ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Dirty Suekrob :: Episode.01 [200%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2558 03:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Dirty Suekrob :: Episode.01 [200%]
แบบอักษร


เครดิตภาพ tumblr , weheartit , pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate




 

Suekrob & Lookpeach {@RomanceP2 @DirtyS2}

You came back to find I was gone 

And that place is empty,
Like the hole that was left in me

Like we were nothing at all

It’s not what you meant to me

Thought we were meant to be

คุณกลับมาและพบว่าผมได้จากไปแล้ว

และที่แห่งนั้นก็เหลือแต่ความว่างเปล่า
มันเป็นเหมือนช่องว่างในใจผม

เหมือนว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย 

มันเหมือนกับว่าคุณไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับผมอีกต่อไป

แต่เราก็รู้ดีว่า... เรามีความหมายต่อกันเสมอ

 

Let Me Go – Avril Lavigne feat. Chad Kroeger

 

 

 

 


EPISODE 01

{BAD CHROMOSOME}โครโมโซมสารเลว


 

    

    

LOOKPEACH TALK

วันต่อมา

คุณเคยสงสัยมั้ยว่าคนที่ชอบย้ำคิดย้ำทำมีลักษณะเป็นยังไง ที่จริงฉันก็เคยสงสัยอยู่ แต่ตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วจริงๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะ...

“บอกมาเถอะน่า”

“...”

“บอกเฮียมาเดี๋ยวนี้ลูกพีช อย่าทำเมินนะเว้ย บอก...”

“หนวกหู” ในที่สุดฉันก็ทนไม่ไหวจนต้องยกมือขึ้นปิดปากคู่สนทนาซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาเดียวกันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะหันไปจ้องหน้าเขา

“เฮ้ย ว่าไงนะ” แต่คู่สนทนาคนนี้ดื้อด้านเอาเรื่อง เขาดึงมือฉันออกและยึดไว้จนแน่น แถมยังทำสีหน้าเหมือนจะมีเรื่องกับฉันให้ได้อีก

“ที่เฮียพูด มันทำฉันหนวกหู” ฉันพูดซ้ำพร้อมก้มมองมือของเราสองคนที่ยังจับกันไว้อยู่ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองสบตากับเขาอีกครั้ง

หมอนี่ชื่อ เพชร

“แล้วเฮียถามเธอกี่รอบไม่เห็นตอบสักที” เขาไม่ยอมปล่อยมือฉัน ซ้ำยังบีบแน่นมากกว่าเดิมอีก จนฉันต้องผ่อนลมหายใจ

“เบื่อจะตอบคำถามเดิมๆ”

“...”

“ฉันไม่ชอบพูดซ้ำซาก เลิกถามเหอะ”

“เฮียถามเพราะอยากได้คำตอบจริงจังเว้ย ถ้าถามไอ้เวรนั่นแล้วมันตอบความจริง เฮียจะไม่มาถามเธอเลย” เพชรขมวดคิ้วมุ่น เขาจ้องฉันอย่างคาดคั้น

“...”

“เจอกันวันแรกมันก็จูบเธอ สองวันก่อนมันก็ถามถึงเธอ เมื่อวานมันขโมยชื่อเฟสกับไลน์เธอจากมือถือเฮีย แล้ววันนี้มันก็จิ๊กเบอร์เธอไปอีก”

“อ่าฮะ” ฉันขี้เกียจเถียงจึงพยักหน้ากลับไปส่งๆ

“ถามจริงๆ อีกรอบ เธอกับไอ้รบไม่เคยเจอกันมาก่อนแน่นะ ประมาณแฟนเก่าอยากรีเทิร์นอะไรแบบนี้... อื้อ!

“เลิกพูดเรื่องหมอนั่นได้แล้ว” ไม่ใช่แค่พูดดัก แต่ฉันยังใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกเกาะกุมไว้เอื้อมไปปิดปากเพชรซ้ำสองด้วย “มันแสลงหู”

เพชรคือเหตุผลหลักที่ทำให้ฉันรู้สึกเอือมระอากับการย้ำคิดย้ำทำของเขา ในที่นี้คงมีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องของเพื่อนเขาที่ชื่อศึกรบ

เรื่องเบอร์โทร ไลน์ โซเชียลเน็ตเวิร์คจำพวกเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ กาเกา... และจูบ ทุกอย่างที่เพชรว่ามันนั่นเป็นเรื่องจริง ถ้าสิ่งที่ศึกรบทำทั้งหมดนั่นเรียกว่าการ จีบ’ ฉันอาจจะต้องยอมรับไปตามสภาพว่าภายนอกมันถูกออกแบบให้เป็นอย่างนั้น

ย้อนความกันก่อน... อย่างที่รู้กันคือเพชรเป็นพี่ชายนอกสายเลือดของฉันเอง ส่วนศึกรบเป็นเพื่อนของเขา เราบังเอิญเจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจในเย็นวันหนึ่ง หลังจากนั้นศึกรบก็จูบฉันและขอคบด้วยในเวลาเพียงไม่ถึงห้านาทีนับจากแต่วินาทีแรกที่สบตา ตอนนั้นฉันโมโหที่จู่ๆ ก็โดนรุกหน้าตาเฉยเลยตอบรับส่งๆ ไป ออกแนวจิกกัดนิดหน่อยตามประสา เอาจริงๆ คือถ้าเพชรไม่ลากฉันออกมาก่อนในเย็นวันเกิดเรื่อง ก็คงเป็นศึกรบนั่นแหละที่ลากฉันไป

โอเค แต่เรื่องนั้นมันผ่านมาสามวันแล้ว ฉันจบ ไม่รื้อฟื้น และไม่ได้เจอหน้าศึกรบอีก ถึงเพชรจะบอกว่าศึกรบมีเบอร์มีไลน์ฉัน แต่เขาก็ไม่ได้ติดต่อมาสักหน่อย

แล้วดูเหมือนเพชรกับเพื่อนของเขาจะไม่จบด้วย เพชรพูดเรื่องศึกรบกับฉันทุกวัน จนฉันจะหายใจเป็นศึกรบอยู่แล้ว เพชรปักใจเชื่อว่าฉันกับเพื่อนของเขาคนนี้ต้องเคยมี ‘Something’ กันมาก่อน

“ลูกพีช...” ไม่นานเพชรก็ดึงมือฉันออก คราวนี้เขายึดมือฉันไว้สองข้างเลย

“ใช่ นั่นชื่อฉัน” ฉันพยักหน้ารับ ก็นั่นชื่อฉันจริงๆ ไม่เถียง

“เฮียจริงจังนะ อย่าติดกวนได้มั้ย” เพชรจ้องหน้าฉันด้วยสายตาเฉียบคมของเขา ก่อนจะพูดต่อ “ที่ถามเพราะเป็นห่วง”

“...”

“ก็บอกอยู่ว่าไอ้รบมันไม่น่าจะรุกใครขนาดนั้น มันรักมันชอบใครเป็นที่ไหน มันหวงความโสดจะตาย หน้าตาเธอก็ไม่ใช่ว่าจะทุเรศ”

“มันหวังฟันฉันมั้ง” ฉันยักไหล่ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยพูดนะ เคยมาแล้วเมื่อวาน

“ก็วันที่เธอกับมันเจอกันครั้งแรก ทั้งจูบ ทั้งคำพูด มันไม่ใช่สิ่งที่คนแปลกหน้าจะทำใส่กันนะเว้ย” เพชรกำลังวิเคราะห์ แต่ฉันว่าเขาก็เดาไปเรื่อยนั่นแหละ “เฮียไม่ได้โง่... เฮ้!

ผลัก!

เพราะทนเขาไม่ไหว ฉันถึงได้ใช้แรงทั้งหมดสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเพชร ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องส่วนตัว พร้อมทั้งหยิบกระดาษสองสามแผ่นออกมาจากกระเป๋าแล้วเดินออกมา เพชรยังนั่งอยู่ที่เดิม ดี...

ป้าบ!

และฉันไม่ลังเลเลยที่จะฟาดกระดาษพวกนั้นใส่หน้าเพชร ก่อนจะยืนมองหน้าเขาและลดตาลงมองเป็นเชิงสั่งให้เขาอ่าน

“ฉันไม่เคยมีความทรงจำร่วมกับหมอนั่น” ฉันกรอกตาขึ้นลงอย่างหงุดหงิดทั้งที่ยังยืนอยู่

“...” แต่เพชรยังทำสีหน้าเหมือนไม่เชื่อทั้งที่ได้อ่านเอกสารในมือแล้ว เอกสารที่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ว่าฉันเกิดอุบัติเหตุ “ความจำเสื่อม?”

ใช่... ฉันความจำเสื่อม เมื่อประมาณสองปีที่แล้วคนที่บ้านบอกว่าฉันโดนรถชน ตอนแรกน่ะเสื่อมไปหมดทุกอย่าง จำไม่ได้เลยว่าใครเป็นใคร แต่พอนานวันเข้าความทรงจำก็เริ่มฟื้นคืนมาทีละนิดๆ อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็จำได้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร ครอบครัวมีพื้นเพแบบไหน แต่ที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกคือเหตุการณ์ประจำวันในแต่ละช่วงเวลามากกว่า

เพื่อน คนรัก การเรียน เวลาที่มีความสุข เวลาที่มีความทุกข์ จำไม่ได้สักอย่าง

“เลิกมโน แล้วนอนซะ” สุดท้ายฉันก็อดจิกกัดเพชรไม่ได้อยู่ดี

“เธอ...” เพชรคราง เขาทำท่าจะพูดอะไรออกมาอีก

“ไร้สาระทั้งนั้น” ฉันเบือนหน้าหนี ก่อนจะยื่นมือไปหยิบเอกสารในมือเพชรคืน ทว่ากลับถูกเพชรรั้งไว้ เขาดึงให้ฉันนั่งลงที่เดิมจนต้องเอ่ยถามซ้ำ “มีไรอีกล่ะ”

“แสดงว่าตอนนี้เธอก็ยังจำเรื่องอดีตไม่ได้ทั้งหมด?” เพชรถาม

“ก็คงงั้น”

“ไม่คิดเหรอว่าก่อนหน้าเธออาจจะเคยรู้จักไอ้รบ แบบอดีตอะไรประมาณนี้”

"คำตอบเดิม จำไม่ได้” ฉันถอนหายใจ เอาเข้าจริงๆ เพชรนี่ก็น่ารำคาญใช่เล่น

“จริงเหรอ?” เพชรเลิกคิ้วถาม

“ถ้าฉันเคยรู้จักหมอนั่น เฮียก็ต้องรู้จักฉันด้วยสิ เพื่อนกันนี่”

“ไม่เกี่ยวมั้ง” เพชรส่ายหน้า ก่อนจะพูดต่อ “เฮียกับมันเพิ่งรู้จักกันมาปีกว่าๆ ไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้น บางทีมันก็ไว้ใจได้ แต่บางทีก็ไม่น่าไว้ใจ”

“...” ฉันเงียบ... ถ้างั้นก็แปลว่าพวกเขาไม่ได้สนิทกันมาก และไม่ได้ไว้ใจกันด้วย

“แล้วตกลงจำไม่ได้ หรือว่าจำได้แต่แกล้งไม่จำกันแน่” แต่เพชรยังไม่ยอมจบ จนฉันเริ่มชักสีหน้าใส่ ก่อนจะกระชากคอเสื้อเขาไว้แล้วดึงเข้ามาจนใกล้

“การเป็นพี่น้องกัน สิ่งแรกที่ควรทำคือเชื่อใจ” ฉันกระซิบรอดไรฟันบอกเพชร

อย่างที่บอกไปว่าเราคือพี่น้องกันตามนัยยะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันก็ตามที ถ้าไม่อธิบายคงจะงงใช่มั้ย เกริ่นสักหน่อยแล้วกัน เอาเท่าที่จำได้พอ

ครอบครัวเราเคยมีความสุข จนกระทั้งฉันรู้ความจริง ฉันเคยคิดว่าตัวเองเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อและแม่  แต่ไม่ใช่...

สักช่วงหนึ่งของชีวิตครอบครัวเราร้าวฉาน พ่อบอกว่าแม่ทิ้งเราไปมีสามีใหม่ ส่วนพ่อก็พาฉันไปอยู่ฮ่องกงเพราะพ่อเป็นมือขวาให้มาเฟียคนหนึ่งที่ชื่อว่า ปืนใหญ่’ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่น่ารังเกียจที่สุดในชีวิต

ชีวิตสีเทาของฉันและพ่อ กับครอบครัวใหม่ ภรรยาใหม่ของพ่อ และลูกของพวกเขาที่อายุเท่าๆ กัน...  ไม่ใช่แค่แม่ที่หักหลังพ่อ แต่พ่อเองก็ด้วย พ่อมีภรรยาสองคนพร้อมกันหรืออาจจะมากกว่านั้น และฉันกลายเป็น แกะดำ’ ในทันทีที่พ่อเสียชีวิต

น่าแปลกที่ฉันความจำเสื่อมและคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจดจำ ไม่ควรเป็นสิ่งแรกที่ฉันจำได้ แต่ฉันกลับนึกมันออกเป็นเรื่องแรกเลย ถึงจะแค่คร่าวๆ ก็เถอะ

ส่วนเรื่องอื่นจำไม่ได้... คงเพราะรักษาไม่ถูกวิธีด้วยล่ะมั้ง แต่เรื่องนั้นน่ะยาวมาก ฉันไม่อยากพูดถึงมันตอนนี้

“แต่เราไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ไงลูกพีช” เพชรแย้ง

“แล้วเฮียจะตามหาฉันทำไม” ดังนั้นฉันจึงย้อน เราจ้องหน้ากันในระยะประชิด

“แม่เธอเป็นคนดี” คำพูดของเพชรคือการเยินยอแม่... แม่ที่เคยทิ้งฉันไปอย่างไม่สนใจใยดี

“มันไม่ใช่เหตุผล ไม่ได้หมายความว่าฉันจะดีเหมือนหล่อน” ฉันตอบเพื่อหยั่งเชิง

“อย่างน้อย เธอก็เป็นเหมือนญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของฉันป่ะวะ”

ในคำพูดนั้น... เพชรแสดงออกชัดเจนว่ากำลังเสียใจ เขาคงรักพ่อของเขา และเคารพแม่ของฉันมาก

“ถ้าเฮียคิดแบบนั้น ฉันก็ดีใจ

เรื่องของฉันกับเพชร... ที่จริงไม่มีอะไรมาก เพราะพอไม่มีพ่อ ฉันก็เหมือนไม่มีใคร แม่เลี้ยงและลูกของหล่อนไม่ได้สนใจอะไรฉันอยู่แล้ว หลังจากฟื้นพวกหล่อนก็เอาฉันไปทิ้งไว้ที่อื่นซึ่งห่างไกลจากบ้านที่พวกหล่อนอยู่ จำกัดชีวิตฉัน ทิ้งให้ฉันเผชิญกับความว่างเปล่าในหัวคนเดียวเป็นปีๆ โดยมีเศษเงินคอยหล่่อเลี้ยงชีวิตไปวันๆ 

เศษเงินที่ครั้งหนึ่งสิทธิ์ทั้งหมดอาจเป็นของฉัน แต่เพราะความโง่และความจำเสื่อม ฉันถึงได้หลงเซ็นมอบอำนาจทรัพย์สินทั้งหมดของพ่อให้แม่เลี้ยงไป

แต่เมื่อไม่นานมานี้มีทนายกับนักสืบโทรมาหา บอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่งตามหาตัวฉันอยู่ เขาคนนั้นคือเพชร ตอนที่รู้เรื่อง... ตรวจสอบหลักฐานสักพักฉันก็ตัดสินใจมาที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อน มาอยู่กับเขาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งหมดนี่เป็นการตัดสินใจของฉันคนเดียว

แต่นี่ไม่ใช่การหนีออกจากบ้าน เพราะยังไงฉันอยู่ก็เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ดี

ใจความสั้นๆ จากปากเพชรคือ ทุกคนในครอบครัวของหมอนี่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเมื่อปีก่อน เขาใช้ชีวิตคนเดียว และที่บอกว่าเราไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือดเป็นเพราะเพชรคือลูกติดของพ่อ เขาไม่ใช่ลูกของแม่ฉัน

พวกเราต่างก็ถูกทิ้ง... แต่มันก็เท่านั้น ฉันไม่มีความผูกพันกับเขาเลย... แต่ที่ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่เพราะเขาคือทางเลือกที่ดีที่สุดต่างหาก

“ให้ตาย เธอถูกเลี้ยงมาแบบไหนวะลูกพีช”

ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเพชรถึงได้ถามคำถามนี้ออกมา และมันทำให้ฉันเม้มปากในทันที ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะ...

พรึบ!

ใครบางคนเดินเข้ามาในห้องคอนโดส่วนตัวของเราพี่น้องต่างสายเลือดโดยไม่ได้รับอนุญาต เขาสวมเสื้อแขนยาวคอกว้างลายเสือสีเข้ม กางเกงขายาวสีดำ และใบหน้าตรงหางคิ้วมีพลาสเตอร์ปิดอยู่

ดูเหมือนใครคนนั้นจะมีอภิสิทธิ์พิเศษมากพอที่จะเข้ามาในนี้โดยไม่ต้องขอใครซะด้วย

หางตาฉันเห็นชัดเจนว่าผู้บุกรุกหยุดปลายเท้าไว้ตรงหน้าประตู สายตาคมกริบจ้องมองมาทางนี้ มันเป็นมุมเฉียงพอดีซะด้วย

"..." ยิ่งไปกว่านั้นคือฉันเห็นว่ามุมปากของไอ้คนตรงหน้าประตูกำลังยกขึ้น... มันไม่ใช่การยิ้มที่จริงใจหรือหยั่งเชิง แต่เป็นการยิ้มเหยียดมากกว่า เหมือนกับว่าหมอนี่รังเกียจฉันมานานยังไงยังงั้น

สายตาแบบนี้ หยาบคายสิ้นดี

พรึบ!

เพราะแบบนั้นฉันถึงได้ดึงคอเสื้อเพชรให้เข้าใกล้พร้อมทั้งประกบปากจูบพี่ชายนอกสายเลือดของตัวเองอย่างบีบบังคับ จงใจปรับเอียงองศาใบหน้าให้พอเหมาะและกดริมฝีปากลงบนริมฝีปากหยักลึกให้แนบแน่น เจาะจงให้หมอนั่นเห็นเต็มๆ ตา

"...!!" ขณะที่เพชรเบิกตาจนกว้างแต่ก็ไม่ได้ขัดขืน เขาเหมือนจะทำอะไรไม่ถูกจนฉันถอนริมฝีปากออกพร้อมทั้งพูดต่อ แต่ไม่ได้พูดกับเพชรนะ

“ถ้าอยากรู้ต้องลองพิสูจน์ จริงมั้ยศึกรบ?”

พูดกับคนที่เข้ามาเป็นแขกรับเชิญทีหลังต่างหาก

ศึกรบไง เราจ้องตากันโดยมีเพชรคั่นกลาง ท่าทางของศึกรบไม่ได้ยินดียินร้าย แต่สายตาเขากดลงต่ำเวลาจ้องฉัน ติดจะมองเหมือนฉันเป็นขยะด้วยซ้ำ

  สายตาเขาทำฉันข้องใจ แต่ยังไม่อยากเปิดประเด็นตอนนี้

“ฮะ ฮะ เฮ้ยๆ” ดูเหมือนเพชรจะไม่สนใจที่ฉันพูด เขาพูดติดอ่างแถมยังทำอะไรไม่ถูกอีกต่างหาก คิดว่าเขาคงยังไม่สังเกตเห็นเพื่อนของตัวเองมั้งถึงได้ถามต่อด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ทะ ทำอะไรของเธอวะ”

“เออ สงสัยด้วยคน... ทำไรกัน” ฉันไม่ได้ตอบ แต่เป็นศึกรบต่างหากที่ตอบ เขายังจ้องฉันด้วยสายตาหยาบคายไม่เลิก และคงมีแค่ฉันคนเดียวที่เห็น

“ไอ้รบ มาตั้งแต่เมื่อไหร่” คราวนี้เพชรทำตาโตเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว เขาหันไปมองศึกรบ...

"น่าสนุกดี อยากแจมด้วยคนจริงๆ" ในขณะที่ศึกรบเปลี่ยนเป็นยกยิ้มให้เพชรและเผื่อแผ่มาถึงฉันด้วย ไม่ใช่แค่ยิ้มหรอก แต่ทันทีที่เพชรเห็นเขา... สีหน้าที่เคยแสดงออกว่ารังเกียจหรืออะไรเทือกนั้นก็หายไปด้วย

...ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

"มันไม่ใช่นะเว้ย" เพชรแก้ตัวและหันมาจ้องหน้าฉันสลับกับศึกรบด้วยใบหน้าขึ้นสี ส่วนฉันก็ทำแค่ยิ้มมุมปาก

ครืด... ครืด...

ไม่นานศึกรบก็ลากเก้าอี้มานั่งอยู่ตรงหน้าเราสองคนพี่น้อง ริมฝีปากหยักบางคลี่ยิ้มยกขึ้นจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง เข้าใจมั้ย หมอนี่ทำสีหน้าดีมาก ประมาณว่า 'ผมไม่รู้’ หรือ ผมใสๆ’ ได้ในพริบตา

แต่อย่างว่า ขนาดกิ้งก่ายังเปลี่ยนสีได้หลากหลาย มีหรือผู้ชายมันจะตีสองหน้าไม่เป็น

ไม่กี่อึดใจศึกรบก็เอื้อมมือมาหยิกแก้มฉันเบาๆ เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติและสีหน้าเหมือนในวันแรกที่เราเจอกัน แต่พูดกับเพชรนะ ไม่ใช่ฉัน...

“ถึงว่า ทำไมหวงนักหวงหนา”

“...”

“ที่แท้ก็แอบเก็บไว้ แทะ’ เอง... รสชาติดีเอาเรื่องมั้ยล่ะเพื่อน?”

สิ้นคำถามนั้น... ทุกอย่างก็เข้าสู่ภาวะเงียบสงัดในทันที ดูเหมือนประโยคธรรมดาๆ จะสร้างผลกระทบให้เพชรมากทีเดียว เพราะเขาเริ่มเม้มปากและทำสีหน้าไม่พอใจให้ศึกรบ

“แรงเกินไปไอ้รบ ทีหลังอย่าพูดแบบนี้นะไม่ชอบ” เพชรถอนหายใจ เขายกมือขึ้นลูบริมฝีปากของตนเอง

“แรงหรือแทงใจดำ?” ศึกรบกะพริบตาปริบๆ เหมือนคนอินโนเซ้นส์ท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวที่เขาแสดงออกทำเอาฉันอารมณ์ขุ่นมัว “เอาน่า แซวเล่นขำๆ ทำเป็นซีเรียส”

ฉันมีความรู้สึกประมาณว่าไม่ถูกชะตากับหมอนี่อย่างแรง ยิ่งได้เห็นสีหน้าไม่ชอบมาพากลเมื่อครู่นี้ก็ยิ่งไม่อยากสุงสิงด้วยเข้าไปใหญ่

“จูบนั่นมันก็แค่อุบัติเหตุไง เวรเอ๊ย ทำไมจะต้องมาอธิบายให้ฟังด้วยวะ” เพชรบอกศึกรบพร้อมทั้งจ้องหน้าเขา ขณะที่ศึกรบเบนสายตามาจ้องมองริมฝีปากฉันเพชรก็พูดต่อ “แล้วตกลงมาทำไม”

“คิดถึงเพื่อน บังเอิญอยากเจอก็เลยมาหา” ศึกรบพูดโดยที่ใช้ข้อศอกชันกับเข่าทั้งสองข้างของตน

“บังเอิญเนี่ยนะ เอาเรื่องจริงมาพูดหน่อยสิวะ” เพชรขมวดคิ้วถามและศึกรบก็พยักหน้ารับ ดูเหมือนตอนนี้สติของพี่ชายฉันจะกลับมาแล้ว ในขณะที่ฉันกำลังคิดว่าจะทำอะไรต่อดี เพชรก็พูดขึ้นอีก “บังเอิญแค่ไหนถามใจตัวเองดูยัง?”

สิ้นคำถามของเพชร ศึกรบก็ยกยิ้มกว้างขึ้น  สักพักเขาก็กัดริมฝีปากล่างของตนเองพร้อมทั้งมองมาทางฉัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกะล่อนนิดๆ

“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบังเอิญโลกกลม หรือพรหมลิขิต”

เสี่ยวจริงอะไรจริง...

“ไปนอนก่อนนะเฮีย” ไม่รู้หรอกว่าหมอนั่นพูดกับใคร แต่ฉันไม่อยากจะสนใจเลยหันไปบอกเพชรและตั้งท่าจะลุกขึ้น แต่มันติดอยู่ตรงที่ว่า...

“ไอ้เพชร ของที่ฝากไว้ ขอคืนหน่อย” ศึกรบพูดขึ้นในระหว่างที่ฉันกำลังจะลุกพอดี หมอนี่ยื่นฝ่ามือมายันกับเบาะโซฟาไว้อีกที ที่สำคัญคือเขาดันเอามายันไว้ระหว่างกลางขาฉันด้วย

นึกภาพตามออกมั้ย... ฉันมีขาสองข้างเหมือนคนปกติและกำลังจะลุกขึ้น แต่พอศึกรบทำแบบนั้น ผลเป็นยังไง? ฉันก็นั่งลงเหมือนเดิมไง ขืนลุกขึ้นจริงๆ มีหวังอะไรต่อมิอะไรคงถูกับข้อแขนเขาพอดี

“ทำบ้าอะไร ทุเรศจริง” ฉันใช้หลังมือปัดมือข้างดังกล่าวของศึกรบ แต่มันกลับไม่ยอมขยับ ทำแบบนี้เหมือนกำลังขัดขวางไม่ให้ฉันลุกไปไหนเลยไง ฉากจูบเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้เขาคิดได้เลยหรือไง

“ไอ้รบ เกรงใจพี่ชายยัยนี่บ้าง พี่มันนั่งอยู่ข้างๆ นะเว้ย”

เพชรปรามเพื่อน เขาไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยแต่หันไปเปิดลิ้นชักตรงข้างโซฟาพร้อมทั้งหยิบสร้อยคอเส้นหนึ่งออกมา ก่อนจะยื่นสร้อยผ่านหน้าฉันไปให้ศึกรบ

“นาย...” ฉันครางได้วลีหนึ่งแต่ก็ต้องหยุดไว้ ตอนแรกน่ะจะว่าศึกรบ แต่ต้องหยุดไว้ก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะ...

สายตาฉันจับจ้องไปยังสร้อยเส้นดังกล่าว มันคือสร้อยเงินธรรมดาที่มีจี้ห้อยรูปหกเหลี่ยมสีแดงสด ภายในรูปหกเหลี่ยมมีสัญลักษณ์ที่ทำมาจากเงินรูปเพชรแปดกระรัตหัวกลับสีดำอยู่ แถมในรูปเพชรยังมีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ด้วย

ตัว ‘S’

พอฉันผละมือออกจากการหยิกต้นแขนเขาและทำท่าจะเอื้อมมือไปแตะจี้นั่น... มือของใครบางคนก็กระชากมันไปเสียก่อน

“ฉันมันทำไม?”

ศึกรบใช้มือข้างที่เคยค้ำอยู่ตรงหว่างขาฉันคว้าสร้อยจากเพชรไปใส่ไว้ที่คอตนเองอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งเอ่ยถามฉันไปด้วย สายตาของเขาที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความสงสัย ซ้ำยังจ้องค้างอยู่ตรงมือฉันที่ยกค้างไว้อีกด้วย...

“ทำอะไรของเธอลูกพีช” เพชรเองก็มองฉันด้วยสายตาสงสัยเช่นกัน

“เปล่า ไม่มีไร” ฉันปฏิเสธพร้อมกับลดมือลง แต่ยังคงค้างคำถามอยู่ในหัวใจที่เต้นกระหน่ำจนน่ากลัว... ฉันจะเอื้อมมือไปแตะไอ้จี้บ้าๆ นั่นเพื่ออะไร ปกติฉันไม่ใช่คนแบบนี้เลย

“ได้ของแล้วก็กลับไปเลยไป” คราวนี้เพชรหันไปพูดกับศึกรบ

ส่วนฉันพอรู้ว่ามีช่องโหวก็รีบลุกขึ้นยืนโดยไม่ลืมหยิบเอกสารที่เป็นหลักฐานเรื่องความจำเสื่อมติดมือมาด้วย ทว่า...

หมับ!

“ยังไม่อยากกลับว่ะ” ไอ้ผู้ชายคนเดิมกลับคว้าแขนฉันไว้พร้อมทั้งพูดขึ้น มันกะทันหันมากเมื่อเขาออกแรงกระตุกข้อมือจนร่างฉันถลาลงไปนั่งอยู่บนหน้าตักของเขา

“ทะลึ่ง” ฉันโกรธแล้วเชื่อสิ ตกใจด้วย อยู่ดีไม่ว่าดีมาทำแบบนี้ได้ไง แล้วพอฉันจะลุก หมอนี่ก็เอานิ้วเกี่ยวกับหูกางเกงของฉันไว้แน่น

ประเด็นคือกางเกงมันหลวมมาก... ถ้าฉันยังดันทุรังลุก สภาพคงไม่น่าดูเท่าไหร่

“เฮ้ย อะไรนักหนาวะไอ้รบ” ส่วนเพชรก็จ้องการกระทำของศึกรบด้วยสายตาไม่พอใจพร้อมทั้งพยายามดึงมือของศึกรบที่เกี่ยวกับหูกางเกงฉันออก

“ตอนแรกแค่มาเอาของ” แต่เหมือนเพชรยิ่งดึง หมอนี่ก็ยิ่งรั้นจะขัดขวาง ซ้ำยังพูดเป็นเพชรด้วยน้ำเสียงเหมือนทองไม่รู้ร้อนอีก “แต่ตอนนี้อยากกินน้ำ”

“กอดคนแปลกหน้า ใครเค้าสั่งสอนนาย” ฉันขมวดคิ้วมุ่น พร้อมทั้งพยายามดึงตัวเองออกอีกแรง

“ปล่อยลูกพีชก่อนดีมั้ย จะกินน้ำอะไรบอกกันดีๆ ก็ได้เว้ย เหล้า เบียร์ น้ำแดง อะไรยังไงไหนบอก”

เพชรก็ยังพยายามจะกระชากฉันออกจากตักศึกรบ มันดูยุ่งเหยิงพิกล... จนฉันรู้สึกเหมือนกางเกงขาสั้นที่สวมอยู่จะหลุดให้ได้

“เฮียหยุดกระชากฉันได้แล้ว” ฉันหยุดดิ้นพร้อมทั้งจ้องหน้าเพชร ก่อนจะหันไปกัดฟันพูดกับศึกรบอีกคน “ส่วนนาย เลิกดึงกางเกงฉันก็ดี”

“ไม่เมาไม่กลับ หลับก่อนถือว่ากาก” แต่ศึกรบดูเหมือนจะสนใจเพชรมากกว่า

“เออตามนั้น แต่ปล่อยลูกพีชเลยไอ้รบ” ส่วนเพชรก็สนใจแต่ศึกรบเหมือนกัน พวกเขายังยื้อร่างฉันเหมือนเดิม

“ส่วนน้องคนนี้ วานช่วยชง” คราวนี้ศึกรบพูดกับฉัน แต่ยังไม่หยุดรั้งตัวฉันไว้อยู่ดี “ถ้าพี่ไม่เมา เราก็ห้ามนอน”

โอเค ฟังฉันกันมาก ณ จุดนี้ เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย...

“ไอ้พวกประสาท...” ถ้าไม่ติดว่ากางเกงจะหลุด โดนกระชากจนเจ็บแขน ฉันคงไม่ทำแค่สบถแน่เชื่อสิ

“ทำอะไรเกรงใจกันบ้าง ขอเหอะ ยังไงนั่นก็น้องเพื่อนทั้งคน” ดูเหมือนเพชรจะฟิวส์ขาดและดึงฉันแรงขึ้นจนต้องเบ้หน้า

“ฉันเจ็บ” ฉันบอกความรู้สึกในปัจจุบันด้วยเสียงกดต่ำ คนพวกนี้แรงเยอะชะมัด โอเคว่าสถานการณ์นี้มันออกจะน่าตื่นเต้น ถ้าเป็นคนอื่นโดนแบบนี้คงเขินจนตัวบิด แต่ฉันไม่ใช่

“ได้ยินมั้ยเพื่อนเพชร ผู้หญิงบอกเจ็บ” ศึกรบกระตุกฝ่ามือกดฉันให้แผ่นหลังเสียดสีกับแผ่นอกเขา

“...” ฉันไม่ได้พูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าเพชรที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ขณะที่เพชรเองก็หันมามองสบตาฉัน

“โอเค... ยอมแล้วๆ เรามานั่งดื่มกัน เดี๋ยวลูกพีชมันชงเหล้าให้เองตามคำขอ ทีนี้ช่วยปล่อยยัยนี่ก่อน เห็นใจกันบ้าง บอกแล้วไงว่าห้ามเกาะแกะกับยัยนี่ ไม่ได้สนใจเลยใช่มั้ยไอ้เวร” เพชรว่า

“หึ...” เสียงหัวเราะในลำคอของศึกรบดังขึ้น

“...” ฉันยังเงียบ ส่วนเพชรก็เพ่งมองมือของศึกรบที่ตะปบอยู่แถวๆ ช่วงเอวฉัน

อาจเพราะฉันกับศึกรบอยู่ใกล้กันมากเนื่องจากยังนั่งอยู่บนตักเขา มันใกล้ชิดมากจนฉันได้ยินเสียงลมหายใจเย็นจัดที่เป่ารดท้ายทอย และได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาของศึกรบ

มันเป็นคำพูดที่เบามาก คงเพราะเขาอยากให้ฉันได้ยินคนเดียวล่ะมั้ง 

“แลรักกันดี พี่น้องท้องเสียดสีสิไม่ว่า มั่ว...”

ผลัก!

หลังจากกระซิบพูดจบหมอนี่ก็ปล่อยฉันให้โผเข้าหาเพชรตามแรงดึงอย่างว่าง่าย แต่คำพูดของศึกรบทำให้อุณหภูมิในร่างฉันร้อนจัดอย่างไม่น่าเชื่อ เสียดสีเหรอ มั่วเหรอ...

“ชักจะวุ่นวายเกินไปแล้วไอ้เพื่อนชั่ว” เพชรปล่อยแขนฉันทันทีที่ถูกศึกรบปล่อยตัว พี่ชายฉันถอนหายใจก่อนจะเดินไปหยิบพวกแก้วกับน้ำแข็งออกมาจากในครัวขนาดเล็กและลงมานั่งที่เดิมอีกครั้ง

ขณะที่ฉันยังยืนจ้องหน้าศึกรบ พ่วงด้วยการเพ่งสายตามองสร้อยบนต้นคอเขา ส่วนศึกรบทำแค่ยกยิ้มมุมปากให้ฉันโดยไม่พูดอะไรอีก จนกระทั่งถูกเพชรดึงให้นั่งลงข้างๆ เขา

“เฮียน่าจะรู้ ฉันไม่นิยมทำเรื่องไร้สาระ” ฉันสะกดอารมณ์มาคุไว้ในอกพร้อมทั้งตวัดสายตามองเพชรโดยไม่สนใจศึกรบอีก

“เอาเหอะลูกพีช งานแบบนี้ผู้หญิงน่าจะถนัดไม่ใช่ไง” เพชรเบนหน้ามาพูดกับฉัน ไหนใครช่วยบอกทีว่าเอาความคิดบ้าๆ แบบนี้มาจากไหน

ชงเหล้าเนี่ยนะงานถนัดของผู้หญิง ตลก!

“แต่ไม่ใช่ฉัน” ฉันจ้องตากับพี่ชายต่างสายเลือดของตนเอง ในขณะที่ต้นขาข้างหนึ่งของฉันรู้สึกเหมือนโดนมือของใครสักคนลูบอยู่ และฉันไม่ลังเลเลยที่จะปัดมันทิ้ง

“ได้มั้ย... ถือว่าเฮียขอ” ส่วนเพชรน่ะยังจ้องตากับฉันไม่เลิกเหมือนโลกนี้มีแค่เราสองพี่น้อง ดูเหมือนตอนนี้เขาจะเริ่มใช้สายตาบังคับฉันแล้ว

ถ้าไม่ตกลง คงไม่จบว่างั้น

“ก็ได้” ฉันพยักหน้ารับอย่างตัดปัญหา ที่จริงก็เป็นคนง่ายๆ อยู่แล้ว เบื่อที่จะเถียงแล้วเหมือนกัน ก็แค่ชงไปให้มันจบๆ จะได้หมดเรื่องกันไป

แกรก...

และเมื่อฉันตกลง จู่ๆ ต้นขาข้างเดิมก็เหมือนโดนใครสักคนใช้มือเกาอยู่ การแอบแตะเนื้อต้องตัวแบบบ้าๆ ของบุคคลที่สามถึงกับทำให้ฉันหงุดหงิดได้ที่จนต้องรีบชงวิสกี้เข้มๆ ใส่แก้วแล้ววางไว้ตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคน พร้อมทั้งพูดกับเพชรที่กำลังก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถืออยู่

“ใครเป็นเพื่อนหมอนั่น ฝากไปบอกด้วยนะ”

“...”

“ถ้าคันมาก ก็มานอนเกาปลายเท้าฉันนี่”

ว่าจบฉันก็ปรายตามองมือของศึกรบที่เขี่ยๆ อยู่ตรงขาอ่อนของตนเอง เมื่อเพชรเงยหน้าขึ้นมอง หมอนี่ก็รีบชักมือกลับไปเกาแก้มของตัวเองพร้อมทั้งทำสีหน้าใสๆ และพูดยอกย้อนกลับคืนมา

“ใครเป็นพี่ยัยนั่น ฝากไปบอกด้วย... ไม่ต้องพูดมาก เอาปากเธอมาเกา” ศึกรบพูดถึงฉันแน่ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้

แต่เขาดันจ้องหน้าเพชรนี่สิ บรรยากาศนี่มันก็แปลกๆ อยู่ เหมือนมีใครสักคนกำลังรู้สึกกดดัน และใช่...

หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นฉัน เพชร หรือไอ้ผู้ชายที่เอาแต่ทำสีหน้าเหรอหรานี่ก็ได้ใครจะไปรู้

“ทำแบบนี้นึกว่าหล่อ เท่ มีเสน่ห์นักรึไง” คำพูดสองแง่สามง่ามทำเอาฉันหันไปจ้องหน้าเขาตรงๆ ก็มองเหยียดมันทั้งตัวด้วยสีหน้ารังเกียจเท่าที่จะแสดงออกได้นั่นแหละ

“ไม่เอาน่า พอก่อนๆ เถียงกันไปมาข้ามหัวอยู่ได้” เพชรพูดกับเราสองคน ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่ม

“อย่างเฮียจะไปรู้อะไร” ที่พูดออกไปไม่ใช่ว่าฉันรู้นะ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

สิ่งที่ดูงี่เง่าที่สุดในความคิดฉันตอนนี้คือ... ทำไมจะต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ท่ามกลางคนนิสัยแปลกๆ อ้อ... มาถึงขนาดนี้คงไม่ต้องถามใช่ไหมว่าใครบ้างที่แปลก

หนึ่ง พี่ชายนอกสายเลือดที่บางทีก็ดูเหมือนจะเกรงใจศึกรบตอนอยู่ต่อหน้าเขา แต่พอลับหลังก็พูดว่าเพื่อนตัวเองไว้ใจไม่ได้

สอง เพื่อนของพี่ชายที่ทำตัวพิลึกพิลั่น การกระทำดูไม่มีที่มาที่ไป ทำเหมือนจะจีบฉัน แต่ก่อนหน้านี้กลับทำสายตาเหมือนคนเกลียดกันมาเป็นชาติ

หลังจากนั้นเพชรกับศึกรบก็เอาแต่คุยเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจ เช่นเรื่องเกี่ยวกับสถานศึกษา ชีวิตประจำวันตามประสาผู้ชาย พวกเขาคุยกันและเปลี่ยนจากวิสกี้เป็นวอดก้า ขณะที่สายตาฉันยังจ้องสร้อยเส้นนั้น ทุกครั้งที่ศึกรบขยับ จี้ที่ห้อยอยู่ก็แกว่งไปแกว่งมาจนหัวใจฉันจะแกว่งตามด้วย

จนกระทั่งสายตาคมกริบของศึกรบหันมาจ้องฉันอีกรอบ เขายกยิ้มให้ก่อนจะหันไปเรียกเพชร

“เฮ้ยไอ้เพชร” เป็นคำเรียกสั้นๆ ส่วนฉันก็เติมวิสกี้แก้วแล้วแก้วเล่าให้พวกเขา "มีไรจะถามหน่อย"

“...” เพชรเงียบ ดูเหมือนพี่ชายฉันอาจจะเริ่มเมา

“ถ้ามีของที่อยากได้ เพื่อนจะทำไงให้ได้มา” ในขณะที่ศึกรบยังคงสภาพปกติเกือบทุกอย่าง

“ก็... ไม่รู้ว่ะ อย่าถามไรแปลกๆ นะเว้ย ขนลุก” เพชรหรี่ตาลงด้วยใบหน้าแดงก่ำ เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าพี่ชายฉันคออ่อน

“คำตอบง่ายๆ” ศึกรบพูดต่อหลังจากยกแก้วขึ้นดื่มและส่งมาให้ฉัน “ก็แค่จ่ายให้เท่ากับมูลค่าของๆ ชิ้นนั้น ถูก?”

ไม่รู้ว่าศึกรบต้องการอะไร...

ตอนนี้เขาไม่ได้หันมาจ้องฉันเหมือนในตอนแรก ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยังเพชรที่นั่งอยู่ข้างกายฉัน ปลายนิ้วของเขาไล้ไปตามจี้ที่ห้อยอยู่ตรงต้นคอของตัวเอง

ราวกับหมอนี่รู้ว่าฉันแอบมองมันอยู่ และใช่... ฉันมองมันจริงๆ ไม่เถียง

“หมายความว่ามึงอยากได้ลูกพีช แล้วจะจ่ายเงินซื้อว่างั้นเหอะ ฮ่าๆ” เพชรพ่นคำพูดออกมาพร้อมหัวเราะร่วนอยู่คนเดียว

“หุบปากนะเฮีย” ขณะที่ฉันทำหน้าเฉยๆ พร้อมทั้งออกปากปรามพี่ชายของตนเอง ส่วนศึกรบก็นิ่งไป... พอเพชรเริ่มเสียการควบคุม บรรยากาศก็อันตรายขึ้นมา

ถ้าหมอนี่ไม่เมา ก็ทำให้เมาซะสิลูกพีช... ฉันบอกตัวเอง ก่อนจะรินวอดก้าใส่แก้วของศึกรบจนเกือบเต็มแล้วยื่นไปให้เขา

“แค่ยกตัวอย่าง” ศึกรบไม่ได้หันมาสนใจฉัน บรรยากาศระหว่างเขากับเพชรก็เริ่มกระอักกระอ่วนมากยิ่งขึ้น

“ไอ้รบ นี่ว่าพวกเราเลิกคุยเรื่องนี้ดีมั้ย เดี๋ยวไอ้ที่ดื่มๆ กันมันจะกร่อยเอา” ถึงเพชรจะค่อนข้างเมา แต่เขาก็ยังหลีกเลี่ยงการสนทนาแปลกๆ นี่พร้อมทั้งหันหน้าไปทางอื่น

“แล้วอะไรที่มึงอยากได้จากกู” ทันทีที่เพชรหันหน้าไปทางอื่น ศึกรบก็สลับแก้วของเขากับเพชรต่อหน้าต่อตาฉันพร้อมทั้งพูดต่อ “ความไว้ใจ มิตรภาพ ใช่ไม่ใช่?”

แก้วนั้นไง... ที่ฉันตั้งใจจะมอมเขา ทุเรศจริง

“หุบปากน่า ถ้าใช่แล้วไงวะ” เพชรก็ไม่ได้เอะใจอะไร เขาหันมาโวยวายด้วยใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะยกแก้วนั้นขึ้นดื่มจนหมด

และในขณะที่ฉันมองพี่ชายตัวเองที่กำลังกระดกแก้ววอดก้า ศึกรบล้วงเอาจูปาจุ๊บมาแกะเปลือกออกแล้วด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างของเขาก็แย่งแก้วมาจากมือเพชร... ก่อนจะหย่อนจูปาจุ๊บลงไปในแก้วและพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ

...ทว่าในทุกวลี กลับเต็มไปด้วยความกดดัน

“งั้นเพื่อนต้องจ่ายด้วย ราคา’ ที่คู่ควร โอเค?”

เขาพูดประโยคนั้นโดยเน้นคำว่า ราคา’ และปรายตามองฉันในประโยคกำกวมนั่น น่าแปลกที่ฉันดันฉลาดพอจะรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่...

ฟุบ!

พี่ชายฉันกลับเมาหลับเพราะวอดก้าแก้วนั้นหน้าตาเฉย ดูเหมือนเพชรจะอ่อนเกินไปสำหรับศึกรบ ถ้าฉันตีความไม่ผิดนะ เขาพยายามแสดงให้ฉันเห็นแบบนั้น

ศึกรบนี่ประหลาดคนชะมัด ฉันขมวดคิ้วก่อนจะตัดสินใจยืนขึ้น หมายจะเข้าไปพยุงเพชรโดยไม่สนใจศึกรบที่เอาแต่มองจ้องกันอย่างโจ่งแจ้งอีก

“เฮียไหวมั้ย” คิดว่าไง สิ่งที่ฉันทำเป็นลำดับต่อมาคือพยายามจะพยุงเพชรที่ตัวหนักกว่าเท่าหนึ่งขึ้น ตั้งท่าจะพาเพชรเข้าไปในห้องนอนของเขา

ผลักตุบ!

แต่ไอ้บ้าที่นั่งดื่มเงียบๆ กลับทำเรื่องน่าเกลียดด้วยการใช้เท้าเตะเพชรที่อยู่ในอ้อมแขนฉันจนเขาล้มลงไปนอนกับพื้นหน้าตาเฉย แถมฉันยังเห็นเต็มตาว่าหัวของเพชรกระแทกกับพื้นห้องจนแตกด้วย

บ้าจริง... นี่มันอะไรกันน่ะ

“รำคาญลูกตา” และนี่คือสิ่งที่เขาพูด

“เกินไป มากไป... นั่นเพื่อนนายอย่าลืม” ฉันโกรธ... คงรู้ใช่มั้ย และเมื่อฉันจะเข้าไปดูเพชรที่ตอนนี้เหมือนจะสลบไปแล้ว ศึกรบก็ใช้มือผลักให้ฉันนั่งลงกับโซฟาเหมือนเดิมหน้าตาเฉย

“ฉันเตะเพื่อนฉัน มันหนักหัวใคร” ศึกรบถามเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“เพื่อนนายมันพี่ฉัน” ฉันกัดฟันพูดและลุกขึ้นหมายจะเข้าไปดูเพชร “นายทำเฮียเพชรเลือดออก”

“โดนแค่นั้นมันไม่ตายหรอกอย่าเวอร์” แต่ศึกรบก็ผลักฉันให้นั่งลงอีกครั้งด้วยมือเพียงข้างเดียว

“นาย...” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดีเลยทีนี้ ลุกก็โดนผลัก หมอนี่มันคนประเภทไหนกันเนี่ย ไม่เข้าใจจริงๆ

“ทำไม” คราวนี้ศึกรบเลิกคิ้วมองฉัน “ฉันทำมันเลือดออก เธอเลยพลาดโอกาสว่างั้น?”

“โอกาสอะไร” ฉันหายใจเข้าลึกๆ คำถามที่ไม่น่าถามถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากจนได้

“เสียดสีกับพี่ชายตัวเองมั้ง” เขาพูดออกมาอย่างน่าไม่อาย เนี่ยเหรอ... ไอ้ผู้ชายที่แสดงออกว่าจะจีบฉัน มันไม่ใช่แล้ว

“อ้อ ใช่...” แต่เห็นเขาชงมา ฉันก็เลยต้องชงกลับสักหน่อย “นายมันตัวมาร โผล่หัวมาผิดที่ผิดเวลา”

“...”

“ถ้าไม่สะเหล่อมาขัด ป่านนี้ฉันคงได้เสียดสีกับเฮียเพชรไปสามสี่ยกแล้ว” ก็ดี... พูดไปแบบนี้เขาจะได้เลิกทำท่าทางเหมือนสนใจกันสักที

“ชักข้องใจ ใครกันแน่ที่มันคัน” เขาแค่นหัวเราะ ก่อนจะไล้นิ้วไปรอบๆ ขอบแก้ว

“ถ้าคันแล้วจะทำไม” สายตาฉันลดมองตามนิ้วของเขา ก่อนจะต้องเงยหน้าขึ้นมองอีกรอบเมื่อได้ยินคำพูดถัดมา

“บังเอิญปากฉันพร้อมเกาพอดี” ศึกรบไหวไหล่ ก่อนจะหยิบจูปาจุ๊บออกจากแก้วมาอมหน้าตาเฉย ตลกร้ายนะฉันว่า ดูแต่ละประโยคที่หมอนี่พูดแล้วกัน "อยากได้ตัวตายตัวแทนมั้ย"

“ไม่จำเป็น” สิ่งที่ฉันทำคือปฏิเสธและเลือกที่จะนิ่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “มีใครเคยบอกมั้ยว่านายมันทุเรศ”

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอดทนได้นานเท่าไหร่...

“อย่างเยอะ อย่าให้ต้องเล่า” ไม่พูดเปล่า เขายังทำหน้าทำตาเหมือนอยากจะอวดอีกต่างหาก อ้อ... เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเรื่องแบบนี้มันน่าอวดด้วย

ดูเหมือนฉันจะคุยกับศึกรบไม่รู้เรื่อง จะลุกหนีไปก็คงยากเหมือนกันเพราะหมอนี่จ้องฉันตาไม่กะพริบเลย สุดท้ายจึงเบี่ยงประเด็นไปถึงเรื่องการแสดงออกของเขาที่มันกลิ้งกลอกกลับไปกลับมาแทน

“รู้ตัวมั้ย แต่ละคำพูด แต่ละอย่างที่นายทำ มันน่าขยะแขยง” ฉันจ้องหน้าศึกรบตรงๆ ที่จริงต้องบอกเลยว่าไม่ได้พูดอะไรแรงๆ แบบนี้มานานแล้ว

“ขยะแขยง?” ศึกรบจ้องหน้าฉัน เขาพูดเป็นเชิงถามพร้อมทั้งเลียจูปาจุ๊บไปด้วย ส่วนฉันก็เบือนหน้าไปทางอื่น

“ใช่ อื้อ!”

พรึบ!

ทว่าจู่ๆ ร่างฉันก็ถูกเขาผลักให้นอนหงายลงกับโซฟา รู้สึกตัวอีกทีคือถูกทาบทับไว้เต็มรูปแบบ พร้อมๆ กับริมฝีปากที่ถูกลวงล้ำกดทับโดยไม่ขออนุญาตด้วย สายตาฉันเห็นใบหน้าเขาลอยอยู่เหนือใบหน้าฉัน

ตึก...

“อื้อ...” ฉันพยายามสะบัดหน้าหนีแต่ไม่สำเร็จ

อัตราการเต้นของหัวใจถี่กระชั้นขึ้นเพราะการจู่โจม ศึกรบตรึงมือฉันไว้ทั้งสองข้างก่อนจะถือวิสาสะรุกล้ำเข้ามาด้วยจูบที่รุนแรง เรียวลิ้นของเขาทั้งเร่าร้อนและบ้าระห่ำอยู่ในโพรงปากโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว

กลิ่นสตอเบอรี่ที่คิดว่าเป็นกลิ่นของจูปาจุ๊บอบอวลในปากทำให้สมองฉันอื้ออึง ราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน... ไม่นานเขาก็ถามเสียงกระซิบเมื่อผละริมฝีปากออก

“รสชาติเป็นไง”

“สตรอเบอร์รี่...” ฉันหอบหายใจและพูดออกไปตามสัญชาติญาณ ไม่รู้ว่าเกิดบ้าอะไรขึ้น

ไม่น่าเป็นแบบนี้ ไม่น่ารู้สึกแบบนี้ ฉันรู้... แต่มันเป็นไปเอง

“อ่าฮะ จูบครั้งที่สองของเรา รส สตรอ’ เบอร์รี่ซะด้วย” แต่แล้วสติก็ถูกดึงกลับมาด้วยคำพูดหยาบคาย หน้าฉันชาเมื่อได้ยิน... อย่านึกนะว่าไม่รู้ หมอนี่จงใจแขวะกัน

“จูบเสร็จก็แซะ ทำเพื่อ?” ฉันพูดไปผลักดันร่างเขาไปเมื่อเราแนบชิดกันเกินจำเป็น เจ็บใจที่โดนจูบ เจ็บใจที่โดนคร่อม เจ็บใจที่โดนด่า

“เห็นจูบตอบ ดูจากทรงคงไม่ขยะแขยงหรอก” แต่ศึกรบกลับดึงดันจะบดเบียดแผ่นอกเข้ามาแนบชิดกับทรวงอกฉันอยู่ได้ ไม่สนด้วยซ้ำว่าฉันจะเริ่มทุบหรืออะไรที่มากกว่านั้นเพื่อให้เขาถอย

“เมารึไง จะทำอะไรอีก” ฉันร้องท้วง ใช้มือดันต้นคอเขาและจิกเล็บลงไป เผื่อความเจ็บจะทำให้เขาสำนึกได้ว่าไม่ควรทำแบบนี้ แต่...

“ทำอินโนเซ้นส์ไปได้...” ดูเหมือนศึกรบจะไม่สะทกสะท้านจริงๆ เขายังจ้องหน้าฉันและไม่ขยับไปไหนทั้งนั้น “ก็ลวนลามเธอไง หัดสังเกตบ้าง”

“ไม่ใช่เรื่อง เหตุและผลหัดใช้บ้างก็ดี”  ฉันย้อนให้สำนึกและเตือนสติ แต่คำตอบที่ได้มา...

“ก็เธอบอกเองว่าจะตกลงคบกับฉัน” คำพูดนั้นถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงคล้ายอยากจะวัดใจ

“ตอนไหน” แต่ที่ปัญญาอ่อนที่สุดคือคำถามนี้ของฉันต่างหาก

“ตอนที่จูบ”

“ตอนนี้รึไง?”

“เออๆ ตอนนี้ก็ได้”

“ถ้าหมายถึงวันนั้น ก็น่าจะรู้ว่าฉันประชด” ฉันรู้ว่าศึกรบกำลังหมายถึงวันแรกที่เราเจอกัน ถึงได้พูดดักโดยไม่ลืมทั้งทุบทั้งผลักเขาแรงขึ้น

“วันนั้นเห็นบอกอยู่ว่าดวงเธอกินผู้ชาย” ศึกรบทำเป็นไม่สนใจที่ฉันพูด เขายังคร่อมไว้พร้อมทั้งปัดมือฉันที่กำลังทุบออก “ฉันไม่กลัว... อยากโดนกินด้วยซ้ำ”

“นายอยากโดน แต่ฉันคงไม่ กลัวแสลง

“งั้นฉันกินเธอแทนก็ได้” ท่าทางของหมอนี่ทำให้ฉันอยากจะเป็นบ้าตาย

“ฝันเฟื่อง ก่อนหน้านั้นอย่าคิดนะว่าฉันไม่เห็น” และใช่... ฉันคิดว่าฉันบ้าจริงๆ แต่ฉันไม่ได้โง่สักหน่อย “ทำมาบอกชอบฉัน แต่ความจริงคงไม่ใช่”

“...” เขาเงียบไปทันที

“นายออกจะรังเกียจฉันนี่” ฉันพูดความจริงในสิ่งที่คิด สายตาของศึกรบตอนที่เข้ามาในห้องครั้งแรกยังติดอยู่ในเลนส์ตา “เพชรไม่เห็น แต่ฉันเห็น อย่าแสดง”

เราสองคนจ้องหน้ากัน ศึกรบบอกทางสายตาชัดเจนว่าเข้าใจที่ฉันสื่อ หมอนี่ไม่ได้บริสุทธิ์ใจ แต่รู้มั้ยว่าเขาตอบอะไร...

“ฉันเปล่ารังเกียจ แค่หึง” อะไรนะ... จะแก้ตัวว่าที่ทำสีหน้ารังเกียจและดูถูกใส่ตอนที่เห็นฉันจูบกับเพชรเป็นเพราะหึงงั้นเหรอ

“ไร้สาระ มีสิทธิ์อะไรมาหึง” ฉันแค่นหัวเราะ ส่วนมือตอนนี้ก็ดันอยู่กับแผ่นอกเขา

“ก่อนหน้านี้ภาษาคนทั้งนั้น ไม่เก็ท?” ศึกรบพูด ยิ่งฉันดันเขาก็ยิ่งกดตัวลงจนฉันแทบจมกับฟูกนอน “ต้องอธิบายซ้ำเป็นภาษานางฟ้าด้วยมั้ย”

“ไม่ต้อง” สายตาฉันเบนไปมองเพชรที่ยังไม่รู้สึกตัวและเม้มปากอย่างกดดัน “ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องของนาย ไม่ต้องพยายามระราน เสียเวลา”

“ใจแข็งดี ชอบว่ะเธอ” สิ่งที่หมอนี่ทำต่อไปคือยิ้ม

“ขอบใจที่ชม” แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่ยิ้มตอบ

“สงสัยต้องจีบใหม่” ไม่พูดเปล่า หมอนี่ยังต้านแรงฉันไว้พร้อมทั้งโน้มลงมาหมายจะจูบฉันอีกรอบ

“ไม่ได้ ฉันหันหน้าหนี รีบยกมือขึ้นข่วนหน้าเขาในทันที ข่วนมันทั้งที่โดนคร่อมอยู่นี่แหละ

“ถ้าจีบไม่ได้ แล้วทำไรได้บ้าง” ริมฝีปากของศึกรบคลอเคลียอยู่ตรงข้างแก้มเวลาพูด

“ไม่ได้สักอย่าง” นั่นทำให้ฉันกัดฟันพูด เข้าใจไหมว่าอยากจะลุกก็ลุกไม่ได้ แรงฉันสู้ศึกรบไม่ไหวจนกระทั่งเขาใช้มือบีบคางฉันให้หันไปหา ส่วนมืออีกข้างก็จับมือฉันไว้อย่างถือสิทธิ์

“เรื่องมากที่หนึ่ง นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ได้...” ศึกรบจ้องหน้าฉันในระยะประชิด...

ก่อนจะบังคับให้ฉันใช้ปลายนิ้วเกี่ยวคอเสื้อลายเสือของตัวเขาเองลง หมอนี่ใส่เสื้อคอกว้างมาก แถมยังถือวิสาสะคร่อมฉันไว้ด้วย จนกระทั่งเสื้อคอกว้างที่เขาสวมอยู่ถูกนิ้วฉันเกี่ยวลงมาถึงเรียวไหล่

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือเสื้อของผู้ชายมันตัวใหญ่ พอหมอนี่ทำแบบนี้ สายตาฉันก็เลยเผลอมองผ่านช่องตรงคอเสื้อและเห็นไอ้นั่นเข้า...

มันมีสีออกส้มอมชมพู... ติดอยู่ตรงสองข้างของแผ่นอก

“อะ ไอ้...” ฉันตั้งท่าจะด่าและสั่งให้ตัวเองละสายตาจากสิ่งที่มองอยู่ รวมถึงดึงมือออกจากมือเขาด้วย แต่มันติดอยู่ตรงที่ว่าศึกรบโน้มหน้าเข้ามาจนชิดพร้อมทั้งกระซิบใกล้หูฉันว่า...

“ถ้างั้นฉันขอ...”

“...”

“อ่อยเธอนะ”

TO BE CONTINUED…


 

 







 


.:: WARNING ::.
ในทวิตติดแท็ก #ฟิคผู้ชายสายอ่อย
ปกติตาลเมนชั่นเรื่องนี้ในเด็กดีค่ะ คลิกลิ้งค์

เพจนักเขียน
 

 

 

 


  1 คอมเม้น 1 กำลังใจ ได้มั้ยล่ะเออ

 
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว