facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 5-1 พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ชื่อตอน : ตอนที่ 5-1 พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

คำค้น : นิยายเกาหลี เทหน้าตัก เพราะรักเธอ โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 928

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มิ.ย. 2562 15:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5-1 พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
แบบอักษร

 

กองบรรณาธิการการ์ตูนของสำนักพิมพ์ไพร์มจะมีการประชุมของเหล่านักเขียนที่ร่วมงานกันปีละหนึ่งครั้งหรืออย่างมากก็สองครั้ง แม้จะเรียกอย่างยิ่งใหญ่ว่าการประชุม แต่ถ้ามองเนื้อหาจริงๆ แล้วนั้นก็เป็นเพียงแค่การมีตติ้งเพื่อสร้างมิตรภาพแบบง่ายๆ เท่านั้น 

รวมตัวกันในสถานที่ดีๆ ในวันที่ดีๆ พบปะทักทายกัน หลังจากเวลาทานอาหารและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานจบลง ปาร์ตี้ในวงเหล้าก็เริ่มต้นขึ้น 

แน่นอนว่าไม่มีทางที่บริษัทจะใช้เงินเพียงเพื่อการกินและสังสรรค์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและการแลกเปลี่ยนความคิด ยกตัวอย่างเช่น ‘คอลลาโบเรชั่น[1]’ ของผลงานหรือไม่ก็การทำงานต่างๆ ที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์ 

นี่คืองานประเภทหนึ่งซึ่งกองบรรณาธิการไม่สามารถจัดขึ้นได้ตามใจชอบ แม้ว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและเป็นการประชาสัมพันธ์นิตยสารก็ตาม ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ความภาคภูมิใจของนักเขียนเป็นสิ่งที่พิเศษ ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิบัติกับนักเขียนราวกับพวกเขาเป็นลูกน้องได้ 

ด้วยเหตุนั้นในวันที่มีมีตติ้ง ผู้ดูแลแต่ละคนจึงวุ่นวายกว่าปกติ นั่นก็เพื่อส่งเสริมบรรยากาศเชื่อมความสัมพันธ์กับนักเขียนที่คาดว่าจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในปีนี้จะครบรอบห้าปีของการทำนิตยสาร ดังนั้นจึงคาดหวังว่าจะมีอีเว้นท์อะไรบ้าง แจโอที่เป็นหัวหน้าบรรณาธิการจึงประกบติดพวกนักเขียนและโน้มน้าวพวกเขาเพื่อความคาดหวังของสำนักพิมพ์จะได้บรรลุเป้าหมาย 

“แก้วเหล้าของผู้ช่วยซองไม่มีเหล้าเลยนี่ครับ” 

ผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามใช้คางชี้พร้อมกับเปิดประเด็น เขาคือคิมนัมอู นักเขียนที่กำลังวาดการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย ใบหน้าของเขาเห่อร้อนจนเป็นสีแดง น่าจะดื่มเยอะพอสมควร 

“ค่ะ วันนี้ค่อนข้าง...” 

แจโอมองดูผู้ช่วยซองที่ย้ายแก้วซึ่งวางอยู่ด้านหน้าตัวไปข้างๆ แล้วเอียงคอไปมาด้วยความสงสัย บรรยากาศบริษัทไม่ได้เอื้ออำนวยให้ดื่มเหล้ามากเกินไป และแจโอเองก็ไม่ได้หาเรื่องจับผิดว่าเธอไม่ดื่มด้วย แต่เพียงเพราะคนที่บอกว่าชอบเหล้าจนเกิดข่าวลือว่าเป็นพวกคอทองแดงปฏิเสธไม่ยอมดื่ม เขาก็เลยคิดว่านี่เป็นเรื่องที่แปลกมากๆ 

“อะไรกัน ผู้ช่วยซองปฏิเสธเหล้างั้นเหรอเนี่ย” 

“วันนี้สภาพร่างกายไม่ค่อยดีเท่าไหร่น่ะค่ะ” 

แจโอเลิกถามต่อเพราะเสียงที่แผ่วลงเหมือนกับลำบากใจ แม้ว่าจะสนิทกับและทำงานด้วยกันมานาน แต่จะให้ปฏิบัติตัวกับพนักงานหญิงอย่างเป็นกันเองคงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่บอกว่าสภาพร่างกายไม่ค่อยดีแบบนี้ทำให้เขารู้สึกผิด แม้จะไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม 

“จะว่าไป วันนี้นักเขียนจองฮันกยอลไม่มานี่คะ” 

นักเขียนอีกคนที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น เธอคือนักเขียนฮันอึนยองที่แจโอรับผิดชอบอยู่ แจโอขอบคุณที่เธอแทรกเข้ามาได้จังหวะพอดี ก่อนจะรีบหันไปมองทางเธอ 

“เห็นบอกว่าติดงานน่ะครับ” 

คำตอบของเขาทำให้นักเขียนฮันทำสีหน้าเสียดายพร้อมกับบ่นพึมพำ 

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน นึกว่าจะได้เจอกัน คงยุ่งเหมือนเดิมสินะ” 

“รู้จักกันเหรอครับ” 

“นิดหน่อยน่ะค่ะ” 

เธอจิบเบียร์แล้วพูดต่อ 

“ฉันเองก็เปิดตัวที่มุนโฮเหมือนกัน แล้วช่วงที่ทำซีรีส์การ์ตูนก็เป็นช่วงเวลาไล่ๆ กับคุณฮันกยอลน่ะค่ะ” 

“อ๋อ” 

ทันทีที่เขาสนับสนุนคำพูดของเธอ เธอก็เริ่มเข้าประเด็นหลัก นักเขียนฮันเหลือบเห็นสายตาของนักเขียนคิมนัมอูที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วลดเสียงลง 

“ความจริงแล้วผลงานของคุณฮันกยอลในครั้งนี้นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับวงการบันเทิง ก็เลยคิดว่าถ้าได้ลองทำงานด้วยกันในรูปแบบคอลลาโบเรชั่นจะเป็นยังไงน่ะค่ะ วันนี้ถ้าเจอหน้ากันก็จะลองบอกดูสักครั้ง แต่น่าเสียดายนะคะ” 

นักเขียนคิมทำท่าจะจีบเธอตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว แต่ปรากฏว่าเธอดูจะสนใจฮันกยอลมากกว่า สถานการณ์นั้นน่าสนุกจนแจโอส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ 

“ถ้าจะทำอย่างนั้น ผมไปบอกให้ได้นะครับ” 

“อ๋อ คุณหัวหน้าบ.ก.บอกว่ารับผิดชอบคุณฮันกยอลด้วยใช่ไหมคะ!” 

นักเขียนฮันทำสีหน้ายินดี แต่แล้วก็เปลี่ยนใจอีกครั้งเหมือนคิดอะไรออกขึ้นมา 

“ไม่สิ แต่ว่าฉันไม่อยากรบกวนมากเกินไปน่ะค่ะ ฉันแค่คิดว่าลองดูแค่สักครั้งนึงดีไหม” 

“ผมก็คิดว่ามันน่าจะสนุกนะครับ ทำไมล่ะครับ ครั้งหน้าถ้าผมเจอนักเขียนจองจะลองเกริ่นๆ ให้นะครับ” 

ในตอนนั้นเองนักเขียนฮันจึงยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับพยักหน้า 

‘คอลลาโบเรชั่น...” 

แจโอยกมุมปากขึ้นนิดๆ ในขณะที่กำลังเรียบเรียงความคิด รอยยิ้มชั่วร้าย ช่วงนี้เขายิ้มแบบนี้บ่อยๆ ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือมักจะยิ้มแบบนี้ตอนที่นึกถึงฮันกยอล 

‘ขอบคุณนะที่ทำให้มีข้ออ้างในการไปเจอเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง’ 

นอกจากนี้ในมุมมองของหัวหน้าบรรณาธิการมันก็เป็นข้อเสนอที่น่ายินดี รู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากที่ทางนักเขียนเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อนที่ทางสำนักพิมพ์จะเสนอไป 

“หัวหน้าฝ่าย โทรศัพท์ค่ะ” 

ผู้ช่วยซองตีแขนของเขาเบาๆ แล้วบอกว่ามีโทรศัพท์มา ซึ่งคนที่โทรมาก็คือผู้อำนวยการ แจโอหลบออกมาจากร้านอาหารที่วุ่นวายก่อนจะรับโทรศัพท์ 

“ครับ ผู้อำนวยการ” 

“บรรยากาศทางนั้นเป็นยังไงบ้าง ราบรื่นดีไหม” 

“ก็ไม่เลวนะครับ” 

“เพราะว่ามันเป็นการครบรอบห้าปี ดังนั้นเรื่องใหญ่อีกอย่างคือ...” 

แจโอตอบรับอย่างเชื่อฟังพร้อมกับใช้หูข้างหนึ่งฟังเสียงบ่นของผู้อำนวยการที่เริ่มกดดันแบบผ่านๆ ดวงตาของเขามองไล่ตามผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนน 

“หือ?” 

ท่ามกลางผู้คนนับสิบที่สวมเสื้อผ้าที่ไร้สีสันมีคนหนึ่งที่สะดุดตาเขาเป็นพิเศษ เหมือนกับปาฏิหาริย์หรือไม่ก็เหมือนกับความบังเอิญ ฮันกยอลยืนอยู่ตรงปากซอย 

“นี่ ฟังอยู่ไหม?” 

ผู้อำนวยการยังคงพูดพร่ำอยู่คนเดียว 

“อ่า ครับ แต่ว่าผู้อำนวยครับ พอดีว่าตอนนี้มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นข้างในน่ะครับ เดี๋ยวผมจะโทรไปใหม่นะครับ” 

“หืม? อะไร? เกิดเรื่องอะไร?” 

“เดี๋ยวโทรไปนะครับ แค่นี้นะครับ” 

แจโอรีบปิดโทรศัพท์แล้วหันไปมองตรงที่ฮันกยอลยืนอยู่อีกรอบ จู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมาเพราะความคิดว่าที่บอกว่าไม่มาก็คือเล่นตัวสินะ เขากำลังจะโบกมือเรียกฮันกยอล แต่แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วทักทายฮันกยอลอย่างสนิทสนม 

‘ไอ้นั่นมันอะไรกัน?’ 

พูดคุยกันเล็กน้อยอย่างเป็นมิตรแล้วเดินออกจากซอยไปอย่างสนิทสนม อารมณ์ของแจโอที่มองดูแผ่นหลังของทั้งสองซึ่งเดินคู่กันไปร่วงลงไปจนถึงพื้นด้านล่าง 

ไม่ชอบเลย ไม่ชอบที่มีคนอยู่ข้างๆ เธอ เขาอยากไล่ตามไปขัดขวางซะเดี๋ยวนั้น อยากถามว่าเป็นอะไรกัน แต่จังหวะที่เขากำลังจะเดินตามไปอย่างไม่ลังเลใจนั้นเอง... 

“หัวหน้าฝ่าย ทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่เข้าไปข้างในล่ะคะ” 

เสียงของผู้ช่วยซองซึ่งยื่นหน้าออกมาจากในร้านอาหารเล็กน้อยรั้งข้อเท้าเขาเอาไว้ แจโอคลายกำปั้นที่กำโดยไม่รู้ตัวออก แล้วสงบใจให้เย็นลง 

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่วู่วามและจะรอจนกว่าฮันกยอลจะเปิดใจให้เอง เพราะฉะนั้น เพราะฉะนั้นก็เลย... 

“แม่งเอ๊ย” 

สบถคำหยาบออกมาอย่างช่วยไม่ได้ต่างจากที่คิดเอาไว้ จ้องมองท้ายซอยที่พวกเขาหายไปด้วยสายตาดุดัน สุดท้ายก็กัดฟันกลับเข้าไปในร้านอาหารอีกครั้ง 

 

เขาเมาแล้ว เขาซัดเหล้าไปจนแทบจะไม่ไหว ทันทีที่พ้นจากทางด่วน แจโอที่ขึ้นแท็กซี่กลับบ้านจึงเปลี่ยนจุดหมายปลายทางอย่างกะทันหัน เขาเดินโซเซมาถึงบ้านของฮันกยอลแล้วกดกริ่งจนน่าหนวกหู 

“ดึกขนาดนี้แล้ว คุณมาทำอะไรคะเนี่ย!” 

เธอคงจะนอนแล้วฮันกยอลถึงได้อยู่ในชุดนอน เธอเงยหน้ามองแจโอด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อผสมหงุดหงิด 

“ดื่มเหล้ามาเหรอคะ” 

“อืม ดื่มมา ขอน้ำหน่อยสิ” 

อยู่ๆ เขาก็ดันตัวเข้ามาข้างในบ้าน แล้วเอนตัวนอนบนโซฟา พ่นลมหายใจร้อนออกมาหลังจากดื่มน้ำที่ฮันกยอลเอามาให้ 

“ถ้าเมาก็กลับบ้านไปนอนสิคะ จะมาที่นี่ทำไม?” 

“อืม” 

แจโอหลับตาลงสักพักแล้วเลือกคำพูด ถ้าให้พูดตรงๆ ก็อยากถามเกี่ยวกับผู้ชายที่เจอเมื่อกี้ แต่พอเอาเข้าจริงกลับพูดอะไรไม่ออก หลังจากได้เห็นหน้าฮันกยอล เขาต้องการที่จะเลี่ยงสถานการณ์ที่จะทำให้ถูกปฏิเสธเหมือนคนอื่นๆ หากพูดอะไรผิดไปแม้เพียงคำเดียว แม้จะถูกปฏิเสธแล้วหลายรอบ แม้จะเข้าหาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยที่ปิดหูปิดตาไว้ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่เขาก็ยังคิดว่าตัวเองไม่ได้ถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตามตอนนี้เขาอยู่ในสภาพห้อยต่องแต่งอยู่บนขอบหน้าผาซึ่งสามารถร่วงลงไปได้ทันทีหากทำพลาดเพียงแค่ครั้งเดียว รู้สึกหวาดเสียวอย่างกับการเดินไต่เชือก 

“นักเขียนฮันอึนยองพูดเรื่องการทำงานแบบคอลลาโบเรชั่นครับ” 

“คุณอึนยองเหรอคะ จะว่าไปงานในครั้งนี้ของคุณอึนยองก็เป็นวงดนตรีร็อกใช่ไหมคะ” 

ฮันกยอลเท้าค้างและครุ่นคิดไม่กี่วินาทีก็มองลงมาที่แจโออีกรอบ พลางบ่นพึมพำ 

“ที่บุกเข้ามากลางดึกก็เพื่อจะพูดแค่เรื่องนี้เหรอคะ” 

“ก็ด้วย” 

แจโอเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากาเกง 

“มีเบอร์นักเขียนฮันหรือยัง ทั้งสองคนคุยกันเองน่าจะดีกว่าไหม” 

“นั่นสินะคะ” 

หลังจากส่งเบอร์นักเขียนฮันให้ทางข้อความ เขาก็หมดแรงลงอีกครั้งเหมือนกับตุ๊กตาถ่านหมด 

“เสร็จธุระก็กลับไปได้แล้วค่ะ” 

“ผมเหนื่อย วันนี้ขอค้างที่นี่สักคืนไม่ได้เหรอ” 

“อย่าพูดอะไรไร้สาระค่ะ อ่ะ เร็วเข้า!” 

เพราะว่าเธอดึงคอเสื้อให้ลุกขึ้นและเร่งให้ออกไป เขาจึงต้องลุกขึ้นจากโซฟาอย่างช่วยไม่ได้ เขาพยายามขยับเท้าที่เดินตุปัดตุเป๋ไม่ให้ล้มลงและแอบสังเกตเธอเล็กน้อย แต่ก็มีเพียงความเย็นยะเยือกแผ่มาจากตัวฮันกยอล แจโอรู้ว่าแกล้งทำเป็นน่าสงสารไม่ได้ผล จึงล้มเลิกและก้าวเดินต่อ 

ฮันกยอลปิดประตูเสียงดังทันทีที่เขาก้าวออกจากประตู 

“ชิ” 

ถึงจะเบะปากไปทางประตูที่ถูกปิด ประตูบานนั้นก็ไม่เปิดออกหรอก แจโอจึงตัดสินใจแล้วว่าวันนี้น่าจะยอมแพ้แค่นี้แล้วกลับบ้านก่อนดีกว่า 

‘อ่า โทรศัพท์’ 

แจโอที่กำลังจะโทรเรียกแท็กซี่รู้ตัวว่าวางโทรศัพท์ไว้ในบ้านของฮันกยอลหลังจากเห็นว่ากระเป๋ากางเกงว่างเปล่า ไม่รู้ว่าฮันกยอลจะยอมเปิดประตูให้ไหม แต่อย่างไรก็ต้องไปเอาคืน เขาจึงก้าวเท้ากลับไปบ้านของฮันกยอลอย่างช้าๆ 

“หืม? หลับแล้วเหรอ?” 

กดกริ่งไปสองครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีการตอบรับจากด้านในเลย ไฟยังเปิดอยู่ก็แสดงว่าน่าจะยังไม่นอน แจโอรู้สึกหงุดหงิดเพราะคิดว่าเธอตั้งใจเมิน 

“คุณจองฮันกยอลเปิดประตูหน่อย ผมวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ จะโยนมาให้ทางหน้าต่างก็ได้!” 

แม้จะเรียกด้วยเสียงที่ดังพอสมควร แต่ก็ยังเงียบเชียบแปลกๆ 

‘อะไรกัน?’ 

 

 

[1] กระบวนการที่คนในกลุ่มแชร์ไอเดียความคิดของตนเอง พร้อมกับรับฟังและนำไอเดียจากมุมมองหลากหลายด้านของผู้อื่น มาต่อยอดหารือ คิด-วิเคราะห์-ลงมือทำตามความถนัดหรือหน้าที่ได้รับมอบหมายจนนำไปสู่วิถีทางแก้ปัญหาใหม่ๆ ร่วมกัน 

ความคิดเห็น