ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Dirty Suekrob :: Episode.07 [200%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2558 18:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Dirty Suekrob :: Episode.07 [200%]
แบบอักษร



เครดิตภาพ tumblr , weheartit , pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate


 

EPISODE 07

 

{Incomplete Part.1}

เติมไม่เคยเต็ม พาร์ท1

  

 

 

 

“พูดสิจะรออะไร... บอกมันไปเลยว่าเธอท้องกับฉัน แล้วก็ฉันนี่แหละที่พาเธอไปทำแท้งเอง”

“ว้าย ดูสิ พวกเขาคุยเรื่องอะไรกันน่ะ ทำแท้งเหรอ ใช้คำว่าพาไปด้วยเหรอ”

“อย่างนี้ก็แปลว่าผู้หญิงเลวด้วยน่ะสิ พาไปนะยะไม่ได้บังคับไป”

“เบาๆ สิแก เดี๋ยวพวกเขาก็ได้ยินหรอก”

แต่แล้วเสียงของผู้หญิงประมาณสองสามคนก็ดังขึ้น ทำให้เราสามคนหันไปมองต้นเสียงทันที คนพวกนี้คงมาแอบฟังเพราะเราไม่ได้ปิดประตูไว้ สอดรู้สอดเห็น

ผมไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองไอ้ศึกรบและตั้งท่าจะเดินไปปิดประตูเอง

“หรือใช้คำว่าพาไปมันเฟค ต้องบอกว่าฉันกระชากลากเธอไปทำแท้งน่าจะตรงกว่า” แต่ไอ้ศึกรบกลับกระชากคอเสื้อผมไว้ไม่ให้ขยับด้วยมือข้างหนึ่ง

“ไอ้รบ!” ผมกระชากเสียงใส่ สถานการณ์แบบนี้ยิ่งทำให้เป็นขี้ปากคนในคอนโดแน่ๆ

“ก็ฉันไม่ได้อยากมีลูก เลยบังคับแม่งให้จบๆ ไป ใช่มั้ยลูกพีช... ฉันพูดถูกมั้ย” ไอ้ศึกรบว่าต่อ สายตามันสนใจแค่ลูกพีช ไม่นานมันก็ผลักเธอเข้าห้องไป

“ใช่”

นั่นคือคำตอบสั้นๆ ของลูกพีช และประตูก็ถูกปิดด้วยฝีมือของมันเอง

มันหันมาจ้องหน้าผม ก่อนจะเดินไปปิดประตูห้องที่มีผู้หญิงสามคนยืนมองอย่างสงสัยอยู่ พร้อมทั้งพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้สำนึก

“เออ ได้ยินยังไอ้เพชร แม่งโคตรสะใจจริงๆ”

ผัวะ!!!

 

LOOKPEACH TALK

ฉันโกหก...

ตุบตุบ!

“ขออย่าให้ฉันทำ...” ฉันยกมือขึ้นทุบหน้าท้องตัวเองเมื่อลดตัวลงนั่งพิงกับบานประตู ทางด้านนอก ฉันได้ยินเสียงเพชรกับศึกรบต่อยกันด้วย

เจ็บ... ใช่ มันคือความเจ็บที่ฉันเป็นคนทำ ฉันเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ แล้วก็เป็นฉันเองที่ทำลายมันทิ้ง

เกลียด... ใช่ มันคือความเกลียดเพราะฉันรู้ดีว่าศึกรบกลับคำพูดเพื่อปกป้องฉัน เขาอ่านไอ้กระดาษแผ่นนี้แล้วแน่ๆ เขาคงรู้ว่าฉันความจำเสื่อมเพราะเพชรบอก แต่แล้วไง ในกระดาษฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าไปทำแท้ง

ฉันเขียนว่าเรามักจะอยู่ด้วยกัน มองเห็นหลายช่วงเวลาที่ศึกรบมักจะเดินตามหลังฉันตลอด มีแต่ภาพเราอยู่ด้วยกัน มองเห็นตัวเองสมัยก่อนที่มองเขาด้วยความรัก อาจจะเป็นสักช่วงเวลาหนึ่งที่เราไม่ได้โตมาก แปลว่าเราคบกันมานานแล้วว่างั้น

หลังจากนั้นก็ตัดมาในตอนที่เราเริ่มโตขึ้น ฉันท้อง... ในตอนที่เขาอยู่กับผู้หญิงอีกคนที่ฉันไม่รู้จัก แต่เหตุที่ความจำเสื่อมฉันกลับจำไม่ได้

KG CLINIC ฉันลองเสิร์ชแล้วเมื่อตอนตื่น มันคือคลินิกทำแท้งเถื่อนที่ปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะฉันจำได้...

เข้าคลินิกทำแท้งเหรอลูกพีช เธอแม่งขยะว่ะ

เป็นเพียงประโยคเดียวของศึกรบที่แวบเข้ามาในหัว เขาไม่ได้กระชากฉันไปหรือบังคับ แต่เป็นฉันต่างหากที่เดินกุมท้องออกมาจากที่นั่น และฉันก็ทะเลาะกับเขาหลังจากนั้น ฉันเห็นแค่ภาพเหตุการณ์บางส่วน รู้ว่าเราทะเลาะกันรุนแรงหลังจากที่ฉันออกมาจากคลินิกจนผู้คนแถวนั้นมองมาที่เราเป็นตาเดียว

ฉันไม่ได้โง่ มันคือหลักฐานว่าฉันเป็นคนทำเอง เพื่ออะไร ทำไมฉันต้องทำ เพราะไปบอกเขาว่าท้องแล้วเห็นว่าเขามีคนอื่นแล้วงั้นเหรอ หรือเพราะว่าฉันยังเด็ก

ฉันฆ่าลูกในท้อง... เป็นเรื่องจริง ฉันเมื่อก่อนเป็นได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ

นั่น... เป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา

“ทำแท้งงั้นเหรอ ฉันทำแท้งจริงๆ งั้นเหรอ” ฉันพึมพำกับตัวเอง

ผลัก!!

“จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ไอ้เรื่องในสมองคงไม่หลอกเธอหรอก” แต่ไม่นานศึกรบก็กระชากประตูให้เปิดออก เขาเดินเข้ามาในห้องพร้อมทั้งหยุดลงตรงหน้าฉัน

“อย่ามาคุยกับฉัน” ฉันก้มหน้าอย่างกดดันพร้อมทั้งตอบเขา

“พี่เธอเป็นคนลากฉันมาเอง” เขายังยืนอยู่ตรงนี้ อยู่เหนือร่างของฉัน และอาจจะก้มมองฉันด้วยสีหน้าแบบที่ชอบทำ

“อย่ามาสมเพชฉัน ออกไปได้แล้ว” ฉันไล่พร้อมทั้งยกมือขึ้นปิดหน้าไว้ ไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้เพชรจะอยู่ตรงไหน เขาคงโดนศึกรบต่อยจนลุกไม่ขึ้นแน่ๆ

“ใครว่าฉันสมเพชเธอ ไม่ได้ว่างขนาดนั้น” เขาโต้ตอบ

"ฉันเลว นายรู้ดีอยู่แก่ใจ” ฉันพูดไปสั่นไป ไม่ได้เป็นคนพาไป ไม่ได้เป็นคนกระชากฉันไปทำแท้ง แล้วจะยอมรับทำไม อยากเป็นฮีโร่นักเหรอ ผู้หญิงพวกนั้นจะเข้าใจผิดก็เรื่องของเขาสิ “ทำมาปกป้อง เพื่อ?”

“คิดสิลูกพีช” ศึกรบก้มลงมานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมดึงมือฉันออก เขาใช้ข้อนิ้วเคาะตรงขมับ ก่อนจะลากนิ้วข้างดังกล่าวมาบีบคางฉันให้ไปสบตาเขา “ใช้รอยหยักในสมองให้เป็นประโยชน์”

“...อื้อ” ว่าจบศึกรบก็ก้มลงมาจูบที่ริมฝีปากฉัน สายตาเราสอดประสานกันเมื่อริมฝีปากที่ช้ำเพราะโดนเพชรต่อยของศึกรบประกบลงมา ราวกับอยากจะให้ฉันรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เขาได้รับด้วยอีกทอดหนึ่ง

ฉันแทบจะลืมวิธีขัดขืนด้วยซ้ำ... จนกระทั่งเขาถอนริมฝีปากออก

“บริหารสมองกันหน่อย เผื่อรู้ว่าต้องทำยังไง” เรื่องจูบคงเป็นเรื่องง่ายๆ ของศึกรบ

“แล้วต้องทำยังไง” อยากขำทั้งน้ำตาชะมัด แต่น้ำตาไหลไม่ออก ฉันเลยขำไม่ออกไปด้วย มือไม้ก็ชาไปหมด “ยอมคบกับนายเหมือนคนสิ้นคิดว่างั้น”

อยู่ใกล้ศึกรบในเวลานี้ฉันอ่อนแอมากจริงๆ แต่ดูเหมือนคำตอบจากปากฉันจะทำให้เขาไม่พอใจ เพราะศึกรบบังคับให้ฉันหันหน้าไปมองเพชรที่นอนหมดสภาพอยู่อีกห้องหนึ่ง

“ลองทำดู เรื่องสิ้นคิดเธอน่าจะถนัดอยู่หรอก” เขากระซิบเมื่อฉันเอื้อมมือไปดึงมือเขาออกจากคางตนเอง

“แท้ง? คบกับนาย? ใครมันจะไปเชื่อ” ว่าจบฉันเม้มปากแน่น พูดไปก็เหมือนหลอกตัวเอง คนอื่นมีตั้งมากมาย ทำไมต้องเป็นไอ้ผู้ชายคนนี้ด้วย “ไม่”

“ความจริงของฉัน... ฉันยังโอเคกับมันได้ แล้วความจริงของเธอ ทำไมเธอถึงโอเคกับมันไม่ได้” มันคือคำพูดที่ศึกรบยืนยันว่าเรามีความทรงจำร่วมกันจริงๆ น้ำเสียงที่กระซิบอย่างใกล้ชิดทำให้ฉันพยายามดันตัวออกให้ห่างจากเขา

“พอได้แล้วศึกรบ ฉันเกลียด ไม่เคยรัก ไม่เคยชอบ ฉันไม่คบกับนายด้วย”  ฉันรัวคำพูดใส่ ใครจะไปรับทันว่าเคยรักกับหมอนี่ ถูกมั้ย... ในอดีตเป็นไงไม่รู้ แต่ปัจจุบันฉันเป็นแบบนี้ไปแล้ว “ใครมันจะไปคบกับคนเลวๆ ลง”

ทว่าริมฝีปากของศึกรบกดจูบตรงขมับฉันเพื่อดึงสติให้กลับคืนมา และพูดต่อด้วยสีหน้าที่บ่งบอกไม่ได้ว่ารู้สึกยังไงกันแน่

“ฉันยังไม่เคยเลวจัดเต็มใส่เธอสักที ที่ทำทุกวันนี้ถือว่าใจดีมากแล้วลูกพีช” เขาว่า แต่ฉันก็ยกมือขึ้นดันคางเขาออกเมื่อรู้สึกว่าโดนจูบ การกระทำและคำพูดของศึกรบทำให้เลือดในกายร้อนฉ่า การหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขาก็เช่นกัน

ฉันโกรธ โชคชะตาหรือพรหมลิขิตห่าเหวอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เรากลับมาเจอกัน และเขาก็พรากคนสำคัญอย่างมายาไปจากฉัน นั่นคือสิ่งที่เป็นในทุกวันนี้

“ชอบมายุ่งกับขยะ เป็นคนเก็บขยะรึไง” ฉันย้อนคืนเพราะจำได้ว่าในอดีต... ที่หน้าคลินิกศึกรบเคยด่ากันว่ายังไง ดูเหมือนคำพูดของฉันจะทำให้ศึกรบนิ่งไป เขาหรี่ตาคล้ายกำลังใช้ความคิด แต่ก็ลุกขึ้นยืนและตอบออกมาได้ในที่สุด

คำพูด น้ำเสียง สีหน้า ทำให้ฉันปักใจเชื่อไม่ลงจริงๆ ว่าเราเคยรักกัน...

“คิดผิดมั้ง..."

"..."

"ฉันไม่ใช่คนเก็บขยะ แต่เป็นคนกำจัดขยะต่างหาก” ว่าจบเขาก็เดินออกไป ไม่ได้หันกลับมามองฉันอีกเลย คำของศึกรบทำให้ฉันนึกถึงสิ่งที่แม่เลี้ยงและลูกของเธอเคยปรามาสไว้หลังจากที่ฉันฟื้นจากความจำเสื่อม

'แกมันก็แค่ขยะเน่าๆ นังลูกพีช แกอยู่ที่นี่ อยู่ในที่ของแก อยู่อย่างโง่ๆ แบบคนความจำเสื่อมนั่นแหละดี'

'อย่าหวังเลยว่าใครจะหาแกเจอ ฉันจะให้ทุกคนลืมแกให้หมดจำไว้'

คำว่าขยะที่ว่ามา ถึงอาจจะคู่ควรกับฉัน แต่มันแสดงให้เห็นแล้วจริงๆ

ไม่ว่าใครก็ไม่เคยเห็นค่าฉันสักคน...

 

วันนี้ฉันออกมาข้างนอกเพราะตั้งใจว่าจะซื้อมือถือใหม่ เพชรไม่อยู่ ยอมรับว่าหลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้พูดคุยกับเขาอีก ฉันเก็บตัวอยู่ในห้องและคิดซ้ำไปซ้ำมาเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งจำได้

และในระหว่างที่กำลังเดินหาร้านโทรศัพท์ สายตาฉันก็มองไปเห็นร้านสักร้านหนึ่งเข้าเสียก่อน ความคิดหนึ่งวูบขึ้นมาในหัว จากที่ตั้งใจจะซื้อมือถือก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน

ฉันเข้ามาในร้านอย่างรวดเร็ว ปกติเรื่องพวกนี้ไม่เคยอยู่ในหัว แต่เพราะฉันหมกมุ่น โอเคยอมรับเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีผลกระทบกับอารมณ์ของฉัน

มันดูเลวร้าย... ทุกอย่างที่มีศึกรบเข้ามาเกี่ยวข้องในปัจจุบันมีแต่เรื่องที่ทำให้เครียด แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ฉันค่อยๆ นึกออกกลับมีทั้งดีและไม่ดี จะให้ตีความว่ายังไงได้

เราเคยคบกัน แต่ก็เลิกกันล่ะมั้ง แล้วฉันดันท้องตอนที่ศึกรบเปลี่ยนใจไปคบผู้หญิงคนอื่น แล้วไงต่อ ฉันก็เลยไปเอาเด็กออก ให้ตาย... ฉันก็อยากจะคิดให้ดีกว่านี้เหมือนกัน แต่การกระทำของฉันในอดีตมันสื่อออกมาให้เป็นแบบนั้นจริงๆ

บ้ามาก เลวมาก เลวสุดๆ ไปเลย

“สวัสดี เป็นลูกค้าใช่มั้ย คิวเต็มแล้วนะโทษที”

ทันทีที่เข้ามาในร้านอย่างเต็มตัว ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งก็เดินมาเปิดประตูกระจกที่กั้นระหว่างห้องสักกับห้องที่ใช้รับลูกค้าพร้อมทั้งพูดขึ้น ในมือของเธอถือผ้าสีขาวซึ่งเปื้อนน้ำหมึกอยู่ด้วย

“ฉันอยากคุยกับช่าง” ฉันพูดพร้อมก้มหน้ามองเธอ ผู้หญิงคนนี้ตัวเตี้ยกว่าฉันมากอยู่ ถ้าให้เดา เธอคงเป็นคนรัก น้องสาว หรือไม่ก็ลูกสาวของช่างสักแน่ๆ

“ช่างสักเหรอ เธอก็กำลังคุยอยู่นี่ไง”

“...” ฉันเงียบพร้อมกวาดตามองเธอไปด้วย เธอตัวเล็ก ผิวขาว หน้าตาเหมือนตุ๊กตา แถมตามผิวกายยังไม่มีรอยสักอะไรเลยด้วย ใช่เหรอ?

“มองแบบนี้หมายความว่าไง ข้องใจ?” เห็นท่าทางฉันเธอจึงย้อนถาม

“เปล่า” ฉันตอบสั้นๆ พอดีว่าไม่ใช่คนปากหาเรื่อง

“ถ้าจะสักค่อยมาวันอื่น” เธอขมวดคิ้วพูดกับฉัน ก่อนจะบุ้ยหน้าไปทางด้านในห้องกระจกที่มีผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงสัก “อย่างที่เห็น คิวเต็ม”

“ฉันขอเวลาไม่นาน” เพราะเห็นว่าเข้ามาแล้ว ฉันถึงพูดออกไป ใครบอกว่าฉันจะมาสัก เข้าร้านสักจำเป็นต้องสักอย่างเดียวหรือไง

“ว่ามา...” เธอถอนหายใจพร้อมทั้งหันไปมองผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียงเป็นเชิงว่าขอเวลา ส่วนผู้ชายคนดังกล่าวก็พยักหน้าให้เบาๆ ก่อนจะเบนสายตามามองฉันนิ่งๆ เขารูปร่างหน้าตาดี มีรอยสักที่ต้นแขนเป็นรูปงูด้วย

กริ๊ก!

“ดาด้า” ทว่ายังไม่ทันที่ฉันจะได้เอ่ยปากพูด เสียงเปิดประตูหน้าร้านพร้อมเสียงทักทายที่ดูไร้อารมณ์ก็ดังขึ้นด้วย “ไอ้องศาอยู่ไหน”

“ไม่รู้” เธอคนนี้ที่ฉันคิดว่าชื่อ ดาด้า’ หันไปพูดกับคนทางด้านหลังของฉัน ก่อนจะทำท่าทางหงุดหงิดเหมือนเด็ก “ถ้าตรงนี้ไม่มีก็ขึ้นไปดูข้างบน อย่ามาถามฉัน”

“...” ขณะที่ฉันเงียบพร้อมทั้งหันไปมองทางด้านหลังของตนเอง ผู้ชายคนนี้คือมังกร เขาคือคนที่ฉันบังเอิญจูบด้วยไงจำได้มั้ย

แต่ช่างเถอะ

“ไงเธอ” มังกรเหลือบตามองฉันแล้วเอ่ยทักทายสั้นๆ อันที่จริงพวกเราไม่ได้สนิทกันจนถึงขั้นที่ต้องมาทักทายด้วยซ้ำ

“อ้าว... นี่รู้จักกันด้วยเหรอ” ดาด้ามองมังกรที มองฉันทีด้วยความสงสัย

“เด็กไอ้รบ” มังกรตอบดาด้าด้วยเสียงราบเรียบ ก่อนจะเบนสายตาไปมองในห้องกระจกที่เอาไว้สัก ส่วนฉันมองตามแล้วเห็นว่าเขากำลังจ้องตากับผู้ชายอีกคนที่อยู่ด้านใน

“ฉันไม่ใช่เด็กมัน” ฉันเบนสายตากลับมาที่ดาด้าอีกครั้งพร้อมทั้งเอ่ยขึ้น น่าแปลกจริงๆ ที่พอจำเรื่องเมื่อก่อนได้บางส่วน ฉันกลับไม่กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าไม่ได้เป็นอะไรกับศึกรบ

“เด็กหมอนั่นจริงเหรอมังกร เธอนี่โชคร้ายชะมัด” ดาด้ายกมือขึ้นผลักไหล่มังกรก่อนจะพูดกับเราสองคน “ทำไมเด็กๆ ของพวกนายถึงชอบเข้าร้านสักกันนักนะ คราวที่แล้วก็สายฟ้าแฟนนาย คราวนี้ก็เด็กของศึกรบอีก”

แต่มังกรเอาแต่จ้องหน้ากับผู้ชายอีกคนในห้องสักอยู่ได้ จนเขาคนนั้นลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งเปิดประตูออกมาเผชิญหน้ากับพวกเรา

“...” ไม่มีเสียงพูดใดๆ ลอยออกมาจากปากผู้ชายสองคนที่กำลังจ้องหน้ากันอีกนิ่งๆ

“จ้องหน้ากันอยู่ได้ อยากรู้จักกันมากนักไง?” เจ้าของร้านสักขมวดคิ้วมองผู้ชายสองคนก่อนจะพูดต่อในประโยคถัดมา “มังกร หมอนี่ชื่อเชน เป็นลูกค้าประจำเหมือนกัน เชน... นี่มังกรญาติฉันเอง”

บางครั้ง โลกก็กลมจนฉันอยากอ้วกให้ได้ เหมือนฉันหนีไม่พ้นคนพวกนี้ แต่อย่างว่า... ใครญาติใคร ใครสนิทกับใครไม่เกี่ยวกับฉัน

“ไว้ต่อคราวหน้า” เชนพูดกับช่างสัก แต่ก็ยังจ้องหน้ามังกรต่อด้วยสายตาราบเรียบ ส่วนมังกรก็มองด้วยสายตาไร้อารมณ์พอกัน

“ถ้ำมอง?” มังกรเป็นคนเปิดประเด็นพูดก่อน ดูเหมือนเขาจะกล่าวหาว่าเชนเป็นฝ่ายมองเขาก่อนมั้ง

“ผิด คนมอง” เชนตอบมังกร เขาไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกมาเช่นกัน

“กวนตีน” ในน้ำเสียงของมังกร ถึงจะนิ่งแต่กลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“แล้ว?” เชนใส่เสื้อไปพูดไป

“ไม่บอก” ส่วนนี่เป็นเสียงของมังกร

“กูไม่ถาม”

“กูไม่ตอบ”

โอเค... ฉันว่าพวกเขาสองคนบ้า แน่นอนว่าฉันฟังที่เชนกับมังกรคุยกันไม่รู้เรื่อง และถึงจะรู้เรื่องก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ดูเหมือนดาด้าที่เป็นช่างสักเองคงคิดแบบเดียวกัน

“พวกนายมันน่ารำคาญ ส่วนเธอน่ะ ตอนนี้คิวว่างแล้ว จะเข้าไปรอในห้องกระจกเลยมั้ย เลือกลายได้นะว่าอยากสักแนวไหน” ดาด้าบ่นผู้ชายสองคนนี้ก่อนจะหันมาพูดกับฉัน

ส่วนฉันไม่ได้สนใจอะไรนอกจากเดินเข้าไปด้านในห้องกระจกพร้อมทั้งนั่งลงบนเตียง สายตาฉันมองพวกเขาสามคนที่ยังยืนจ้องกันเงียบๆ แต่สักพักดาด้าก็เดินเข้ามาทางด้านใน

“เลือกลายได้รึยัง” เธอถามพร้อมทั้งเอื้อมมือไปปิดม่านทั้งหมด ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าฉัน “ห้องนี้ไม่เก็บเสียง ถ้าไม่เคยสักอาจจะตกใจ อย่าร้องเสียงดังล่ะ”

“...” ฉันมองเธอโดยไม่ได้ตอบอะไรกลับไป สำหรับคนแปลกหน้าบางทีฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายจึงถอดเสื้อออก ก่อนทำท่าจะปลดชั้นในออกด้วย

“เดี๋ยว เธอจะสักตรงไหน จำเป็นต้องถอดชั้นในด้วย?”

ดาด้าอ้าปากค้างไปเล็กน้อย ฝ่ามือเล็กเอื้อมมาคว้ามือฉันไว้อีกที แต่ฉันดึงมือเธอพร้อมถอดบราเซียร์ออกจนเรือนกายช่วงบนไม่มีอะไรปกปิดอีก เอาเข้าจริงๆ คือฉันไม่รู้ว่าจะรู้สึกอะไรดี ไม่รู้ว่าควรจะอายอะไรดี ฉันโดนเห็นมานักต่อนัก แถมยังเป็นผู้ชายทั้งนั้นด้วย แต่นี่แค่ถอดเสื้อกับบราเซียร์ต่อหน้าผู้หญิงคนเดียว ทำไมจะไม่ได้

“ผู้หญิงเหมือนกันฉันไม่อาย” ฉันบอกพร้อมจ้องหน้าเธอตรงๆ

“สมแล้วที่เป็นเด็กศึกรบ ใจกล้าบ้าบิ่นจังนะ” เธอหัวเราะคล้ายชอบใจ ก่อนจะจ้องมองทรวงอกของฉันแล้วแอบบ่นในใจประมาณว่า อยากได้’ อย่างไม่เกรงอกเกรงใจ แต่ไม่นานเธอก็จ้องค้างไว้ที่รอยสักเล็กๆ แทน

“ฉันไม่ใช่” ฉันปฏิเสธอย่างไม่เต็มเสียง ก่อนจะดึงมือเธอให้แตะตรงใจกลางทรวงอก ตรงที่มีรอยสักเล็กๆ ติดอยู่ รอยที่เหมือนกับสร้อยของศึกรบ “ลบมันได้มั้ย”

“...” เธอเงียบพร้อมทั้งขมวดคิ้ว

“ลบให้ฉันที สามารถมั้ย” เพราะฉันไม่อยากเห็น จากตอนแรกที่ไม่รู้ความหมายและปัจจุบันก็ยังไม่รู้ มาถึงตอนนี้ฉันมีความรู้สึกว่าไม่อยากเห็นมันอีก เพราะเห็นแล้วฉันนึกตลอด

นึกถึงเรื่องร้ายๆ ที่ศึกรบเป็นคนก่อ นึกถึงเหตุการณ์ที่เรามีร่วมกันแล้วฉันจะเป็นบ้า

“มันจะเป็นแผลเป็นถ้าเธอลบ” สีหน้าของเธอมีแต่ความสงสัย แต่ไม่นานเธอก็ถามต่อพร้อมทั้งไล้นิ้วไปรอบๆ รอยสักขนาดเล็ก “รอยสักของเธอฉันเคยเห็น ลายเดียวกับสร้อยที่ศึกรบใส่ใช่มั้ย ของรักของหวงของเขาเลย”

“...”

“มันเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัวหมอนั่น หมายถึงศึกรบน่ะ แฟนฉันบอกว่าครอบครัวหมอนั่นมีอิทธิพลมากในประเทศฮ่องกง พ่อของศึกรบเป็นเหมือนมาเฟีย” เธอพูดต่อ แต่ฉันก็ไม่เข้าใจอะไรเลย ได้แต่ฟังเท่า “เมื่อก่อนความหมายไม่ค่อยดี แต่พ่อของหมอนั่นก็เปลี่ยนให้เป็นอะไรที่ดีๆ แทนตอนที่ให้สร้อยเส้นนั้นกับแม่ของเขา ไอ้สร้อยที่ศึกรบใส่ไว้นั่นแหละ”

“...” หมายความว่าไง สร้อยของเขาน่ะเหรอ...

“มันคือการแสดงความเป็นเจ้าของ ใช้แทนความรัก”

“แล้วไง” ฉันถามเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ลึกๆ ในใจแล้วรู้ดีว่ากำลังสับสนได้ที่ แต่ละอย่างที่เข้ามาในหัวฉันสวนทางกันเต็มกำลังจริงๆ

ความรักงั้นเหรอ... ไร้สาระ

“รอยนี้หมายถึงสิ่งสำคัญ คนที่ทำให้จะอยู่กับเธอ มีเธอที่ไหนมีเขาที่นั่น ถ้าเธอหาย... เขาจะตามหา”

พอกันที ยิ่งฟังยิ่งปวดหัว เพราะเหตุนั้นฉันถึงดันมือเธอออกไป

“ฉันสนแค่อยากจะเอาออก ไม่ได้อยากรู้ความหมาย” ในอกฉันร้อนผ่าวตอนที่พูด สิ่งที่ได้รู้บวกกับความทรงจำที่คืนมาทำให้ฉันคิดเป็นอื่นไม่ได้อีก

ฉันกับศึกรบ... เป็นแบบนั้นเหรอ ไม่เอาน่า รับไม่ทันจริงๆ

“นี่เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”

“...”

“ศึกรบเป็นเพื่อนฉัน และหมายความว่า... ฉันจะไม่ทำลายของที่เพื่อนรักไง” นั่นคือคำปฏิเสธของช่างสักคนนี้ โอเค เธอไม่ลบให้ ฉันเข้าใจแล้ว แต่จะยากอะไร ก็ไปหาร้านอื่นซะสิ

“ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ” ฉันตอบสั้นๆ และตั้งท่าจะหยิบบราเซียร์ขึ้นมาใส่ แต่เธอก็ถามต่อ

“แล้วยังไง เธอจะไปให้ร้านอื่นลบเหรอ” ฉันไม่ได้ตอบ แต่ส่งสายตากลับไปให้รู้ว่าเธอคิดถูก ดังนั้นเธอจึงพูดต่ออีกครั้ง “รอยของเธอไม่ใช่แค่รอยสักดูไม่ออกรึไง”

“อะไรอีกล่ะ” ฉันถอนหายใจเมื่อถูกขัดจังหวะไม่ให้ใส่บราเซียร์

“มันเป็นรอยที่สักทับรอยไหม้ เธอเคยมีรอยแผลเป็นตรงนั้น มีรอยคล้ายถูกของแหลมทิ่มด้วย” เธอว่าต่อพร้อมทั้งทำหน้าครุ่นคิดอะไรสักพัก “ชอบนักรึไง... มีแผลเป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนี่ย”

“...” ฉันไม่ตอบเช่นเคย ชอบไม่ชอบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอเลยด้วยซ้ำ แต่ผู้หญิงคนนี้บอกว่าฉันมีรอยแผลเป็นงั้นเหรอ อืมใช่ ฉันอาจเคยมี แต่จำอะไรไม่ได้เลยไม่ได้ใส่ใจ เราจ้องหน้ากันสักพักใหญ่...

“แต่ถ้าเธออยากลบจริง... รอแป็บแล้วกัน ขอไปดูอุปกรณ์ข้างนอกก่อน” จู่ๆ ช่างสักก็เปลี่ยนคำพูด หลังจากนั้นเธอก็เดินไปเปิดทีวีขนาดเล็กให้พร้อมทั้งเดินออกไป

และเพราะตอนนี้ยังอยู่ในเทศกาลวันแม่ รายการโทรทัศน์ถึงมีแต่อะไรที่บอกรักแม่ตลอด ทำให้ฉันนึกถึงสิ่งที่เพิ่งจำได้ ฉันออกมาจากคลินิกทำแท้งเถื่อน มือฉันกุมท้อง... และทะเลาะกับศึกรบที่เพิ่งตามมาทีหลัง

แต่จะไปสำคัญอะไรเท่าตอนนี้ที่ฉันจำได้ว่าเคยฆ่าลูกของตัวเอง...

“โทษที อุปกรณ์ไม่พร้อม ฉันให้แฟนไปซื้ออยู่ รอก่อนได้มั้ย” ไม่นานช่างสักก็เดินเข้ามาในห้องอีกครั้ง

“ถ้าฉันสักระหว่างรอ... ได้?” ฉันพูดกับเธอพร้อมทั้งคว้าบราเซียร์มาใส่ก่อนจะนอนลงบนเตียงอีกรอบ หลายครั้งที่ฉันเลิกคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย

“สักอะไรล่ะ” เธอขมวดคิ้วพักใหญ่ แต่ก็ยอมเตรียมอุปกรณ์แต่โดยดี ขณะที่ฉันเอื้อมมือลงลากนิ้วที่หน้าท้องแบนราบของตัวเองพร้อมทั้งพูดออกไปเป็นภาษาอังกฤษ...

“I was a mother, now I'm a monster”

 

 

ใช่ ฉันมันเป็นแบบนั้น...

เพราะฉันรู้สึกถึงความผิดพลาดในอดีต และฉันก็ลืมได้หน้าตาเฉย เพราะฉันรู้สึกได้... ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นแม่แต่ยังทำได้ลง และตอนนี้ฉันคงไม่ต่างอะไรกับปีศาจ

ทุกอย่างแก้ไขไม่ได้ ฉันจะให้มันตอกย้ำอยู่ในร่างกายฉัน ให้ฉันไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นแบบนี้ สมัยนั้นฉันอาจจะเป็นเด็กใจแตกคนหนึ่งที่ไม่รู้จักคำว่า ฆาตกร’ ดีพอ

“เธอ... เคยท้องเหรอ” ช่างสักพูดกับฉัน หลังจากที่เธอลังเลว่าจะจิ้มเข็มลงบนหน้าท้องฉันดีหรือไม่ดี

“เรื่องนั้นฉันไม่รู้หรอก” ฉันตอบว่าไม่รู้ แต่ความจริงคือสิ่งที่ฉันไม่กล้าพูดออกไป...

“...” เธอเงียบ

“รู้แค่ฉันเหมาะกับมัน สักให้ฉันตอนนี้เลยยิ่งดี จะได้ไม่ลืมอีก”

หลังจากนั้นฉันถึงเข้าใจ... ว่าความรู้สึกตอนโดนเข็มทิ่มเป็นแบบนี้นี่เอง ฉันถึงได้เข้าใจ ความรู้สึกประมาณว่าเจ็บแปลบจนไม่รู้จะอธิบายยังไงมันเป็นแบบนี้นี่เอง

ทว่าผ่านไปสักพัก ฉันกลับนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ฉันเพิ่งมาจากฮ่องกง แล้วพ่อของศึกรบก็เหมือนจะอยู่ที่นั่น หวังว่าคงไม่ใช่ เสือปืน’ ที่พ่อฉันไปทำงานด้วยหรอกนะ

เสือปืนคนนั้นหน้าตาแบบไหน เขาเป็นคนยังไง มีลูกมั้ยฉันก็จำไม่ได้

“บอกได้มั้ย พ่อของศึกรบชื่ออะไร” ฉันเอ่ยออกไป พร้อมทั้งเม้มปากแน่น ถึงจะความจำเสื่อม แต่ลึกๆ แล้วฉันกลับรู้สึกกลัวคำตอบที่กำลังจะออกมาจากริมฝีปากบางรูปกระจับตรงหน้า โดยไม่รู้ว่าทำไม

“อ๋อ คุณลุงน่ะเหรอ ท่านชื่อ...”

พลั่ก!

“ลบไปถึงไหนแล้วล่ะดาด้า”

แต่ยังไม่ทันได้รู้ชื่อเสียงเปิดประตูเข้ามาทางด้านในก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งฉันและช่างสักหันไปมองในทันที ศึกรบที่อยู่ในชุดช็อปเด็กช่างมาที่นี่... เขาเข้ามาด้านในด้วยสภาพอารมณ์ที่จัดได้ว่าหงุดหงิดเต็มกำลัง แถมยังเลื่อนประตูเปิดไว้จนมองเห็นเชนกับมังกรที่ยังจ้องหน้ากันเงียบๆ อีก

ทำมาถาม ก็นายเองไม่ใช่รึไงที่บอกว่าไม่ให้ลบ ให้ถ่วงเวลาไว้น่ะ" ดาด้าเบนสายตาไปพูดกับศึกรบโดยหยุดการกระทำทั้งหมดไว้ด้วย เธอเอาผ้าผืนหนึ่งมาคลุมช่วงบนให้ฉันก่อนที่ทุกคนจะหันมาเห็น "ไม่มีมารยาท"

“มารยาทมันเอาไว้ใช้กับคนแปลกหน้า” ศึกรบตอบช่างสัก ก่อนจะหันไปตะโกนใส่มังกรที่เอาแต่สนใจเชน “มึงด้วยไอ้เฉื่อย!

“กูทำไม?” มังกรเอ่ยถาม แต่ยังเอาแต่สนใจเชนอยู่ดี

“ไอ้เวรที่มึงนั่งจ้องตาอยู่กูโคตรเกลียด เลิกคุยให้ไว” ศึกรบพูดพาดพิงถึงมังกร พร้อมทั้งหันมาจ้องหน้าฉันด้วยสีหน้าไม่พอใจและพูดกับเพื่อนไปด้วย “ยังอีก เดี๋ยวได้อดข้าวเย็นจนได้!

ว่าจบเขาก็เดินเข้ามาผลักช่างสักสาวตัวเล็กออกพร้อมทั้งกวาดตามองฉันที่กำลังจะลุกขึ้นนั่ง

“ผลักฉันแบบนี้หมายความว่าไง ห่วยชะมัด” ช่างสักสาวตัวเล็กที่โดนผลักขมวดคิ้วมองมาทางศึกรบ

“...” เขาไม่พูด ฉันก็ไม่พูด รู้แค่ว่าเขามาเพื่อห้ามไม่ให้ฉันลบรอยสักและทำสำเร็จ จึงตั้งท่าจะลุกหนีแทน

ผลัก!

แต่ศึกรบกลับผลักให้ฉันลงไปนอนที่เดิม เขาใช้มือกดหน้าท้องฉันไว้ ส่วนมืออีกข้างไล้ปลายนิ้วไปตามรอยสักตรงช่วงกลางท้องน้อยของฉันอย่างถือวิสาสะ

“ไม่สักเพิ่มด้วยหน่อยล่ะว่าใครเป็นคนทำ” แต่สิ่งที่ศึกรบพูดออกมาเป็นอะไรที่ฉันไม่อยากได้ยินมากที่สุด เขากำลังทำให้ทุกคนอยากรู้ และเรื่องของเราคงเป็นที่สงสัย

“อย่ามาพูดอะไรบ้าๆ ที่นี่ศึกรบ” ฉันกัดฟันพูด การได้เห็นหน้าศึกรบในเวลานี้เป็นเรื่องแย่ การกระทำที่เขาแสดงออกก็แย่ไม่แพ้กัน

“สักชื่อเธอไว้ด้วยดีมั้ยอดีตคุณแม่” แต่ศึกรบกลับยกยิ้มพร้อมทั้งโน้มตัวลงมาจนชิด เขารั้งแรงฉันไว้ก่อนจะกระซิบใกล้หู “ชื่อฉันแทนก็ได้ถ้าเธอปอดแหก”

คงเป็นเพราะบทสนทนาล่าสุดของเรา หมอนี่รู้ว่าฉันความจำเสื่อมแน่ เขารู้ว่าฉันเริ่มจำทุกอย่างได้ถึงกล้าพูด

ด่าอ้อมๆ ว่าฉันเป็นคนฆ่าลูกของตัวเอง... ประณามฉันถึงอดีตที่จำได้บ้างไม่ได้บ้าง คิดว่าฉันไม่รู้สึกอะไรหรือไง

“นายไม่ได้มีอิทธิพลกับฉันขนาดนั้น” ฉันกัดฟันพูดกับศึกรบเมื่อไม่ยอมถอยออกไป สายตาฉันมองเห็นว่าทั้งช่างสัก มังกร และเชนกำลังมองเราสองคนอยู่

“แน่ใจเหรอที่พูด ไม่ใช่ว่าคิดถึงเรื่องฉันอยู่เหรอ”

เขาย้อน และตั้งท่าจะก้มจูบฉันต่อหน้าทุกคน แต่เมื่อฉันเบี่ยงหลบก็เป็นเหมือนทุกๆ รอบ ฉันโดนหอมแก้ม และทุกคนก็ดูเหมือนจะเข้าใจว่าทั้งคู่เป็นแค่แฟนที่ทะเลาะกัน

สร้างสถานการณ์คงเป็นงานถนัดของศึกรบ

“ทำไมต้องคิดซ้ำซากบ่อยๆ ด้วย” ฉันผลักศึกรบออกได้สำเร็จ ตั้งท่าจะคว้าเสื้อมาใส่พร้อมทั้งลุกขึ้นยืน ตั้งใจว่าจะไปจากร้านนี้

“ถ้าไม่คิดถึงฉัน ก็คิดถึงลูกฉัน ถูกมั้ย?” ศึกรบกั้นไว้ไม่ให้ฉันลุก เขาใช้ร่างกายบังฉันไว้จนมิดพร้อมทั้งสวมเสื้อคืนให้ฉันลวกๆ

“ไม่ถูก” เจอเขาแล้วทำให้ฉันจะเป็นบ้า ตอกย้ำซ้ำเติมกันเข้าไป แต่ฉันไม่สนใจศึกรบแล้วหันไปพูดกับช่างสักแทน “ค่าสักเท่าไหร่ ฉันจะไปแล้ว”

แต่...

กริ๊ก!

“ฉันเพิ่งมาเธอก็จะหนีให้ได้” แต่ศึกรบกลับเอื้อมมือขึ้นไปหยิบอะไรสักอย่างออกมาจากเชลฟ์วางของที่อยู่ตรงข้างเตียงออกมาคล้องไว้กับข้อมือฉัน "ไปไหนไปด้วยได้มั้ยล่ะ"

และเมื่อลดตาลงมองจึงพบว่าเป็นกุญแจมือ ไม่รู้ว่าทำไมในร้านสักถึงมีของพรรค์นี้ได้ แต่ให้ตาย... ศึกรบใช้มันคล้องกับข้อมือฉันข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็คล้องกับข้อมือเขา

“เลิกเล่นเป็นเด็กทีเหอะ” รู้ว่าพูดไปหมอนี่ก็ไม่ฟัง แต่ปากฉันมันยังรั้นจะพูดให้ได้ ทว่าเมื่อศึกรบทำเฉย ฉันก็ทนไม่ไหวต้องฟาดหลังมือลงกับต้นคอเขา “เห็นฉันมีความสุขเวลาอยู่ใกล้นายนักรึไง”

ฉันไม่รู้หรอกว่าเขามาที่นี่ได้ยังไง ก็ถ้าไม่ได้เสนอหน้ามาเอง ก็คงมีใครสักคนในนี้โทรไปบอกให้มาแน่ๆ

ที่สำคัญคือการพูดเหมือนไม่รู้สึกอะไรทั้งที่ในใจฉันรู้สึกกับทุกประโยคของศึกรบมันยากจริงๆ

“ใครจะไปรู้ อีกหน่อยเธออาจจะสำลักความสุขตายก็ได้” เขาล้มตัวลงนั่งพร้อมทั้งดึงฉันเข้าไปใกล้หน้าตาเฉย ซ้ำยังก้มจูบตรงท้องน้อยฉันอีก

“กับนายเหรอ?” ฉันพยายามขืนตัวออกจากศึกรบ แต่ไม่เป็นผล นั่นเป็นเรื่องที่น่าโมโหมากถึงมากที่สุด ฉันถึงได้กระชากผมเขาให้เงยหน้าขึ้นมามองสบตากัน “มองสิ มันมีมั้ยไอ้ความสุขที่นายว่า”

เกลียด... การที่ต้องจ้องหน้าเขา

“ดูจากทรงที่ผ่านมา” เขาพูดและกอดรั้งร่างฉันจนแนบชิด พร้อมทั้งช้อนตาขึ้นมองด้วยสีหน้าเหยียดหยันซึ่งแตกต่างจากคำพูดถัดไปอย่างชัดเจน “ถ้าไม่สุขก็คงทุกข์เอาเรื่อง”

“...”

“ยังไงดีลูกพีช คืนนั้นกับฉันเธอยังซี๊ดปากเสียวอยู่เลย” จู่ๆ ศึกรบก็พูดอะไรบ้าๆ ออกมาหน้าตาเฉย

“ฉันไม่เคยทำแบบนั้น” ฉันพูดให้เบาเพราะไม่อยากให้ใครได้ยิน รู้ดีว่าเขากำลังย้อนไปถึงคืนวันที่ฉันถูกพวกยีสต์จับไป

คำพูดนี่อะไร แล้วทุกคนจะมองฉันว่ายังไง ในขณะที่ฉันโกรธจนแทบน้ำตาไหล คนอื่นๆ อีกสามคนกลับมองว่าเป็นเรื่องตลก พวกเขายิ้มตอนที่ฉันกำลังซีเรียส

“ฉันยังเก็บเสียงเธอไว้ฟังทุกคืน โคตรพ่อโคตรแม่ฟิน” น้ำเสียงของศึกรบแตกต่างจากแววตาที่เขาใช้มองฉัน และเพราะเขากอดฉันไว้ ซึ่งหมายความว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่เห็น

“เพื่อ?” ฉันเอ่ยถาม รู้ดีว่าใบหน้าต้องแดงก่ำแน่ๆ มือข้างที่ไม่ได้โดนล็อกทั้งหยิกทั้งข่วนหวังให้เขาปล่อย

ทว่าในจังหวะนั้น... จู่ๆ ผู้ชายอีกคนที่ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก็เดินเข้ามาในห้อง เขาขมวดคิ้วจ้องหน้าฉันก่อนจะเดินไปหอมแก้มช่างสักสาวตัวเล็กพร้อมทั้งเอ่ยปากพูด

“เฮ้ยไอ้รบ มึงรู้ไรป่าว” เขาพูดกับศึกรบ พร้อมทั้งกอดช่างสักตัวเล็กที่ดิ้นขลุกขลักๆ อยู่จนแน่น

“อะไรวะไอ้องศา” ขณะที่ศึกรบหันไปตอบคนที่ชื่อองศา และเมื่อได้จังหวะฉันก็ผลักเขาออกพร้อมทั้งลุกขึ้นทันที

กึก!

แต่ฉันดันลืมไปว่ามีกุญแจมือคล้องมือของเราสองคนอยู่ เมื่อศึกรบโดนผลักจนถลาออกไป ฉันก็พุ่งตัวไปหาเขาด้วย การกระทำดังกล่าวทำให้ริมฝีปากของเราสองคนสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

เย็นชืดที่ริมฝีปาก... แต่ร้อนและเจ็บหน่วงทั้งตัว

ตอนที่ริมฝีปากของเราสัมผัสกันเบาๆ ต่อหน้าทุกคน เสียงขององศาที่น่าจะเป็นแฟนของช่างสักก็ดังขึ้นด้วย...

“เคยได้ยินเรื่องนี้มั้ย คนโบราณเขาว่าไว้...”

“...”

“ชายหญิงคู่ไหนที่ใส่กุญแจมือผูกติดกัน ชายหญิงคู่นั้นจะไม่มีวันแยกจากกันได้อีกตลอดชีวิต”

ตึก...

ใบหูฉันได้ยินเสียงของผู้ชายคนนั้นชัดเจนพอๆ กับที่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง สถานการณ์แบบไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

“ฉันอยากได้กุญแจ” ฉันใช้มือผลักต้นคอของศึกรบและถอยออกจากตัวเขา พยายามจะตั้งสติพร้อมทั้งหันมองไปรอบๆ แล้วเอ่ยปากพูดกับใครสักคน “ขอกุญแจให้ฉันด้วย”

“ไม่มีหรอก กุญแจหายไปนานแล้ว” ผู้ชายที่ชื่อองศายังกอดแฟนของเขาไว้ พร้อมทั้งพูดกับฉัน “ก่อนหน้านี้ดาด้าก็ใช้มันล็อกข้อมือฉัน แล้วดันไม่มีกุญแจไขออก สยิวแทบตาย”

อะไรนะ ไม่มีกุญแจงั้นเหรอ ให้ตาย... ฉันถึงกับไปไม่เป็นเลย จะทำยังไงให้หลุดออกจากสถานการณ์นี้ดี รวนชะมัด

“เอาออกให้ฉันศึกรบ” ฉันหันไปพูดกับศึกรบที่ตอนนี้เอาแต่มองหน้ากันเงียบๆ ที่จริง... เขาเงียบมาสักพักแล้ว

“ติดหนึบอยู่กับฉันแบบนี้แหละดี” แต่สิ่งที่เขาตอบมาเป็นอะไรแบบเดิมๆ ซ้ำเมื่อเขาพูดจบเพื่อนๆ ก็หัวเราะลั่นออกมาอีก

“ชอบยุ่งกับของเก่านักไง” เพราะเขาไม่ยอมไขให้ ฉันถึงได้เดินออกจากห้องกระจกแทน มือเราติดกัน... เออใช่ แต่ฉันจะเดินออก ต่อให้ถูกรั้งไว้จนเจ็บก็จะเดิน

เขาไม่เอาออกให้ ไม่มีกุญแจไข ฉันเดินไปหาร้านเอาออกเองได้ แล้วถ้าศึกรบไม่ตามมา อย่างมากก็แค่กระชากกันจนข้อมือถลอก

และใช่ เพราะเพชรเคยบอกฉันว่าหมอนี่หวงความโสด สถานะของเราตอนนี้เป็นของเก่าของกันและกัน

แต่ผิดคาด... ศึกรบกลับยอมเดินตามฉันออกมาถึงห้องรับรองลูกค้าที่มีเพื่อนๆ ของเขานั่งอยู่หน้าตาเฉย

“แล้วกฎหมายข้อไหนมันห้ามไม่ให้ฉันจีบเมียเก่าตัวเอง” ด้วยสถานะที่เขามอบให้ ทุกคำพูดที่สื่อออกมาทำฉันชาไปทั้งตัว

หมอนี่มาเพื่อตอกย้ำทำไมจะไม่รู้ มุขเดิมๆ นี่ก็เพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาเพื่อนๆ ว่างั้น

“ฉันไม่ใช่เมียเก่าใครทั้งนั้น” ฉันปฏิเสธพร้อมกำมือแน่น แต่ลึกๆ รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร “คิดจะตามฟอลโล่ชีวิตฉันไปถึงไหน”

ปากฉันพูด ขาฉันเดิน จนอีกนิดเดียวก็จะก้าวพ้นผ่านประตูร้านแล้วแท้ๆ แต่เหมือนคนบุญมีกรรมบัง เพราะเมื่อฉันกำลังจะเดินผ่านหน้ามังกรกับเชน ศึกรบก็ขืนแรงไว้ 

“จนกว่าจะได้เธออีกมั้ง” เขาออกแรงกระตุกข้อมือข้างที่เราถูกผูกติดกันจนร่างฉันหันไปเผชิญหน้ากับเขา “แลเธอจะคิดถึงลูกในอดีตของเราใช่ย่อย...”

แรงกระชากดังกล่าวทำให้กุญแจมือแข็งๆ ครูดกับผิวเนื้อบริเวณข้อมือ แต่ยังไม่น่าเจ็บใจเท่าสิ่งที่ออกมาจากริมฝีปากเขาเลยด้วยซ้ำ ลูกในอดีตงั้นเหรอ... อ้อใช่ อดีตของฉันเอง น่าขำชะมัดที่ฉันรู้สึกร้อนไปทั้งใบหน้า ศึกรบกำลังแฉเรื่องราวในอดีตต่อหน้าทุกคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

“เลิกพูดถึงมันสักที” ฉันกระซิบรอดไรฟัน หัวใจเต้นกระหน่ำ กำมือแน่นเมื่อถูกทุกคนในที่นี้มองมาด้วยความสงสัย

“ถ้าไม่คิดถึง เธอจะสักลงไปเพื่อ?” ไม่พูดเปล่า เขายังยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบแก้มฉัน ส่วนมืออีกข้างที่ถูกผูกติดกันก็รั้งให้ฉันหันหนีไปไหนไม่ได้

“บอกว่าอย่าพูด” ปากฉันเอ่ยคำนี้ออกมาเหมือนคนโง่ จากประสบการณ์ทำให้รู้แล้วว่ายิ่งห้ามหมอนี่ก็เหมือนยิ่งยุ

แต่ยิ่งโดนเขารั้งฉันก็ยิ่งบิดข้อมือมากขึ้น ทว่าถ้อยคำต่อมาของเขากลับทำให้ฉันหยุดการเคลื่อนไหวในทันที

เขาไม่ได้พูดเบาๆ แต่พูดด้วยเสียงที่ฉันมั่นใจว่าทุกคนจะต้องได้ยิน ทุกคนในที่นี้...

“อยากจะลองทำคนที่สองกับฉันดูมั้ย”

“...”

“แต่ไม่แน่ใจเลยว่าเธอจะไปเอาออกอีกรึเปล่า กลัวจริงๆ”

ด้วยคำพูดนั้น และสีหน้าของศึกรบที่แสดงออกถึงความไม่แน่ใจจริงๆ ทำเอาเส้นสติฉันขาดผึง ศึกรบขายอดีตของฉันให้ทุกคนรู้ ฉันเป็นผู้กระทำ โดยมีเขาและเด็กในท้องเมื่อในอดีตเป็นผู้ถูกกระทำอีกที

เพียงประโยคเดียวทำให้ทุกเสียงของเพื่อนศึกรบดังขึ้นเช่นกัน...

“หมายความว่าไงวะไอ้รบ เธอกับมึง...” องศาเป็นคนพูดประโยคนี้

“เคยท้องจริงๆ ด้วยงั้นเหรอ” ส่วนนี่เป็นเสียงช่างสักที่เป็นแฟนเขา

“ทำแท้ง?” วลีสั้นๆ จากมังกร

“หึ...” และมีเสียงแค่นหัวเราะของเชนเป็นการปิดท้าย

ทุกประโยคที่สาดซัดเข้ามาในหูทำเอาหน้าชา ปากฉันสั่นไปหมด หลายคนคงไม่เข้าใจว่าฉันรู้สึกยังไง การถูกพูดหรือถูกถามในเรื่องที่ไม่ดีทำให้ฉันรู้สึกแย่ 

“ไม่ลองดูล่ะ” ฉันย้อนคำถามสั่วๆ ของศึกรบและมีความรู้สึกโง่ๆ ว่าอยากจะกลั้นน้ำตาไว้ ฉันไม่ต้องการรับรู้เรื่องพวกนี้ในตอนนี้ เหมือนที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นน้ำตาของตัวเองที่เกิดขึ้นเพราะคำพูดของศึกรบ

กึง!!

“...” ศึกรบเงียบไป เขาเอาแต่จ้องตาฉัน ในขณะที่ฉันกระชากมือข้างที่ถูกกุญแจมือล็อกไว้ด้วยความรุนแรง

กึง!!

“ถ้าอยากรู้ทำไมไม่ลองข่มฉันดูล่ะ” ฉันกัดฟันพูดพร้อมทั้งกระชากข้อมือแรงขึ้น ใช้แรงทั้งหมดที่มีกระชากตัวเองออก "ฉันไม่เคยคิดจะยอมนาย อยากได้คงต้องบังคับ"

ถึงรู้ว่าคงไม่หลุดง่ายๆ แต่ใจฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ไม่อยากอยู่ให้ใครถาม ไม่อยากอยู่ให้โดนมอง เจ็บแค่ไหนก็ยอม

“ปากเธอ... พูดจริงหรือแค่ท้าเล่นๆ” ศึกรบทำแค่มองฉันที่สะบัดกระชากข้อมือ ฉันรู้ว่าเขามันสายแข็ง ถึงเห็นข้อมือฉันถลอกจนเลือดซิบเขาก็คงเฉยๆ

“บอกแล้วไง ลองดู” ฉันโกรธ เสียความรู้สึก และเริ่มสติแตกมากกว่าที่คิด ดวงตาของศึกรบวาวขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดฉัน จนเมื่อลดตาลงมองฉันถึงรู้ว่า...

การที่เราถูกผูกติดกัน ฉันถลอกเขาก็เป็นด้วย ฉันเจ็บเขาเจ็บด้วย

“ลองที่ไหน ตรงนี้มั้ย... ฉันชอบโชว์เธอก็น่าจะรู้” และเมื่อพูดจบ ศึกรบจึงใช้มืออีกข้างกำไว้ระหว่างรอยต่อของกุญแจมือ เขากำมันไว้จนแน่นและออกแรงกระชากจนโซที่คล้องเราขาดออกจากกัน

และฉันไม่รู้ว่าเขาเอาแรงมาจากไหน...

สีหน้าของเขาฉายแววรำคาญเล็กน้อยที่มองข้อมือฉัน

ผัวะ!

“...” เมื่อเป็นอิสระ ฉันไม่ลังเลเลยที่จะใช้หลังมือข้างที่ยังมีชิ้นส่วนของกุญแจมือตวัดขึ้นตบหน้าเขาไม่ยั้งทั้งๆ ที่รู้ว่าสีหน้าของตัวเองคงทุเรศ น่าสมเพชสิ้นดี

ในทันทีที่ศึกรบหน้าหันไปทางด้านข้าง ฉันก็รีบสาวเท้าเดินออกจากร้านสักนี่โดยเร็ว ทางด้านหน้าเป็นถนนที่กำลังมีรถสิบล้อวิ่งมา

“ตบแล้วชิ่งใครมันสั่งสอนเธอ ท้าให้ข่มแล้ววิ่งหนี ดีแต่ปากรึไง” ศึกรบตามมาคว้าแขนฉันไว้ แต่ฉันก็ผลักเขาออก

“หาโอกาสข่มฉันเองสิ แล้วไม่ต้องสะเหร่อใส่ถุงยางล่ะ กลัวไม่ได้ผล” ปากฉันมันอวดเก่ง ไม่ลืมผลักเขาให้เซถอยหลังซ้ำสองไปด้วย

“...”

“จะได้รู้กันว่าฉันเอาออกจริงมั้ย เคยทำแล้วมันก็ง่ายอยู่หรอกของแบบนั้น” ฉันเกลียดการพูดในสิ่งที่ทำไม่ได้ เกลียดการพูดโกหก แต่ช่วงนี้ฉันมักจะทำอยู่เสมอ

จนฉันชักเริ่มเกลียดตัวเองที่พยายามจะทำทุกอย่างให้ศึกรบออกไปจากชีวิต ฉันเกลียดความวุ่นวาย เกลียดที่ต้องพูดจาให้ตัวเองดูแย่เพื่อสลัดเขาออกไป

“อวดเก่งไม่ดูสภาพ กล้าทำจริงมั้ยอย่าให้พูด” ศึกรบที่โดนผลักทำท่าจะเดินเข้ามา เขาดูไม่ได้รีบร้อนอะไร จนฉันถอยหลังไปเรื่อยๆ

“ฉันกล้าถ้านายทำ พอใจยัง!” ฉันว่าก่อนจะวิ่งตัดหน้ารถสิบล้อที่วิ่งมาทางนี้ ฉันรู้ว่าตัวเองคงวิ่งพ้นเลน และใช่... การตัดสินใจบุ่มบ่ามทำให้ศึกรบตามมาไม่ทัน

จนกระทั่งเราอยู่คนละฝั่งกัน ตอนนี้รถที่วิ่งผ่านมีหลายคันมากทำให้เขาไม่สามารถข้ามมาหาฉันได้ และเขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมตอนที่ฉันรู้สึกเจ็บใจจนน้ำตาไหล รอยยิ้มนั่น... คำพูดที่อ่านจากริมฝีปากทำให้หัวใจฉันเย็นเฉียบได้ในพริบตา

“เธอท้าฉันทำ ขอให้กล้าจริงลูกพีช”

 

Suekrob Talk

ดึกทีไรฝนตกทุกที...

หาโอกาสข่มฉันเองสิ แล้วไม่ต้องสะเหร่อใส่ถุงยางล่ะ กลัวไม่ได้ผล

จะได้รู้กันว่าฉันเอาออกจริงมั้ย เคยทำแล้วมันก็ง่ายอยู่หรอกของแบบนั้น

นานๆ ทีผมจะเก็บคำพูดคนอื่นมาใส่หัว... ไอ้เรื่องแบบนั้นน่าลองก็จริง แต่คงไม่ใช่ตอนนี้

“ไอ้รบ ตกลงจะได้มั้ยเงินน่ะ รอนานแล้ว อย่าลืมนะเว้ยว่าคืนนั้นไอ้เซินกับไอ้เพชรต่อยพวกกูซะหน้าแหก”

“...”

“คิดยังไงวะถึงให้ไปดักฉุดยัยหน้าสวยอะไรนั่น ให้พวกกูฉุดแล้วมึงพาพี่มันมาช่วยเองเนี่ยนะ มึงนี่คบไม่ได้จริงๆ” แต่เสียงของไอ้ยีสต์ทำให้ผมหันไปมองจนได้ ตอนนี้เราอยู่ตรงแถวๆ คอนโด SENSE

“แต่มึงก็คบกูไม่ใช่ไง อย่าบ่นเลยเพื่อนรำคาญ” ผมตอบปัดๆ ก่อนจะส่งเงินให้มัน ก็... หลายบาทพอตัว

“ผู้หญิงคนนั้นชื่อลูกพีชใช่มั้ย บอกตามตรงว่ากูเกือบเล่นละครไม่ทันตอนที่ยัยนั่นบอกจะเลือกเอากูอ่ะ” ไอ้ยีสต์รับเงินเข้ากระเป๋าพร้อมทั้งหันมาขมวดคิ้วใส่ผม “คิดยังไง คิดอะไรไม่เข้าใจว่ะ”

“ไม่มีใครเข้าใจใครได้ทุกคนหรอก อย่าคิดเยอะเดี๋ยวฉลาดเกิน” ผมยิ้มตอบ หัวข้อสนทนาในครั้งนี้คือเรื่องตอนนั้น คืนที่ลูกพีชโดนมอมและผมกับไอ้เซินก็เข้ามาช่วยเธอ ส่วนไอ้เพชรที่ตามมาทีหลังก็อัดพวกมันจนน่วม เป็นความลับที่ผมตกลงกับไอ้ยีสต์ คนอื่นโง่ ไม่รู้หรอก

คืนนั้นเกือบได้แอ้มเต็มแม็กซ์ ใส่ไปแล้วหน่อยๆ นึกแล้วเสียดายพอประมาณ แต่อย่างว่า... เวลายังพอมี

“ถ้าไอ้เพชรรู้ว่ามึงเป็นคนจ้างพวกกูไปฉุดเอง มันหักกับมึงแน่ไอ้รบ”

อืม ใช่ ยอมรับกันตามสภาพ เรื่องคืนนั้นผมเป็นคนจ้างพวกไอ้ยีสต์เอง ถ้าถามถึงเหตุผล... ก็มีบ้างไม่มีบ้างแล้วแต่อารมณ์ส่วนตัว

ผมทำเพื่อให้เธอและไอ้เพชรรู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณ ทำเพื่อเปิดช่องทางให้ตัวเองอย่างประนีประนอม ไอ้เพชรอยากกันผมออกจากลูกพีชเอง ช่วยไม่ได้

แต่ประเด็นคือคืนนั้นฟิวส์ขาดไปหน่อย กับไอ้เพชรคงใช้ได้ แต่ลูกพีชอาจไม่ สถานการณ์ก็อย่างที่เห็น ยิ่งเกิดเรื่องที่ร้านสักตอนเย็นยิ่งแล้วใหญ่

“...” ผมยักไหล่ไม่ได้ตอบ แต่หันมองไปทางหน้าคอนโดที่ตอนนี้ไอ้เพชรกำลังวิ่งฝ่าสายฝนมาพอดี คงกำลังจะเข้าคอนโดไปหาน้องมัน “นั่นไอ้เพชร”

“เออ จะเป็นไรมั้ยถ้ากูจะอัดมัน มึงไม่ว่าใช่มั้ยไอ้รบ มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบมันมานานแล้ว” ไอ้ยีสต์ถอนหายใจมองผม มันกับไอ้เพชรไม่ถูกกัน

“ถ้าจะทำก็ลากไปทำที่อื่น กูไม่ค่อยชอบเห็นเพื่อนต่อยกัน มันสะเทือนใจ” ผมตอบ หลังจากนั้นก็ยืนมองไอ้ยีสต์ที่เดินไปหาเรื่องไอ้เพชรตรงหน้าคอนโด เห็นเต็มสองตาว่ามันลากไอ้เพชรออกที่ไหนสักที่แต่ก็แค่นั้น...

สนทำไม เรื่องใครเรื่องมัน ชีวิตลูกผู้ชายก็ต้องมีบ้าง

ทุกคนอาจมองว่าผมไม่บริสุทธิ์ใจ เหมือนคนมีความลับ เอาเป็นว่าผมจะบอกเท่าที่อยากบอก ทุกอย่างที่ทำผมไม่เคยปิด แต่เหตุผลต้องดูอีกทีว่าอยากจะเปิดเผยเมื่อไหร่

อย่าลืม ไม่มีความลับในโลกใบนี้’ มีแต่คนที่ชอบเก็บความลับเท่านั้นแหละที่ยังอยู่บนโลก ผมอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้

สเตตัสผมคือการจีบลูกพีช เธอเป็นแฟนเก่าผม เคยท้องกับผมแต่ดันไปทำแท้ง... ก็ไม่รู้สินะ การกระทำผมดูจะเลวไปหน่อย อภัยให้ได้มั้ย

ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไร เรื่องทำเลวผมไม่กลัว กลัวทำเลวแล้วไม่มีคนเกลียดมากกว่า บอกไว้ก่อนว่าไม่แคร์โลก ใครเกลียดใครชอบก็แล้วแต่

ผมแค่จีบเธอใหม่ตามประสาคนอยากรีเทิร์น แต่คนมันเคยๆ จะให้ผมทำดีๆ ก็ยาก จริงใจกับเธอมากมั้ย ชอบ? รัก? เกลียด? เรื่องนี้ต้องใช้สมองคิดกันเอง

ส่วนเรื่องวางยาเธอ ยอมรับว่าตั้งใจ แต่เธอไม่ได้ตายสักหน่อย

ลูกพีชเป็นเพื่อนมายา รักนักรักหนา แถมเป็นน้องไอ้เพชร แล้วมันก็คิดไม่ซื่อกับเธอ เห็นแล้วรำคาญ ตรงๆ คือไม่ชอบให้เธอมีใครอยู่ข้างๆ ในระหว่างที่ผมกำลังเล็งอยู่

อะไรวะ... 

แต่ในระหว่างที่ผมกำลังจะเดินเข้าคอนโด สายตาผมก็มองขึ้นไปบนดาดฟ้า เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงขอบตึกเหมือนจะกระโดดลงมา

“เวรฉิบ” ผมรู้ว่านั่นคือลูกพีช เธอไปนั่งอยู่บนนั้นทั้งๆ ที่ฝนตกแรงมาก ไอ้สิ่งที่เธอเพิ่งจำได้คงทำให้คิดมากเดาจากสภาพที่ร้านสักเมื่อตอนเย็น ผมรู้ว่าเธอความจำเสื่อม ไม่มีใครบอก สังเกตเอา มันไม่ได้ยาก ความสามารถผมมี

ผลัก!

ผมคิดว่าตัวเองใจเย็นบางอารมณ์ เธอจะเป็นจะตายก็ช่างหัวเธอ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมกลับถีบประตูเข้ามาในห้องและขึ้นมาบนดาดฟ้าตึก สายตาผมมองเห็นว่าลูกพีชที่นั่งโงนเงนเหมือนคนเมากำลังยืนขึ้น

เธอตกลงไปแน่... จะฆ่าตัวตายรึไง

“ทำบ้าอะไรของเธอ!” เท้าผมมันไม่รักดี มือสองข้างก็ด้วย เพราะผมวิ่งไปคว้าตัวเธอไว้

ตุบ!

ทำเอาผมเสียหลักล้มลงบนพื้นแข็งๆ บนดาดฟ้าโดยมีลูกพีชนั่งคร่อมอยู่ทางด้านบน ฝนตกหนักทำเราเปียกไปทั้งตัว กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยเข้ามาในจมูก เธออยู่ในชุดเสื้อของไอ้เพชร ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่บราเซียร์ด้วย ไอ้เสื้อสีขาวบางเปียกๆ ก็ทำผมมองเห็นทุกอย่าง

รอยสัก ทรวงอก และใจกลางร่างกายของเธอตอนที่นั่งคร่อมทับเสียดสีอยู่กับหน้าท้องของผม แต่ทำไมต้องใส่เสื้อไอ้เพชรวะไม่เข้าใจ เพื่อ?

“อืม... ศึกรบเหรอ...” เสียงครางนั่นก็ด้วย วิธีการมองเหยียดต่ำนั่นก็ใช่

“เออ หน้าหล่อเทพแบบนี้ไม่ใช่ฉันแล้วใคร!” เธอถามโง่ๆ แต่ผมตอบอย่างฉลาด หักล้างกันไป

“ทำหน้าแบบนี้ คิดว่าฉันจะฆ่าตัวตายรึไง...” เธอเอ่ยถามด้วยนัยน์ตาหวานฉ่ำราวกับรู้ว่าผมคิดอะไร เมาแน่เดาจากสภาพหน้าตา อาการของเธอที่แสดงออกทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น

“เธอแม่ง...”

หมับ!

ผมตั้งท่าจะดึงลุกพีชให้ลุกขึ้น แต่เธอกลับยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นวางทาบไว้กับแผ่นอกเหนือขั้วหัวใจผม มีแรงขยี้เบาๆ เกิดขึ้นตรงบริเวณนั้น

ตึกตัก ตึกตัก...

เลือดลมในกายผมร้อนระอุเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ เมื่อมองต่ำลง ผมถึงได้เห็นว่าช่วงล่างเธอใส่แค่อันเดอร์แวร์สีขาวบางเปียกแนบเนื้อ แล้วมันปกปิดอะไรไม่ได้ ดาดฟ้ามีไฟส่อง ผมเห็นทุกอย่างที่เธอมี แล้วมันก็...

อา... อารมณ์ผู้ชายก็ต้องมีบ้าง

หมับ!

"ฉัน... ทำไม" แต่ไม่นานก็ถูกฝ่ามือเล็กอ้อมมาขยำเส้นผมกระชากให้เงยหน้าขึ้น แต่สายตาผมยังมองอันเดอร์แวร์เธออยู่ "มาที่นี่... ทำไม..." 

"แล้วใครมันท้าให้ฉันมาหาโอกาสข่มเธอ" ผมปัดเท้าเธอออกเมื่อโดนเธอกระชากเส้นผมจนหน้าหงาย เราสบตากัน ริมฝีปากเธอยกยิ้ม ว่ากันว่าเวลาคนเมามักจะเผยธาตุแท้ออกมา

และน้ำเสียงของเธอ... ทำให้ผมคิดไปถึงก่อนหน้านั้น คิดถึงสิ่งที่เธอเป็น คล้ายว่าเธอ 'คัมแบ็ค' อีกครั้ง ทำเอาหัวใจผมเต้นไม่เป็นส่ำ

มองของๆ ฉันแล้วทำหน้าเสียว...

"..."  เธอกระชากหัวผม... นั่นก็เจ็บดี เธอขยี้อกผม... นั่นก็โดนใจ แต่คงไม่เท่าตอนที่เธอดันตัวถอยลงเล็กน้อยและนั่งทับหน้าตักผมไว้ ซิบกางเกงผมเสียดสีกับใจกลางอันเดอร์แวร์ของเธอ

สายตาเรามองประสานกันตอนที่เธอทิ้งตัวลงมาเต็มที่ บดขยี้ลงราวกับอยากล้อเล่น

"อยากใส่เข้ามารึไง นายเนี่ย... เซ้นส์ซิทีฟจังนะศึกรบ"

TO BE CONTINUED…

 

 

 

 

.:: WARNING ::.

อัพครบค่ะ

ปล. ติดต่อสอบถาม พูดคุยกับเราได้นะเออ ในเพจเนอะ <3

 

ปกติตาลเมนชั่นเรื่องนี้ในเด็กดีค่ะ คลิกลิ้งค์ล่าง


เพจนักเขียน

 

 

 

ในทวิตติดแท็ก #ฟิคผู้ชายสายอ่อย เนอะ

 

 

 

 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว