออกจากคอเพื่อที่ผมและมันจะได้ขึ้นรถ ส่วนมันจะพาผมไปส่งที่ไหนค่อยว่ากันอีกที

... 

 

-- Talk -- 

นานาจิตตังค่ะคุณผู้อ่าน เรื่องเก่าก็ปล่อยมันไปเถอะนะคะ ลบสตอรี่ของตัวละครไปเลยแล้วมาเริ่มใหม่กับเรื่องนี้ 

21.06.2019 

-- Talk 2 – 

Rewrite อีกทีคืออีกปีนึงเลยนะ หายไปเกือบ 6 เดือน ขอบคุณที่ยังรอและให้กำลังใจกันสมอนะคะ 

15.06.2020 

ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น