facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 5-4 พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ชื่อตอน : ตอนที่ 5-4 พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

คำค้น : นิยายเกาหลี เทหน้าตัก เพราะรักเธอ โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 915

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2562 12:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5-4 พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
แบบอักษร

 

 

ฮันกยอลรับแก้วคืนจากมือของแจโอเงียบๆ แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ช่วงนี้เธอหักโหมอย่างที่แจโอพูดจริงๆ เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เธอจัดการกับตารางงานที่แน่นเอี๊้ยดด้วยการอดหลับอดนอนวาดต้นฉบับทั้งคืนจนจะเป็นบ้าแล้ว แถมยังต้องมาที่โรงพยาบาลตอนกลางวันเพื่อดูแจโออีก ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนแบกหมีตัวใหญ่ไว้บนหลังหนึ่งตัวอย่างกับในโฆษณาตัวหนึ่งเลย 

เหนื่อย ง่วงและรู้สึกตัวหนักๆ แต่เธอก็ไม่ได้ใจร้ายจนถึงขั้นปล่อยคนที่เกือบตายเพราะตัวเองทิ้งไว้ 

“คือว่า” 

ฮันกยอลเก็บกระเป๋าแล้วเปิดปากพูด 

“อย่าทำแบบนั้นอีกนะคะ” 

“ทำอะไร?” 

“ต้องหนีสิคะ ในสถานการณ์แบบนั้นน่ะ ถ้าตายขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไงล่ะคะ” 

น้ำเสียงตำหนิอย่างรุนแรงเหมือนกับกำลังดุเด็กๆ ทำให้แจโอยิ้มกว้างออกมา 

“รู้สึกดีจังที่คุณเป็นห่วง” 

“คุณ…” 

ฮันกยอลขมวดคิ้วและไม่พูดอะไร 

ตอนนั้นฮันกยอลได้รู้เป็นครั้งแรกว่าการที่คนอื่นบาดเจ็บเพราะตัวเองมันน่ากลัวขนาดไหน เข้าใจแล้วว่าคําว่าการเสียสละไม่ได้หอมหวานขนาดนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับแจโอจริงๆ ล่ะก็ เธอคงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจต่อไปเลย บางครั้งการเอาใจใส่ก็จำเป็นในยามที่จะต้องเสียสละ 

“ฉันรู้สึกขอบคุณคุณและรู้สึกขอโทษมากๆ แต่พูดตรงๆ ก็รู้สึกหนักใจค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันเปลี่ยนใจนะคะ การคบกันเนี่ย ฉัน...” 

“ไม่ ผมไม่คิดรั้งคุณไว้ข้างกายผมด้วยเรื่องนี้หรอกนะ” 

แจโอจ้องมองฮันกยอลด้วยแววตาที่อ่อนโยนซึ่งหาได้ยากก่อนจะพูดต่อ 

“ผมรู้ว่าคุณเจ็บปวดเพราะเรื่องสมัยก่อน ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกไปแล้ว ผมไม่มีความคิดที่จะเร่งคุณเลยเพราะฉะนั้นใช้เวลาตามสบาย แล้วก็...” 

“คุณคังแจโอคะ” 

ฮันกยอลคิดว่ามันชักจะน่าเบื่อหน่ายเกินไปแล้วจึงพูดตัดบทแจโอ 

“แน่นอนว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาสารภาพรัก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ฉันไม่คบกับใคร มันไม่ใช่ปัญหาง่ายๆ อย่างนั้นหรอกนะคะ ไม่ว่าจะยังไงฉันก็ไม่อยากคบกันใครทั้งนั้นค่ะ” 

“ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนแนวทางสิ” 

“อะไระนะคะ” 

แจโอยื่นมือออกมาคว้าข้อมือฮันกยอล จากนั้นจึงลูบอย่างเงียบๆ แล้วประทับริมฝีปากลงบนหลังมือเบาๆ 

“ถ้าชอบผมไม่ได้ก็ลองพยายามเชื่อใจผมดูสิ แต่ถ้าคุณบอกว่าแค่นั้นก็ยากแล้วแสดงว่าผมไม่มีโอกาสแล้วแหละ” 

เขาจ้องตาตรงๆ พร้อมกับเอ่ยถามขึ้น 

“บอกมาสิ เชื่อใจผมสักนิดบ้างรึยัง?” 

เพราะไม่รู้จะตอบอะไรฮันกยอลจึงได้แต่ขยับริมฝีปากขึ้น การปฏิเสธดีกว่าการโกหกเพื่อให้เขายอมแพ้ไปซะ แต่เธอกลับพูดไม่ออกและเสียงก็ไม่ยอมหลุดออกมาจากปากเลย 

“ปะ ไปก่อนนะคะ” 

สุดท้ายเธอก็วิ่งออกไปข้างนอกห้องคนไข้ราวกับจะหนี 

‘ถามว่าเชื่อใจไหมน่ะเหรอ? ให้เชื่อใจคุณน่ะเหรอ?’ 

น่าขำ ไม่สิ น่าสับสนมากกว่า แจโอจี้ส่วนที่เธอลำบากใจที่สุดโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเหมือนเคย เชื่อใจคุณไหมเหรอ? นั่นสินะ ฉันควรจะต้องตอบยังไงดีนะ? ถ้าบอกว่าไม่เชื่อใจผู้ชายที่โดนแทงเพราะปกป้องตัวเองก็... ไม่สิ ไม่ใช่แค่เหตุผลนั้นเพียงอย่างเดียว 

ฮันกยอลมองเข้าไปข้างในจิตใจของตัวเองสักพักแล้วจู่ๆ ก็หยุดยืนอยู่กับที่ เสียงกระซิบจากส่วนลึกภายในจิตใจของตัวเองคือสาเหตุที่ทำให้เธอตกใจ 

‘ฉันไม่เชื่อใจเขา’ 

บาดแผลที่เธอโอบกอดเอาไว้จนถึงตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปง่ายๆ เพียงเพราะเรื่องนี้ เธอรู้สึกขอบคุณแจโอ แต่ก็ยังไม่เชื่อใจเขาได้อย่างหมดใจ ฮันกยอลมีเหตุผลอื่นอีกที่ทำให้เธอลังเลกับคำตอบ 

อยากเชื่อใจเขา คนที่ซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง ความจริงใจของเขา 

ฮันกยอลกุมหน้าอกไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว จิตใจที่มั่นคงส่งสัญญาณมาว่ากำลังสั่นไหวและกำลังจะเริ่มอ่อนยวบลง พระเจ้าช่วย 

ครืด การสั่นที่รู้สึกอยู่ในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ฮันกยอลได้สติทันที เธอรับโทรศัพท์แล้วก้าวเดินต่ออีกครั้ง 

“ว่าไงมิน” 

“พี่ ตอนนี้อยู่ไหนน่ะ ผมแวะมาหาพี่ที่บ้าน” 

“ออกมาข้างนอกได้สักพักแล้ว ตอนนี้กำลังกลับ อีกสิบนาทีน่าจะถึงบ้าน จะเข้าไปรอข้างในก่อนไหม พวกผู้ช่วยอยู่ที่บ้านใช่ไหม” 

“อืม โอเค จะรอนะ” 

ฮันกยอลออกมาจากโรงพยาบาลแล้วขึ้นแท็กซี่ เธอนั่งที่เบาะหลังและมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วจึงควบคุมสีหน้าที่สับสน 

ใช่แล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงเพราะต้องการเชื่อใจใครบางคนไม่ได้หมายความว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง หากจิตใจสงบลงเมื่อไหร่ สิ่งที่ต้องทำก็คือล็อกหัวใจนั้นไว้อย่างแน่นหนาอีกครั้ง พร้อมกับมุ่งมั่นว่าจะไม่เจ็บปวดเพราะใครบางคนอีก 

 

“พี่” 

มินดึงตัวเธอเข้ามาแล้วเริ่มสำรวจดูตรงนู้นตรงนี้ทันทีที่ฮันกยอลก้าวเข้ามาในบ้าน 

“ได้ยินมาว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเหรอ ทำไมไม่บอกล่ะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไม่เป็นไรแน่ใช่ไหม” 

ไม่มีช่องว่างให้ตอบเลยสักนิด ฮันกยอลจึงปล่อยให้มินทำตามที่ต้องการไปก่อน เมื่อเห็นทีท่าว่าเขาสงบลงเล็กน้อย เธอจึงพาเขาไปนั่งที่โซฟา 

“ไม่ได้เป็นอะไร แต่ว่ามีคนอื่นที่ได้รับบาดเจ็บ” 

“ผู้รับผิดชอบคนนั้นที่เจอครั้งก่อนน่ะเหรอ?” 

ฮันกยอลพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ 

“อาการไม่ค่อยดีเหรอ? ได้ยินว่าไปโรงพยาบาลแทบทุกวันเลย” 

ดูเหมือนว่าพวกผู้ช่วยคงจะคุยกับมินเยอะพอสมควร แน่นอนว่างานที่เธอสั่งไว้ก็น่าจะมีเยอะจนกองเป็นภูเขาเลากา แต่ก็นะ... เอาเถอะ เธอเองก็โดดงานเหมือนกัน แต่ก็แอบรำคาญนิดหน่อยเพราะดูเหมือนว่านั่นจะทำให้มินเป็นกังวลขึ้นมา 

“ตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เขาบาดเจ็บเพราะฉัน เพราะฉะนั้นจะให้อยู่เฉยไม่ได้หรอกนะ” 

แต่ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย แม้จะไม่สบายใจแต่ก็ตั้งใจว่าจะไม่ไปเจอหน้าเขาจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล 

“โรงพยาบาลไหน?” 

มินลูบริมฝีปากตัวเองแล้วถามเงียบๆ 

“ทำไมล่ะ?” 

“ผมก็จะไปเยี่ยมเขาสักครั้ง” 

“นายจะไปที่นั่นทำไม?” 

เขายิ้มร่าและตอบกลับราวกับเป็นเรื่องปกติ 

“ก็ต้องไปขอบคุณสิ เพราะเขาพี่ถึงปลอดภัยไง” 

“ช่างมันเถอะ ไม่ต้องไปก็ได้” 

แม้ว่าฮันกยอลจะโบกมือห้ามแต่มินก็ยังตื้อไม่เลิก 

“ถ้าเป็นแถวๆ นี้ก็โรงพยาบาลXXใช่ไหม? เขาชื่ออะไรนะ?” 

“บอกว่าช่างมันไง! ไม่ต้องไป” 

เขาหน้าชาและหุบปากสนิททันที่เธอจงใจพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ฮันกยอลลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าพึงพอใจ 

“ดื่มชาไหม เอาอะไรดี?” 

“อะไรก็ได้” 

ฮันกยอลวางถ้วยน้ำชาให้ก่อนจะเข้าไปในห้องตัวเองสักพัก แล้วจึงเดินออกมาอีกครั้ง เธอยื่นของอย่างหนึ่งให้กับมิน 

“นี่” 

“อะไรเหรอ” 

มินรับซองที่ฮันกยอลยื่นมาให้ด้วยสีหน้างุนงง ข้างในนั้นมีตั๋วคอนเสิร์ตอยู่สองใบ เป็นการแสดงที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงทีเดียว แต่ภาพประกอบที่วาดอยู่บนตั๋วอย่างประณีตกลับดึงดูดสายตาของมินมากกว่า 

“นี่พี่วาดเหรอ?” 

“อืม โปสเตอร์ด้วย” 

มันเป็นงานนอกที่ถูกจ้างเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจึงส่งบัตรเชิญมาให้ฮันกยอลด้วย 

“ไปกับแฟนสิ” 

“มีที่ไหนล่ะ” 

มินส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างเขินอาย 

“หาซะสิ นายก็ป็อปอยู่นี่นา” 

เขาทำเป็นเหลือบมองเฉยๆ และนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ จากนั้นใส่ตั๋วลงไปในซอง ก่อนจะยื่นกลับไปให้ฮันกยอล 

“ทำไมล่ะ?” 

“ผมจะไปกับพี่” 

“ไปกับฉันแล้วจะสนุกยังไง?” 

“ไปกับพี่ก็ดีออก ไปด้วยกันนะ ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิด” 

“อ้อ จริงสิ! วันเกิดนายอาทิตย์หน้านี่” 

เพราะว่ามีเรื่องนู้นเรื่องนี้เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนทำให้เธอลืมไปซะสนิท 

“ถ้างั้นไปด้วยกันนะ หือ?” 

มินงอแงจับชายเสื้อแล้วเขย่า สุดท้ายท่าทางน่ารักๆ ของมินที่เห็นไม่ได้ง่ายๆ ก็ทำให้ฮันกยอลพ่ายแพ้ไป ฮันกยอลยิ้มตามมินที่ยิ้มอย่างสดใสแล้วลูบหัวของเขาเบาๆ 

“เดี๋ยวให้ของขวัญวันเกิดอีกต่างหากนะ” 

มินปล่อยร่างกายไปกับสัมผัสของเธอเหมือนเคย ฮันกยอลเพลิดเพลินกับสัมผัสนุ่มนิ่มบริเวณนิ้ว แล้วจู่ๆ ก็นึกถึงเสียงของแจโอขึ้นมา 

 

‘บอกมาสิ เชื่อใจผมสักนิดบ้างรึยัง?’ 

 

ความจริง เธอรู้ว่าทุกอย่างคือข้ออ้าง ที่บอกว่าไม่ชอบการสารภาพรัก ที่บอกว่าทำอะไรไม่ได้เพราะบาดแผลในอดีตมันฝังลึก ทั้งหมดก็เป็นเพียงการข้ออ้างที่พอจะฟังขึ้นที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะหนีได้ง่าย ไม่ว่าที่ไหนบนโลกนี้ก็ไม่มีใครที่โอเคกับการอยู่ตัวคนเดียวหรอก ฮันกยอลก็เช่นกัน 

ดังนั้นเธอจึงดึงมินเข้ามา การอยู่คนเดียวมันโดดเดี่ยว เธอจึงใช้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อตัวเองพาเขาเข้ามายังเส้นทางที่คับแคบและคดเคี้ยว 

ฮันกยอลก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีให้มินนั้นคือความเชื่อใจที่แจโอพูดถึงหรือจะเป็นอย่างอื่น แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้อย่างชัดเจนคือความจริงที่ว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ทิ้งเธอก่อน 

ในตอนนั้นเอง ฮันกยอลก็ยิ้มอย่างขมขื่นออกมาเพราะความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวแวบหนึ่ง 

“มีอะไรเหรอ?” 

มินถามด้วยความสงสัย แต่ฮันกยอลทำแค่เพียงส่ายหน้าเงียบๆ 

แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แค่ไออุ่นที่พอจะทำให้มืออุ่นก็อบอุ่นเพียงพอแล้ว พร้อมกับพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเอง  

ความคิดเห็น